ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 434 (เล่ม 46)

ตรัสคาถาที่บรรจุไตรสิกขานี้ว่า สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน ผู้ถึงพร้อมแล้ว
ด้วยศีลทุกเมื่อ.
ก็ในคาถานี้ สิกขา ๓ คือ อธิสีสสิกขา ด้วยสีลสัมปทา อธิจิตตสิกขา
ด้วยสติและสมาธิ อธิปัญญาสิกขา ด้วยปัญญา คือ การคิดถึงธรรมภายใน
ท่านกล่าวว่า มีอุปการะและมีอานิสงส์ จริงอยู่ สิกขาทั้งหลาย มีโลกิยปัญญา
และสติเป็นอุปการะ มีสามัญผลเป็นอานิสงส์.
ครั้นทรงแสดงเสกขภูมิ ด้วยคาถาที่หนึ่งอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะ
ทรงแสดงอเสกขภูมิ จึงตรัสคาถาที่สอง.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า บทว่า วิรโต กามสญฺญาย ความว่าผู้เว้น
จากกามสัญญาบางอย่าง ด้วยสมุจเฉทวิรัติ อันสัมปยุตด้วยมรรคที่ ๔ โดย
ประการทั้งปวง บาลีว่า วิรตฺโต ดังนี้ก็มี. ในกาลนั้น คำว่า กามสญฺญาย
เป็นสัตตมีวิภัตติ แต่ในสคาถวรรค บาลีว่า กามสญฺญาสุ ดังนี้ก็มี. ชื่อว่า
ล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย เพราะล่วงสังโยชน์ ๑๐ ด้วยมรรคแม้ทั้งสี่ หรือ ล่วง
สังโยชน์เบื้องสูง ด้วยมรรคที่สี่เท่านั้น ชื่อว่า มีความเพลิดเพลินและภพหมด
สิ้นแล้ว เพราะความที่ความเพลิดเพลิน กล่าวคือ ตัณหาพาให้เพลิดเพลินใน
สิ่งนั้น ๆ และภพ ๓ หมดสิ้นแล้ว.
บทว่า โส ได้แก่ ภิกษุผู้ขีณาสพเช่นนั้น ย่อมไม่จมลง ในอรรณพ
คือ สังสารวัฏอันลึก เข้าถึงผลแห่งนิพพานธาตุอันมีเบญจขันธ์เหลือ เพราะ
สิ้นความเพลิดเพลิน และไม่มีเบญจขันธ์เหลือ เพราะสิ้นภพ.
ลำดับนั้น เหมวตยักษ์แลดูสหายและยักษ์บริษัท เกิดปีติแลโสมนัส
ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถามีอย่างนี้ว่า คมฺภีรปญฺญํ เป็นต้น

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 435 (เล่ม 46)

