ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 374 (เล่ม 46)

ไม่รับลาภที่เกิดขึ้นด้วยคุณที่ไม่มี พึงเป็นผู้ตรงและเป็นผู้ซื่อตรง ด้วยอารัมมณู-
ปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน ด้วยสิกขา ๒ ข้อข้างต้น และสิกขาข้อที่ ๓
และด้วยประโยคาสัยอันบริสุทธิ์.
และจะพึงเป็นผู้ตรง และเป็นผู้ซื่อตรงอย่างเดียวหามิได้ ก็จะต้องเป็น
ผู้ว่าง่ายอีกด้วย จริงอยู่ บุคคลใดถูกเขากล่าวว่า ท่านไม่ควรทำสิ่งนี้ ย่อม
กล่าวว่า ท่านเห็นอะไร ท่านฟังอะไร ท่านเป็นอะไรของผมจึงว่ากล่าว เป็น
อุปัชฌาย์ เป็นอาจารย์ เป็นเพื่อนเห็น เป็นเพื่อนกินหรือ ? หรือย่อม
เบียดเบียนด้วยความเป็นผู้นิ่ง หรือรับแล้วไม่ทำตามที่รับ บุคคลนั้น ย่อมอยู่
ในที่ห่างไกลแห่งการบรรลุคุณวิเศษ.
ส่วนบุคคลใดถูกสั่งสอน ย่อมกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวดี
อย่างยิ่ง ชื่อว่า โทษของตนเห็นได้โดยแสนยาก ท่านเห็นอย่างนั้นแล้ว พึง
อาศัยความเอ็นดูกล่าวเตือนกระผมแม้อีก กระผมได้รับโอวาทจากสำ นักของท่าน
นานแล้ว ดังนี้ และปฏิบัติตามที่พร่ำสอน บุคคลนั้น เป็นผู้อยู่ในที่ใกล้แห่ง
การบรรลุคุณวิเศษ. เพราะฉะนั้น บุคคลรับคำของคนอื่นแล้วกระทำอย่างนี้
พึงเป็นผู้ว่าง่าย และพึงเป็นผู้อ่อนโยน เหมือนเป็นผู้ว่าง่าย.
บทว่า มุทุ ความว่า กุลบุตรถูกคฤหัสถ์ทั้งหลายใช้ในกิจทั้งหลาย
มีการไปเป็นทูต และการไปอย่างคนเลวเป็นต้น ไม่ทำความอ่อนแอในกิจนั้น
ต้องเป็นผู้แข็งแรง แต่พึงเป็นผู้อ่อนโยนในข้อวัตรปฏิบัติ และในการประพฤติ
พรหมจรรย์ทั้งสิ้น เป็นผู้ควรแก่การแนะนำในกิจนั้น ๆ ประดุจทองคำที่
ช่างทองหลอมดีแล้ว ฉะนั้น.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 375 (เล่ม 46)

อีกประการหนึ่ง บทว่า มุทุ ได้แก่ พึงเป็นผู้ไม่หน้าสยิ้ว คือเป็น
ผู้มีหน้าเบิกบาน เจรจาไพเราะ ประพฤติปฏิสันถาร เป็นผู้ยึดถือความสุข
มาให้ ดุจวัตถุที่ตั้งดีแล้ว ฉะนั้น และกุลบุตรจะพึงเป็น ผู้อ่อนโยนอย่างเดียว
หามิได้ จะพึงเป็นผู้ไม่เย่อหยิ่งอีกด้วย คือ ไม่พึงดูหมิ่นคนอื่นทั้งหลาย ด้วย
อติมานวัตถุมีชาติและโคตรเป็นต้น พึงเป็นอยู่ด้วยใจ เสมอด้วยเด็กจัณฑาล
ดุจพระสารีบุตรเถระฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสประโยชน์บางอย่างอันควรทำ สำหรับ
ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรโดยพิเศษ ผู้ใคร่เพื่อจะตรัสรู้สันตบทอยู่ หรือ ปฏิบัติ
อยู่เพื่อบรรลุสันตบทนั้น อย่างนี้แล้ว ทรงพระประสงค์จะตรัสประโยชน์ที่ควร
กระทำแม้ยิ่งกว่านั้นอีก จึงตรัสคาถาที่ ๒ นี้ว่า สนฺตุสฺสโก จ ดังนี้.
ในคาถานั้น กุลบุตรชื่อว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า
ย่อมยินดีด้วยสันโดษ ๑๒ อย่าง มีประเภทที่กล่าวแล้ว ในคาถานี้ว่า สนฺตุฏฺฐี
จ กตญฺญุตา. อีกอย่างหนึ่ง กุลบุตรชื่อว่า เป็นผู้มีความพอใจ เพราะ
อรรถวิเคราะห์ว่า ย่อมพอใจ. กุลบุตรผู้สันโดษ เพราะอรรถว่า ผู้พอใจ
ด้วยของของตน พอใจด้วยของมีอยู่ พอใจโดยชอบ.
ใน ๓ อย่างนั้น ปัจจัยสี่ที่ตนแลรับแล้ว ซึ่งยกขึ้นในมณฑลแห่งการ
อุปสมบทอย่างนี้ว่า อาศัยโภชนะ คือคำข้าวที่หามาได้ด้วยปลีแข้งชื่อว่า ของ
ตน กุลบุตรไม่แสดงอาการผิดแปลกในเวลารับและเวลาบริโภค เป็นอยู่ ด้วย
ปัจจัยสี่นั้น ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม ที่เขาให้โดยเคารพ หรือ ไม่เคารพก็ตาม
เรียกว่า ผู้พอใจด้วยของของตน.

