ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 424 (เล่ม 46)

อรรถว่า ปลอดภัย ชื่อว่า เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว เพราะไม่มีตัณหาที่
เรียกว่า ตัณหาเป็นเพื่อนสองของคน ชื่อว่า เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว
แม้เพราะพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ไม่ทรงอุบัติในโลกธาตุเดียว ผู้ศึกษาพึง
ทราบเนื้อความนั้น ๆ แม้โดยนัยที่กล่าวแล้วในขัคควิสาณสูตร.
บทว่า นาคํ ได้แก่ ไม่เสด็จมาสู่ภพใหม่ คือ ไม่ไป ไม่มา
สู่ภพใหม่. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นาค เพราะอรรถว่า ไม่ทำบาปบ้าง
มีกำลังบ้าง. นาคนั้น.
บทว่า กาเมสุ อนเปกฺขินํ ได้แก่ ไม่มีความห่วงใย เพราะไม่มี
ฉันทราคะในกามแม้ทั้งสองอย่าง.
บทว่า อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉาม มจฺจุปาสปโมจนํ ความว่า พวกเรา
เข้าไปเฝ้าพระโคดมนั้น ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เห็นปานนั้น ทูลถามถึงธรรม
เป็นเครื่องพ้นจากบ่วงมาร อันเป็นวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิสาม ได้แก่ วิวัฏฏ-
นิพพาน คือ ทูลถามถึงอุบายเป็นเครื่องพ้นจากบ่วงมาร กล่าวคือ ทุกข์และ
สมุทัย เหมวตยักษ์กล่าวคาถานี้ หมายถึงสาตาคิรยักษ์ บริษัทของสาตาคิรยักษ์
และบริษัทของตน.
ก็โดยสมัยนั้น นักษัตรประจำเดือนอาสาฬหะได้ถูกประกาศแล้ว ใน
กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น อุบาสิกา ชื่อ กาฬี กุรรฆริกา ในกรุงราชคฤห์ซึ่ง
ประดับประดาตกแต่งโดยรอบ ดุจเสวยอยู่ซึ่งสิริในเทวนคร ขึ้นสู่ปราสาท
เปิดหน้าต่าง กำลังบรรเทาความแพ้ครรภ์ อยู่ในประเทศที่รับลม เพื่อตาก-
อากาศ ได้ฟังการสนทนาที่ประกอบด้วยพุทธคุณนั้น ของเสนาบดียักษ์เหล่านั้น

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 425 (เล่ม 46)

โดยเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ครั้นฟังแล้ว ก็เกิดปีติมีพุทธคุณเป็น
อารมณ์ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงถึงพร้อมด้วยพระคุณต่าง ๆ อย่างนี้
ข่มนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปีตินั้น ยืนอยู่ในประเทศนั้นแล ก็ดำรงอยู่ในโสดา-
ปัตติผล.
ก็ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งนางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกา กาฬี กุรรฆริกา เป็นผู้เลิศแห่ง
อุบาสิกาทั้งหลายผู้เป็นสาวิกาของเราที่เลื่อมใสในการฟัง.
เสนาบดียักษ์แม้เหล่านั้น มียักษ์ ๑.๐๐๐ เป็นบริวาร ถึงอิสิปตนะ
ในสมัยแห่งมัชฌิมยาม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งประทับนั่งโดยบัลลังก์
ที่ทรงประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไป ถวายบังคมชมเชยกราบทูลให้พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงกระทำโอกาส ด้วยคาถานี้ว่า อกฺขาตารํ ปวตฺตารํ ดังนี้.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ผู้ตรัสบอก ด้วยถ้อยคำกำหนดสัจจะทั้งหลาย
โดยนัยเป็นต้นว่า เว้นตัณหาในธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็นี้แล ชื่อ ทุกขอริยสัจจะ ผู้ทรงแสดงด้วยการยังกิจญาณและกตญาณให้เป็น
ไปในสัจจะเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เคยฟัง
มาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจจะนั้นนี้แล อันบุคคลพึงกำหนดรู้ หรือ ผู้ตรัส
บอกโดยการตรัสถึงโวหาร โดยประการที่กล่าวไว้ในธรรมทั้งหลายที่บุคคล
จะพึงกล่าว ผู้ทรงแสดงธรรมเหล่านั้น โดยสมควรแก่สัตว์ หรือ ผู้ตรัสบอก
โดยแสดงแก่อุคฆฏิตัญญูบุคคลและวิปจิตัญญูบุคคล ผู้ทรงแสดงโดยให้เวไนย-
สัตว์ดำเนินตาม หรือ ผู้ตรัสบอกโดยอุทเทส ผู้ทรงแสดงโดยจำแนก โดย

