ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 325 (เล่ม 47)

ก็คำว่า อิติ ภควา นี้ ในคาถานี้ เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลาย. ด้วยบาทพระคาถาว่า อตาริ ชาติมรณํ อเสสํ พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงแสดงว่า พระกัปปายนเถระนั้นได้ตัดแล้วซึ่งตัณหานั้น ได้ข้ามแล้ว
ซึ่งชาติและมรณะที่เหลือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
บาทพระคาถาว่า อิจฺจพฺรวี ภควา ปญฺจเสฏฺโฐ ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าพระปัญจวัคคีย์ผู้เป็นศิษย์รุ่นแรก ๕ องค์
ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๕ มีศรัทธาเป็นต้น หรือด้วยธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้น.
และเป็นผู้ประเสริฐด้วยพระจักษุที่ประเสริฐอย่างยิ่ง อันพระวังคีสะทูลถามแล้ว
ได้ตรัสแล้วอย่างนี้. คำนี้เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พระวังคีสะเมื่อจะชื่นชมภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคาถา เป็นต้นว่า เอส สุตฺวา ดังนี้.
ในคาถาเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยคาถาที่ ๑ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อิสิสตฺตมา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นฤๅษีด้วย
เป็นที่ ๗ ด้วย เพราะอรรถว่าสูงสุด อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
กระทำพระฤาษี ๖ พระองค์ มีพระนามว่า วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ
โกนาคมนะ และกัสสปะ ให้พระองค์เป็นที่ ๗ ปรากฏแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงเป็นพระฤๅษีองค์ที่ ๗ พระวังคีสะเมื่อจะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นว่าเป็น
ฤๅษีพระองค์ที่ ๗ จึงได้กล่าวแล้ว.
สองบทว่า น มํ วญฺเจสิ ความว่า เพราะเหตุที่พระกัปปายนเถระ
ปรินิพพานแล้ว ฉะนั้น พระองค์จะไม่ลวง ข้าพระองค์ ผู้ปรารถนาอยู่เพื่อจะ

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 326 (เล่ม 47)

ทราบความที่พระกัปปายนเถระปรินิพพาน คือว่า ขอพระองค์อย่าได้ตรัส
ให้ผิด. คำที่เหลือในคาถานี้ปรากฏแล้ว.
ในคาถาที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-
เพราะเหตุที่สาวกของพระพุทธเจ้า มุ่งหวังการหลุดพ้นอยู่แล้ว ฉะนั้น
พระวังคีสเถระกล่าวหมายเอาเนื้อความนั้นว่า สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นผู้กล่าว
อย่างใด ก็ทำอย่างนั้น.
บาทพระคาถาว่า มจฺจุโน ชาลํ ตนฺตํ ได้แก่ ข่ายคือตัณหาของมาร
ที่แผ่กว้างออกไปเเล้วในวัฏฏะอันประกอบด้วยภูมิ ๓ นั้น.
บทว่า มายาวิโน ได้แก่ ผู้มีมายามาก. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
ผู้มีมายาเหมือนอย่างนั้น ดังนี้ก็มี อธิบายของอาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า
มารใดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้หลายครั้งนับไม่ถ้วน ด้วยมายาทั้งหลาย
เป็นอเนกของมารนั้น คือ ผู้มีมายาเหมือนมารนั้น.
ในคาถาที่ ๓ มีวินิจฉัย ดังนี้ :-
บทว่า อาทิ ได้แก่ เหตุ. บทว่า อุปาทานสฺส ได้แก่ แห่งวัฏฏะ.
จริงอยู่ วัฏฏะ ท่านกล่าวว่า เป็นอุปาทานในที่นี้ เพราะอรรถว่าอันสัตว์พึง
ยึดมั่น.
พระวังคีสเถระ ย่อมกล่าวด้วยประสงค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าควรจะตรัสอย่างนี้ว่า พระกัปปเถระได้เห็นแล้วซึ่งเหตุแห่ง
อุปาทานนั้นนั่นแล คือว่า ซึ่งเหตุอันต่างด้วยอวิชชาและตัณหาเป็นต้น.
บทว่า อจฺจคา วต ได้แก่ ก้าวล่วงแล้วหนอ.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 327 (เล่ม 47)

