ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 394 (เล่ม 46)

เหมวตสูตรที่ ๙
ว่าด้วยยักษ์ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า
สาตาคิรยักษ์กล่าวว่า
[๓๐๙] วันนี้เป็นอุโบสถที่ ๑๕ ราตรี
อันเป็นทิพย์ปรากฏแล้ว มาเราทั้งสองจงไป
เฝ้าพระโคดม ผู้เป็นพระศาสดามีพระนาม
อันไม่ทรามเถิด.
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมผู้คงที่ทรงตั้งพระทัยไว้ดี
แล้ว ในสัตว์ทั้งปวงแลหรือ พระโคดม
ทรงกระทำความดำริในอิฏฐารมณ์ และ
อนิฏฐารมณ์ให้อยู่ในอำนาจแลหรือ.
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
ก็พระองค์เป็นผู้คงที่ ทรงตั้งพระทัย
ไว้ดีแล้วในสัตว์ทั้งปวง อนึ่ง พระองค์
ทรงกระทำความดำริในอิฏฐารมณ์และ
อนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจแล้ว.
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้า-
ของเขาไม่ได้ให้แลหรือ ทรงสำรวมแล้วใน

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 395 (เล่ม 46)

สัตว์ทั้งหลายแลหรือ ทรงห่างไกลจากความ
ประมาทแลหรือ ย่อมไม่ทรงละทิ้งฌาน
แลหรือ.
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ
เขาไม่ได้ให้ ทรงสำรวมแล้วในสัตว์ทั้งหลาย
และทรงห่างไกลจากความประมาท พระองค์
เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมไม่ทรงละทิ้งฌาน.
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จเท็จหรือ มี
พระวาจาไม่หยาบคายแลหรือ ไม่ตรัสคำ
ส่อเสียดแลหรือ ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อแลหรือ.
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ไม่ตรัสคำเท็จ มีพระวาจา
ไม่หยาบคาย และไม่ตรัสคำส่อเสียด ตรัส
คำที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว เพราะทรง
กำหนดด้วยพระปัญญา.
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย
แลหรือ พระหฤทัยของพระโคดมไม่ขุ่นมัว

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 396 (เล่ม 46)

แลหรือ พระโคดมทรงล่วงโมหะได้แล้วหรือ
พระโคดมทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งหลาย
แลหรือ.
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย
และพระหฤทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัว พระ-
องค์ทรงล่วงโมหะได้ทั้งหมด พระองค์ตรัสรู้
แล้ว ทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งหลาย.
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมทรงถึงพร้อมแล้ว ด้วย
วิชชาแลหรือ ทรงมีจรณะบริสุทธิ์แลหรือ
อาสวะทั้งหลายของพระองค์นั้นสิ้นไปแล้ว
แลหรือ ภพใหม่ไม่มีแลหรือ.
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชา
และทรงมีจรณะบริสุทธิ์ อาสวะทั้งหลาย
ของพระองค์สิ้นไปหมดแล้ว ภพใหม่ของ
พระองค์ไม่มี.
เหมวตยักษ์กล่าวว่า
พระหฤทัยของพระโคดมผู้เป็นมุนี
ถึงพร้อมแล้ว ถึงพร้อมแล้วด้วยกายกรรม

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 397 (เล่ม 46)

วจีกรรม และมโนกรรม มาเราทั้งสองจง
ไปเฝ้าพระโคดมผู้ทรงถึงพร้อมแล้วด้วย
วิชชาและจรณะกันเถิด.
เหมวตยักษ์ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
มาเถิด เราจงไปเฝ้าพระโคดมผู้มี
พระชงฆ์เพียงปลีแข้งเนื้อทรายผู้ซูบผอม
เป็นนักปราชญ์ มีพระกระยาหารน้อย ไม่
โลภ เป็นมุนีทรงฌานอยู่ในป่า เราเข้าไป
เฝ้าพระโคดม ผู้ดุจราชสีห์ เสด็จเที่ยวไป
พระองค์เดียว ไม่เสด็จมาสู่ภพใหม่ ไม่มี
ความห่วงใย ในกามทั้งหลาย แล้วจงทูลถาม
ถึงธรรม เป็นเครื่องพ้นจากบ่วงมาร เราจง
ทูลถามพระโคดมผู้ตรัสบอก ผู้ทรงแสดง
ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ผู้ตรัสรู้แล้ว
ผู้ทรงล่วงเวรภัยได้แล้ว.
เหมวตยักษ์ทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น
โลกย่อมกระทำความเชยชิดในอะไร โลก
ยืดถืออะไร เมื่ออะไรมี โลกจึงเดือดร้อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนเหมวตะ

