พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 274 (เล่ม 46)

เพราะปัญญาย่อมรู้ชัด ซึ่งธรรมทั้งหลายที่มีสติสั่งสมแล้ว ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งธรรม
ทั้งหลายที่มีสติหลงลืมแล้ว. เหมือนอย่างว่า ปฏัก แสดงอยู่ ซึ่งภัยคือการแทง
แก่โคพลิพัททั้งหลาย ย่อมไม่ให้หยุด และย่อมห้ามไปนอกทาง ฉันใด
สติก็ฉันนั้น แสดงอยู่ซึ่งภัยในอบาย แก่โคพลิพัทคือวิริยะ ย่อมไม่ให้จมอยู่
ในความเกียจคร้าน ย่อมห้ามอโคจรทั้งหลาย กล่าวคือการกามคุณ ครั้นห้ามแล้ว
ย่อมให้ประกอบในกรรมฐาน และย่อมห้ามการไปนอกทาง เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า สติเป็นผาลและปฏักของเรา ดังนี้.
บทว่า กายคุตฺโต ความว่า คุ้มครองด้วยกายสุจริต ๓ อย่าง.
บทว่า วจีคุตฺโต ความว่า คุ้มครองด้วยวจีสุจริต ๔ อย่าง. ปาฏิโมกสังวรศีล
ตรัสแล้ว ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. ในบทว่า อาหาเร อุทเร ยโต นี้
สำรวมคือสำรวมพร้อมแล้ว อธิบายว่า มีอุปกิเลสไปปราศแล้ว ในปัจจัยแม้
๔ อย่า ง เพราะความที่ปัจจัยทั้งหมดทรงสงเคราะห์แล้ว ด้วยอาหารเป็น
ประธาน. อาชีวปาริสุทธิศีล ตรัสแล้วด้วยบทนี้. บทว่า อุทเร ยโต
ความว่า สำรวม คือ สำรวมพร้อมแล้วในท้อง คือ บริโภคมีกำหนด มี
อธิบายว่า รู้ประมาณในอาหาร. ปัจจัยปฏิเสวนศีล ตรัสแล้วด้วยความเป็นผู้รู้
ประมาณในโภชนะเป็นประธาน ด้วยบทนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไร ด้วยบทนั้น ทรงแสดงว่า ดูก่อน
พราหมณ์ ท่านหว่านพืชแล้ว ย่อมทำรั้วหนาม รั้วไม้ หรือล้อมกำแพง
เพื่อรักษาข้าวกล้า ด้วยรั้วนั้น ฝูงโค กระบือและเนื้อ เมื่อไม่ได้การเข้าไป
ย่อมไม่แย่งกินข้าวกล้าของท่าน ฉันใด เราก็ฉันนั้น หว่านพืชคือศรัทธา

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 275 (เล่ม 46)

นั้นแล้ว ทำการล้อม ๓ อย่าง อันสำเร็จแต่การคุ้มครองกาย วาจา และอาหาร
เพื่อรักษาข้าวกล้า คือ กุศลอันมีประการต่าง ๆ ด้วยการล้อมนั้น ฝูงโค
กระบือและเนื้อ คือ อกุศลธรรมมีราคะเป็นต้น เมือไม่ได้การเข้าไป ย่อม
ไม่แย่งกินข้าวกล้า คือ กุศลของเรา ดังนี้.
ในบทว่า สจฺจํ กโรมิ มิทฺธานํ นี้ การตัด การเกี่ยว การถอนขึ้น
ชื่อว่า การถอนหญ้า ด้วยสัจจะอันไม่กล่าวให้พลาดด้วยทวารทั้งสอง. ก็คำว่า
สจฺจํ นั่นเป็นทุติยาวิภัตติ พึงทราบว่า ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. ก็
เนื้อความในบทว่า สจฺจํ กโรมิ มิทฺธานํ นั้นมีดังนี้ว่า สจฺเจน กโรมิ
นิทฺธานํ แปลว่า เราย่อมการทำการถอนหญ้า ด้วยสัจจะ.
มีอธิบายอย่างไร มีอธิบายว่า ท่านไถนาภายนอกแล้ว ย่อมกระทำ
การถอนหญ้าอันประทุษร้ายข้าวกล้า ด้วยมือ หรือด้วยเคียว ฉันใด แม้เรา
ก็ฉันนั้น ไถนาอันมีในภายในแล้ว ย่อมกระทำการถอนหญ้า คือการกล่าว
ให้พลาด ซึ่งประทุษร้ายข้าวกล้า คือ กุศล ด้วยสัจจะ. อีกอย่างหนึ่ง
ญาณสัจจะ ที่เรียกว่า ยถาภูตญาณ พึงทราบว่า สัจจะในบทว่า สจฺจํ กโรมิ
นิทฺธานํ นี้. ผู้ศึกษาพึงประกอบอย่างนี้ว่า เรากระทำการถอนหญ้าทั้งหลาย
มีอัตตสัญญาเป็นต้น ด้วยสัจจะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นิทฺธานํ ได้แก่การตัด การเกี่ยว อธิบายว่า
การถอน. เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านย่อมให้ทาสหรือกรรมกรทำการถอนว่า
เจ้าจงถอนหญ้าทั้งหลาย คือให้ทำการตัด การเกี่ยว การถอน หญ้าทั้งหลาย
ฉันใด เราย่อมกระทำสัจจะฉันนั้น การกล่าวด้วยทุติยาวิภัตตินั่นแล ก็ควร.