ในคำว่า มจฺจุเธยฺยํ วิเคราะห์ว่า ที่ชื่อว่าบ่วงแห่งมาร เพราะ
อรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ.
คำว่า มจฺจุเธยฺยํ นี้ เป็นชื่อแห่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิสาม พระ-
วังคีสะเกิดความรู้ขึ้นแล้ว จึงกล่าวว่า พระกัปปายนเถระได้ล่วงบ่วงมารนั้น
ที่ข้ามได้โดยยากหนอ คำที่เหลือในคาถานี้ชัดเจนแล้วทั้งนั้น ดังนี้แล.
จบการพรรณนานิโครธกัปปสูตร แห่งขุททกนิกาย
ชื่อ ปรมัตถโชติกา

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 328 (เล่ม 47)

สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
ว่าด้วยผู้เว้นรอบโดยชอบในโลก
พระพุทธนิมิตตรัสถามด้วยพระคาถาว่า
[๓๓๑] เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก
ผู้ข้ามถึงฝั่ง ปรินิพพานแล้ว ดำรงตนมั่น
ภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลายแล้ว พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลกอย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ภิกษุใด ถอนการถือความเกิด
ความฝันและลักษณะว่าเป็นมงคลขึ้นได้แล้ว
ภิกษุนั้นละมงคลอันเป็นโทษได้แล้ว พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุพึงนำออกเสียซึ่งความกำหนัด
ในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่
เป็นของทิพย์ ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าว-
ล่วงภพได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุกำจัดคำส่อเสียดแล้ว พึงละ
ความโกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความ
ยินดี และความยินร้ายได้แล้ว พึงเว้นรอบ
โดยชอบในโลก.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 329 (เล่ม 47)

ภิกษุละสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก
และไม่เป็นที่รักแล้ว ไม่ถือมั่น อันตัณหา
และทิฏฐิไม่อาศัยแล้วในภพไหน ๆ หลุดพ้น
แล้วจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุนั้น กำจัดเสียแล้วซึ่งความ
กำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในความ
ยึดถือทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระ
ในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว อันใคร ๆ พึงนำไปไม่ได้
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุนั้นไม่ผิดพลาดด้วยวาจาใจและ
การงานแล้ว รู้แจ้งแล้วซึ่งธรรมโดยชอบ
ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ พึงเว้นรอบโดย
ชอบในโลก.
ภิกษุใดประสบอยู่ ไม่พึงยึดถือว่า
เราแม้ถูกด่าก็ไม่พึงผู้โกรธ ได้โภชนะที่ผู้
อื่นให้แล้ว ไม่พึงประมาทมัวเมา ภิกษุนั้น
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุละความโลภและภพแล้ว งดเว้น
จากการตัดและการจองจำสัตว์อื่น ข้ามพ้น

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 330 (เล่ม 47)

ความสงสัย ไม่มีกิเลสดุจลูกศร พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุรู้แจ้งการปฏิบัติอันสมควรแก่ตน
และรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริงแล้วไม่พึง
เบียดเบียนสัตว์ไร ๆ ในโลก พึงเว้นรอบ
โดยชอบในโลก.
ภิกษุใดไม่มีอนุสัย ถอนอกุศลมูล
อะไร ๆ ขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นไม่มีความหวัง
ไม่มีตัณหา พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ละมานะได้แล้ว
ก้าวล่วงธรรมชาติอันเป็นทางแห่งราคะได้
หมด ฝึกฝนตน ดับกิเลสได้แล้ว มีจิตตั้งมั่น
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุผู้มีศรัทธาได้สดับแล้ว เห็น
มรรค ไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฏฐิในสัตว์
ทั้งหลายผู้ไปแล้วทิฏฐิ ภิกษุนั้นเป็น
นักปราชญ์ กำจัดเสียซึ่งโลภะ โทสะ และ
ปฏิฆะ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุนั้นชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรค
อันหมดจดดี มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว มี

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 331 (เล่ม 47)