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 398 (เล่ม 46)

เมื่ออายตนะภายในและภายนอก ๖
เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมกระทำ
ความเชยชิดในอายตนะภายในและภายนอก
๖ โลกยึดถืออายตนะภายในและภายนอก ๖
นั่นแหละ เมื่ออายตนะภายในและกายนอก
๖ มี โลกจึงเดือดร้อน.
อุปาทานที่เป็นเหตุให้โลกต้องเดือด-
ร้อนเป็นไฉน ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอ
พระองค์ตรัสบอก ซึ่งธรรมชาติเป็นเครื่อง
ออกจากโลก บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้
อย่างไร.
กามคุณ ๕ ในโลกมีใจเป็นที่ ๖ เรา
ประกาศแล้ว บุคคลคลายความพอใจใน
กามคุณ ๕ นี้ได้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้ด้วย
อาการอย่างนี้ เราบอกซึ่งธรรมชาติเป็น
เครื่องออกจากโลกนี้ ตามความเป็นจริง
แก่ท่านทั้งหลายแล้ว ถ้าแม้ท่านทั้งหลายพึง
ถามเราพันครั้ง เราก็จะบอกข้อนี้แก่ท่าน
ทั้งหลาย เพราะบุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ได้
ด้วยอาการอย่างนี้.

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 399 (เล่ม 46)

ในโลกนี้ใครเล่าข้ามโอฆะได้ ใน
โลกนี้ใครเล่าข้ามอรรณพได้ ใครย่อมไม่
จมลงในอรรณพที่ลึกซึ้ง ไม่มีที่พึ่ง ไม่มี
ที่ยึดเหนี่ยว.
ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล มีปัญญา มี
ใจตั้งมั่นดีแล้ว มีความหมายรู้ ณ ภายใน
มีสติทุกเมื่อ ย่อมข้ามพ้นโอฆะที่ข้ามได้
แสนยาก ผู้นั้นเว้นจากกามสัญญา ล่วง
สังโยชน์ทั้งปวงเสียได้ มีความเพลิดเพลิน
และภพหมดสิ้นแล้ว ย่อมไม่จมลงในอรรณพ
คือ สงสารอันลึก.
เชิญท่านทั้งหลาย ดูพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระปัญญาลึกซึ้ง
ผู้ทรงแสดงเนื้อความละเอียด ไม่มีความ
กังวล ไม่ข้องแล้วในกามภพ พ้นวิเศษแล้ว
ในอารมณ์ทั้งปวง ทรงดำเนินไปในทางอัน
เป็นทิพย์ ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่ เชิญท่าน
ทั้งหลายดู พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ผู้มีพระนามไม่ทราม ผู้ทรงแสดงเนื้อความ
ละเอียด ผู้ทรงให้ปัญญา ไม่ข้องแล้วใน

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 400 (เล่ม 46)

อาลัยในกาม ทรงรู้ธรรมทั้งปวง มีพระ-
ปัญญาดี ทรงดำเนินไปในทางอันเป็นอริยะ
ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่.
วันนี้เราทั้งหลายเห็นดีแล้วหนอ
สว่างไสวแล้ว ตั้งขึ้นดีแล้ว เพราะเรา
ทั้งหลาย ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงข้าม
โอฆะได้แล้ว หาอาสวะมิได้.
ยักษ์หนึ่งพันทั้งหมดเหล่านี้ มีฤทธิ์
มียศ ย่อมถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เป็นสรณะด้วยคำว่า พระองค์เป็นพระ-
ศาสดาผู้ยอดเยี่ยมของข้าพระองค์ทั้งหลาย
ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักขอนอบน้อมซึ่ง
พระสัมพุทธเจ้าและความที่พระธรรมเป็น
ธรรมดี เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากภูเขา
สู่ภูเขา.
จบเหมวตสูตรที่ ๙

