พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 284 (เล่ม 46)

พึงบริโภค เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องแนะนำเพิ่มอีก ทรงถือเอาสมณพราหมณ์
ผู้เป็นข้าศึกหรือเป็นศัตรูต่อศาสนา และทรงถือเอาสมณพราหมณ์ผู้มีบาปสงบ
แล้ว หรือมีบาปอันลอยแล้ว ด้วยพระดำรัสว่า สัสสมณพราหมณี ทรงถือ
เอาสัตวโลก ด้วยพระดำรัสว่า ปชา ทรงถือเอาสมมติเทวดาและมนุษย์ที่เหลือ
ด้วยพระดำรัสว่า สเทวมนุสสะ ในพระสูตรนี้ พึงทราบว่า โอกาสโลกทรง
ถือด้วยพระดำรัส ๓ อย่าง สัตวโลกทรงถือด้วยพระดำรัส ๒ อย่าง ด้วยอำนาจ
แห่งปชา ด้วยประการฉะนี้. ความสังเขปเท่านี้ ส่วนความพิสดาร ข้าพเจ้า
จักพรรณนาไว้ในอาฬวกสูตร.
ถามว่า ก็ข้าวปายาสนี้ อันใคร ๆ ในโลกพร้อมกับเทวโลกเป็นต้น
บริโภคแล้ว จะไม่พึงให้ย่อยได้โดยชอบ เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะใส่โอชะอันละเอียดในข้าวปายาสอันหยาบ. จริงอย่าง
นั้น เทวดาทั้งหลายใส่โอชะในข้าวปายาสนี้ ที่สักว่าพราหมณ์ถืออุทิศพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทีเดียว ดุจในข้าวปายาสของนางสุชาดา ในสูกรมัททวะของนาย
จุนทะที่กำลังปรุง ในคำข้าวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว ๆ ในเมืองเวรัญชา
และในงบน้ำอ้อยที่เหลือในหม้อน้ำอ้อยของพระกัจจายตนะ ในเภสัชชขันธกะ
ฉะนั้น.
ข้าวปายาสนั้นย่อมไม่ย่อยสำหรับเทวดาทั้งหลาย เพราะใส่โอชะอัน
ละเอียดในของที่หยาบ เพราะเทวดาทั้งหลายมีร่างกายสุขุม อาหารของมนุษย์
ที่หยาบ ย่อมไม่ย่อยโดยชอบแก่เทวดาเหล่านั้น. ย่อมไม่ย่อยแม้แก่มนุษย์
ทั้งหลาย เพราะมนุษย์ทั้งหลายมีร่างกายหยาบ ทิพโพชะอันละเอียด ย่อมไม่

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 285 (เล่ม 46)

