ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 384 (เล่ม 46)

บทว่า มชฺฌิมา ได้แก่ อัตภาพของม้า โค กระบือ และสุกร
เป็นต้น. บทว่า รสฺสกา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่มีประมาณต่ำกว่าสัตว์ที่ยาว
และปานกลาง มีคนเตี้ยเป็นต้น ในชาตินั้น ๆ.
บทว่า อณุกา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่มีอัตภาพละเอียด เกิดในน้ำ
เป็นต้น ไม่เป็นอารมณ์ของมังสจักษุ แต่เป็นวิสัยของทิพยจักษุ หรือสัตว์
ทั้งหลายมีเล็นเป็นต้น. อนึ่ง สัตว์เหล่าใด มีประมาณต่ำกว่าสัตว์ที่ใหญ่หรือ
ปานกลาง และกว่าสัตว์อ้วนหรือปานกลางในชาตินั้น ๆ สัตว์เหล่านั้น พึง
ทราบว่า อณุกา.
บทว่า ถูลา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่มีอัตภาพกลม มีปลา เต่า
หอยมุกและหอยโข่งเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่มีส่วนเหลือ
ด้วยติกะทั้งสามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงตรัสเพื่อทรงแสดง สัตว์เหล่านั้นสงเคราะห์
แม้ด้วยทุกะทั้งสามมีอาทิว่า ทิฏฺฐา วา เย จ อทิฏฺฐา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐา ได้แก่ ที่เคยเห็น ด้วยอำนาจ
ที่มาสู่ครองจักษุของตน. บทว่า อทิฏฺฐา ได้แก่ ที่ดำรงอยู่ในสมุทรอื่น
ภูเขาอื่น และจักรวาลอื่นเป็นต้น.
ก็ทรงแสดงสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในที่ไกล และในที่ใกล้กับอัตภาพของตน
ด้วยทุกะนี้ว่า เย จ ทูเร วสนฺติ อวิทูเร สัตว์เหล่านั้นพึงทราบด้วยอำนาจ
แห่งสัตว์ไม่มีเท้า และสัตว์สองเท้า ก็สัตว์ทั้งหลายอยู่ในกายของตน เรียกว่า
อยู่ในที่ใกล้ อยู่ในกายภายนอก เรียกว่า อยู่ในที่ไกล อนึ่ง อยู่ในภายใน

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 385 (เล่ม 46)

อุปจาร เรียกว่า อยู่ในที่ใกล้ อยู่ภายนอกอุปจาร เรียกว่า อยู่ในที่ไกล อยู่
ภายในวิหาร คาม ชนบท ทวีป จักรวาล เรียกว่า อยู่ในที่ใกล้ อยู่ใน
จักรวาลอื่น เรียกว่า อยู่ในที่ไกล.
บทว่า ภูตา ได้แก่ เกิดแล้ว คือ เกิดขึ้นแล้ว. สัตว์เหล่าใดเกิด
แล้วเทียว ย่อมไม่ถึงการนับว่า จักมีอีก คำว่า ภูตา นั้น เป็นชื่อของสัตว์
เหล่านั้น ผู้เป็นพระขีณาสพ.
ชื่อว่า สัมภเวสี เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมแสวงหาที่เกิด
คำว่า สัมภเวสี นั้น เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย ผู้แสวงหาที่
เกิดแม้ต่อไป เพราะความเป็นผู้ละภวสังโยชน์ยังไม่ได้.
อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแต่ไข่และเกิดแต่ครรภ์ในบรรดากำ-
เกิดทั้งสี่ ยังไม่ทำลายกระเปาะไข่ และไม่ทำลายรกออกมาตราบใด ชื่อว่า สัม-
ภเวสี ตราบนั้น. สัตว์ทั้งหลายที่ทำลายกระเปาะไข่และทำลายรกออกมาในภาย
นอก ชื่อว่า ภูต สัตว์ทั้งหลายที่เกิดจากเถ้าไคล และโอปปาติกสัตว์ ชื่อว่า
สัมภเวสี ในขณะแห่งปฐมจิต จำเดิมแต่ขณะแห่งจิตดวงที่สอง ชื่อว่า ภูต
หรือย่อมเกิดด้วยอิริยาบถใด ยังไม่ถึงอิริยาบถอื่นจากอิริยาบถนั้นตราบใด
ชื่อว่า สัมภเวสี ตราบนั้น ต่อจากนั้นไป จึงชื่อว่า ภูต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาในสัตว์ทั้งหลาย ด้วย
อำนาจแห่งการปรารถนาเพื่อถึงหิตสุขแก่ภิกษุเหล่านั้น โดยประการต่าง ๆ ด้วย
สองคาถากึ่งว่า สุขิโน วา เป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเมต-
ตาภาวนานั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งการปรารถนาเพื่อไม่ให้ประสบอหิตทุกข์ จึง

