ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 305 (เล่ม 47)

วังคีสสูตรที่ ๑๒
ว่าด้วยสงสัยปรินิพพาน
[๓๒๙ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ ใกล้เมือง
อาฬวี ก็สมัยนั้นแล พระเถระชื่อ นิโครธกัปปะ เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน
พระวังคีสะปรินิพพานแล้วไม่นานที่อัคคาฬวเจดีย์ ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะ
หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระอุปัชฌาย์
ของเราปรินิพพานแล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ปรินิพพาน ครั้นเวลาเย็น
ท่านพระวังคีสะออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค-
เจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์หลีกออกเร้นอยู่
ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระอุปัชฌาย์ของเราปรินิพพาน
เเล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ได้ปรินิพพาน ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะลุก
จากอาสนะ กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค-
เจ้า แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
[๓๓๐] ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทูล
ถามพระศาสดาผู้มีพระปัญญาไม่ทราม ข้า-
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมอัน
มั่นคง พระองค์ทรงขนานนามแห่งภิกษุผู้

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 306 (เล่ม 47)

เป็นพราหมณ์ ผู้ตัดความสงสัย มีชื่อเสียง
มียศ ผู้คุ้มครองตนได้ มุ่งวิมุตติ ปรารภ
ความเพียร กระทำกาละที่อัคคาฬวเจดีย์ ที่
ข้าพระองค์ได้ประพฤตินอบน้อมท่านอยู่ว่า
นิโครธกัปปะ นิพพานแล้ว.
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศากยะ
มีพระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ทั้งหมด
ย่อมปรารถนาเพื่อจะรู้พระสาวกนั้น ข้าพระ-
องค์ทั้งหลายตั้งโสตไว้ชอบแล้วเพื่อจะฟัง
พระองค์เป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมของข้าไ
พระองค์ทั้งหลาย ขอทรงโปรดตรัสความ
สงสัยของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอพระองค์
ตรัสบอกความข้อนี้แก่พระองค์เถิด.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วย
แผ่นดิน มีพระจักษุรอบคอบ ขอพระองค์
โปรดตรัสบอกภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ปริ-
นิพพานแล้ว อนึ่ง ขอพระองค์ตรัสในท่าม
กลางข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนอย่างท้าว-
สหัสสเนตร พระนามว่าสักกะ ย่อมตรัสใน
ท่ามกลางแห่งเทวดาทั้งหลาย ฉะนั้น.

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 307 (เล่ม 47)

กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ในโลกนี้ เป็นทางแห่งโมหะ เป็นฝักฝ่าย
แห่งความไม่รู้ เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย
กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น มาถึงพระตถา-
คตผู้มีจักษุผู้ยิ่งกว่านระทั้งลายแล้วย่อมไม่มี
ก็ถ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น
บุรุษ จะไม่พึงกำจัดเหล่ากิเลสเสีย โดยส่วน
เดียวเหมือนลมไม่พึงกำจัดเมฆไซร้ สัตว์โลก
ทั้งหมดถูกความไม่รู้ปกคลุมแล้ว พึงเป็น
โลกมืด เหมือนโลกที่ถูกเมฆปกคลุมแล้ว
เป็นโลกมืด ฉะนั้น.
นรชนทั้งหลายแม้มีความรุ่งเรือง จะ
ไม่พึงเดือดร้อน ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย
เป็นผู้กระทำความรุ่งเรือง ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นนักปราชญ์ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์
ย่อมสำคัญพระองค์ว่าเป็นนักปราชญ์ และ
ว่าผู้กระทำความรุ่งเรือง เหมือนอย่างนั้นนั่น
แล ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบอยู่ ซึ่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้เห็นแจ่มแจ้ง จึงเข้ามาเฝ้า
ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทรงกระทำให้

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 308 (เล่ม 47)

