ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 454 (เล่ม 46)

อีกอย่างหนึ่ง ภูตเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปใกล้ชิดพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้เลย ดุจแมลงวันไม่อาจเข้าใกล้ก้อนเหล็กที่กระเด็นออก แม้เมื่อเป็น
เช่นนี้ มารที่โพธิมณฑลกลับไปในขณะที่ตนมาเท่านั้น ฉันใด ภูตพวกนี้
ไม่กลับเหมือนอย่างนั้น ได้กระทำความวุ่นวายต่าง ๆ อยู่ประมาณครึ่งคืน
อาฬวกยักษ์เมื่อไม่อาจทำพระผู้มีพระภาคเจ้าให้หวั่นไหวได้ แม้ด้วยเหตุว่า
การแสดงสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว อันมีเป็นอเนกประการ ในเมื่อครึ่งคืนล่วงไป
แล้วอย่างนี้ จึงคิดว่า ไฉนหนอ เราจะพึงปล่อยทุสสาวุธ ซึ่งใครไม่พึงชนะได้.
ได้ยินว่า อาวุธที่ประเสริฐที่สุดในโลกมี ๔ อย่าง คือ วชิราวุธ
ของท้าวสักกะ คทาวุธ ของท้าวเวสวัณ นยนาวุธ ของพระยายม ทุสสาวุธ
ของอาฬวกยักษ์.
ก็ผิว่า ท้าวสักกะทรงพิโรธแล้ว พึงประหารวชิราวุธบนยอดเขา
สิเนรุไซร้ วชิราวุธนั้น ก็จะพึงชำแรกภูเขาสิเนรุซึ่งสูงหนึ่งแสนหกหมื่นแปดพัน
โยชน์ ลงไปถึงข้างล่าง.
คทาที่ท้าวเวสวัณปล่อยในกาลที่ตนยังเป็นปุถุชน ทำลายศีรษะของ
พวกยักษ์หลายพันแล้ว กลับมาสู่กำมือตั้งอยู่อีก.
ครั้นเมื่อพระยายมพิโรธแล้ว สักว่ามองดูด้วยนยนาวุธ กุมภัณฑ์
หลายพันก็จะลุกเป็นไฟพินาศ ดุจหญ้าและใบไม้บนกระเบื้องร้อน ฉะนั้น.
อาฬวกยักษ์โกรธ ถ้าพึงปล่อยทุสสาวุธในอากาศไซร้ ฝนก็ไม่พึงตก
ตลอด ๑๒ ปี ถ้าปล่อยในแผ่นดินไซร้ วัตถุมีต้นไม้และหญ้าทั้งปวงเป็นต้น
ก็จะเหี่ยวแห้งไม่งอกอีก ภายใน ๑๒ ปี ถ้าพึงปล่อยในสมุทรไซร้ น้ำทั้งหมด

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 455 (เล่ม 46)

