พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 324 (เล่ม 46)

ถึงความสิ้นทรัพย์ เพราะโทษของชายนั้น ชื่อว่า ย่อมเสื่อมถ่ายเดียว ด้วย
เหตุนั้น การตั้งหญิงหรือชายเช่นนั้นไว้ในความเป็นใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น
ตรัสว่า เป็นทางแห่งความเสื่อมของคนนั้น ด้วยคาถานี้.
ชื่อว่า มีโภคทรัพย์น้อย เพราะไม่มีโภคทรัพย์ทั้งหลายที่สะสมไว้
และเพราะไม่มีทางเจริญแห่งโภคทรัพย์. บทว่า มหาตณฺโห ความว่า ผู้ถึง
พร้อมแล้วด้วยความมักใหญ่ในโภคทรัพย์มาก คือ ไม่สันโดษด้วยโภคทรัพย์
ตามที่ตนหามาได้.
บทว่า ขตฺติเย ชายเต กุเล ความว่า เกิดในตระกูลกษัตริย์
บทว่า โส จ รชฺชํ ปฏฺฐยติ ความว่า บุคคลนั้นปรารถนาราชสมบัติอัน
คนเป็นทายาท ซึ่งไม่ควรได้ หรือ ของคนอื่น เพราะความเป็นผู้ใคร่ใน
การปรารถนาราชสมบัติ คือ เพราะความมักใหญ่นั้น โดยมิใช่อุบาย คือ
โดยผิดลำดับ บุคคลนั้น เมื่อปรารถนาอย่างนั้น ให้โภคทรัพย์น้อยแม้นั้น
แก่คนทั้งหลายมีทหารเป็นต้น เมื่อไม่บรรลุถึงราชสมบัติ ชื่อว่า ย่อมเสื่อม
ถ่ายเดียว ด้วยเหตุนั้น การปรารถนาราชสมบัตินั้นอย่างเดียวเท่านั้น จึง
ตรัสว่า เป็นทางแห่งความเสื่อมของบุคคลนั้น ด้วยคาถานี้.
เบื้องหน้าแต่นั้น ผิว่า เทวดานั้นจะพึงทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๑๓ ฯลฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๑๐๐,๐๐๐ ดังนี้ไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็
พึงตรัสบอกคนเสื่อมแม้เหล่านั้น แต่เพราะเทวดานั้น คิดว่า จะมีประโยชน์
อะไรด้วยคนเสื่อมเหล่านี้ที่ทูลถามแล้ว การทำความเจริญข้อหนึ่งในสูตรนี้ ก็
ไม่มี ดังนี้ เมื่อไม่สนใจฟังทางแห่งความเสื่อมเหล่านั้น ทูลถามแม้เพียงเท่านี้
แล้ว วิปฏิสารนิ่งอยู่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัย

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 325 (เล่ม 46)

ของเทวดานั้นแล้ว เมื่อจะทรงประมวลเทศนา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า เอเต
ปราภเว โลเก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ผู้ถึงพร้อมด้วยการพิจารณา
รอบคอบ. บทว่า สมเวกฺขิยา ความว่า พิจารณาแล้ว ด้วยปัญญาจักษุ
ผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยมรรค ผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยผล ชื่อว่า ประเสริฐ ก็
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ประเสริฐ เพราะอรรถว่า ไม่ดำเนินไปในสิ่งที่ไม่ควร
แนะนำ กล่าวคือ ความเสื่อมนั้น บัณฑิตเห็นคนเสื่อมทั้งหลายแล้ว งดเว้น
ด้วยทัสสนะใด และด้วยปัญญาใด ชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยความเห็น เพราะ
ความเป็นผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยทัสสนะและปัญญานั้น.
บทว่า ส โลกํ ภชเต สิวํ ความว่า บัณฑิตนั้น คือ ผู้เห็น
นั้น ย่อมคบ คือ ย่อมเยื่อใย อธิบายว่า ย่อมเข้าไปสู่โลกที่เกษม คือ เทวโลก
อันเป็นอุดมเขต ไม่มีอุปัทวะ.
ในเวลาจบเทศนา เทวดาทั้งหลายฟังทางแห่งความเสื่อมทั้งหลายแล้ว
ตั้งใจมั่นโดยแยบคาย สมควรแก่ความสังเวชที่เกิดขึ้นบรรลุโสดาปัตติผล สก-
ทาคามิผล และอนาคามิผล พ้นที่จะคณนานับเหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
เทวดาทั้งหลายที่บรรลุมรรคผลใน
สูตรนั้น คือ มหาสมัยสูตร มงคลสูตร
สมจิตตสูตร ราหุโลวาทสูตร ธรรมจักรสูตร
ปราภวสูตร และเทวตาสมสูตร มีไม่น้อย
ประมาณไม่ได้ ส่วนธรรมาภิสมัยในปราภว-
สูตรนี้ พ้นที่จะคณนานับ ดังนี้.
จบ ปรารภววสุตตวัณณนา แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อ ปรมัตถโชติกา