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 386 (เล่ม 46)

ตรัสว่า น ปโร ปรํ นิกุพฺเพล. นั่นเป็นบาลีเก่าแก่. บัดนี้ สวดกันว่า
ปรญฺหิ ดังนี้ก็มี นี้ไม่ดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโร ได้แก่ ชนอื่น. บทว่า ปรํ ได้แก่
ซึ่งชนอื่น. บทว่า น นิกุพฺเพถ คือ ไม่พึงข่มขู่. บทว่า นาติมญฺเญถ
คือ ไม่พึงดูหมิ่นล่วงเกิน. บทว่า กตฺถจิ ได้แก่ ในที่ทั้งหลายมีอาทิว่า
โอกาส คาม เขต ท่ามกลางญาติ หรือ ท่ามกลางบุตร. บทว่า นํ ได้แก่
เอตํ.
บทว่า กิญฺจิ ได้แก่ ซึ่งบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นกษัตริย์ก็ตาม
พราหมณ์ก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม คนรวยก็ตาม คนจนก็ตาม
เป็นต้น.
บทว่า พฺยาโรสนา ปฏีฆสญฺญา ความว่า ด้วยความฉุนเฉียว
โดยพิการทางกายและวาจา และด้วยเคียดแค้น โดยพิการทางใจ. ก็เมื่อควรจะ
ตรัสว่า พฺยาโรสนา ปฏีฆสญฺญาย พระองค์ก็ตรัสว่า พฺยาโรสนา ปฏี-
ฆสญฺญา เหมือนเมื่อควรจะกล่าวว่า สมฺมทญฺญาย วิมุตฺตา ก็กล่าวว่า
สมฺมทญฺญา วิมุตฺตา และเมื่อควรจะกล่าวว่า อนุปพฺพสิกขา อนุปุพฺพ-
กิริยาย อนุปุพฺพปฏิปทาย ก็กล่าวว่า อนุปุพฺพสิกฺขา อนุปุพฺพกิริยา
อนุปพฺพปฏิปทา อญฺญาราธนา.
บทว่า นาญฺญมญฺญสฺส ทุกฺขมิจฺเฉยฺย ความว่า ไม่พึงปรารถนา
ทุกข์แก่กันและกัน. มีอธิบายอย่างไร มีอธิบายว่า ไม่พึงเจริญเมตตา ด้วย
อำนาจแห่งการมนสิการมีอาทิว่า จงมีความสุข มีความเกษมเถิด อย่างเดียวเท่า

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 387 (เล่ม 46)

นั้น แต่พึงเจริญมนสิการแม้อย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอ บุคคลอื่นบางคนไม่พึง
ข่มขู่บุคคลอื่นไร ๆ ด้วยคำโกรธทั้งหลายมีการหลอกลวงเป็นต้น และไม่พึงดู
หมิ่นบุคคลอื่นไร ๆ ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ด้วยเรื่องมานะมีชาติเป็นต้น
คือ ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน เพราะความฉุนเฉียว หรือ เพราะความ
เคียดแค้น.
ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยเนื้อความ ด้วยอำนาจแห่งการปรารถ-
นาเพื่อความไม่ประสบอหิตทุกข์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเมตตา-
ภาวนานั้นนั่นแล ด้วยคำอุปมา จึงตรัสว่า มาตา ยถา นิยํ ปุตฺตํ ดังนี้.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า มารดาพึงถนอมรักษาบุตรคนเดียวซึ่งเกิดใน
ตน คือบุตรที่เกิดจากอก ได้แก่บุตรคนเดียวนั้น ด้วยอายุ คือสละแม้อายุ
ของตน เพื่อป้องกันทุกข์ที่จะมาถึงบุตรนั้น ถนอมรักษาบุตรนั้นฉันใด กุล-
บุตรพึงเจริญเมตตามีในใจนี้ในสัตว์ทั้งปวง คือ พึงยังเมตตาให้เกิด ให้เจริญ
บ่อย ๆ และพึงเจริญเมตตานั้น ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ไม่มีปริมาณเป็นอารมณ์
หรือ พึงเจริญเมตตานั้นไม่มีปริมาณ ด้วยอำนาจแห่งการแผ่ไปไม่มีส่วนเหลือ
ในสัตว์หนึ่ง.
ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนา โดยอาการทั้งปวงอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนานั่นแล จึงตรัสว่า เมตฺตญฺจ สพฺพ-
โลกสฺมึ ดังนี้.
ในคาถานั้น ชื่อว่า มิตร เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ย่อมรักใคร่และ
ต้านทาน อธิบายว่า ย่อมเยื่อใย เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัยเกื้อกูล และย่อม
รักษาจากการประสบสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ภาวะแห่งมิตร ชื่อว่า เมตตา.