ก็พึงเหือดแห้งดุจหยาดน้ำ ในกระเบื้องร้อน ฉะนั้น ถ้าจะพึงปล่อยในภูเขา
เช่นกับเขาสิเนรุไซร้ ภูเขาก็จะเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ กระจัดกระจายไป.
อาฬวกยักษ์นั้น ปล่อยทุสสาวุธอันมีอานุภาพอย่างนี้ จับยกชูขึ้น
ปวงเทวดาในหมื่นโลกธาตุโดยมาก ก็รีบมาประชุมกันด้วยคิดว่า วันนี้ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจักทรมานอาฬวกะ พวกเราจักฟังธรรมในที่นั้น เทวดาทั้งหลาย
แม้ใคร่จะเห็นการรบ ก็ประชุมกัน อากาศแม้ทั้งสิ้นก็เต็มด้วยทวยเทพด้วยประ-
การฉะนี้ อาพวกยักษ์ท่องเที่ยวเบื้องบน ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ปล่อยวัตถาวุธ วัตถาวุธนั้นทำเสียงดังน่าสะพรึงกลัวในอากาศ ดุจอสนิจักร
พ่นควันลุกโพลง มาถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็กลายเป็นผ้าเช็ดพระบาทตก
อยู่ที่บาทมูล เพื่อจะย่ำยีมานะของยักษ์ อาฬวกยักษ์เห็นเหตุนั้นแล้วก็หมดเดช
หมดมานะ ดุจโคอุสภะตัวใหญ่ที่มีเขาขาดแล้ว ดุจงูที่ถูกถอนเขี้ยวเสียแล้ว
ฉะนั้น เป็นผู้มีธง คือ มานะที่ถูกนำออกเสียแล้ว คิดว่า แม้ทุสสาวุธไม่ทำ
ให้สมณะกลัวได้ เหตุอะไรหนอแล ได้เห็นเหตุนี้ว่า สมณะประกอบด้วย
เมตตาวิหารธรรม เอาเถอะ เราจะทำให้สมณะนั้นโกรธแล้ว จักพรากเสียจาก
เมตตา ดังนี้ พระอานนท์จึงกล่าวข้อความนี้ โดยเชื่อมกันนี้ว่า อถโข
อาฬวโก ยกฺโข เยน ภควา ฯ เป ฯ นิกฺขม สมณ แปลว่า ครั้ง
นั้นแล อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ จงออกไป
เถิด สมณะ.
ในบาลีนั้น มีอธิบายอย่างนี้ว่า เพราะท่านอันข้าพเจ้าไม่ได้อนุญาต
แล้ว เข้าไปสู่ที่อยู่ของข้าพเจ้า นั่งในท่ามกลางเรือนหญิง (นางสนม) ดุจเป็น

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 456 (เล่ม 46)

เจ้าของเรือน การบริโภคสิ่งที่ไม่ได้ให้และการคลุกคลีกับหญิง ไม่สมควรแก่สม-
ณะมิใช่หรือ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านตั้งอยู่ในสมณธรรม ก็จงออกไปเถิด สมณะ
ฝ่ายอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า อาฬวกยักษ์นี้ ได้กล่าวคำเหล่านี้และคำหยาบคาย
เหล่าอื่นแล้วนั้นเทียว จึงได้ทูลคำนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อาฬวกยักษ์เป็นผู้แข็ง
กระด้าง อันใครๆ ไม่อาจเพื่อแนะนำ ด้วยความแข็งกระด้างได้ ก็อาฬวกยักษ์
นั้น เมื่อบุคคลทำความแข็งกระด้างอยู่ เขาก็จะพึงดุร้าย ยิ่งประมาณ จะเป็น
ผู้แข็งกระด้างมากขึ้น ดุจทำลายน้ำดีที่จมูกของลูกสุนัขตัวดุร้ายฉะนั้น แต่อาจ
เพื่อแนะนำเขาด้วยคำอ่อนโยนได้ จึงทรงรับคำของอาฬวกยักษ์นั้น ด้วยคำ
น่ารักว่า ดีละ ท่าน ดังนี้แล้ว เสด็จออกไป ด้วยเหตุนั้น พระอานนท์จึง
กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ท่าน แล้วได้เสด็จออกไป.
แต่นั้น อาฬวกยักษ์เป็นผู้มีจิตอ่อนว่า สมณะนี้เป็นผู้ว่าง่ายหนอ ออก
ไปด้วยคำพูดคำเดียวเท่านั้น การออกไปอย่างนี้เป็นสุข เราต่อยุทธ์กับสมณะ
ตลอดคืน ด้วยเหตุอันไม่สมควรทีเดียว ดังนี้แล้ว จึงคิดอีกว่า ก็บัดนี้ เรา
อาจเพื่อชนะได้ สมณะออกไปเพราะความเป็นผู้ว่าง่ายหรือหนอแล หรือเพราะ
ความโกรธ เอาเถอะ เราจักทดลองสมณะนั้น แต่นั้นจึงกล่าวว่า จงเข้ามาเถิด
สมณะ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสคำอันน่ารักแม้อีก เพื่อทรง
กระทำจิตที่อ่อนให้มั่นคงว่า เป็นผู้ว่าง่าย จึงตรัสว่า ดีละ ท่าน แล้วเสด็จ
เข้าไป อาฬวกยักษ์เมื่อจะทดลองความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ว่าง่าย
นั้นบ่อย ๆ จึงกล่าวว่า จงออกไปเถิด จงเข้ามาเถิด ในครั้งที่ ๒ บ้าง ใน