ย่อยโดยชอบแก่มนุษย์เหล่านั้น. แต่สำหรับพระตถาคตย่อมย่อยตามไฟธาตุปกติ
ย่อมย่อยโดยชอบ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ตามอำนาจแห่งกำลังกายและ
กำลังญาณ และย่อมย่อยสำหรับพระขีณาสพผู้เป็นสาวกของพระตถาคต ด้วย
กำลังสมาธิ และด้วยความเป็นผู้รู้จักประมาณ ย่อมไม่ย่อยสำหรับบุคคลนอกนี้
แม้จะมีฤทธิ์ อีกอย่างหนึ่ง เหตุในเรื่องนี้เป็นอจินไตย นั่นเป็นวิสัยของ
พระพุทธเจ้า.
บทว่า เตนหิ ตฺวํ มีอธิบายว่า เพราะเราไม่เห็นบุคคลอื่น ข้าว
ปายาสนั้นไม่ควรแก่เรา เมื่อไม่ควรแก่เรา ก็ไม่ควรแม้แก่สาวกของเรา เพราะ
ฉะนั้น ท่าน พราหมณ์.
บทว่า อปฺปหริเต ความว่า ในหญ้าเขียวเล็กน้อย หรือในหญ้า
เขียวงอกเล็กน้อย เป็นเช่นกับพลานหีน. บทว่า อปฺปาณเก ความว่า ใน
ห้วงน้ำใหญ่อันปราศจากตัวสัตว์ หรือเว้นจากตัวสัตว์อันจะพึงตาย เพราะเหตุ
ที่เทข้าวปายาสลง. บทว่า อปฺปาณเก นั่น ตรัสเพื่อประโยชน์แก่การอนุเคราะห์
หญ้าและสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งสัตว์ที่อาศัยหญ้า.
บทว่า จิจฺจิฏายติ จิฏิจิฏายติ ความว่า ย่อมทำเสียงอย่างนั้น.
บทว่า สนฺธูมายติ ได้แก่ ควันกลุ้มโดยรอบ. บทว่า สํปธุมายติ ได้แก่
ควันกลุ้มมีประมาณยิ่งอย่างนั้นเทียว. ถามว่า ควันกลุ้มได้มีอย่างนั้น เพราะ
เหตุอะไร ตอบว่า เพราะอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ใช่เพราะอานุภาพ
แห่งน้ำ ข้าวปายาส พราหมณ์ เทวดาหรือยักษ์เป็นต้นเหล่าอื่น ความจริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานอย่างนั้น เพื่อธรรมสังเวชแก่พราหมณ์.

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 286 (เล่ม 46)

บทว่า เสยฺยถาปิ นาม นั่นเป็นการแสดงข้อเปรียบเทียบ. บทว่า
ยถา ผาโล เป็นอันตรัสแล้วเพียงเท่านี้แล. พราหมณ์สลดจิต มีร่างกาย
ชูชันด้วยขน ได้ยินว่า ขนจำนวน ๙๙,๐๐๐ ขุมในร่างกาย ชูชันขึ้น ดุจฟัน
นาคแก้วมณีที่เขาตอกในฝาทองคำฉะนั้น บทที่เหลือปรากฏแล้วเทียว. ส่วน
พราหมณ์หมอบลงแทบพระยุคลบาท เมื่อจะชมเชยพระธรรมเทศนาของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงกราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้
เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระ-
องค์แจ่มแจ้งนัก ดังนี้.
ก็อภิกกันตศัพท์ในพระสูตรนี้ ใช้ในการอนุโมทนาอย่างยิ่ง ส่วน
การพรรณนาเนื้อความแห่งอภิกกันตศัพท์นั้น จักแจ่มแจ้งโดยพิสดารในอรรถ-
กถาแห่งมูลสูตร พึงทราบว่า ก็เพราะอภิกกันตศัพท์ใช้ในอรรถแห่งการ
อนุโมทนาอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น คำว่า ดีละ ดีแล้ว พระโคดมผู้เจริญ
เป็นอันอธิบายแล้ว.
ก็อภิกกันตศัพท์นี้พึงทราบว่า พราหมณ์ได้กล่าวถึง ๒ ครั้ง ด้วยอำ-
นาจความเลื่อมใส และด้วยอำนาจความสรรเสริญในพระธรรมเทศนานี้ โดย
ลักษณะนี้ว่า
นักปราชญ์พึงทำการกล่าวย้ำ ใน
เพราะความกลัว ในเพราะความโกรธ ใน
เพราะความสรรเสริญ ในเพราะความรีบด่วน
ในเพราะความโกลาหล ในเพราะความอัศ-
จรรย์ ในเพราะความรื่นเริง ในเพราะความ
โศก และในเพราะความเลื่อมใส.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 287 (เล่ม 46)