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 326 (เล่ม 46)

วสลสูตรที่ ๗
ว่าด้วยคนถ่อย ๒๐ จำพวก
[๓๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า
ไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ก่อไฟ
แล้วตกแต่งของที่ควรบูชา อยู่ในนิเวศน์ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก ในพระนครสาวัตถี เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์
ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า หยุด
อยู่ที่นั่นแหละคนโล้น หยุดอยู่ที่นั่นแหละสมณะ หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนถ่อย.
เมื่ออัคคิกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็ท่านรู้จักคนถ่อย หรือธรรมเป็นเครื่อง
กระทำให้เป็นคนถ่อยหรือ ?
อ. ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำ
ให้เป็นคนถ่อย ดีละ ขอท่านพระโคดมจงแสดงธรรมตามที่ข้าพเจ้าจะพึงรู้จัก
คนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยเถิด.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจัก
กล่าว อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาประพันธ์นี้ว่า

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 327 (เล่ม 46)

[๓๐๖] ๑. คนมักโกรธ ผูกโกรธ
ลบหลู่อย่างเลว มีทิฏฐิวิบัติ และมีมายา
พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๒. คนผู้เบียดเบียนสัตว์ที่เกิดหน-
เดียว แม้หรือเกิดสองหน ไม่มีความเอ็นดู
ในสัตว์ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๓. คนเบียดเบียน เที่ยวปล้น มี
ชื่อเสียงว่า ฆ่าชาวบ้านและชาวนิคม พึงรู้
ว่าเป็นคนถ่อย.
๔. คนลักทรัพย์ที่ผู้อื่นหวงแหน
ไม่ได้อนุญาตให้ ในบ้านหรือในป่า พึงรู้
ว่าเป็นคนถ่อย.
๕. คนที่กู้หนี้มาใช้แล้วกล่าวว่า หา
ได้เป็นหนี้ท่านไม่ หนีไปเสีย พึงรู้ว่าเป็น
คนถ่อย.
๖. คนฆ่าคนเดินทาง ชิงเอาสิ่งของ
เพราะอยากได้สิ่งของ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๗. คนถูกเขาถามเป็นพยาน แล้ว
กล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแห่งตนก็ดี เพราะ
เหตุแห่งผู้อื่นก็ดี เพราะเหตุแห่งทรัพย์ก็ดี
พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 328 (เล่ม 46)

๘. คนผู้ประพฤติล่วงเกิด ในภริยา
ของญาติก็ตาม ของเพื่อนก็ตาม ด้วยข่มขืน
หรือด้วยการร่วมรักกัน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๙. คนผู้สามารถ แต่ไม่เลี้ยงมารดา
หรือบิดาผู้แก่เฒ่าผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว
พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๐. คนผู้ทุบตีด่าว่ามารดาบิดาพี่-
ชายพี่สาว พ่อตาแม่ยาย แม่ผัวหรือพ่อผัว
พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๑. คนผู้ถามถึงประโยชน์ บอก
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ พูดกลบเกลื่อนเสีย
พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๒. คนทำกรรมชั่วแล้ว ปรารถนา
ว่าใครอย่าพึงรู้เรา ปกปิดไว้ พึงรู้ว่าเป็น
คนถ่อย.
๑๓. คนผู้ไปสู่สกุลอื่นแล้ว และ
บริโภคโภชนะที่สะอาด ย่อมไม่ตอบแทน
เขาผู้มาสู่สกุลของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๔. คนผู้ลวงสมณะ พราหมณ์
หรือแม้วณิพกอื่น ด้วยมุสาวาท พึงรู้ว่าเป็น
คนถ่อย.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 329 (เล่ม 46)