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 376 (เล่ม 46)

สิ่งใดอันตนได้แล้ว เป็นของมีอยู่ของตน สิ่งนั้นชื่อว่า ของมีอยู่
กุลบุตรยินดีด้วยของมีอยู่นั้นนั่นแล คือ ไม่ปรารถนาสิ่งอื่นจากของมีอยู่นั้น
สละความเป็นผู้ปรารถนาที่เกินเสีย เรียกว่า พอใจด้วยของมีอยู่.
การละอนุสัยและปฏิฆะในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ชื่อว่า ชอบ
กุลบุตรพอใจในอารมณ์ทั้งปวงโดยชอบนั้น เรียกว่า พอใจโดยชอบ.
ชื่อว่า ผู้เลี้ยงง่าย เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ผู้อันเขาเลี้ยงโดยง่าย
อธิบายว่า ผู้เลี้ยงดูโดยง่าย จริงอยู่ ภิกษุใดแสดงความเป็นผู้หน้าเสีย และ
ความเป็นผู้ไม่พอใจ ในบิณฑบาตแม้ที่เขาบรรจุข้าวสาลีเนื้อ และข้าวสุก
เป็นต้นเต็มบาตรถวาย หรือผลักบิณฑบาตนั้น ต่อหน้าเขาทั้งหลายว่า พวก
ท่านให้อะไร ย่อมให้แก่สามเณรและคฤหัสถ์เป็นต้น ภิกษุนั่น ชื่อว่า
เลี้ยงยาก. มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุนั่น ย่อมหลีกเว้นแต่ไกลทีเดียวว่า ภิกษุ
เลี้ยงยากไม่อาจจะบำรุงเลี้ยงได้.
ส่วนกุลบุตรใดได้บิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่ง เศร้าหมองก็ตาม
ประณีตก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม มีใจเป็นของตน มีหน้าผ่องใสยังมีชีวิต
ให้เป็นไปอยู่ กุลบุตรนั่น ชื่อว่า เลี้ยงง่าย มนุษย์ทั้งหลายเห็นกุลบุตรนั่น
แล้ว เบาใจอย่างยิ่งว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราเลี้ยงง่าย ย่อมยินดีด้วยของ
แม้น้อย ๆ พวกเราเท่านั้น จักบำรุงเลี้ยงพระผู้เป็นเจ้านั้น ดังนี้แล้ว ทำ
ปฏิญญา บำรุงเลี้ยง. กุลบุตรมีรูปอย่างนี้ ทรงประสงค์ว่า เป็นผู้เลี้ยงง่ายใน
คาถานี้.
ชื่อว่า มีกิจน้อย เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กุลบุตรนั้นมีกิจน้อย คือ
ผู้ไม่ขวนขวายในกิจหลายอย่างมีความเป็นผู้ยินดีในการงาน ยินดีในการพูดและ

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 377 (เล่ม 46)