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 457 (เล่ม 46)

ครั้งที่ ๓ บ้าง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงกระทำเช่นนั้น ผิว่า ไม่พึงกระทำ
อย่างนั้น จิตของยักษ์อันแข็งกระด้างแม้โดยปกติ ก็จะแข็งกระด้างมากขึ้น ก็
ไม่พึงเป็นภาชนะเพื่อรองรับธรรมกถา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ทรงกระทำสิ่งที่ยักษ์นั้นได้พูด เพื่อให้ยักษ์ซึ่งร้องไห้อยู่ ด้วยการร้องไห้คือ
กิเลสยอมรับ เหมือนมารดาให้หรือทำสิ่งที่บุตรต้องการ เพื่อให้บุตรนั้นผู้
ร้องไห้อยู่ยอมรับ ฉะนั้น เหมือนอย่างว่า นางนมให้สิ่งบางอย่างแก่ทารกผู้ไม่
ดื่มนม พูดปลอบโยนแล้ว ย่อมให้ดื่มได้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ทรงพูดปลอบโยน ด้วยการตรัสคำที่ยักษ์ปรารถนา เพื่อให้ยักษ์
นั้นได้ดื่มน้ำนม คือ โลกุตรธรรม จึงได้ตรัสอย่างนี้. เหมือนอย่าง บุรุษ
ต้องการที่จะให้รสหวาน ๔ อย่าง เต็มในเต้าน้ำ จึงให้ชำระภายในของเต้าน้ำ
นั้นให้สะอาด ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงประสงค์จะ
ยังน้ำหวาน ๘ อย่าง คือ โลกุตรธรรมให้เต็มในจิตของยักษ์ จึงได้ทรงกระ-
ทำการเสด็จออกไปและเข้ามาถึง ๓ ครั้ง เพื่อชำระมลทิน คือ ความโกรธใน
ภายในแห่งยักษ์นั้น.
ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์ยังจิตชั่วให้เกิดขึ้นว่า สมณะนี้เป็นผู้ว่าง่าย ถูก
เราพูดว่า จงออกไปเถิด ก็ออกไป ถูกเราพูดว่า จงเข้ามาเถิด ก็เข้ามา ไฉน
หนอ เราพึงยังสมณะนี้ให้ลำบากตลอดคืนอย่างนี้นั่นแล แล้วจับเท้าทั้งสอง
ขว้างไปที่ฝั่งโน้นของแม่น้ำคงคา ดังนี้ จึงกล่าวครั้งที่ ๔ ว่า จงออกไปเถิด
สมณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุนั้นจึงตรัสว่า น ขฺวาหํ ทรงทราบว่า
เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว ยักษ์แสวงหาสิ่งที่ควรทำให้ยิ่งกว่านั้น จักสำคัญปัญหา

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 458 (เล่ม 46)