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภิกฺกนฺตํ ได้แก่ น่าใคร่นัก น่าปรารถนา
นัก น่าพอใจนัก. มีอธิบายว่า ดีอย่างยิ่ง. ในการชมเชยนี้ พราหมณ์ชมเชย
เทศนา ด้วยอภิกกันตศัพท์หนึ่ง ชมเชยความเลื่อมใสของตน ด้วยอภิกกันต-
ศัพท์หนึ่ง. ก็อธิบายในอภิกกันตศัพท์นั่นดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต
ของพระองค์ คือ พระธรรมเทศนาของพระโคดมผู้เจริญแจ่มแจ้งนัก ภาษิต
ของพระองค์ คือ ความเลื่อมใสของข้าพระองค์ เพราะอาศัยพระธรรมเทศนา
ของพระโคดมผู้เจริญแจ่มแจ้งนัก หรือ ชมเชยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค-
เจ้านั่นแล หมายถึงประโยชน์อย่างละ ๒ อย่างคือ พระดำรัสของพระโคดม
ผู้เจริญแจ่มแจ้งนัก เพราะยังโทสะให้พินาศ แจ่มแจ้งนักเพราะบรรลุคุณ อนึ่ง
ผู้ศึกษาพึงประกอบด้วยบททั้งหลายอย่างนี้ว่า เพราะให้เกิดศรัทธา เพราะให้
เกิดปัญญา, เพราะมีอรรถ เพราะมีพยัญชนะ, เพราะบทตื้น เพราะอรรถลึก,
เพราะไพเราะหู เพราะถึงใจ, เพราะไม่ยกตน เพราะไม่ข่มผู้อื่น, เพราะเย็น
ด้วยศีล เพราะผ่องแผ้วด้วยปัญญา เพราะในทางอันพึงรื่นรมย์ เพราะกำจัด
ความมัวเมา, เพราะนอนเป็นสุข เพราะประโยชน์เกื้อกูลที่ต้องพิจารณา,
เป็นต้น แม้นอกนี้จากนั้น ชมเชยเทศนาเท่านั้นด้วยอุปมา ๔ ข้อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺกุชฺชิตํ ความว่า ของที่วางคว่ำปาก
หรือ มีปากคว่ำ. บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย ได้แก่ กระทำปากขึ้น. บทว่า
ปฏิจฺฉนฺนํ ได้แก่ อันวัตถุทั้งหลายมีหญ้าเป็นต้นปกปิดแล้ว. บทว่า วิวเรยฺย
ได้แก่ เปิดขึ้น. บทว่า มูฬฺหสฺส ได้แก่ ผู้หลงทิศ. บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย
ความว่า จับเขาที่แขนแล้ว พึงบอกว่า นั่นทาง. บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 288 (เล่ม 46)

ในที่มืดมีองค์ ๔ คือ แรม ๑๔ ค่ำ แห่งกาฬปักษ์ ๑ ราตรีข้างแรม ๑
ป่าพงดงทึบ ๑ แผ่นเมฆ ๑ เนื้อความแห่งบทเท่านี้ก่อน ส่วนการประกอบ
อธิบาย ดังนี้ :-
พระโคดมผู้เจริญทรงยังข้าพระองค์ผู้หันหลังให้พระสัทธรรมผู้ตกอยู่
ในอสัทธรรมให้ออกจากอสัทธรรม เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ ทรงเปิด
พระศาสนาอันปกปิดแล้วด้วยรกชัฏ คือ มิจฉาทิฏฐิ จำเดิมแต่พระศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสป อันตรธานเปรียบเหมือนเปิดของ
ที่ปิด ทรงบอกทางสวรรค์และทางพระนิพพาน แก่ข้าพระองค์ผู้ปฏิบัติทางชั่ว
ทางผิด เปรียบเหมือนบอกทางแก่ผู้หลงทาง ทรงประกาศธรรมโดยอเนก-
ปริยาย เพราะทรงแสดงโดยปริยายเหล่านั้น โดยตามประทีป คือเทศนาอัน
กำจัดความมืดที่ปกปิดธรรมนั้น แก่ข้าพระองค์ผู้จมอยู่ในความมืด คือ โมหะ
ไม่เห็นอยู่ ซึ่งรูปรัตนะมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เปรียบเหมือนตามประทีปน้ำมัน
ไว้ในที่มืด ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ตามมติบางอย่าง เพราะธรรมนี้เป็นเช่นกับหงายของ
ที่คว่ำ ด้วยการเห็นทุกข์ และด้วยการละวิปลาสในสิ่งที่ไม่งามว่าเป็นสิ่งที่งาม,
เป็นเช่นกับเปิดของที่ปิด ด้วยการเห็นสมุทัย และด้วยการละวิปลาสในทุกข์
ว่าสุข, เป็นเช่นกับบอกทางแก่ผู้หลงทาง ด้วยการเห็นนิโรธ และด้วยการละ
วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง เป็นเช่นกับตามประทีปในที่มืด ด้วย
การเห็นมรรค และด้วยการละวิปลาสในอนัตตาว่าเป็นอัตตา เพราะฉะนั้น
จึงเป็นอันประกาศแล้ว อย่างนี้ว่า เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ ฯลฯ หรือ
ตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 289 (เล่ม 46)