ยินดีในคลุกคลีเป็นต้น. อีกประการหนึ่ง มีคำอธิบายว่า กุลบุตรนั้นเว้นจาก
กิจมีการทำนวกรรมในวิหารทั้งสิ้น การสอนหมู่สงฆ์สามเณรและคนวัดเป็นต้น
กระทำอยู่ซึ่งกิจของตนมีการปลงผม ตัดเล็บ ระบมบาตร และเย็บจีวรเป็นต้น
ชื่อว่า เป็นผู้มีกิจ คือ สมณธรรมเป็นเบื้องหน้า.
ชื่อว่า มีความประพฤติเบา เพราะอรรถว่า กุลบุตรนั้นมีความ
ประพฤติเบา ภิกษุผู้มีสิ่งของมากบางรูป ในเวลาหลีกไปสู่ทิศ ก็ให้มหาชน
ขนบาตรจีวร ผ้าปูที่นอน น้ำมัน น้ำอ้อยจำนวนมากเป็นต้น โดยทูนศีรษะ
บ้าง กระเดียดบ้างเป็นต้น หลีกไปอยู่ ฉันใด กุลบุตรใดไม่เป็นฉันนั้น เป็น
ผู้มีบริขารน้อย ใช้สอยแต่เฉพาะสมณบริขาร ๘ มีบาตรและจีวรเป็นต้นเท่านั้น
ในเวลาหลีกไปสู่ทิศ ก็คือเอาเท่านั้นหลีกไปเหมือนนกมีปีกฉะนั้น. กุลบุตรมี
รูปอย่างนี้ ทรงประสงค์ว่า มีความประพฤติเบาในคาถานี้.
ชื่อว่า มีอินทรีย์อันสงบแล้ว เพราะอรรถว่า กุลบุตรนั้นมีอินทรีย์
ทั้งหลายสงบแล้ว มีอธิบายว่า มีอินทรีย์อันไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งราคะ
เป็นต้น ในอารมณ์ทั้งหลายมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น.
บทว่า นิปโก ได้แก่ ผู้รู้แจ้ง คือ ผู้มีความรู้ ได้แก่ผู้มีปัญญา
อธิบายว่า ผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตามรักษาศีล ด้วยปัญญา
เป็นเครื่องพิจารณาจีวรเป็นต้น และด้วยปัญญากำหนดรู้สัปปายะ ๗ มีอาวาส
เป็นต้น.
ชื่อว่า ไม่คะนอง เพราะอรรถว่า กุลบุตรไม่มีความคะนอง อธิบายว่า
เว้นจากความคะนองกายมี ๘ ฐานะ ความคะนองวาจามี ๔ ฐานะ และความ
คะนองใจมีหลายฐานะ.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 378 (เล่ม 46)

การกระทำอันไม่สมควรทางกาย ในการเข้าไปหาสงฆ์ คณะ บุคคล
โรงฉัน เรือนไฟ ท่าน้ำ ทางภิกขาจาร และในระหว่างเรือน ชื่อว่า ความ
คะนองกายมี ๘ ฐานะ คือ ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ นั่งรัดเข่าหรือนั่งค้ำเท้า
ในท่ามกลางสงฆ์ อย่างนี้เป็นต้น. ในท่ามกลางคณะก็อย่างนั้น คำว่า ในท่าม
กลางคณะ ได้แก่ ในการประชุมบริษัทสี่. ในบุคคลผู้แก่กว่าก็อย่างนั้น.
ก็ในโรงฉัน ย่อมไม่ให้อาสนะแก่ภิกษุผู้แก่ทั้งหลาย ย่อมกีดกันภิกษุ
ใหม่ทั้งหลาย ด้วยอาสนะ. ในเรือนไฟก็อย่างนั้น ก็ในเรือนไฟนั้น ไม่ขอ
อนุญาตพระภิกษุผู้แก่ทั้งหลาย ทำกิจทั้งหลายมีการก่อไฟเป็นต้น.
ก็ในท่าน้ำ ท่านกล่าวว่า พึงอาบน้ำตามลำดับผู้มา โดยไม่ทำการ
กำหนดว่า ผู้หนุ่ม ผู้แก่ ภิกษุบางรูปไม่เอื้อเฟื้อเรื่องแม้นั้นมาทีหลัง ลงน้ำ
เบียดพระภิกษุผู้แก่ และผู้ใหม่.
ส่วนในทางภิกขาจาร ก็เดินไปข้างหน้า ๆ ของภิกษุผู้แก่ทั้งหลายเพื่อ
อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑบาตที่เลิศ เอาแขนกระทบแขนเข้าไปก่อนกว่า
ภิกษุผู้แก่ทั้งหลาย ในการเข้าไปในระหว่างเรือน ย่อมทำการเล่นทางกาย ด้วย
ภิกษุหนุ่มทั้งหลายดังนี้เป็นต้น.
การเปล่งวาจาอันไม่สมควรในสงฆ์ คณะ บุคคล และในระหว่าง
เรือน ชื่อว่า ความคะนองวาจามี ๔ ฐานะ คือ ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ไม่
ขออนุญาตแสดงธรรมในท่ามกลางสงฆ์. ในคณะและในบุคคลผู้แก่กว่า มี
ประการที่กล่าวแล้วในกาลก่อน ก็เหมือนอย่างนั้น ภิกษุบางรูปถูกมนุษย์ทั้ง-
หลายถามปัญหาในท่ามกลางสงฆ์นั้น ไม่ขออนุญาตภิกษุผู้แก่กว่าแก้ปัญหา