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 426 (เล่ม 46)

กล่าวถึงด้วยประการนั้น ๆ หรือ ผู้ตรัสบอกด้วยการแสดงลักษณะของโพธิ-
ปักขิยธรรมทั้งหลาย ผู้ทรงแสดงด้วยการเป็นไปในจิตสันดานของสัตว์ทั้งหลาย
หรือ ผู้ตรัสบอก ด้วยการตรัสบอกสัจจะทั้งหลาย ด้วยปริวัฏ ๓ โดยย่อ ผู้ทรง
แสดง ด้วยการตรัสสัจจะทั้งหลายโดยพิสดาร คือ ผู้ทรงแสดง ด้วยการประกาศ
พระธรรมจักรที่ให้พิสดารแล้ว โดยนัยแห่งปฏิสัมภิทา มีอาทิอย่างนี้ว่า
ธรรมมีสัทธินทริย์เป็นต้น ชื่อว่า ธรรมจักร เพราะอรรถว่า ยังธรรมนั้น ๆ ให้
เป็นไป.
บทว่า สพฺพธมฺมานํ ได้แก่ แห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓
ทั้งหลาย.
บทว่า ปารคุํ ความว่า ผู้ทรงถึงฝั่ง ด้วยอาการ ๖ คือ อภิญญา ๑
ปริญญา ๑ ปหานะ ๑ ภาวนา ๑ สัจฉิกิริยา ๑ สมาบัติ ๑. จริงอยู่ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงถึงแล้ว เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า อภิญญาปารคู ทรงถึงฝั่งด้วยอภิญญา ทรงกำหนดรู้อุปาทานักขันธ์ ๕
ถึงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปริญญาปารคู ทรงถึงฝั่งด้วยปริญญา ทรง
สละซึ่งกิเลสทั้งปวงถึงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปหานปารคู ทรงถึงฝั่ง
ด้วยปหานะ ทรงเจริญมรรค ๔ ถึงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภาวนาปารคู
ทรงถึงฝั่งด้วยภาวนา ทรงการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธถึงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สัจฉิกิริยาปารคู ทรงถึงฝั่งด้วยสัจฉิกิริยา ทรงเข้าสมาบัติทั้งปวงถึงแล้ว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมาปัตติปารคู ทรงถึงฝั่งด้วยสมาบัติ. ผู้ทรงถึงฝั่ง
แห่งธรรมทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้.

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 427 (เล่ม 46)