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 401 (เล่ม 46)

อรรถกถาเหมวตสูตร
เหมวตสูตรเริ่มด้วยคาถาว่า อชฺช ปณฺณรโส ดังนี้ :-
มีอุบัติอย่างไร ? มีอุบัติเพราะอำนาจแห่งคำถาม จริงอยู่ พระผู้มี
พระภาคเจ้า ถูกเหมวตยักษ์ทูลถาม จึงตรัสพระดำรัสว่า ฉสุ โลโก
สมุปฺปนฺโน เมื่ออายตนะหกเกิด โลกก็เกิดขึ้น ดังนี้เป็นต้น.
ในสูตรนั้น คำว่า อชฺช ปณฺณรโส เป็นต้น สาตาคิรยักษ์กล่าว
คำว่า อิติ สาตาคิโร เป็นต้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว. คำว่า
กจฺจิ มโน เป็นต้น เหมวตยักษ์กล่าว. คำว่า ฉสุ โลโก เป็นต้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัส คำทั้งหมดนั้นรวมเข้ากัน เรียกว่า เหมวตสูตร. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า สาตาคิรสูตร ดังนี้ก็มี ในสูตรนั้น คาถาว่า อชฺช
ปณฺณรโส เป็นต้น มีอุบัติดังนี้ :-
ในภัตรกัปนี้นั่นแล มนุษย์ทั้งหลายได้กระทำสรีรกิจ ด้วยการบูชา
อย่างใหญ่ แด่พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้ทรง
อุบัติในสมัยคนทั้งหลายมีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ทรงดำรงพระชนมายุได้ ๑๖,๐๐๐ ปี
แล้วปรินิพพาน พระธาตุทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป
นั้นไม่กระจัดกระจาย ตั้งอยู่เป็นก้อนเดียวกัน ดุจก้อนทองคำฉะนั้น เพราะนั่น
เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระชนมายุยืนทั้งหลาย ส่วนพระพุทธเจ้า
ผู้ทรงมีพระชนมายุน้อยทั้งหลาย อันชนจำนวนมากยังไม่ทันเห็น ก็เสด็จ
ปรินิพพานก่อน เพราะฉะนั้น จึงทรงอธิษฐานว่า ขอพระธาตุทั้งหลายจง

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 402 (เล่ม 46)

กระจัดกระจาย ด้วยทรงอนุเคราะห์ว่า ชนทั้งหลายในที่นั้น ๆ ทำแม้การบูชา
พระธาตุแล้ว จักประสบบุญ ด้วยเหตุนั้น พระธาตุทั้งหลายของพระพุทธเจ้า
ผู้ทรงมีพระชนมายุน้อยเหล่านั้น จึงกระจัดกระจายไป ดุจเศษส่วนของทองคำ
เหมือนพระธาตุทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา ฉะนั้น.
มนุษย์ทั้งหลายได้ทำเรือนบรรจุพระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ให้มีแห่งเดียวเท่านั้น ให้ประดิษฐ์พระเจดีย์ โดยส่วนสูงและโดยรอบ ๑ โยชน์
พระเจดีย์นั้น มีประตู ๔ แห่ง ห่างกันประตูละ ๑ คาวุต พระเจ้ากิงกิราช
ทรงสร้าง ๑ ประตู พระราชโอรสของพระองค์พระนามว่า ปฐวินธร ทรง
สร้าง ๑ ประตู อำมาตย์ผู้เป็นหัวหน้าของเสนาบดีทั้งหลายสร้าง ๑ ประตู ชาว
ชนบทมีเศรษฐีเป็นหัวหน้าสร้าง ๑ ประตู อิฐก้อนเดียวสำเร็จด้วยทองคำสีสุก
ปลั่ง และสำเร็จด้วยรัตนะต่าง ๆ เทียบเทียมกับรสแห่งทองคำสีสุกปลั่ง แต่
ละก้อนมีราคาหนึ่งแสนกหาปณะ มนุษย์เหล่านั้นได้ทำกิจด้วยดินเหนียว
หรดาลและมโนศิลาทั้งหลาย และกิจด้วยน้ำ ด้วยน้ำมันหอม ได้ประดิษฐ์
พระเจดีย์นั้นไว้.
เมื่อพระเจดีย์ประดิษฐ์อย่างนี้แล้ว กุลบุตร ๒ คนเป็นสหายกันออก
บวชในสำนักของพระสาวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย จริงอยู่ พระสาวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย
ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระชนมายุยืนเท่านั้น ย่อมให้บรรพชา ให้อุปสมบท
ให้นิสัย สาวกทั้งหลายนอกนี้ย่อมไม่ได้ แต่นั้น กุลบุตรเหล่านั้น ถามว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในศาสนามีธุระเท่าไร พระเถระกล่าวว่า ธุระมี ๒ อย่าง
คือ วาสธุระ ๑ ปริยัติธุระ ๑ ในธุระ ๒ อย่างนั้น กุลบุตรผู้บวชแล้ว