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 379 (เล่ม 46)

ส่วนในระหว่างเรือน กล่าวคำอย่างนี้ว่า ในที่ชื่อนี้ มีอะไร มีข้าวยาคู หรือ
ของขบเคี้ยว ของขบฉัน ท่านจะให้อะไรแก่เรา ในวันนี้ เราจักขบเคี้ยวอะไร
ฉันอะไร ดื่มอะไร ดังนี้เป็นต้น.
การไม่ถึงอัชฌาจารด้วยกายและวาจาในฐานเหล่านั้น ๆ เลย ตรึกถึง
สิ่งที่ไม่สมควรมีประการต่าง ๆ มีกามวิตกเป็นต้น ด้วยใจอย่างเดียว ชื่อว่า
ความคะนองใจมีฐานะหลายอย่าง.
บทว่า กุเลสุ อนนุคิทฺโธ ความว่า ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลายที่
ตนเข้าหา ด้วยความอยากในปัจจัย หรือ ด้วยอำนาจแห่งการคลุกคลีกับคฤหัสถ์
อันไม่สมควร มีอธิบายว่า ไม่โศกด้วย ไม่เพลิดเพลินด้วย ไม่สุขในสกุลที่
มีความสุข ไม่ทุกข์ในสกุลที่มีความทุกข์ ไม่ถึงการประกอบด้วยตนเอง ใน
กรณียกิจทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็ในคาถานี้ คำว่า อสฺส ใดที่กล่าวในบทว่า
สุวโจ อส ส พึงประกอบคำนั้นพร้อมกับบททั้งปวงอย่างนี้ว่า สนฺตุสฺสโก
จ อสฺส สุภโร จ อสฺส ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสบอกกิจที่ควรทำ แม้ยิ่งกว่านั้น แก่
ภิกษุผู้อยู่ป่าโดยพิเศษ ผู้ประสงค์เพื่อตรัสรู้สันตบทอยู่ หรือใคร่เพื่อปฏิบัติ
เพื่อบรรลุสันตบทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงพระประสงค์ เพื่อตรัสบอกกิจแม้
ไม่ควรทำ จึงตรัสคาถากึ่งนี้ว่า
และไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อย
อะไร ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่น
ติเตียนได้.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 380 (เล่ม 46)