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 276 (เล่ม 46)

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สจฺจํ ได้แก่ ทิฏฐิสัจจะ การกล่าวด้วย
ทุติยาวิภัตตินั่นแล แม้อย่างนี้ว่า เราย่อมกระทำการถอนนั้น คือ ย่อมกระทำ
กิจอันจะพึงตัด พึงเกี่ยว พึงถอนขึ้น ดังนี้ ก็ควร.
ในบทว่า โสรจฺจํ เม ปโมจนํ นี้ ศีลนั้นใดอย่างนี้ว่า ความ
ไม่ละเมิดทางกาย ความไม่ละเมิดทางวาจานั่นแล เรียกว่า โสรัจจะ ความสงบ
เสงี่ยม ศีลนั้นไม่ประสงค์เอาในคาถานี้ ศีลนั้นได้กล่าวแล้วเทียว โดยนัยมีอาทิ
ว่า คุ้มครองกาย แต่พระอรหัตผลอันท่านประสงค์แล้ว ด้วยว่าพระอรหัตผล
แม้นั้น เรียกว่า โสรัจจะ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยินดีแล้วในนิพพาน
อันสุนทร. บทว่า ปโมจนํ ได้แก่ เป็นเครื่องสละโยคะ.
มีอธิบายอย่างไร มีอธิบายว่า การปลดเปลื้องของท่านยังไม่เป็นการ
ปลดเปลื้องเลย เพราะท่านจะพึงประกอบในเวลาเย็น ในวันที่ ๒ หรือในปี
ต่อไปแม้อีก ฉันใด การปลดเปลื้องของเราไม่เป็นฉันนั้น เพราะชื่อว่าการ
ปลดเปลื้องในระหว่างของเราไม่มี ด้วยว่า เราได้ประกอบโคพลิพัท คือ วิริยะ
ทั้งหลายในไถคือปัญญา จำเดิมแต่กาลแห่งพระทศพลพระนามว่า ทีปังกร
ไถอยู่ซึ่งการไถใหญ่ตลอดสี่อสงไขยและแสนกัป ยังไม่เลิกละ ตราบเท่าที่เรา
ยังไม่ได้ตรัสรู้ชอบเฉพาะ ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ และในกาลใด พระ-
อรหัตผลอันมีคุณทั้งหมดเป็นบริวารได้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ยังกาลนั้นทั้งหมด
ให้สิ้นไปแล้ว นั่งในอปราชิตบัลลังก์ ที่โคนต้นโพธิ์ ในกาลนั้น พระอรหัตผล
นั้นเราได้ปลดเปลื้องแล้ว ด้วยการบรรลุปฏิปัสสัทธิอันยอดเยี่ยมทั้งหมด จัก
ไม่เป็นกิจที่จะพึงประกอบอีกในบัดนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 277 (เล่ม 46)