อภิวาทแล้ว พร้อมกับสหายและบริษัทใหญ่ทั้งหมด ทำประทักษิณแล้ว ไปสู่
ที่อยู่ของตน.
ก็คาถาเหล่านั้น มีอรรถวรรณนาดังนี้ บทว่า คมฺภีรปญฺญํ ความว่า
ทรงถึงพร้อมด้วยพระปัญญาอันลึกซึ้ง. คัมภีรปัญญาในคาถานั้น พึงทราบโดย
นัยที่กล่าวไว้แล้ว ในปฏิสัมภิทานั้นแหละ. จริงอยู่ ในปฏิสัมภิทานั้น ท่าน
กล่าวไว้มีอาทิว่า ที่ชื่อว่า คัมภีรปัญญา เพราะอรรถว่า ญาณเป็นไปอยู่ใน
ขันธ์ทั้งหลายอันลึกซึ้ง. ผู้มีพระปัญญาอันลึกซึ้งอย่างนี้.
บทว่า นิปุณตฺถทสฺสึ ความว่า ผู้ทรงแสดงเนื้อความแห่งปัญหา
ทั้งหลายที่ชนทั้งหลายมีกษัตริย์และบัณฑิตเป็นต้น ผู้ละเอียดอ่อนปรุงแต่งแล้ว
หรือ ผู้ทรงแสดงเนื้อความละเอียดโดยทรงแสดงเหตุทั้งหลายอันละเอียด แห่ง
อรรถทั้งหลายทั้งคนเหล่าอื่นแทงตลอดได้ยาก.
ชื่อว่า ไม่มีความกังวล เพราะไม่มีความกังวล มีราคะเป็นต้น ชื่อว่า
ไม่ข้องแล้วในกามภพ เพราะไม่ทรงติดอยู่ในกามทั้งสอง และในภพสามอย่าง
ชื่อว่า พ้นวิเศษแล้ว ในอารมณ์ทั้งปวง เพราะไม่มีความผูกพันด้วยฉันทราคะ
ในอารมณ์ทั้งปวง อันต่างด้วยขันธ์เป็นต้น.
บทว่า ทิพฺเพ ปเถ กมมานํ ความว่า ทรงดำเนินไปในทางอัน
เป็นทิพย์ อันต่างด้วยสมาบัติแปด ด้วยสามารถแห่งการเข้า. ในคาถานั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงดำเนินไปในทางอันเป็นทิพย์ ในเวลานั้น ก็จริง
ถึงกระนั้น เหมวตยักษ์กล่าวอย่างนั้น ก็เพราะพระองค์ทรงมีความสามารถที่จะ
ก้าวไป ซึ่งหมายถึงการก้าวไปในกาลก่อน หรือเพราะพระองค์ทรงมีความ
ชำนาญอันได้แล้ว ในทางอันเป็นทิพย์นั้น ท่านกล่าวคำนี้ไว้ แม้โดยการ

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 436 (เล่ม 46)

ก้าวไปในธรรมเป็นเครื่องอยู่ตั้งร้อย ๆ อย่าง อันเป็นทางแห่งพระอรหันต์ทั้ง-
หลาย ผู้เป็นวิสุทธิเทพ. ชื่อว่า ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่ เพราะทรงแสวงหา
คุณทั้งหลายอันใหญ่.
ในคาถาที่ ๒ เหมวตยักษ์ได้แสดงขยายนิปฺณัตถทัสสิศัพท์อีก เพราะ
ทำอธิบายว่า ตนปรารภความชมเชย โดยปริยายอื่น อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า
ผู้ทรงแสดงเนื้อความละเอียด.
บทว่า ปญฺญาททํ ได้แก่ ผู้ทรงให้ปัญญา เพราะตรัสข้อปฏิบัติ
อันเป็นไปเพื่อได้ปัญญา.
บทว่า กามาลเย อสตฺตํ ได้แก่ ไม่ข้องแล้ว ในอาลัย ๒ อย่าง
ด้วยอำนาจแห่งตัณหาและทิฏฐิในกามทั้งหลาย.
บทว่า สพฺพวิทุํ ได้แก่ ทรงรู้ธรรมทั้งปวง มีอธิบายว่า ทรงเป็น
พระสัพพัญญู.
บทว่า สุเมธํ ความว่า ทรงถึงพร้อมด้วยพระเมธา กล่าวคือบารมี-
ปัญญา อันเป็นทางแห่งความเป็นพระสัพพัญญูนั้น.
บทว่า อริเย ปเถ ความว่า ในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปด
หรือ ในผลสมาบัติ.
บทว่า กมมานํ ได้แก่ ทรงหยั่งลงด้วยพระปัญญา คือ ทรงก้าว
ไป เพราะทรงรู้ลักษณะแห่งมรรคแล้วทรงแสดง หรือ พึงก้าวไปด้วยกำลัง
แห่งการก้าวไป กล่าวคือ มรรคภาวนา ๔ อย่าง เพราะทรงเข้าผลสมาบัติได้
ทุก ๆ ขณะ.
บทว่า สุทิฏฺฐํ วต โน อชฺช ความว่า วันนี้ เราทั้งหลายเห็น
ดีแล้ว อธิบายว่า การเห็น.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 437 (เล่ม 46)