แจ่มแจ้งซึ่งภิกษุชื่อนิโครธกัปปะแก่ข้าพระ-
องค์ทั้งหลายในบริษัทเถิด.
พระองค์ผู้มีพระดำรัสไพเราะ ขอ
จงตรัสถ้อยคำอันไพเราะเถิด ขอพระองค์
จงค่อยเปล่งด้วยพระสุรเสียงอันพระองค์ทรง
กำหนดดีแล้ว เหมือนหมู่หงส์ยกคอขึ้นแล้ว
ค่อย ๆ เปล่งเสียงอันไพเราะ ฉะนั้น.
ข้าพระองค์ทั้งหมดเป็นผู้ปฏิบัติตรง
จะคอยฟังพระดำรัสอันไพเราะของพระองค์
ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอนให้พระองค์ผู้ละชาติ
และมรณะได้แล้ว ทรงกำจัดบาปไม่มีส่วน
เหลือให้ทรงแสดงธรรม การกระทำความ
ใคร่หามีแก่ปุถุชนทั้งหลายไม่ ส่วนการ
กระทำความพิจารณาย่อมมีแก่พระตถาคต
ทั้งหลาย.
ไวยากรณ์อันสมบูรณ์นี้ เป็นของ
พระองค์ผู้มีพระปัญญาผุดขึ้นดี ทรงเรียนดี
แล้ว.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระ-
ปัญญาไม่ทราม อัญชลีไม่มีในภายหลังนี้ ข้า-
พระองค์ประณมดีแล้ว พระองค์ทรงทราบ

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 309 (เล่ม 47)

อยู่ซึ่งคติของภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ อย่าได้
ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีความ
เพียรไม่ทราม พระองค์ทรงรู้แจ้งอริยธรรม
อันประเสริฐยิ่ง ทรงทราบอยู่ซึ่งไญยธรรม
ทั้งปวง อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย
ข้าพระองค์หวังจะได้สดับพระดำรัสของ
พระองค์อยู่ เหมือนบุรุษผู้ร้อนแล้วเพราะ
ความร้อนในฤดูร้อน หวังจะได้น้ำ ฉะนั้น.
ขอพระองค์จงยังสัททายตนะ คือ
สุตะให้ตกเถิด ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะได้
ประพฤติพรหมจรรย์ ตามความปรารถนา
พรหมจรรย์อะไร ๆ ของท่านไม่เปล่า นิพ-
พานแล้ว อนุปาทิเสสนิพพานธาตุหรือ
หรือว่าเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วยังมีอุปาทานเหลือ
อยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะขอฟังความข้อ
นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยพระคาถาว่า
ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ ได้ตัดตัณหา
ในนามรูปนี้ ที่เป็นพระแสแห่งกัณหมาร

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 310 (เล่ม 47)

อันนอนเนื่องแล้วสิ้นกาลนาน เธอได้ข้าม
พ้นชาติและมรณะไม่มีส่วนเหลือ ปรินิพ-
พานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประเสริฐสุดด้วยอินทรีย์
๕ เป็นต้น ได้ตรัสอย่างนี้.
ท่านพระวังคีสะกราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระ-
องค์นี้ได้ฟังแล้ว ย่อมเลื่อมใสพระดำรัสของ
พระองค์ ได้ยินว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถาม
ถึงพรหมจรรย์อันไม่เปล่า พระองค์ผู้เป็น
พราหมณ์ไม่ล่วง ข้าพระองค์ผู้สาวกของ
พระพุทธเจ้า เป็นผู้มีปรกติกล่าวอย่างใด
กระทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายอันมั่นคงนั้น ๆ
ของมัจจุราชผู้มีมายาขาดแล้ว.
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุชื่อ
นิโครธกัปปะผู้สมควร ได้เห็นเบื้องต้นแห่ง
อุปาทาน ได้ล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก
แล้วหนอ.
จบวังคีสสูตรที่ ๑๒

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 311 (เล่ม 47)