ความชำนาญในธรรมทั้งหลาย ถึงนิพพาน
ไม่มีความหวั่นไหว ฉลาดในญาณอันเป็นที่
ดับสังขาร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุล่วงความกำหนดว่า เรา ว่าของ
เรา ในปัญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็น
อนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงทั้ง ๓ กาล
หลุดพ้นแล้วจากอายตนะทั้งปวง พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลก.
ภิกษุผู้รู้บทแห่งสัจจะทั้งหลาย ตรัสรู้
ธรรม เห็นการละอาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ
(นิพพาน) ไม่ข้องอยู่ในภพไหน ๆ เพราะ
ความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลก.
พระพุทธนิมิตตรัสพระคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็น
อย่างนั้นแน่แท้ทีเดียว ภิกษุใดมีปกติอยู่
อย่างนี้ ฝึกฝนตนแล้ว ล่วงธรรมเป็นที่ตั้ง
แห่งสังโยชน์ทั้งปวง ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบ
โดยชอบในโลก.
จบ สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 332 (เล่ม 47)

อรรถกถาสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
สัมมาปริพพาชนิยสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ มุนึ ปหูตปญฺญํ
เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ดังนี้.
ท่านเรียกว่า มหาสมยสูตร บ้าง เพราะกล่าวในวันมหาสมัย.
ถามว่า มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
ตอบว่า มีการเกิดขึ้นเพราะมีคำถาม.
ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระพุทธนิมิตถาม จึงได้ตรัสพระสูตร
นี้. พร้อมกับคำถามพระสูตรนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมมาปริพพาชนิยสูตรบ้าง.
ความย่อในพระสูตรนี้มีเพียงนี้. ส่วนโดยพิสดารนั้น พระโบราณาจารย์ได้
พรรณนาไว้ตั้งแต่การอุบัติของสากิยวงศ์และโกลิยวงศ์ การพรรณนาไว้เพียง
อุเทศในเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้.
ก็ครั้งปฐมกัป พระเจ้ามหาสมมติราชได้มีพระโอรสพระนามว่า โรชะ.
พระเจ้าโรชะได้มีพระโอรสพระนามว่า วโรชะ. พระเจ้าวโรชะได้มีพระโอรส
พระนามว่า กัลยาณะ. พระเจ้ากัลยาณะได้มีพระโอรสพระนามว่า วรกัลยาณะ
พระเจ้าวรกัลยาณะได้มีพระโอรส พระนามว่า มันธาตุ. พระเจ้ามันธาตุได้มี
พระโอรสพระนามว่า วรมันธาตุ. พระเจ้าวรมันธาตุได้มีพระโอรสพระนามว่า
อุโปสถะ. พระเจ้าอุโปสถะได้มีพระโอรสพระนามว่า จระ. พระเจ้าจระ
ได้มีพระโอรสพระนามว่า อุปจระ. พระเจ้าอุปจระได้มีพระโอรสพระนามว่า
พระมฆาเทวะ. สืบต่อจากพระเจ้ามฆาเทวะได้มีกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์
ต่อจากกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์เหล่านั้น ได้มีวงศ์โอกกากราช ๓ วงศ์.
พระเจ้าโอกกากราชองค์ที่ ๓ มีพระมเหสี ๕ องค์ คือ พระนางหัตถา ๑

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 333 (เล่ม 47)