บทว่า พุทฺธํ เวรภยาตีตํ ความว่า ชื่อว่า ผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะความ
ที่พระองค์ทรงตื่นแล้ว จากความหลับคือความไม่รู้ คือ ทรงตรัสรู้ประโยชน์
ทั้งหลาย โดยนัยที่กล่าวแล้วในสรณวัณณนา ชื่อว่า ผู้ทรงล่วงเวรภัยได้แล้ว
เพราะความที่พระองค์ทรงล่วงเวรภัย ๕ อย่างได้แล้ว. เสนาบดียักษ์เมื่อ
สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้แล้ว จึงทรงให้กระทำโอกาสว่า พวกเรา
จงทูลถามพระโคดม ดังนี้.
ลำดับนั้น เหมวตยักษ์ซึ่งเลิศกว่ายักษ์เหล่านั้น ด้วยเดชปัญญาและ
ความต้องการ เมื่อทูลถามปัญหาอันควรถาม ตามความต้องการแล้ว จึง
กล่าวคาถานี้ว่า กิสฺมึ โลโก เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น ดังนี้.
ในบาทต้นแห่งคาถานั้น บทว่า กิสฺมึ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในลักษณะ
ภาวะโดยภาวะ (ลักขณวันตะ) เมื่ออะไรเกิด โลกจึงเกิดขึ้น ก็นี้เป็น อธิบาย
คาถานี้ เหมวตยักษ์ทูลถามหมายถึงสัตวโลก และสังขารโลก.
บทว่า กิสฺมึ กุพฺพติ สนฺถวํ ความว่า โลกย่อมกระทำความเชยชิด
ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิว่า " เรา " ว่า " ของเรา " ในอะไร. คำว่า กิสฺมึ เป็น
สัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถอธิกรณะ. บทว่า กิสฺส โลโก เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้
ในอรรถทุติยาวิภัตติ. ก็เนื้อความนี้เป็นข้ออธิบายในคาถานี้ว่า โลกย่อมถึง
การนับว่า โลกยึดถืออะไรไว้.
บทว่า กิสฺมึ โลโก เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งลักขณวันตะ
และอธิกรณะ ก็อธิบายในคาถานี้ว่า เมื่ออะไรมี โลกจึงเดือดร้อน คือ
ถูกเบียดเบียน ถูกให้เจ็บปวด เพราะเหตุอะไร.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 428 (เล่ม 46)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเมื่ออายตนะภายในและภายนอก
ทั้งหกเกิดขึ้น สัตวโลกจึงเกิดขึ้น และสังขารโลกก็ย่อมเกิดขึ้น ด้วยอำนาจ
แห่งทรัพย์และธัญชาติเป็นต้น และเพราะสัตวโลกย่อมกระทำความเชยชิดแม้
สองอย่าง ในอายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นแล ในสังขารโลกนี้ หรือ เมื่อยึดถือ
อายตนะคือจักษุว่า " เรา ของเรา " หรือยึดถืออายตนะอื่นในบรรดาอายตนะที่
เหลือ ย่อมยึดถือ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า คนใดพึงกล่าวว่า จักษุเป็นตัวตน
คนนั้น (พึงยึดถือจักษุนั้นนั่นเทียว) ข้อนั้น ไม่ควร๑ เป็นต้น เพราะโลก
แม้ทั้งสองยึดถืออายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นเทียว ย่อมถึงการนับว่า โลก และเมื่อ
มีอายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นแล สัตวโลกก็ย่อมเดือนร้อน เพราะทุกข์ปรากฏ
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีมือ ก็ย่อม
มีการถือ และการวาง เมื่อมีเท้า ก็มีการก้าวไปและการถอยกลับ เมื่อมีไขข้อ
ก็มีการคู้เข้าและการเหยียดออก เมื่อมีท้อง ก็ต้องมีหิวและกระหาย ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อมีจักษุ สุขและทุกข์ภายในก็ย่อมเกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัสเป็น
ปัจจัยอย่างนั้นเหมือนกัน๒ เป็นต้น อนึ่ง เมื่อมีเครื่องรองรับเหล่านั้น สังขาร-
โลกที่ถูกเบียดเบียน ก็ย่อมเดือนร้อน เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เมื่อมีจักษุ คนก็ย่อมเดือดร้อน ในรูปที่เห็นไม่ได้ กระทบได้๓ หรือว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย จักษุย่อมเดือดร้อน ในเพราะรูปที่พอใจและไม่พอใจ๔ ดังนี้
เป็นต้น อนึ่ง โลกแม้ทั้งสองย่อมเดือนร้อน เพราะอายตนะภายในและภายนอก
ที่เป็นเหตุเหล่านั้นนั่นแล เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จักษุ
๑. ม. อุ. ฉฉกฺกสุตฺต ๔๖๓. ๒. สํ. สฬายตนอคฺค. ๒๑๓. ๓. อภิธมฺมสงฺคณี. ๑๙๙.
๔. สํ. สฬายตนวคฺค. ๒๑๗.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 429 (เล่ม 46)