หมายถึงเนื้อความนั่น จึงตรัสว่า ความสงบเสงี่ยมของเรา เป็นเครื่อง
ปลดเปลื้องกิเลส ดังนี้.
ในบทว่า วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ นั่น บทว่า วิริยํ ได้แก่ ปธาน
คือความเพียรที่กล่าวแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า การปรารภความเพียรทางกายหรือ
ทางใจ นำธุระไปเพื่อธุระ ชื่อว่า ธุรโธรยฺหํ อธิบายว่า ย่อมนำธุระไป.
เหมือนอย่าง ไถของพราหมณ์ นำธุระไปเพื่อธุระลากมาทำลายก้อนดินและ
ชำแรกวัชพืชอันมีรากทั้งหลายให้หมดไป ฉันใด ไถคือปัญญาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าก็ฉันนั้น คร่ามาด้วยความเพียร ย่อมทำลายก้อนดินตามที่กล่าวแล้ว
และชำแรกกิเลสสันดานทั้งหลายให้หมดไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า ความเพียรของเรานำธุระไปเพื่อธุระ.
อีกอย่างหนึ่ง ธุระทั้งหลายนำไปซึ่งธุระก่อน นำไปซึ่งมูลธุระ ชื่อว่า
นำธุระไป ธุระด้วย นำธุระไปด้วย ชื่อว่า นำธุระไปเพื่อธุระ. ในข้อนั้น
ไถของพราหมณ์นำธุระไปอันต่างด้วยโคพลิพัท ๔ ตัว ประกอบในไถแต่ละไถ
เมื่อนำไปย่อมยังการทำลายรากหญ้าที่เกิดแล้วและยังไม่เกิด และสมบัติ คือ
ข้าวกล้าให้สำเร็จฉันใด ความเพียรของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น นำธุระ
ไปเพื่อธุระอันต่างด้วยความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ เมื่อนำไป ย่อมยังการทำลาย
อกุศลมูลซึ่งเกิดขึ้นและยังไม่เกิดขึ้น และสมบัติคือกุศลให้สำเร็จ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ความเพียรของเรานำธุระไปเพื่อธุระ ดังนี้.
ในบทว่า โยคกฺเขมาธิวาหนํ นี้ นิพพานเรียกว่า เกษมจากโยคะ
เพราะนิพพานเป็นธรรมเกษมจากโยคะทั้งหลาย นิพพานนั้นชื่อว่า อธิวาหนะ

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 278 (เล่ม 46)

เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า อันบุคคลบรรลุแล้วย่อมนำไป หรือย่อมถูกนำไป
เฉพาะหน้า การนำไปถึงแดนเกษมจากโยคะ ชื่อว่า โยคกฺเขมาธิวาหนํ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไรด้วยบทนั้น ทรงแสดงว่า ไถนำธุระไปเพื่อ
ธุระของท่าน ย่อมนำไปเฉพาะหน้าสู่ทิศตะวันออก หรือทิศใดทิศหนึ่งในทิศ
ทั้งหลายมีทิศตะวันตกเป็นต้น ฉันใด ความเพียรของเราก็ฉันนั้น นำธุระไป
เพื่อธุระ คือนำไปเฉพาะพระนิพพาน และเมื่อนำไปอย่างนี้ ชื่อว่า ไม่หวน
กลับมา ไถของท่านเมื่อนำไป ชื่อว่า นำธุระไปเพื่อธุระ คือ ถึงที่สุดนาแล้ว
กลับมาอีก ฉันใด ความเพียรของเรา ชื่อว่า ไม่หวนกลับมา จำเดิมแต่
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร ฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะกิเลสทั้งหลายอันมรรคนั้น ๆ ละแล้วไม่พึงละอีก
ดุจหญ้าทั้งหลายอันไถของท่านตัดแล้ว พึงตัดในสมัยอื่นแม้อีก แม้เพราะฉะนั้น
ความเพียรนั่นเมื่อละกิเลสทั้งหลายอันเห็นแล้ว อันไถแล้ว ด้วยอำนาจแห่ง
ปฐมมรรค ละซึ่งกิเลสทั้งหลายอันหยาบ ด้วยอำนาจมรรคที่สอง ละซึ่งกิเลส
ทั้งหลายอันสหรคตด้วยอำนาจมรรคที่สาม ละซึ่งกิเลสทั้งหมดด้วยอำนาจแห่ง
มรรคที่สี่ ชื่อว่า ไม่หวนกลับมา.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า คจฺฉติ อนิวตฺตนฺตํ ความว่า เป็นอันเว้น
จากการกลับ คือ ย่อมไป. บทว่า ตํ ได้แก่ ความเพียรนั้น นำธุระไป
เพื่อธุระ. พึงทราบการตัดบทในบทนี้อย่างนี้ ก็ความเพียรนั้น เมื่อไปอย่างนี้
ย่อมไม่หวนกลับถึงสถานที่ที่ชาวนาไปแล้ว ไม่เศร้าโศก ปราศจากความโศก
ปราศจากความกำหนัด ดุจไถของท่านนั้นนำธุระไปเพื่อธุระ ก็ความเพียรนั่น