คาถานั้นมีเนื้อความว่า เมื่อทำประโยชน์ที่ควรทำนี้อย่างนี้ ชื่อไม่พึง
ประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจาและทางใจที่เรียกว่า เล็กน้อย คือ ลามก
และเมื่อไม่ประพฤติทุจริตเล็กน้อย พึงประพฤติทุจริตหยาบอย่างเดียวก็หามิได้
แต่พึงประพฤติทุจริตอะไรเล่า มีอธิบายว่า ไม่พึงประพฤติทุจริตประมาณน้อย
คือ แม้เล็กน้อย แต่นั้นพึงประพฤติ คือ แสดงโทษอันจะพึงเห็นเองของ
ทุจริตนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้.
ก็ในคาถานี้ เพราะผู้ไม่รู้เหล่าอื่นไม่เป็นประมาณ ด้วยว่าผู้ไม่รู้แม้
เหล่านั้น ย่อมทำสิ่งที่ไม่มีโทษให้มีโทษบ้าง ย่อมทำสิ่งที่มีโทษน้อย ให้มีโทษ
มากบ้าง ส่วนท่านผู้รู้ทั้งหลายเท่านั้นเป็นประมาณ เพราะท่านผู้รู้เหล่านั้น
พิจารณาแล้ว ใคร่ครวญแล้ว ย่อมกล่าวติเตียนแก่คนผู้ควรติเตียน ย่อมกล่าว
สรรเสริญแก่คนผู้ควรสรรเสริญ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
วิญฺญู ปเร แปลว่า ท่านผู้รู้เหล่าอื่นดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสอุปจารแห่งกรรมฐาน อันต่างด้วยประ-
โยชน์ที่ควรทำและไม่ควรทำ แก่ผู้อยู่ป่าเป็นวัตรโดยพิเศษผู้ใคร่เพื่อจะตรัสรู้
สันตบทอยู่ หรือ ผู้ใคร่เพื่อปฏิบัติ เพื่อบรรลุสันตบทนั้น และแก่ภิกษุทั้งหลาย
ผู้ใคร่เพื่อจะเรียนกรรมฐานอยู่แม้ทั้งหมด โดยมีภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรเป็นประ-
ธาน ด้วย ๒ คาถากึ่งเหล่านี้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อปริตรโดยการทำลาย
ความกลัวแต่เทวดานั้น และเพื่อกรรมฐาน ด้วยอำนาจฌานอันมีวิปัสสนาเป็น
บาทสำหรับภิกษุเหล่านั้น จึงทรงเริ่มตรัสเมตตกถา โดยนัยมีอาทิว่า สุขิโน
วา เขมิโน โหนฺตุ ดังนี้.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 381 (เล่ม 46)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขิโน ได้แก่ มีความพร้อมพรั่งด้วยสุข.
บทว่า เขมิโน ได้แก่ ผู้มีความเกษม มีอธิบายว่า ผู้ไม่มีภัย ไม่มีอุปัทวะ.
บทว่า สพฺเพ ได้แก่ ที่เหลือลง. บทว่า สตฺตา ได้แก่ สัตว์มีปราณทั้งหลาย.
บทว่า สุขิตตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตเป็นสุข.
ก็ในคาถานี้ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ผู้ศึกษาพึงทราบว่า มีสุขด้วยสุข
ทางกาย มีตนถึงความสุข ด้วยสุขทางใจ หรือมีความเกษมด้วยสุขแม้ทั้งสอง
นั้น หรือด้วยการปลอดจากภัยและอุปัทวะทั้งปวง.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จึงตรัสอย่างนั้นเล่า ตอบว่า เพราะเพื่อ
ทรงแสดงอาการแห่งเมตตาภาวนา จริงอยู่ พระโยคาวจรพึงเจริญเมตตาอย่าง
นี้ว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุขเถิด หรือว่า จงมีความเกษมเถิด
หรือว่า จงมีตนถึงความสุขเถิด.
ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยย่อ ตั้งแต่อุปจารสมาธิจนถึงที่สุดแห่ง
อัปปนาสมาธิอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงเมตตาภาวนานั้น แม้โดยพิสดาร
จึงตรัส ๒ คาถาว่า เย เกจิ ดังนี้.
อนึ่ง จิตของกุลบุตรใด สั่งสมแล้วในอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมไม่ดำรง
อยู่ในเอกัคคารมณ์ โดยอารมณ์เบื้องต้นเลย แต่วิ่งไปตามประเภทของอารมณ์
แล้วดำรงอยู่ ตามลำดับทีเดียว เพราะฉะนั้น เพื่อจะทรงยังจิตของกุลบุตรนั้น
ซึ่งติดตามแล้ว ติดตามอีก ซึ่งอารมณ์ทั้งหลายอันต่างด้วยทุกะและติกะ มีการ
สะดุ้ง และมั่นคงเป็นต้น ให้ดำรงมั่นอยู่ได้ จึงตรัสคาถาว่า เย เกจิ เป็นต้น.
อีกประการหนึ่ง เพราะอารมณ์ใดแจ่มแจ้งแก่กุลบุตรใด จิตของ
กุลบุตรนั้น ย่อมดำรงมั่นอย่างสบายในอารมณ์นั้น เพราะฉะนั้น ทรงพระ-

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 382 (เล่ม 46)