ก็เพราะในสูตรนี้ ทรงประกาศศีลขันธ์ ด้วยศรัทธา ความเพียร
และการคุ้มครองกายเป็นต้น ทรงประกาศปัญญาขันธ์ ด้วยปัญญา ทรงประกาศ
สมาธิขันธ์ ด้วยหิริและใจเป็นต้น ทรงประกาศนิโรธ ด้วยธรรมอันเป็นแดน
เกษมจากโยคะ เพราะฉะนั้น จึงทรงประกาศขันธ์ ๓ อริยสัจ ๒ อย่าง โดยย่อว่า
อริยมรรคและนิโรธ ด้วยประการฉะนี้ ทรงประกาศอริยสัจ ๔ ในพระสูตร
นั้น โดยปฏิปักษ์ว่า มรรคเป็นปฏิปักษ์ต่อสมุทัย นิโรธเป็นปฏิปักษ์ทุกข์
โดยปริยาย ๒ ดังกล่าวแล้วนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ทรงประกาศ
ธรรมโดยอเนกปริยาย.
ในบทว่า เอสาหํ เป็นต้น เรานั้น ชื่อว่า เอสาหํ. บทว่า สรณํ
คจฺฉามิ ความว่า พราหมณ์หมอบลงแทบพระบาท ถึงด้วยสรณคมน์ตลอด
ชีวิตก็ตาม บัดนี้ เมื่อยินดี จึงกราบทูลด้วยวาจา. หรือ ถึงพระพุทธเจ้าเท่านั้น
เป็นสรณะตลอดชีวิต บัดนี้ ทำพระพุทธเจ้านั้นให้เป็นต้น จึงกราบทูลเพื่อ
ถึงพระธรรมและพระสงฆ์ที่เหลือด้วย.
บทว่า อชฺชตคฺเค ได้แก่ ทำวันนี้ให้เป็นต้น. หรือว่า อชฺชทคฺเค
ท อักษรทำการเชื่อมบท. มีอธิบายว่า ทำวันนี้เป็นเลิศ ผู้ถึงสรณะตลอด
ชีวิต ชื่อว่า ปาณุเปตํ. มีอธิบายว่า ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ตราบ
ใด ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำ คือ ทรงรู้ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้
ถึงสรณะตลอดชีวิต คือ ผู้ถึงสรณะ ด้วยสรณคมน์ ๓ ไม่มีศาสดาอื่นเป็น
สรณะตราบนั้น การปฏิบัติอันสมควรแก่สุตะ เป็นอันพราหมณ์นี้แสดงแล้ว
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 290 (เล่ม 46)