ย่อมติดอยู่ ในรูปทั้งหลายที่พอใจและไม่พอใจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็น
ของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ
เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหานั้น ด้วยอำนาจแห่งอายตนะ
ภายในและภายนอก ๖ จึงตรัสว่า ฉสุ โลโก สมุปฺปนฺโน แปลว่า เมื่อ
อายตนะภายในและภายนอก ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น ดังนี้.
ลำดับนั้น ยักษ์นั้นกำหนดได้ไม่ดี ซึ่งปัญหาที่ตนทูลถาม ด้วยอำนาจ
แห่งวัฏฏะ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาอย่างย่อ ด้วยอำนาจแห่งอายตนะ ๖
มีความประสงค์เพื่อรู้เนื้อความนั้น และข้อปฏิปักษ์ต่อเนื้อความนั้น เมื่อจะ
ทูลถามวัฏฏะและวิวัฏฏะโดยย่อเท่านั้น จึงทูลว่า กตมนฺตํ แปลว่า อุปาทาน
ที่เป็นเหตุให้โลกต้องเดือดร้อนเป็นไฉน ดังนี้.
ในคาถานั้น ชื่อว่า อุปาทาน เพราะอรรถว่า อันสัตว์พึงเข้าไปยึดมั่น
คำว่า อุปาทาน นั่นเป็นชื่อของ ทุกขสัจจะนั่นแล.
บาทคาถาว่า ยตฺถ โลโก วิหญฺญติ ความว่า เหมวตยักษ์ ผู้อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า เมื่อมีอายตนะภายในและภายนอก ๖ โลกจึง
เดือดร้อน ก็เพราะว่า โลกย่อมเดือนร้อน ในเพราะอุปาทาน ๖ จึงทูลถามถึง
ทุกขสัจจะ โดยย่อเท่านั้น ด้วยคาถากึ่งอย่างนี้ว่า โลกย่อมเดือดร้อนในเพราะ
อุปาทานใด อุปาทานนั้นเป็นไฉน. ส่วน สมุทัยสัจจะ ก็เป็นอันพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้ว โดยความเป็นเหตุแห่งทุกขสัจจะนั้นแล.
เหมวตยักษ์ทูลถามถึงมรรคสัจจะ ด้วยคาถากึ่งนี้ว่า นิยฺยานํ ปุจฺฉิโต
แปลว่า พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ถึงธรรมที่เป็นเครื่องนำออกจาก

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 430 (เล่ม 46)

โลก จริงอยู่ พระอริยสาวกกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ และ
เจริญมรรค ย่อมออกจากโลก ด้วยมรรคสัจจะ เพราะฉะนั้น มรรคสัจจะนั้น
จึงเรียกว่า นิยฺยานํ แปลว่า ธรรมที่เป็นเครื่องนำออก. บทว่า กถํ ได้แก่
โดยประการไร. บทว่า ทุกฺขา ปมุญฺจติ ความว่า บุคคลจะบรรลุถึงความ
พ้นจากวัฏทุกข์ที่กล่าวว่า อุปาทาน. ทูลถามถึงมรรคสัจจะโดยย่อเท่านั้น ใน
คาถานี้ ด้วยประการฉะนี้ ส่วนนิโรธสัจจะ เป็นอันทรงถือเอาแล้ว โดยความ
เป็นวิสัยของมรรคสัจจะนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันยักษ์ทูลถามปัญหา ด้วยอำนาจแห่งสัจจะสี่ที่
ทรงแสดงแล้ว และที่ไม่ได้ทรงแสดง โดยสรุปอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงวิสัชนา
โดยนัยนั้นนั่นแล จึงตรัสว่า ปญฺจ กามคุณา แปลว่า กามคุณ ๕ ดังนี้.
ในคาถานั้น อายตนะ ๕ ซึ่งเป็นอารมณ์ของใจนั้น เป็นอันทรงถือ
เอาแล้ว ด้วยโคจรศัพท์ กล่าวคือกามคุณ ๕ ใจเป็นที่ ๖ ของอายตนะเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น อายตนะเหล่านั่น ชื่อว่า มโนฉฏฺฐา แปลว่า มีใจเป็นที่ ๖.
บทว่า ปเวทิตา ได้แก่ ประกาศแล้ว. ก็ธรรมายตนะอันเป็นอารมณ์ของ
ใจนั้น เป็นอันทรงถือเอาแล้ว ด้วยศัพท์ คือมนายตนะที่ ๖ ในบรรดา
อายตนะภายใน ในคาถานี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหานี้ว่า อุปาทานเป็นไฉน
ดังนี้ อันเหมวตยักษ์ทูลถามแล้วแม้อีก จึงทรงประกาศทุกขสัจจะด้วยอำนาจ
แห่งอายตนะ ๑๒ แต่เพราะกองแห่งวิญญาณทั้ง ๗ ท่านถือเอาแล้ว ด้วย
มโนศัพท์ ในบรรดาอายตนะทั้ง ๖ นั้น อายตนะ ๕ อย่าง มีจักขวายตนะ