อรรถกถานิโครธกัปปสูตรที่ ๑๒๑
นิโครธกัปปสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น ดังนี้.
พระสูตรนี้ท่านเรียกว่า วังคีสสูตร ดังนี้ก็มี.
ถามว่า พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?
ตอบว่า การเกิดขึ้นแห่งพระสูตรนี้นั่นแล ท่านกล่าวไว้ในนิทานแห่ง
พระสูตรนั้นแล้ว.
บรรดาบททั้งหลายเหล่านั้น บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น มีเนื้อความ
อันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นแหละ เพราะข้าพเจ้าได้ทิ้งเนื้อความเช่นนั้น เหล่านั้น
และเหล่าอื่นเสีย จักพรรณนาเฉพาะนัยที่ยังมิได้กล่าวไว้แล้วเท่านั้น.
บทว่า อคฺคาฬเว เจติเย ได้แก่ ที่อัคคาฬวเจดีย์ในเมืองอาฬวี จริง
อยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังไม่ทรงอุบัติขึ้น ได้มีเจดีย์เป็นอเนก มีอัคคาฬว-
เจดีย์ และโคตมเจดีย์เป็นต้น ซึ่งเป็นภพที่อยู่ของพวกยักษ์และนาคเป็นต้น
(แต่) เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอุบัติขึ้นแล้ว พวกมนุษย์ทั้งหลายก็รื้อ
เจดีย์เหล่านั้น สร้างเป็นวัดเสีย และมนุษย์ทั้งหลาย ก็เรียกกันโดยชื่อนั้นนั่นแล
มีคำอธิบายว่า เพราะพระเถระอยู่ในวัด กล่าวคืออัคคาฬวเจดีย์.
แม้คำว่า อายสฺมา ในคำว่า อายสฺมโต วงคีสสฺส นี้ เป็นคำ
ที่กล่าวด้วยความรัก.
คำว่า วังคีสะ นั่นเป็นชื่อของพระเถระนั้น พระวังคีสเถระนั้น ชน
ทั้งหลายพึงทราบกันอย่างนี้ จำเดิมแต่เกิดมา.
๑. บาลีว่า วังคีสสตร.

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 312 (เล่ม 47)

ได้ยินว่า วังคีสะนั้นเป็นบุตรของปริพพาชก เกิดในครรภ์ของนาง
ปริพพาชิกา ด้วยอานุภาพแห่งวิชาอย่างหนึ่งซึ่งตนรู้ ได้เคาะกระโหลกศีรษะ
คนตาย แล้วก็รู้คติกำเนิดของสัตว์ทั้งหลาย. ได้ยินว่า แม้พวกมนุษย์ก็ได้นำ
กระโหลกศีรษะของพวกญาติของตน ซึ่งตายแล้วมาจากป่าช้า แล้วถามคติ
กำเนิดของญาติเหล่านั้นกะวังคีสะ ท่านก็ทำนายว่า บุคคลผู้นั้นเกิดในนรก
ชื่อโน้น บุคคลผู้นั้นเกิดในมนุษยโลกที่โน้น พวกมนุษย์เหล่านั้น อันพระ-
วังคีสะนั้นทำนายแล้ว (ทำให้งงงวยแล้ว) จึงได้ให้ทรัพย์เป็นจำนวนมากแก่เขา
ด้วยอาการอย่างนี้ เขาจึงได้ปรากฏ (มีชื่อเสียง) ไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น
วังคีสะนั้นบำเพ็ญบารมีมาแล้ว ๑ แสนกัป บริบูรณ์ด้วยอภินีหาร มีบุรุษ
ห้าพันคนแวดล้อม ท่องเที่ยวไปในคาม นิคม ชนบท และราชธานีทั้งหลาย
ได้บรรลุถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี พวกชาวเมืองสาวัตถีถวายทานในเวลาก่อนภัตแล้ว
ในเวลาหลังภัตต่างก็นุ่งห่มเรียบร้อย ถือดอกไม้และของหอมเป็นต้น ย่อมไป
สู่พระเชตวันเพื่อฟังธรรม วังคีสะนั้นเห็นชาวเมืองเหล่านั้นแล้วก็ถามว่า
มหาชนพากันไปไหน.
ครั้งนั้นชนเหล่านั้นก็บอกเขาว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก
กำลังทรงแสดงธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมาก พวกเราจะไปใน
ที่นั้น แม้วังคีสะนั้นพร้อมกับคนเหล่านั้นรวมทั้งบริวารของตนไปแล้ว ปราศรัย
กับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสเรียกวังคีสะนั้นว่า ดูก่อนวังคีสะ เธอรู้วิชาที่เคาะกระโหลก