ประสงค์เพื่อยังจิตของกุลบุตรนั้น ดำรงมั่นอยู่ในอารมณ์อันแจ่มนั้น จึงตรัส
คาถา ๒ คาถานี้ว่า เย เกจิ อันแสดงประเภทแห่งอารมณ์ที่เป็นทุกะและติกะมี
การสะดุ้งและมั่นคงเป็นต้น แก่ภิกษุเหล่านั้น.
ก็ในคำถานี้ ทรงแสดงทุกะ คือ หมวดสองแห่งสัตว์สะดุ้งและมั่นคง
หมวดสองแห่งสัตว์ที่เห็นและไม่เห็น หมวดสองแห่งสัตว์ที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้
หมวดสองแห่งภูตสัตว์และสัมภเวสี และติกะ ๓ คือ หมวดสามแห่งสัตว์ยาว
สั้น และปานกลาง หมวดสามแห่งสัตว์ใหญ่ เล็ก และปานกลาง หมวดสาม
แห่งสัตว์อ้วน เล็ก และปานกลาง เพราะเกิดประโยชน์ในติกะทั้งสามแห่งสัตว์
มีเท้าปานกลาง และในติกะทั้งสองแห่งสัตว์มีเท้าเล็ก ด้วยบททั้งหก มียาว
เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เย เกจิ เป็นคำกล่าวที่ไม่มีส่วนเหลือ.
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว คือมีลมหายใจนั่นเทียว ชื่อว่า ปาณภูตา. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า ปาณา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายมีลมปราณ. ทรงถือเอา
สัตว์มีขันธ์ ๕ ทั้งหลาย ผู้เนื่องด้วยลมอัสสาสะ และลมปัสสาสะ ด้วยบทว่า
ปาณา นี้.
ชื่อว่า ภูตา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายมีอยู่ ทรงถือเอาสัตว์มีขันธ์
๑ และขันธ์ ๔ ด้วยบทว่า ภูตา นี้. บทว่า อตฺถิ คือ มีอยู่ ปรากฏอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง อันพึงสงเคราะห์
ด้วยทุกะและติกะ ด้วยพระดำรัสนี้ว่า เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ รวมเข้ากัน
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงแสดงสัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมดสงเคราะห์เข้าด้วยทุกะนี้ว่า
ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา ดังนี้.

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 383 (เล่ม 46)

ในคาถานั้น ชื่อว่า ตสา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมสะดุ้ง
ก็คำว่า ตสา นั่น เป็นชื่อแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีตัณหา และมีภัย. ชื่อว่า
ถาวรา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมั่นคง คำว่า ถาวรา นั่นเป็นชื่อ
ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ละการดำเนินไปแห่งตัณหาแล้ว. ชื่อว่า อนวเสสา
เพราะอรรถว่า สัตว์เหล่านั้น ไม่มีส่วนเหลือลง อธิบายว่า แม้ทั้งหมด.
ก็คำใดที่ตรัสแล้วในที่สุดแห่งคาถาที่ ๒ คำนั้นทั้งหมด ผู้ศึกษาพึง
เชื่อมกับทุกะและติกะว่า สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ เป็นผู้สะดุ้ง หรือ
เป็นผู้มั่นคง ไม่มีส่วนเหลือ ขอสัตว์ทั้งหมดแม้เหล่านี้จงเป็นผู้มีตนถึงความ
สุขเถิด สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว หรือที่แสวงหาที่เกิดมีอยู่เพียงไร ขอสัตว์
ทั้งหมดแม้เหล่านี้ จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด ดังนี้.
บัดนี้ พึงทราบอธิบายในบททั้งหกว่า ทีฆา วา เป็นต้น อันแสดง
ถึงติกะทั้งสามมีอาทิว่า ยาว สั้น ปานกลาง. บทว่า ทีฆา ได้แก่มีอัตภาพ
ยาวมีนาค ปลา และเหี้ยเป็นต้น ก็อัตภาพของสัตว์ทั้งหลาย มีนาคเป็นต้น
ในมหาสมุทร มีประมาณหลายร้อยวาบ้าง อัตภาพของสัตว์ทั้งหลายมีปลาและ
เหี้ยเป็นต้น มีประมาณหลายโยชน์บ้าง.
บทว่า มหนฺตา ได้แก่ มีอัตภาพใหญ่ ในทะเลมีเต่าเป็นต้น
บนบกมีช้างและนาคเป็นต้น ในอมนุษย์ทั้งหลายมีทานพเป็นต้น ดังที่ท่าน
กล่าวว่า ราหูเลิศกว่าสัตว์มีอัตภาพทั้งหลาย จริงอยู่ ด้วยตนของราหูนั้น
สูง ๔,๘๐๐ โยชน์ แขนประมาณ ๑.๒๐๐ โยชน์ ระหว่างคิ้ว ๕๐ โยชน์
และระหว่างนิ้วประมาณ ๕๐ โยชน์เหมือนกัน ฝ่ามือ ๒๐๐ โยชน์.

383