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 431 (เล่ม 46)

เป็นต้น อันเป็นวัตถุแห่งวิญญาณธาตุเหล่านั้น เป็นอันท่านถือเอาแล้ว ด้วย
ศัพท์ คือ วิญญาณธาตุ ๕ ข้างต้น ธรรมมายตนะอันเป็นวัตถุและเป็นอารมณ์
แห่งมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุเหล่านั้น เป็นอันท่านถือเอาแล้ว ด้วยศัพท์
คือ มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ เพราะฉะนั้น จึงทรงประกาศทุกขสัจจะ
ด้วยอำนาจแห่งอายตนะ ๑๒ แม้ด้วยประการฉะนี้.
ก็เอกเทศแห่งมนายตนะและธรรมายตนะที่เป็นโลกุตระ ท่านมิได้สง-
เคราะห์ไว้ในที่นี้ เพราะท่านแสดงหมายถึงอายตนะที่เป็นเหตุให้โลกเดือนร้อน.
บทว่า เอตฺถ ฉนฺทํ วิราเชตฺวา ความว่า บุคคลกำหนดอายตนะ
เหล่านั้นเทียว ในทุกขสัจจะอันต่างด้วยอายตนะ ๑๒ โดยประการนั้น ๆ คือ
โดยขันธ์ โดยธาตุ โดยนามรูป ยกขึ้นสู่ไตรลักษณะเห็นแจ้งอยู่ คลาย คือ
นำออก ได้แก่กำจัดความพอใจ คือตัณหาในกามคุณ ๕ นี้ ด้วยวิปัสสนามี
อรหัตมรรคเป็นที่สุดได้โดยประการทั้งปวง.
บทว่า เอวํ ทุกฺขา ปมุญฺจติ ความว่า ย่อมพ้นจากวัฏทุกข์นั่น
ด้วยประการนี้. ปัญหานี้ว่า ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอก
ซึ่งธรรมชาติเครื่องออกจากโลก บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร เป็นอันทรง
วิสัชนาแล้ว ด้วยคาถากึ่งนี้ ด้วยประการฉะนี้. และมรรคสัจจะก็เป็นอัน
ทรงประกาศแล้ว ก็สมุทัยสัจจะและนิโรธสัจจะ พึงทราบว่าเป็นอันทรงประกาศ
แล้วเทียว เพราะสงเคราะห์โดยนัยก่อนนั่นแล.
หรือ ทรงประกาศทุกขสัจจะ ด้วยคาถากึ่ง สมุทัยสัจจะด้วยฉันทะ
นิโรธสัจจะ ด้วยวิรัช ในบทว่า คลายแล้ว มรรคสัจจะ โดยพระบาลีว่า

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 432 (เล่ม 46)