อีกอย่าหนึ่ง พราหมณ์นี้แสดงสมบัติของพระศาสดา ด้วยคำว่า ของ
ที่คว่ำเป็นต้น แสดงสมบัติของศิษย์ ด้วยบทเป็นต้นว่า เอสาหํ นี้. หรือ
แสดงการได้ปัญญาด้วยบทนั้น แสดงการได้ศรัทธาด้วยบทนี้. บัดนี้ มีความ
ประสงค์เพื่อทำกิจอันผู้มีปัญญาได้ศรัทธาแล้วจะพึงทำ จึงทูลขอพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ลเภยฺยาหํ. พราหมณ์มีจิตเลื่อมใสยิ่งในบรรพชานั้น ด้วย
อิทธิฤทธิ์เป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทูลขอบรรพชา ด้วยศรัทธาว่า
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงสละจักรพรรดิราชสมบัติแล้ว ทรงบรรพชา ก็จะ
ป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า เมื่อปรารถนาความเป็นผู้ทำบริบูรณ์ในบรรพชานั้น
จึงทูลขออุปสมบท ด้วยปัญญา. บทที่เหลือปรากฏชัดแล้ว.
ก็บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในบทว่า เอโก วูปกฏฺโฐ เป็นต้น
ท่านพระภารทวาชะอยู่ผู้เดียว ด้วยกายวิเวก หลีกออกจากหมู่ด้วยจิตวิเวก ไม่
ประมาทด้วยการไม่ปล่อยสติในกรรมฐาน มีความเพียร ด้วยความเพียรกล่าว
คือความเพียรทางกายและทางจิต มีใจเด็ดเดี่ยว ด้วยความไม่เห็นแก่กายและ
ชีวิต อยู่ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถอย่างหนึ่ง. บทว่า นจิรสฺเสว กล่าวมุ่งถึง
บรรพชา. บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่ กุลบุตร ๒ อย่าง คือ ชาติกุลบุตร ๑
อาจารกุลบุตร ๑. ก็กุลบุตรนี้ ประสงค์เอาแม้ทั้ง ๒ อย่าง.
บทว่า อคารสฺมา ได้แก่ จากเรือน. ก็การงานในการเลี้ยงดูของ
กุฏุมพีมีการทำนาและเลี้ยงโคเป็นต้น เรียกว่า กิจของผู้ครองเรือนนั้น. กิจใน
การครองเรือนย่อมไม่มีในบรรพชานั้น เพราะเหตุนั้น บรรพชานั้น จึงชื่อว่า
อนคาริยะ. คำว่า อนคาริยะ นี้เป็นชื่อของบรรพชา. บทว่า ปพฺพชนฺติ
ความว่า เข้าไป เข้าไปนั่งใกล้. พรหมจรรย์นั้น ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้น

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 291 (เล่ม 46)

พรหมจรรย์นั้น จึงชื่อว่า ตทนุตตระ. บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่
ที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์. อธิบายว่า พระอรหัตผล. จริงอยู่ กุลบุตร
ทั้งหลายย่อมบวชเพื่อประโยชน์แก่พระอรหัตผลนั้น. บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม
ได้แก่ ในอัตภาพนั้นเที่ยว. บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ความว่า
รู้ประจักษ์ด้วยปัญญาด้วยตนเองเท่านั้น คือ รู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย. บทว่า
อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ความว่า บรรลุแล้ว หรือให้ถึงพร้อมแล้วอยู่. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงภูมิแห่งการพิจารณาของภารทวาชภิกษุนั้น ด้วยบท
นี้ว่า ก็อยู่อย่างนี้แล้ว ก็ได้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว ฯลฯ.
ถามว่า ก็ชาติไหนของภารทวาชภิกษุนั้น สิ้นแล้ว และได้รู้ชัดซึ่ง
ชาตินั้นอย่างไร ?
ตอบว่า ชาติอดีตของภิกษุนั้น ไม่สิ้นก่อน เพราะได้สิ้นแล้วในอดีต
เทียว ชาติอนาคตกไม่สิ้นแล้ว เพราะไม่มีความพยายาม ชาติปัจจุบัน ก็ไม่
สิ้นแล้ว เพราะชาติยังมีอยู่ แต่ชาติใดอันต่างด้วยขันธ์หนึ่ง ขันธ์สี่และขันธ์ห้า
ในเอกภพ จตุภพ และปัญจโวการภพพึงเกิดขึ้น เพราะความที่มรรคยังไม่
อบรมแล้ว ชาตินั้น ชื่อว่า สิ้นแล้วโดยถึงความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะ
ความที่มรรคได้อบรมแล้ว. ภิกษุนั้นพิจารณากิเลสที่ละแล้ว ด้วยมรรคภาวนา
รู้อยู่ว่า กรรมแม้มีอยู่ในเพราะไม่มีกิเลส จึงไม่มีปฏิสนธิต่อไป ชื่อว่า ย่อมรู้
ชาตินั้น.
บทว่า วุสิตํ ความว่า อยู่จบแล้ว คือ ทำแล้ว อยู่จบรอบแล้ว
อธิบายว่า กระทำแล้ว ประพฤติแล้ว ให้จบแล้ว. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่
มรรคพรหมจรรย์. บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจ ๑๖ อย่าง ด้วยอำนาจ