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 388 (เล่ม 46)

บทว่า สพฺพํ ได้แก่ ไม่มีส่วนเหลือ. บทว่า โลกสฺมึ คือ ใน
สัตวโลก. สิ่งที่มีในใจ ชื่อว่า มานัส. ก็มานัสนั้น ตรัสอย่างนี้ก็เพราะเป็น
ธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต. บทว่า ภาวเย คือ พึงให้เจริญ. ชื่อว่า ไม่มีประมาณ
เพราะเมตตานั้นไม่มีปริมาณ เมตตานั้น พระองค์ตรัสอย่างนี้ เพราะมีสัตว์
ไม่มีปริมาณเป็นอารมณ์.
บทว่า อุทฺธํ ได้แก่ เบื้องบน ทรงถือเอาอรูปภพด้วยบทนั้น.
บทว่า อโธ ได้แก่ เบื้องต่ำ ทรงถือเอากามภพด้วยบทนั้น. บทว่า ติริยํ
ได้แก่ ท่ามกลาง ทรงถือเอารูปภพด้วยบทนั้น.
บทว่า อสมฺพาธํ ได้แก่ เว้นจากความคับแคบ. มีอธิบายว่า มี
เขตแดนทำลายแล้ว ข้าศึกเรียกว่า เขตแดน อธิบายว่า เป็นไปแล้วในเขตแดน
แม้นั้น.
บทว่า อเวรํ ได้แก่ ปราศจากเวร. มีอธิบายว่า เว้นจากการปรากฏ
แห่งเวรเจตนา แม้ในระหว่าง ๆ.
บทว่า อสปตฺตํ ได้แก่ ปราศจากข้าศึก. จริงอยู่ บุคคลผู้มีเมตตา
เป็นเครื่องอยู่ ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์
ทั้งหลาย ย่อมไม่มีศัตรูไร ๆ ด้วยเหตุนั้น มานัสนั้นของบุคคลนั้น เรียกว่า
ไม่มีศัตรู เพราะความเป็นผู้ปราศจากข้าศึกแล้ว. ก็คำว่า ข้าศึก ศัตรู นั่น
เป็นคำปริยาย นี้เป็นการพรรณนาเนื้อความตามลำดับบท.
ก็การพรรณนาเนื้อความที่ประสงค์ในคาถานี้มีดังนี้ เมตตามีในใจ
นั่นใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กุลบุตรพึงเจริญเมตตามีในใจอันไม่มี

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 389 (เล่ม 46)

ประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้อย่างนี้ ก็กุลบุตรพึงเจริญเมตตาอันไม่มีปริมาณ
อันมีในใจนี้นั้นในโลกทั้งปวง คือ พึงให้เจริญ ได้แก่พึงให้ถึงความเจริญ
ความงอกงาม ความไพบูล อย่างไร คือ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง
ได้แก่ เบื้องสูงจนถึงภัครพรหม เบื้องต่ำจนถึงอเวจี เบื้องขวางตลอดทิศ
ที่เหลือ.
หรือเมื่อจะแผ่เมตตาอันมีในใจ อันไม่มีส่วนเหลือเบื้องสูงไปยังอรูป-
พรหม เบื้องต่ำไปยังกามธาตุ เบื้องขวางไปยังรูปธาตุ และแม้เมื่อเจริญอย่าง
นี้ ก็พึงเจริญทำเมตตาอันมีในใจนั้น ไม่ให้คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
โดยประการที่เมตตาอันมีในใจเป็นธรรมชาติไม่คับแคบ ไม่มีเวร และไม่มี
ศัตรู.
อีกอย่างหนึ่ง เมตตาอันมีในใจอันไม่มีปริมาณนั้นใด ถึงแล้วซึ่งภาวนา
สัมปทา ไม่คับแคบในโลกทั้งปวง ด้วยอำนาจแห่งโอกาสโลก ไม่มีเวร ด้วย
การกำจัดความเคียดแค้นที่ตนมีในสัตว์เหล่าอื่น และไม่มีศัตรู ด้วยการกำจัด
ความเคียดแค้นที่สัตว์เหล่าอื่นมีในตน พึงเจริญ คือ พึงให้เจริญเมตตาอันมี
ในใจเทียว อันไม่มีปริมาณนั้น ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรูในโลกทั้งสิ้น
ด้วยกำหนด ๓ อย่าง คือ เบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง.
ครั้งทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรง
แสดงความไม่มีกำหนดอิริยาบถแก่กุลบุตรผู้ตามประกอบภาวนานั้นอยู่ก่อน จึง
ตรัสว่า ติฏฺฐํ ฯ เป ฯ อธิฏฺเฐยฺย ดังนี้.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ก็กุลบุตรเมื่อจะเจริญเมตตาอันมีในใจนั่นอย่าง
นี้แล้ว ไม่ทำการกำหนดอิริยาบถ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุนั้นนั่งขัดสมาธิ