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 313 (เล่ม 47)

ศีรษะของมนุษย์ทั้งหลายแล้ว บอกคติกำเนิดได้หรือ ดังนี้ วังคีสพราหมณ์
ทูลว่า ข้าแต่พระสมณโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมทราบอย่างนี้ พระผู้มี
พระภาคเจ้ารับสั่งให้นำศีรษะของมนุษย์ผู้เกิดแล้วในนรกมาแล้ว ทรงแสดง
(แก่วังคีสพราหมณ์นั้น) เขาใช้เล็บเคาะแล้วทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในนรก พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงศีรษะทั้งหลาย
ของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เกิดแล้วในคติทั้งปวงโดยอาการอย่างนี้ แม้เขาก็ทราบ
และได้กราบทูลเหมือนอย่างนั้น ทีนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงศีรษะของ
พรขีณาสพแก่เขา เขาเคาะแล้วบ่อย ๆ ก็ไม่ทราบ (ว่าไปเกิดที่ไหน) ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวังคีสะ ในศีรษะนี้ไม่ใช่วิสัยของเธอ นี้เป็น
วิสัยของเรา นี้คือศีรษะของพระขีณาสพ แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า
คติ มิคานํ ปวนํ อากาโส ปกฺขินํ คติ
วิภโว คติ ธมฺมานํ นิพฺพานํ อรหโต คติ.
ป่าใหญ่เป็นคติของเนื้อทั้งหลาย
อากาศเป็นคติของนกทั้งหลาย ความเจริญ
เป็นคติของธรรมทั้งหลาย นิพพานเป็นคติ
ของพระอรหันต์ ดังนี้.
วังคีสะสดับคาถาแล้วทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์
จงให้วิชชานี้แก่ข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วิชชานี้มิได้สำเร็จแก่
ชนทั้งหลายผู้ไม่บวช. วังคีสะนั้นทูบว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ให้ข้า
พระองค์บวชแล้ว จงการทำสิ่งที่พระองค์ต้องการ เเล้วให้วิชชานี้ แก่ข้าพระองค์

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 314 (เล่ม 47)

ในขณะนั้นพระนิโครธกัปปเถระอยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าวึงทรงสั่งพระเถระนั้นว่า นิโครธกัปปะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้วังคีสะ
นี้บวช. พระเถระนั้นให้วังคีสะนั้นบวชแล้ว ได้บอกตจปัญจกกรรมฐาน
พระวังคีสะได้บรรลุปฏิสัมภิทาโดยลำดับ ได้เป็นพระอรหันต์ และเป็นผู้ที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุทั้งหลาย
วังคีสะนี้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้สาวกของเราผู้มีปฏิภาณ.
อุปัชฌาย์ของท่านพระวังคีสะ ซึ่งได้ร้องเรียกกันอย่างนี้ เป็นพระเถระ
ชื่อว่านิโครธกัปปะ ผู้มีโวหาร (การร้องเรียก) อันได้แล้วอย่างนี้ เพราะไตร่
ตรองสิ่งที่มีโทษและไม่มีโทษเป็นต้น.
คำว่า กัปปะ เป็นชื่อของพระเถระนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เรียกท่านว่า นิโครธกัปปะ เพราะท่านบรรลุพระอรหัตที่โคนต้นนิโครธ
ต่อจากนั้นแม้ภิกษุทั้งหลายก็เรียกท่านอย่างนั้น ท่านถึงความเป็นผู้มั่นคงใน
พระศาสนา จึงชื่อว่า เถระ.
หลายบทว่า อคฺคาฬเว เจติเย อจิรปรินิพฺพุโต โหติ ได้แก่
พระนิโครธกัปปเถระนั้นนิพพานแล้วไม่นานที่เจดีย์นั้น.
บทว่า รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส ได้แก่ ผู้มีกายหลีกเร้นออกจาก
หมู่ ผู้มีจิตหวนกลับจากอารมณ์นั้น ๆ เร้นอยู่.
หลายบทว่า เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ได้แก่ เกิดปริวิตก
ด้วยอาการอย่างนี้.

314