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 292 (เล่ม 46)

แห่งปริญญาภาวนา ปหานภาวนา และสัจฉิกิริยาภาวนา ด้วยมรรค ๔ ใน
สัจจะ ๔ ให้จบแล้ว. บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า มรรคภาวนา
เพื่อความเป็นอย่างนี้ คือ เพื่อความเป็นกิจ ๑๖ อย่าง หรือ เพื่อความสิ้น
กิเลส มิได้มีอีกในบัดนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ความว่า รู้ชัดว่า ขันธสันดาน
อื่นจากขันธสันดาน อันเป็นไปอยู่ในปัจจุบันนี้ มีประการอย่างนี้ โดยความ
เป็นอย่างนี้ มิได้มี แต่ขันธ์ ๕ เหล่านี้ ได้กำหนดรู้แล้ว ดำรงอยู่ ดุจต้นไม้
ที่มีรากขาดแล้ว ฉะนั้น. บทว่า อญฺญตโร ได้แก่ รูปหนึ่ง. บทว่า
อรหตํ ความว่า ท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์ภายในพระมหาสาวก
แห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย ได้ยินว่า นี้เป็นอธิบายในกสิภารทวาชสูตรนี้แล.
จบ กสิภารทวาชสุตตวัณณนา แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อ ปรมัตถโชติกา

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 293 (เล่ม 46)

จุนทสูตรที่ ๕
ว่าด้วยสมณะมี ๔ จำพวก
นายจุนทกัมมารบุตรทูลถามว่า
[๓๐๒] ข้าพระองค์ขอทูลถามพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นมุนี มีพระปัญญามาก ผู้เป็น
เจ้าของแห่งพระธรรม ผู้มีตัณหาปราศจาก
ไปแล้ว ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้ประเสริฐกว่า
สารถีทั้งหลายว่า สมณะในโลกมีเท่าไร ขอ
เชิญพระองค์ตรัสบอกสมณะเหล่านั้นเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนจุนทะ
สมณะมี ๔ สมณะที่ ๕ ไม่มี เราถูก
ท่านถามซึ่งหน้าแล้ว ขอชี้แจงสมณะทั้ง ๔
เหล่านั้น ให้แจ่มแจ้งแก่ท่าน คือ สมณะ
ผู้ชนะสรรพกิเลสด้วยมรรค ๑ สมณะผู้แสดง
มรรค (แก่ชนเหล่าอื่น) ๑ สมณะเป็นอยู่
ในมรรค ๑ สมณะผู้ประทุษร้ายมรรค ๑.
นายจุนทกัมมารบุตรทูลถามว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมตรัสสมณะ
ผู้ชนะสรรพกิเลสด้วยมรรคอะไร สมณะ
เป็นผู้มีปรกติเพ่งมรรคไม่มีผู้เปรียบ สมณะ
เป็นอยู่ในมรรค ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว

293