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 390 (เล่ม 46)

ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ดังนี้ กระทำการบรรเทาเมื่อยขบอิริยาบถ
อื่น ๆ ตามสบาย ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พึงเป็นผู้
ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด ก็พึงตั้งสติในเมตตาฌานนี้ไว้เพียงนั้น.
อนึ่ง ครั้นตรัสการเจริญเมตตาภาวนาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรง
แสดงความเป็นผู้ชำนาญ จึงตรัสว่า ติฏฺฐญฺจรํ ดังนี้. ก็กุลบุตรผู้ถึงความ
เป็นผู้ชำนาญ ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี ย่อมเป็นผู้ใคร่เพื่อตั้งสติในเมตตาฌานนั่น
ตามอิริยาบถ.
อนึ่ง อิริยาบถทั้งหลายมีการยืนเป็นต้นว่า ติฏฺฐํ จรํ นิสินฺโน ดังนี้
ย่อมไม่ทำอันตรายแก่กุลบุตรนั้น โดยที่แท้ กุลบุตรนั้น ย่อมเป็นผู้ใคร่เพื่อ
จะตั้งสติในเมตตาฌานนั้น ด้วยอิริยาบถเพียงใด ย่อมเป็นผู้ปราศจากความ
ง่วงเหงาเพียงนั้น ความเป็นผู้มีปกติประพฤติเนิ่นช้าในเมตตาฌานนั้น ย่อม
ไม่มีแก่กุลบุตรนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กุลบุตรยืนอยู่
ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียง
ใด ก็พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น.
คาถานั้นมีอธิบายอย่างนี้ว่า เมตตานั้นใด ที่ตรัสว่า และกุลบุตรพึง
เจริญเมตตาอันมีในใจไปในโลกทั้งสิ้น ดังนี้ กุลบุตรพึงเจริญเมตตานั้น โดย
ประการที่ไม่ยึดถืออิริยาบถทั้งหลาย มีการยืนเป็นต้น ในอิริยาบถทั้งหลายมี
การยืนเป็นต้น ตามอิริยาบถ เป็นผู้ใคร่เพื่อตั้งสติในเมตตาฌานนั่นตราบใด
พึงตั้งสตินั่นไว้ตราบนั้น.
เมื่อทรงแสดงความเป็นผู้ชำนาญในการเจริญเมตตาอย่างนี้ ทรง
ประกอบกุลบุตรในเมตตาวิหารนั้นว่า พึงตั้งสตินี้ไว้ ดังนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะ

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 391 (เล่ม 46)

ทรงชมเชยวิหารธรรมนั้น จึงตรัสว่า พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ แปลว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิหารธรรมนี้ว่า เป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระ-
อริยเจ้านี้ ดังนี้.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า เมตตาวิหารนี้ใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พรรณนาแล้ว เริ่มต้นแต่คำว่า สุขิโน วา เขมิโน โหนฺตุ จนถึงคำว่า
เอตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย บัณฑิตทั้งหลายกล่าวเมตตาวิหารนั่นว่าเป็นพรหมวิหาร
คือ กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่ที่ประเสริฐที่สุดในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้
เพราะเป็นธรรมปราศจากโทษในทิพวิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และ
อิริยาบถวิหารทั้งสี่ และเพราะเป็นธรรมทำประโยชน์แก่ตนบ้าง แก่สัตว์เหล่า
อื่นบ้าง เพราะฉะนั้น กุลบุตรยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี
เป็นนิจ สม่ำเสมอ ไม่จุ้นจ้าน พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด ก็
พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนา โดยประการต่าง ๆ
แก่ภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพราะเมตตาเป็นธรรมใกล้ต่ออัตตทิฏฐิ
เพราะเป็นธรรมมีสัตว์เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงการบรรลุ
อริยภูมิ ทำเมตตาฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาทแก่ภิกษุเหล่านั้น โดยมุข คือ
การกีดกันความยึดถือทิฏฐิ จึงตรัส คือ ให้เทศนาจบด้วยพระคาถานี้ว่า
ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม และไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิ ดังนี้.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า เมตตาฌานวิหารนี้ใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพรรณนาแล้วว่า พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ แปลว่า บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าววิหารธรรมนี้ว่า เป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้ และ
กุลบุตรออกจากเมตตาฌานวิหารนั้นแล้ว กำหนดรูปธรรม กำหนดอรูปธรรม