๑๕. เมื่อเวลาบริโภคอาหาร คนผู้ด่า
สมณะหรือพราหมณ์และไม่ให้โภชนะ พึงรู้
ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๖. คนในโลกนี้ ผู้อันโมหะครอบ-
งำแล้ว ปรารถนาของเล็กน้อย พูดอวดสิ่ง
ที่ไม่มี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๗. คนเลวทราม ยกตนและดูหมิ่น
ผู้อื่น ด้วยมานะของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๘. คนฉุนเฉียว กระด้าง มีความ
ปรารถนาลามก มีความตระหนี่ โอ้อวด
ไม่ละอาย ไม่สะดุ้งกลัว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๑๙. คนติเตียนพระพุทธเจ้า หรือ
ติเตียนบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์ สาวกพระ-
พุทธเจ้า พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย.
๒๐. ผู้ใดแลไม่เป็นพระอรหันต์ แต่
ปฏิญาณว่าเป็นพระอรหันต์ ผู้นั้นแลเป็นคน
ต่ำช้า เป็นโจรในโลกพร้อมทั้งพรหมโลก
คนเหล่าใด เราประกาศแก่ท่านแล้ว คน
เหล่านั้นนั่นแล เรากล่าวว่าเป็นคนถ่อย.
บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่
เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อย

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 330 (เล่ม 46)

เพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ท่าน
จงรู้ข้อนั้น ตามที่เราแสดงนี้ บุตรของคน
จัณฑาลเลี้ยงตัวเองได้ ปรากฏชื่อว่ามาตังคะ
เป็นคนกินของที่ตนให้สุกเอง เขาได้ยศ
อย่างสูงที่ได้แสนยาก กษัตริย์และพราหมณ์
เป็นอันมากได้มาสู่ที่บำรุงของเขา เขาขึ้น
ยานอันประเสริฐ ไปสู่หนทางใหญ่อันไม่มี
ฝุ่น เขาสำรอกกามราคะเสียได้แล้ว เป็นผู้
เข้าถึงพรหมโลก ชาติไม่ได้ห้ามเขาให้เข้า
ถึงพรหมโลก พราหมณ์เกิดในสกุลผู้สาธ-
ยายมนต์ เป็นพวกร่ายมนต์ แต่พวกเขา
ปรากฏในบาปกรรมอยู่เนือง ๆ พึงถูก
ติเตียนในปัจจุบันทีเดียว และภพหน้าก็เป็น
ทุคติ ชาติห้ามกันพวกเขาจากทุคติหรือจาก
ครหาไม่ได้ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ
ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อย
เพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม.
[๓๐๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาช-
พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 331 (เล่ม 46)

พระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ
เปิดของที่ปิด บอกทางแกคนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวัง
คนมีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรมและ
พระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึง
สรณะตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบวสลสูตรที่ ๗
อรรถกถาอัคคิกภารทวาชสูตร*
อัคคิกภารทวาชสูตรเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้ :-
สูตรนั้นเรียกว่า วสลสูตร ดังนี้ ก็มีอุบัติอย่างไร ? พระผู้มีพระภาค-
เจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้
พระนครสาวัตถี ทรงตรวจดูสัตวโลก ด้วยพุทธจักษุ ในเวลาเสร็จภัตกิจ
เป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในกสิภารทวาชสูตรนั่นแล ทรงเห็นอัคคิกภาร-
ทวาชพราหมณ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย แห่งสรณะและสิกขาบท ทรงทราบว่า
เมื่อเราไปในที่นั้นแล้ว การสนทนาก็จักเป็นไป ต่อแต่นั้น ในที่สุดแห่งการ
สนทนา พราหมณ์นั่นฟังธรรมเทศนาแล้ว จักถึงสรณะสมาทานสิกขาบท
ทั้งหลาย และได้เสด็จไปในนิเวศน์ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์นั้น เมื่อการ
สนทนาเป็นไปแล้ว พราหมณ์ได้ทูลขอให้ทรงแสดงธรรม จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
* บาลีเป็น วสลสูตร