อันจะพึงถาม ข้อนั้นก็จักเป็นการสะดวกแก่ธรรมกถา จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ
แปลว่า เรายังไม่มองเห็นบุคคลผู้ที่จะพึงควักดวงจิตของเราเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า น ใช้ในการปฏิเสธ. ศัพท์ว่า โข ใช้
ในอวธารณะ. บทว่า อหํ ได้แก่ การแสดงถึงตน. บทว่า ตํ เป็นการ
กล่าวถึงเหตุ. ด้วยเหตุนั้น ผู้ศึกษาพึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า เพราะ
เหตุที่ท่านคิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่าน ข้าพเจ้าจักไม่ออกไป ท่านจงทำสิ่ง
ที่ท่านพึงกระทำเถิด ดังนี้.
แต่นั้น อาฬวกยักษ์ เพราะแม้ในกาลก่อนได้ถามปัญหากะดาบสและ
ปริพาชกผู้มีฤทธิ์มาสู่วิมานของตน ในเวลาไปในอากาศอย่างนี้ว่า วิมานนี้เป็น
วิมานทอง หรือวิมานเงินและวิมานแก้วมณีอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจักเข้าไปสู่
วิมานนั้น ดังนี้แล้ว จึงได้เบียดเบียนดาบสและปริพาชกเหล่านั้น ผู้ไม่อาจ
เพื่อจะตอบได้ ด้วยการทำจิตให้ฟุ้งซ่านเป็นต้น อย่างไร ? ก็อมนุษย์ทั้งหลาย
ย่อมทำจิตให้ฟุ้งซ่าน ด้วยอาการ ๒ อย่างคือ ด้วยการแสดงรูปอันน่าสะพรึง-
กลัว หรือ ด้วยการขยี้ดวงหทัย ก็ยักษ์นี้รู้ว่า ผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย ย่อมสะดุ้ง
ด้วยการแสดงรูปที่น่าสะพรึงกลัว แล้วเนรมิตอัตภาพอันละเอียด ด้วยอำนาจ
ฤทธิ์ของตน เข้าไปในภายในของท่านผู้มีฤทธิ์เหล่านั้น แล้วขยี้ดวงหทัย แต่นั้น
ความสืบต่อแห่งจิตก็ไม่ปรากฏ เมื่อความสืบต่อแห่งจิตนั้น ไม่ปรากฏ ท่าน
ผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายก็จะเป็นบ้า หรือมีจิตฟุ้งซ่าน ยักษ์ก็จะผ่าอกของผู้ฟุ้งซ่าน
เหล่านั้นอย่างนี้บ้าง แล้วจับเขาเหล่านั้นที่เท้าขว้างไปที่ฝั่งโน้นของแม่น้ำคงคา
บ้าง ด้วยคิดว่า ท่านผู้มีฤทธิ์เห็นปานนี้ อย่ามาสู่ที่อยู่ของเราอีกเลย เพราะฉะนั้น

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 459 (เล่ม 46)

จึงระลึกถึงปัญหาเหล่านั้น แล้วคิดว่า ไฉนหนอ บัดนี้เราพึงเบียดเบียนสมณะ
นี้อย่างนี้ จึงกล่าวว่า ปญฺหนฺตํ สมณ เป็นต้น.
ถามว่า ก็ปัญหาเหล่านั้น ยักษ์นั้นได้มาจากไหน ?
ตอบว่า ได้ยินว่า มารดาและบิดาของอาฬวกยักษ์นั้น เข้าไปหา
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป ได้เรียนปัญหา ๘ อย่าง พร้อมกับคำ
แก้ ท่านได้ให้อาฬวกะเรียนปัญหาเหล่านั้นในกาลยังเป็นเด็ก อาฬวกยักษ์นั้น
โดยกาลล่วงไป ก็ลืมคำแก้ แต่นั้นก็ใช้ชาดเขียนลงในแผ่นทองคำด้วยคิดว่า
ปัญหาเหล่านี้จงอย่าพินาศ จึงเก็บไว้ในวิมาน พุทธปัญหาเหล่านั้น เป็น
พุทธวิสัย อย่างนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้ว เพราะอันตรายแห่งลาภที่บริ-
จาคแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย หรืออันตรายแห่งชีวิต หรือการทำลาย
สัพพัญญุตญาณและรัศมีวาหนึ่ง อันใคร ๆ ไม่อาจเพื่อทำได้ เพราะฉะนั้น
เมื่อจะทรงแสดงพุทธานุภาพ อันไม่ทั่วไปในโลกนั้น จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ
อาวุโส ปสฺสามิ สเทวเก โลเก ดังนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความสังเขป ด้วยการทรงแสดงสักว่าเนื้อ
ความแห่งบทเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ทรงถือเอากามาวจรเทพ ๕ ชั้น ด้วย
คำว่า สเทวกะ ในบทเหล่านั้น ไม่ตรัสความพิสดาร ด้วยลำดับแห่งการ
ประกอบตามอนุสนธิ ความพิสดารนี้นั้น ข้าพเจ้าจะกล่าว ก็เมื่อเทพทั้งปวงแม้
ทรงถือเอาแล้ว โดยการกำหนดอย่างสูง ด้วยคำว่า สเทวกะ เมื่อหมู่เทพ
ประชุมในที่นั้น เทพเหล่าใดมีความสงสัยว่า วสวัตตีมาร มีอานุภาพมาก

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 460 (เล่ม 46)