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 403 (เล่ม 46)

อยู่ในสำนักของพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์สิ้น ๕ ปี บำเพ็ญข้อวัตรและ
ปฏิบัติทำปาฏิโมกข์ และภาณวารและสูตร ๒ - ๓ สูตร ให้คล่องแคล่ว เรียน
กรรมฐานเข้าสู่ป่า โดยไม่มีความอาลัยในตระกูล หรือคณะ สืบต่อ พยายาม
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต นี้ชื่อว่า วาสธุระ ส่วนกุลบุตรเล่าเรียน ๑ นิกาย
๒ นิกาย หรือ ๕ นิกาย ตามกำลังของตน พึงตามประกอบศาสนาให้บริสุทธิ์ดี
โดยปริยัติ และโดยอรรถ นี้เรียกว่า ปริยัติธุระ.
ลำดับนั้น กุลบุตรเหล่านั้นกล่าวว่า บรรดาธุระ ๒ อย่าง วาสธุระ
เท่านั้นประเสริฐ คิดว่า ก็พวกเรายังหนุ่ม จักบำเพ็ญวาสธุระในเวลาตนแก่
จักบำเพ็ญปริยัติธุระก่อน จึงปรารภปริยัติ. ท่านทั้งสองโดยปกติเทียว เป็น
คนมีปัญญา ต่อกาลไม่นานนัก ก็มีความรู้อันกระทำแล้วในพุทธพจน์ทั้งสิ้น
และเป็นผู้ฉลาดในการวินิจฉัยในวินัยอย่างยิ่ง ท่านทั้งสองนั้นเพราะอาศัยปริยัติ
จึงมีบริวารเกิดขึ้น เพราะอาศัยบริวารจึงมีลาภ แต่ละรูปมีภิกษุ ๕๐๐ เป็น
บริวาร ท่านเหล่านั้นแสดงอยู่ซึ่งศาสนาของพระศาสดา เป็นเหมือนพุทธกาล
อีก.
ในกาลนั้น ภิกษุ ๒ รูป คือ พระธรรมวาที พระอธรรมวาที ๑
อยู่ในวัดใกล้บ้าน พระอธรรมวาทีเป็นคนดุร้าย หยาบคาย ปากจัด อัชฌาจาร
ของพระอธรรมวาทีนั้น ปรากฏแก่พระธรรมวาทีนอกนี้ แต่พระธรรมวาทีเตือน
พระอธรรมวาทีนั้นว่า ดูก่อนผู้มีอายุ กรรมนี้ของท่าน ไม่สมควรแก่ศาสนา
พระอธรรมวาทีจึงคัดค้านว่า ท่านเห็นอะไร ท่านฟังอะไร พระธรรมวาที
อีกรูปจึงกล่าว พระวินัยธรทั้งหลายจักรู้ แต่นั้น พระอธรรมวาทีรู้ว่า ถ้า

403