บทว่า สุปฺปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ ความว่า วันนี้ พวกเราเห็นดีแล้ว
หรือ ในวันนี้ ความงามของพวกเราดีแล้ว สว่างแล้ว ได้แก่แจ่มแจ้งแล้ว
วันนี้ พวกเราตั้งดีแล้วหนอ คือ ตั้งขึ้นดีแล้ว เพราะไม่มีอันตราย เพราะ
เหตุไร เพราะเหมวตยักษ์ประกาศความปราโมทย์ปรารภสมบัติ คือ ลาภของ
ตนว่า พวกเราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าแล้ว.
บทว่า อิทฺธิมนฺโต ความว่า ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยฤทธิ์อันเกิด
แก่กรรมวิบาก. บทว่า ยสสฺสิโน ความว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยลาภอันเลิศ
และบริวารอันเลิศ. บทว่า สรณํ ยนฺติ ความว่า ยักษ์ทั้งหลายถึงสรณะ
ด้วยมรรคแล้วก็จริง ถึงกระนั้น เหมวตยักษ์ย่อมเปล่งวาจาเพื่อแสดงความที่
ตนเป็นพระโสดาบัน และเพื่อแสดงความเลื่อมใส.
บทว่า คามา คามํ ความว่า จากเทวคาม สู่เทวคาม. บทว่า
นคา นคํ ได้แก่ จากเทวบรรพต สู่เทวบรรพต.
บทว่า นมสฺสมานา สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ มีอธิบายว่า
ข้าพระองค์ทั้งหลายจักชมเชย ขอนอบน้อมซึ่งความที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ดี
และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี โดยนัยมีอาทิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองหนอ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
หนอ และความปฏิบัติดีแห่งสงฆ์ โดยนัยมีอาทิว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าปฏิบัติดีหนอ ดังนี้แล้ว เป็นผู้ประกาศธรรมเที่ยวไป. บทที่เหลือ
ในคาถานี้ ตื้นทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาเหมวตสูตร แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อ ปรมัตถโชติกา

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 438 (เล่ม 46)

อาฬวกสูตรที่ ๑๐
ว่าด้วยเรื่องอาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา
[๓๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ ใกล้
เมืองอาฬวี ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จงออกไปเถิดสมณะ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละท่าน แล้วได้เสด็จออกไป อาฬวกยักษ์ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จงเข้ามาเถิดสมณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ
ท่าน แล้วได้เสด็จเข้าไป แม้ครั้งที่ ๒ . . . แม้ครั้งที่ ๓ . . . แม้ครั้งที่ ๔
อาฬวกยักษ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จงออกไปเถิดสมณะ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนท่าน เราจักไม่ออกไปละ ท่านจงกระทำกิจที่ท่าน
จะพึงกระทำเถิด.
อา. ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าจะถามปัญหากะท่าน ถ้าว่าท่านจักไม่
พยากรณ์แก่ข้าพเจ้าไซร้ ข้าพเจ้าจะควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้ง จักฉีกหัวใจ
ของท่าน หรือจักจับที่เท้าทั้งสองของท่านแล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคา.
พ. เรายังไม่มองเห็นบุคคลผู้ที่จะพึงควักดวงจิตของเราออกโยนทิ้ง
จะพึงฉีกหัวใจของเรา หรือจะพึงจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคา
ได้ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้ง

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 439 (เล่ม 46)

สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ดูก่อนท่าน ก็และท่านหวังจะถามปัญหา
ก็จงถามเถิด.
ลำดับนั้น อาฬวกยักษ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
[๓๑๑] อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่อง
ปลื้มใจอันประเสริฐที่สุดของบุรุษในโลกนี้
อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความ
สุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสยังประโยชน์ให้
สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลาย
ได้กล่าวชีวิตของบุคคลเป็นอยู่อย่างไรว่า
ประเสริฐที่สุด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอัน-
ประเสริฐที่สุดของบุรุษในโลกนี้ ธรรมที่
บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้
สัจจะแลเป็นรสยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารส
ทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวชีวิต
ของบุคคล ผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่า ประเสริฐ
ที่สุด.
บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้อย่างไร
บุคคลย่อมข้ามอรรณพได้อย่างไร บุคคล
ย่อมล่วงทุกข์ได้อย่างไร ย่อมบริสุทธิ์ได้
อย่างไร.