เป็นใหญ่ในกามาวจรทั้ง ๖ ชั้น ยินดีในธรรมที่เป็นข้าศึก เกลียดธรรม มีการ
งานหยาบ มารนั้นจะไม่พึงทำความฟุ้งซ่านแห่งจิตเป็นต้น แก่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้นหรือหนอแล ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สมารเก เพื่อ
ทรงป้องกันความสงสัยของเทวดาเหล่านั้น.
แต่นั้น เทวดาเหล่าใดมีความสงสัยว่า พรหมมีอานุภาพมากย่อมทำ
จักรวาลพันหนึ่งให้สว่างไสว ด้วยนิ้วมือหนึ่ง ด้วย ๒ นิ้ว ฯลฯ ในหมื่น
จักรวาล เสวยสุขในฌานและสมาบัติอันยอดเยี่ยม พรหมแม้นั้น ไม่พึงทำหรือ
เพื่อทรงป้องกันความสงสัยของเทพเหล่านั้น จึงตรัสว่า สพฺรหฺมเก.
ลำดับนั้น เทพเหล่าใดมีความสงสัยว่า สมณพราหมณ์ผู้ปุถุชนเป็น
ข้าศึก เป็นปัจจามิตรต่อศาสนา ถึงพร้อมด้วยกำลังมีมนต์เป็นต้น แม้สมณ-
พราหมณ์ผู้ปุถุชนเหล่านั้น ไม่พึงทำหรือ เพื่อทรงป้องกันความสงสัยของเทพ
เหล่านั้น จึงตรัสว่า สสฺสมณพฺราหฺมณิยา.
ครั้นทรงแสดงความไม่มีใครในฐานะสูงสุดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ทรงมุ่งถึง
สมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือทั้งหลาย ด้วยคำว่า สเทวมนุสฺสาย แล้วทรง
แสดงความไม่มีใครแม้ในสัตวโลกที่เหลือ ด้วยอำนาจแห่งการกำหนดอย่าง
สูงสุด เพราะฉะนั้น นักศึกษาพึงทราบลำดับแห่งการประกอบอนุสนธิในที่นี้
ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธความลำบากแห่งพระทัยแก่ยักษ์นั้น
อย่างนี้แล้ว เมื่อทรงยังอุตสาหะให้เกิดในการถามปัญหา จึงตรัสว่า ดูก่อนท่าน
ก็และท่านหวังจะถามปัญหา ก็จงถามเถิด ดังนี้.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 461 (เล่ม 46)

พระบาลีนั้นมีเนื้อความว่า จงถาม ถ้าหวังจะถาม เราไม่มีความ
หนักใจในการแก้ปัญหา อนึ่ง ทรงปวารณาถึงสัพพัญญุปวารณาที่ไม่ทั่วไปกับ
พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกทั้งหลายว่า ถ้าท่านหวังจะถาม
ก็จงถาม เราจะแก้ปัญหาของท่านทั้งหมด จริงอยู่ แม้ท่านเหล่านั้นย่อมกล่าวว่า
จงถามเถิดท่าน ข้าพเจ้าทั้งหลายฟังแล้วจักรู้ แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า
ถ้าท่านหวัง ก็จงถามเถิด ท่าน หรือว่า ดูก่อนวาสวะ ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา
จะถามปัญหาข้อใดกะอาตมา ก็จงตรัสถามเถิด ย่อมปวารณาถึงสัพพัญญุปวารณา
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า
ท่านทั้งหลายตั้งใจจะถามสิ่งใดสิ่ง
หนึ่ง ท่านได้โอกาสแล้วก็พึงถามข้อสงสัย
ทั้งปวงของพาวรีพราหมณ์ หรือของท่านเอง
หรือของคนทั้งปวง ดังนี้.
ก็ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุพุทธภูมิแล้ว พึงปวารณาซึ่ง
ปวารณานั้น ไม่อัศจรรย์เลย แต่ที่อัศจรรย์ก็คือ พระโพธิสัตว์แม้เป็นไปอยู่ใน
ปเทสญาณ ในภูมิแห่งพระโพธิสัตว์ ถูกฤๅษีทั้งหลายขอร้องอย่างนี้ว่า
ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านจง
ตอบปัญหาทั้งหลาย นี้คือธรรมในมนุษย์
ทั้งหลาย ภาระนี้ย่อมนำมาซึ่งความรู้อันใด
ฤๅษีทั้งหลายผู้ทรงคุณธรรม ย่อมร้องขอซึ่ง
ความรู้อันนั้น