ย่อมพ้นเพราะวิราคะ หรือ ทรงประกาศมรรคสัจจะ ด้วยนิทัสสนะที่หมายถึง
เอวํ ศัพท์ ทรงประกาศนิโรธสัจจะ ด้วยการพ้นจากทุกข์ว่า บุคคลย่อมพ้น
จากทุกข์ โดยพระบาลีว่า ทุกฺขนิโรธํ เพราะฉะนั้น สัจจะสี่พึงทราบว่า
ทรงประกาศแล้วในคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้.
ทรงประกาศธรรมชาติเครื่องออกจากโลก โดยลักษณะ ด้วยคาถาอัน
บรรจุสัจจะสี่อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงประมวลนิยยานธรรมนั้นนั่นเทียวด้วยความ
ชำนิชำนาญทางนิรุตติของพระองค์ จึงตรัสว่า เอตํ โลกสฺส นิยฺยานํ
ซึ่งธรรมชาติเครื่องออกจากโลกนี้.
ในคาถานี้ บทว่า เอตํ เป็นการแสดงไขถึงบทที่กล่าวแล้วในบทก่อน.
บทว่า โลกสฺส ได้แก่ จากโลกธาตุทั้งสาม. บทว่า ยถาตถํ ได้แก่ ไม่ผิด.
บทว่า เอตํ โว อหมกฺขามิ ความว่า ถ้าแม้ท่านทั้งหลายพึงถาม
เราพันครั้ง เราก็จะบอกข้อนี้แก่ท่านทั้งหลาย คือ จะไม่บอกข้ออื่น. เพราะ
เหตุไร เพราะบุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ได้ด้วยอาการอย่างนี้ อธิบายว่าไม่ใช่โดย
ประการอื่น. อนึ่ง เราก็จะบอกข้อนี้แก่ท่านทั้งหลายแม้ออกไปแล้ว ๑ ครั้ง
๒ ครั้ง และ ๓ ครั้ง ด้วยนิยยานธรรมนี้ อธิบายว่า เราจะบอกนิยยานธรรม
นั้นแล แม้เพื่อบรรลุคุณวิเศษชั้นสูง เพราะเหตุไร เพราะบุคคลย่อมพ้นจาก
ทุกข์ที่เหลือและไม่มีส่วนเหลือได้ด้วยอาการอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังเทศนาให้จบลง ด้วยยอดคือ พระอรหัต
ในเวลาจบเทศนา เสนาบดียักษ์แม้ทั้งสอง ก็ตั้งอยู่แล้ว ในโสดาปัตติผล
พร้อมกับยักษ์ ๑,๐๐๐.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 433 (เล่ม 46)

ลำดับนั้น เหมวตยักษ์แม้โดยปกติ ก็เป็นผู้หนักในธรรม บัดนี้ ตั้ง
อยู่แล้วในอริยภูมิ ยังไม่อิ่มโดยดี เพื่อจะทูลถามเสกขภูมิและอเสกขภูมิ กะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเทศนาที่มีปฏิภาณอันวิจิตร ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงกล่าวคาถาว่า โกสูธ ตรติ โอฆํ แปลว่า ในโลกนี้ ใครเล่าข้ามโอฆะได้.
ในคาถานั้น เหมวตยักษ์ทูลถามถึงเสกขภูมิว่า ใครเล่าข้ามโอฆะสี่ได้
ด้วยบทนี้ว่า ในโลกนี้ ใครเล่าข้ามโอฆะได้. โดยไม่แปลกกัน เพราะคำว่า
อณฺณวํ ได้แก่ ห้วงน้ำซึ่งมีประมาณไม่กว้างและไม่ลึก ก็อีกอย่างหนึ่ง
อรรณพเช่นกับที่ท่านกล่าวว่า ทั้งกว้างกว่าและลึกกว่านั้นแล ชื่อว่า อรรณพ
คือ สังสารวัฏ ก็อรรณพ คือ สังสารวัฏนี้ โดยรอบก็กว้าง เพราะไม่มีที่
สุด โดยเบื้องต่ำ ก็ลึก เพราะไม่มีที่ตั้ง โดยเบื้องบน ก็ลึกเพราะไม่มีที่ยึด
เหนี่ยว เพราะฉะนั้น เหมวตยักษ์จึงทูลถามถึงอเสกขภูมิว่า ในโลกนี้ ใคร
เล่าข้ามอรรณพได้ และใครย่อมไม่จมลงในอรรณพที่ลึกซึ้งนั้น ไม่มีที่พึ่ง
ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะภิกษุใดไม่ทำการล่วงละเมิดแม้
เพราะเหตุแห่งชีวิต ถึงพร้อมด้วยศีลทุกเมื่อ และมีปัญญา ด้วยปัญญาที่เป็น
โลกิยะและโลกุตระ ตั้งมั่นดีแล้ว ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ และมรรค
ผลเบื้องต่ำทุกอิริยาบถ ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ มีปกติคิดซึ่งธรรมภายในอันนำ
ออกจากทุกข์ด้วยวิปัสสนา และถึงพร้อมแล้ว ด้วยสติ คือ ความไม่ประมาท
อันนำมาซึ่งการกระทำติดต่อ ภิกษุนั้น ย่อมข้ามโอฆะนี้ที่ข้ามได้แสนยาก โดย
ไม่มีส่วนเหลือ ด้วยมรรคที่สี่ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงวิสัชนาเสกขภูมิ จึง

433