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 440 (เล่ม 46)

บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา
ย่อมข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท
ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ย่อมบริสุทธิ์
ได้ด้วยปัญญา.
บุคคลย่อมได้ปัญญาอย่างไร ย่อมหา
ทรัพย์ได้อย่างไร ย่อมได้ชื่อเสียงอย่างไร
ย่อมผูกมิตรทั้งหลายไว้ได้อย่างไร บุคคล
ละจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นแล้ว ย่อมไม่เศร้า-
โศกอย่างไร.
บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์
ทั้งหลายเพื่อบรรลุนิพพานเป็นผู้ไม่ประมาท
มีปัญญาเป็นเครื่องสอดส่อง ฟังอยู่ด้วยดี
ย่อมได้ปัญญา บุคคลผู้มีธุระ กระทำสมควร
มีความหมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้ บุคคลย่อม
ได้ชื่อเสียงด้วยสัจจะ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้.
ผู้ใดมีศรัทธาอยู่ครองเรือน มีธรรม
๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ
ผู้นั้น และจากโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก
ถ้าว่า เหตุแห่งการได้ชื่อเสียงยิ่งไปกว่าสัจจะ
ก็ดี เหตุแห่งการได้ปัญญายิ่งไปกว่าทมะก็ดี

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 441 (เล่ม 46)

เหตุแห่งการผูกมิตรยิ่งไปกว่าจาคะก็ดี เหตุ
แห่งการหาทรัพย์ได้ยิ่งไปกว่าขันติก็ดี มีอยู่
ในโลกนี้ไซร้ เชิญท่านถามสมณพราหมณ์
เป็นอันมากแม้เหล่าอื่นดูเถิด.
บัดนี้ ข้าพระองค์จะพึงถามสมณ-
พราหมณ์เป็นอันมากทำไมเล่า วันนี้ ข้า-
พระองค์ทราบชัดประโยชน์มีอันเป็นไปในภพ
หน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่เมืองอาฬวีเพื่อ
ประทับอยู่ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์หนอ
วันนี้ ข้าพระองค์ทราบชัดพระทักขิไณย-
บุคคลผู้เลิศ ที่บุคคลถวายทานแล้วเป็นทาน
มีผลมาก ข้าพระองค์จักนอบน้อมพระสัม-
พุทธเจ้า และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี
เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง.
จบอาฬวกสูตรที่ ๑๐

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 442 (เล่ม 46)

อรรถกถาอาฬวกสูตร
อาฬวกสูตรเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้ :-
มีอุบัติอย่างไร ? อุบัติแห่งอาฬวกสูตรนั้น จักแจ่มแจ้งโดยนัยแห่ง
อัตถวัณณนานั่นเทียว ก็ในอัตถวัณณนา บทว่า เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมย
ภควา นั่น มีเนื้อความที่กล่าวแล้วนั่นแล. ก็ในบทว่า อาฬวิยํ วิหรติ
อาฬวกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน นี้มีคำถามว่า อาฬวิคืออะไร และพระผู้มี-
พระภาคเจ้าประทับอยู่ ในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์นั้น เพราะเหตุไร ? ข้าพเจ้า
จะตอบคำถาม
คำว่า อาฬวิ นั้น เรียกว่า รัฐบ้าง นครบ้าง แม้ทั้งสองอย่างนั้น
ก็ควรในสูตรนี้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ประทับอยู่ ในที่ใกล้อาฬวินครก็เรียกว่า
ประทับอยู่ ใกล้เมืองอาฬวี และในที่ใกล้ คือ ในที่ไม่ไกลแห่งนครนั้น
ประมาณคาวุตหนึ่ง ที่อยู่นั้นก็เรียกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ประทับอยู่ใน
รัฐอาฬวี ประทับอยู่ใกล้เมืองอาฬวี ที่อยู่นั่นมีในรัฐอาฬวี.
ทรงล่าเนื้อ
ก็เพราะพระราชาพระนามว่า อาฬวกะ ทรงทิ้งนักฟ้อนและเครื่อง
อุปโภคต่าง ๆ เสด็จไปล่าเนื้อทุก ๆ ๗ วัน เพื่อป้องกันโจร เพื่อกีดกัน
ปฏิราชา และเพื่อจะทำความพยายาม ในวันหนึ่ง ได้ทรงกระทำกติกากับ
พลกายว่า เนื้อหนีไปข้างผู้ใด เนื้อนั้นจะต้องเป็นภาระของผู้นั้นเท่านั้น ครั้งนั้น
เนื้อได้หนีไปข้างพระราชาพระองค์นั้นแล พระราชาทรงสมบูรณ์ด้วยความ