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 462 (เล่ม 46)

เที่ยวไปสู่ชมพูทวีปทั้งสิ้นถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ได้พบผู้ที่ตอบปัญหาได้
มีอายุ ๗ ปี โดยกำเนิด กำลังเล่นฝุ่นอยู่บนถนน อันพราหมณ์ผู้ประพฤติ
สุจริตถามแล้ว ในกาลที่ท่านเป็นสรภังคดาบส และในสัมภวชาดกอย่างนี้ว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลายได้โอกาสแล้ว
ก็จงถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ท่านคิดไว้
ด้วยใจ ก็ข้าพเจ้ารู้โลกนี้และโลกอื่น ด้วย
ตนเองแล้ว ก็จะตอบปัญหานั้นแก่ท่าน
ทั้งหลาย
ได้ปวารณาซึ่งสัพพัญญุปวารณาอย่างนี้ว่า
เอาเถิด ฉันจะบอกแก่ท่าน เหมือน
อย่างผู้ฉลาดได้บอก ก็ถ้าเขาจะทำหรือไม่ได้
ทำก็ตาม พระราชานั้นแลทรงทราบสิ่งนั้น
ได้ ดังนี้.
เมื่อสัพพัญญุปวารณาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาแล้วแก่อาฬวก
ยักษ์อย่างนี้แล้ว ลำดับนั้นแล อาฬวกยักษ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย
คาถาว่า กึสูธ วิตฺตํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ เป็นคำถาม. ศัพท์ว่า สุ เป็นนิบาต
ใช้ในเหตุสักว่าทำบทให้เต็ม. บทว่า อิธ ได้แก่ ในโลกนี้. บทว่า วิตฺตํ
ความว่า ชื่อว่า ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ เพราะอรรถว่า ทำความปลื้มใจ. คำว่า
วิตฺตํ นั่นเป็นชื่อแห่งทรัพย์.

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 463 (เล่ม 46)

บทว่า สุจิณฺณํ ได้แก่ ทำดีแล้ว. บทว่า สุขํ ได้แก่ ความสำราญ
ทางกายและทางจิต. บทว่า อาวรหาติ ความว่า ย่อมนำมา นำมาให้
มีอธิบายว่า ย่อมให้ ย่อมให้ถึง.
บทว่า หเว เป็นนิบาตลงในอรรถว่ามั่น. บทว่า สาธุตรํ ได้แก่
ยังประโยชน์ให้สำเร็จอย่างยิ่ง. บาลีว่า สาทุตรํ ดังนี้บ้าง. บทว่า รสานํ
ได้แก่ กว่าธรรมทั้งหลายที่สำคัญแล้วว่าเป็นรส.
บทว่า กถํ ได้แก่ โดยประการไร. ชีวิตของบุคคลเป็นอยู่อย่างไร
ชื่อว่า กถํชีวิชีวิตํ แต่ท่านเรียกตามนาสิก เพื่อสะดวกแก่การผูกคาถา หรือ
บาลีว่า กถํชีวึ ชีวิตํ อธิบายว่า บรรดาบุคคลผู้เป็นอยู่เขามีชีวิตอย่างไร.
บทที่เหลือในคาถานี้ ปรากฏชัดแล้วแล.
อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา ๔ ข้อเหล่านี้ว่า อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่อง
ปลื้มใจอันประเสริฐที่สุดของบุรุษในโลกนี้ อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้ว
ย่อมนำความสุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย
นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้กล่าวชีวิตของบุคคลเป็นอยู่อย่างไรว่า ประเสริฐที่สุด
ด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงตอบแก่อาฬวกยักษ์นั้น
โดยนัยที่พระทศพลพระนามว่า กัสสป ทรงตอบแล้ว จึงตรัสคาถานี้ว่า
สทฺธีธ วิตฺตํ ดังนี้.
ในคาถานั้นมีอธิบายว่า ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันมีเงินและทองเป็นต้น
ย่อมนำมาซึ่งอุปโภคสุข คือย่อมป้องกันทุกข์มีความหิวกระหายเป็นต้น ย่อม

463