พระนางจิตตา ๑ พระนางชันตุ ๑ พระนางชาลินี ๑ พระนางวิสาขา ๑.
พระมเหสีองค์หนึ่ง ๆ มีหญิงบริวารองค์ละ ๕๐๐.
พระมเหสีองค์ใหญ่มีโอรส ๔ พระองค์ คือ เจ้าชายโอกกามุขะ ๑
เจ้าชายกากัณฑะ ๑ เจ้าชายหัตถินิกะ ๑ เจ้าชายนิปุระ ๑. มีพระธิดา ๕
พระองค์ คือ เจ้าหญิงปิยา ๑ เจ้าหญิงสุปปิยา ๑ เจ้าหญิงอานันทา ๑
เจ้าหญิงวิชาตา ๑ เจ้าหญิงวิชิตเสนา ๑ ครั้นพระมเหสีองค์ใหญ่ได้พระโอรส
พระธิดา ๙ องค์แล้ว ก็สิ้นพระชนม์.
พระมเหสีจึงทรงนำราชธิดาซึ่งยังสาว ทั้งมีรูปโฉมงดงามองค์อื่นมา
ตั้งไว้ในตำแห่งพระอัครมเหสี. พระอัครเหสีได้ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง
ครั้นประสูติได้ ๕ วัน พวกนางนมได้ตกแต่งพระชันตุกุมารนำมาเฝ้าพระราชา.
พระราชาทรงยินดีได้พระราชทานพรแด่พระมเหสี. พระนางจึงทรงปรึกษากับ
บรรดาพระญาติทูลขอราชสมบัติให้แก่พระโอรส. พระราชาทรงพิโรธว่า
หญิงถ่อยใจชั่ว เจ้าจงพินาศเสียเถิด เจ้าปรารถนาให้พวกโอรสของเราได้รับ
อันตราย แล้วไม่พระราชทานตามที่พระมเหสีทูลขอ. พระอัครมเหสีประเล้า
ประโลมพระราชาในที่ลับบ่อย ๆ ครั้นให้ทรงพอพระทัยแล้ว ทูลพระดำรัสมี
อาทิว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นมหาราช ไม่ควรกล่าวเท็จ แล้วทูลวิงวอนซ้ำ
แล้วซ้ำอีก.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกพระโอรสทั้งหลายมาตรัสว่า ดูก่อนลูก ๆ
ทั้งหลาย พ่อเห็นชันตุกุมารน้องของพวกลูก จึงได้ผลุนผลันให้พรแก่มารดา
ของชันตุกุมาร เธอประสงค์จะให้โอรสครองราชสมบัติ เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้ว

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 334 (เล่ม 47)

ลูก ๆ พึงมาตรองราชสมบัติเถิด แล้วทรงส่งไปกับอำมาตย์ ๘ คน. พระราช-
กุมารเหล่านั้น ได้พาพระพี่นางพระน้องนาง ออกจากพระนครพร้อมด้วย
จตุรงคเสนา. พวกชาวพระนครู้ว่า พระกุมารจะเสด็จมารองราชสมบัติเมื่อ
พระบิดาสวรรคตแล้ว จึงคิดว่า พวกเราจะติดตามไปอุปัฏฐากพระกุมารเหล่านั้น
ก็พากันตามเสด็จไปเป็นอันมาก. ในวันแรกได้มีหนุ่มเสนาประมาณ ๑ โยชน์ ใน
วันที่สองประมาณ ๒ โยชน์ ในวันที่สามประมาณ ๓ โยชน์.
พระราชกุมารทั้งหลายทรงดำริว่า พลนิกายมีมาก หากเราจะยกไปตี
พระราชาใกล้เคียงเมืองหนึ่งเมืองใด ชิงเอาบ้านเมือง ชนบททั้งหมดก็จะ
พ่ายแพ้เรา แต่ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติที่ได้มา เพราะเบียดเบียนผู้อื่น
ชมพูทวีปก็กว้างใหญ่ เราจะสร้างนครในป่า จึงพากันเสด็จบ่ายหน้าไปยังป่า
หิมพานต์.
พระราชกุมารแสวงหาที่จะสร้างพระนคร ที่ป่านั้นมีพระดาบสชื่อ
กปิละ มีตบะแรงกล้า อาศัยอยู่ในป่าไม้สากะใกล้ฝั่งโบกขรณี ณ ป่าหิมพานต์
พระราชกุหารไปถึงที่อยู่ของดาบสนั้น. ดาบสเห็นพระราชกุมารเหล่านั้นจึงถาม
ครั้นทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงได้ทำการอนุเคราะห์พระราชกุมารเหล่านั้น.
นัยว่า พระดาบสนั้นรู้ภูมิชัยวิทยา เห็นคุณและโทษในอากาศสูงขึ้นไป
ได้ ๘๐ ศอก และใต้พื้นดินลงไป ๘๐ ศอก. ณ ภูมิประเทศนั้น หมูเเละเนื้อ
ทั้งหลายทำให้ราชสีห์และเสือเป็นต้นหวาดกลัวหนีกลับไป กบและหนูทั้งหลาย
ทำให้งูเกรงกลัว. ดาบสครั้นเห็นพระราชกุมารเหล่านั้น จึงทูลว่า ภูมิประเทศ
นี้ เป็นพื้นปฐพีอันล้ำเลิศ จึงให้สร้าง พระนคร ณ ที่นั้น. ครั้งนั้น พระดาบสได้

334