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 443 (เล่ม 46)

รวดเร็ว ทรงจับธนูติดตามเนื้อนั้นแต่พระองค์เดียว สิ้นทาง ๓ โยชน์ และ
เนื้อทรายทั้งหลายมีกำลังรวดเร็ว ๓ โยชน์.
ลำดับนั้น พระราชาทรงฆ่าเนื้อนั้น ซึ่งหมดกำลังลงน้ำยืนอยู่ ตัดแบ่ง
ออกเป็น ๒ ส่วน แม้พระองค์ไม่ทรงต้องการเนื้อ เพื่อทรงปลดเปลื้องความ
ผิดพลาดว่า พระราชาไม่อาจเพื่อพาเนื้อไปได้ จึงทรงหาบเนื้อเสด็จมา ทรง
เห็นต้นไทรใหญ่ ซึ่งมีใบเขียวหนาแน่นในที่ไม่ไกลพระนคร เสด็จเข้าสู่โคน
ต้นไทรนั้น เพื่อทรงบรรเทาความเมื่อยล้า ก็ในต้นไทรนั้น มียักษ์ชื่อ อาฬวกะ
ได้พรจากสำนักของท้าวเวสวัณมหาราช กินสัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปสู่โอกาสที่เงา
ของต้นไม้นั้นแผ่ไปถึงในสมัยเที่ยงวัน อาศัยอยู่ ยักษ์นั้นเห็นพระราชานั้น
ก็เข้ามาเพื่อจะเคี้ยวกิน พระราชาทรงกระทำกติกากับยักษ์นั้นว่า จงปล่อยฉัน
ฉันถูกปล่อยจักส่งมนุษย์และถาดอาหารทุก ๆ วัน ยักษ์ทูลว่า ท่านมัวเมาด้วย
ราชูปโภคจักทรงลืมเสีย ส่วนข้าพเจ้าจะไม่ได้เพื่อกินคนที่ไม่เข้ามาสู่ที่อยู่และ
คนที่ไม่ได้อนุญาต ข้าพเจ้านั้นต้องกินท่าน จึงเป็นอยู่ได้ ดังนี้ จึงไม่ปล่อย
พระราซาจึงทรงยินยอมว่า ข้าพเจ้าไม่ส่งในวันใด ท่านจงจับข้าพเจ้ากินใน
วันนั้น ผู้อันยักษ์นั้นปล่อยแล้ว จึงเสด็จหลีกไปบ่ายพระพักตร์สู่พระนคร.
พลกายตั้งค่ายรออยู่ในทาง เห็นพระราชาแล้วทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช
พระองค์ทรงเมื่อยล้าอย่างนี้ เพราะกลัวแต่ความเมาที่ไม่สมพระเกียรติหรือ
จึงแสดงการต้อนรับ พระราชาตรัสบอกประพฤติการณ์นั้น เสด็จไปสู่พระนคร
เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ตรัสเรียกคนรักษาพระนครตรัสบอกเรื่องนั่น
คนรักษาพระนครทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ พระองค์ทรงทำการกำหนด
กาลหรือ ?

443