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 392 (เล่ม 46)

ตามทำนองที่กำหนดเป็นต้น ซึ่งธรรมมีวิตกวิจารเป็นต้นในเมตตาฌานวิหาร
นั้น และไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิในกองแห่งสังขารล้วน ๆ ด้วยการกำหนดนาม
และรูปนี้อย่างนี้ว่า บุคคลไม่พึงได้สัตว์ในกองแห่งสังขารนี้ เป็นผู้มีศีล ด้วย
โลกุตรศีล โดยลำดับ ถึงพร้อมแล้วด้วยทัศนะ กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิใน
โสดาปัตติมรรค อันสัมปยุตด้วยโลกุตรศีล และต่อจากนั้น ความยินดีในวัตถุ
กามทั้งหลายนี้ใด อันเป็นกิเลสกามที่ยังละไม่ได้ ก็พึงนำออกซึ่งความยินดีใน
กามทั้งหลายแม้นั้น ด้วยสกทาคมิมรรคและอนาคามิมรรค และด้วยการละ
ไม่มีส่วนเหลือ ด้วยอานุภาพแห่งมรรคทั้งสองนั้น ครั้นนำออกแล้วคือสงบ
ระงับแล้ว ย่อมไม่ถึงความเป็นสัตว์นอนในครรภ์อีกโดยแท้แล คือ ย่อมไม่
ถึงความนอนในครรภ์อีกโดยส่วนเดียวนั่นเทียว คือ เกิดในสุทธาวาสทั้งหลาย
แล้ว บรรลุพระอรหัต ปรินิพพานในสุทธาวาสนั้นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงยังเทศนาให้จบอย่างนี้แล้ว จึงตรัสกะภิกษุ
เหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไป จงอยู่ในราวป่านั้น และถือ
เอาสูตรนี้แล้ว จงเคาะระฆังประชุมกันในวันเป็นที่ฟังธรรมทั้งแปดแห่งเดือน
กระทำธรรมกถา สอบถาม อนุโมทนา เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งกรรมฐาน
นี้นั่นแล อมนุษย์แม้เหล่านั้น จักไม่แสดงอารมณ์อันน่ากลัวแก่เธอทั้งหลาย
จักเป็นผู้ใคร่ประโยชน์ ใคร่ความเกื้อกูล แน่แท้ ดังนี้.
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สาธุ ลุกจากอาสนะอภิวาท
พระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณ ไปในราวป่านั้นแล้ว กระทำอย่างที่
ทรงสั่งสอนนั้น เทวดาทั้งหลายคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ใคร่ประโยชน์
ใคร่ความเกื้อกูลแก่พวกเรา เกิดมีปีติและโสมนัส ปัดกวาดเสนาสนะเองแล

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 393 (เล่ม 46)

จัดแจงน้ำร้อน ทำการนวดหลัง ทำ การนวดเท้า ตระเตรียมอารักขา ภิกษุ
แม้เหล่านั้นเจริญเมตตาอย่างนั่นแล ทำเมตตานั่นเทียวให้เป็นบาท ปรารภ
วิปัสสนา แม้ทุกรูป ก็บรรลุพระอรหัตอันมีผลเลิศ ในภายในไตรมาสนั้นทีเดียว
ปวารณาวิสุทธิปวารณาในมหาปวารณา ดังนี้แล.
ก็กุลบุตรทำประโยชน์อันควรทำ ที่
พระตถาคตเจ้า ผู้ทรงฉลาดในประโยชน์
เป็นใหญ่ด้วยธรรม ตรัสแล้วอย่างนี้ พึงได้
เสวยความสงบแห่งหทัยอย่างยิ่ง ชนผู้มี
ปัญญาอันบริบูรณ์ทั้งหลาย ย่อมได้ตรัสรู้
เฉพาะสันตบท เพราะฉะนั้นแล วิญญูชน
ผู้ใคร่เพื่อตรัสรู้อยู่ซึ่งสันตบทนั้น อันเป็น
อมตะ น่าอัศจรรย์ ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
พึงทำประโยชน์ที่ควรทำ อันต่างด้วยศีล
สมาธิ และปัญญาอันหมดมลทินเนือง ๆ
ดังนี้แล.
จบอรรถกถาเมตตสูตร แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อ ปรมัตถโชติกา

393