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 332 (เล่ม 46)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น ข้าพเจ้าจัก
พรรณนาไว้ในมงคลสูตร. บทว่า อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ เป็นต้น
ผู้ศึกษาพึงทราบ โดยนัยที่กล่าวแล้วในกสิภารทวาชสูตรนั่นแล. ในคำว่า
เตน โข ปน สมเยน อคฺคิกภารทวาชสฺส นั้น คำใด ๆ ที่ไม่เคยกล่าว
ข้าพเจ้าจักพรรณนาคำนั้น ๆ นั่นเทียว คือ
ก็พราหมณ์นั้นย่อมบูชา คือ บำเรอไฟ เพราะกระทำอย่างนี้จึงปรากฏ
โดยชื่อว่า อัคคิกะ ปรากฏโดยโคตรว่า ภารทวาชะ เพราะฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า อัคคิกภารทวาชะ.
บทว่า นิเวสเน คือ ใกล้เรือน. ได้ยินว่า ใกล้ประตูนิเวศน์ของ
พราหมณ์นั้น มีโรงบูชาไฟอยู่ที่ระหว่างถนน. แต่นั้น เมื่อควรจะกล่าวว่า
นิเวสนทฺวาเร จึงกล่าวว่า นิเวสเน เพราะบทแม้นั้นนับเนื่องในนิเวศน์
นั่นแล. หรือบทว่า นิเวสเน เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่าใกล้ อธิบายว่า
ใกล้นิเวศน์.
บทว่า อคฺคิ ปชฺชลิโต โหติ ความว่า ไฟตั้งอยู่ในเตาไฟได้เชื้อ
และลมพัดในเตาที่ทำด้วยไม้ หรือในที่ใกล้ ก็ลุกโพลงมีกลุ่มเปลวไฟพุ่งขึ้น
ข้างบน. บทว่า อาหุตี ปคฺคหิตา ความว่า พราหมณ์อาบน้ำชำระศีรษะแล้ว
ตกแต่งข้าวปายาส เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น ด้วยสักการะใหญ่. ก็สิ่งใด
สิ่งหนึ่ง ควรบูชาไฟ สิ่งนั้นเรียกว่า อาหุตี.
บทว่า สปทานํ ได้แก่ ตามลำดับเรือน. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเที่ยวบิณฑบาตแวะไปในตระกูลสูงและตระกูลต่ำ เพื่อประโยชน์แก่การ
อนุเคราะห์ชนทั้งปวง และด้วยความสันโดษในอาหาร ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า พระองค์เสด็จเที่ยวบินณฑบาตตามลำดับตรอก.

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 333 (เล่ม 46)

ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุอะไร พราหมณ์เห็นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยอาการทั้งปวง ทรงน่าเลื่อมใสรอบด้าน จิตจึง
ไม่เลื่อมใส และเพราะเหตุไร พราหมณ์จึงพูดคำหยาบกะพระผู้มีพระภาคเจ้า
เล่า ?
ตอบว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นี้มีความเห็นอย่างนี้ว่า การเห็นสมณะ
ในมงคลกิจทั้งหลายเป็นอวมงคล แต่นั้นก็รู้ว่า สมณะโล้นผู้กาลกรรณีเข้ามาสู่
เรือนของเรา ในเวลามหาพรหมบริโภค จึงไม่ยังจิตให้เลื่อมใส ถึงอำนาจ
แห่งการด่าทีเดียว และเมื่อด่าแล้ว ก็เสียใจ จึงเปล่งวาจาอันไม่พอใจว่า
จงหยุดอยู่ที่นั้นแหละ คนโล้น ดังนี้เป็นต้น.
และเพราะแม้ในที่นั้น พราหมณ์ทั้งหลายมีความเห็นว่า คนโล้นเป็น
ผู้ไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เมื่อรังเกียจว่า คนโล้นไม่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุนั้น
จึงเป็นผู้อันเทพและพราหมณ์ไม่บูชา จึงทูลว่า แน่ะคนโล้น. หรือรังเกียจ
อยู่ว่า สมณะนั้นเป็นคนเดน เพราะมีศีรษะโล้น จึงไม่ควรมาสู่ประเทศนี้
และรังเกียจความเป็นสมณะว่า แม้เป็นสมณะก็ไม่สรรเสริญความเศร้าหมอง
ทางกายเช่นนี้ จึงทูลว่า แน่ะสมณะ.
พราหมณ์นี้ จะพูดด้วยอำนาจแห่งการด่าอย่างเดียวก็หาไม่ ยังรังเกียจ
อยู่ว่า คนถ่อยบวชแล้วปลื้มใจ ด้วยการทำการบริโภคร่วมกันกับคนถ่อยเหล่านั้น
สมณะนี้ เลวยิ่งกว่าแม้คนถ่อย จึงทูลว่า แน่ะคนถ่อย หรือแม้สำคัญอยู่ว่า
บาปย่อมมีแก่พวกคนถ่อย ด้วยการดูการบูชา และการฟังมนต์ จึงทูลอย่างนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ถูกพราหมณ์กราบทูลแล้วอย่างนั้น เมื่อจะทรง
ประกาศความที่พระองค์มีพระคุณไม่ทั่วไปเป็นต้นกับสัตว์ทั้งปวง ด้วยสีพระ-

333