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 279 (เล่ม 46)

ย่อมถึงสถานที่นั้น. บทว่า ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจติ ความว่า สถานที่ที่
ชาวนาเช่นท่านโจทอยู่ ตักเตือนอยู่ซึ่งความเพียรนั้น อันนำธุระไปเพื่อธุระ
คือวิริยะ ด้วยปฏักคือ สติ ไปแล้วไม่เศร้าโศก ปราศจากความเศร้าโศก
ปราศจากความกำหนดแล้วไม่เศร้าโศก ความเพียรนั้นเป็นการถอนขึ้นซึ่งลูกศร
คือความเศร้าโศกทั้งหมด ย่อมถึงสถานที่กล่าวคือ อมตนิพพาน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงกระทำคำนิคม จึงตรัสพระคาถา
นี้ว่า
การไถนานั้น เราไถแล้วอย่างนี้
การไถนานั้น ย่อมมีผลเป็นอมตะ บุคคล
ไถนานั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้.
คาถานั้น มีเนื้อความโดยย่อดังนี้ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงดูการไถนา
นั้น มีศรัทธาเป็นพืช อันความเพียรเป็นฝนอนุเคราะห์แล้ว เราทำแอกและ
ไถ อันสำเร็จแล้วแต่ปัญญา และงอนไถอันสำเร็จแล้วแต่หิริให้เนื่องกัน ด้วย
เชือกอันสำเร็จแล้วแต่ใจ ตอกซึ่งผาลคือสติ ในไถคือปัญญา จับปฏักคือสติ
คุ้มครองด้วยการคุ้มครองกาย วาจา และอาหาร ทำสัจจะเป็นเครื่องถอนหญ้า
นำ ความสงบเสงี่ยมเป็นเครื่องปลดเปลื้องกิเลส ความเพียรนำธุระไปเพื่อธุระ
นำไปถึงแดนเกษมจากโยคะ ไม่หวนกลับมา ไถแล้ว ให้ถึงสามัญผล ๔ อย่าง
อันมีกสิกรรมเป็นที่สุด.
บทว่า สา โหติ อมตปฺผลา ความว่า การไถนานี้นั้นมีผลเป็น
อมตะ. นิพพานเรียกว่า อมตะ อธิบายว่า การไถนามีนิพพานเป็นอานิสงส์.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 280 (เล่ม 46)

ก็การไถนานี้นั้นแล ย่อมมีผลเป็นอมตะสำหรับเราคนเดียวเท่านั้น หามิได้
แต่โดยที่แท้แล คนใดคนหนึ่งจะเป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็น
แพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ย่อม
ไถนานั้น คนนั้นแม้ทั้งหมด ครั้นไถนานั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
คือ ย่อมพ้นจากวัฏทุกข์ ทุกขทุกข์ สังสารทุกข์ วิปริณามทุกข์ทั้งปวง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำนิพพานเป็นที่สุด ด้วยยอดคือพระอรหัต ทรงยัง
เทศนาให้ถึงพร้อมแก่พราหมณ์ ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พราหมณ์ฟังเทศนาอันมีเนื้อความลึกซึ้งแล้ว และทราบว่า
เราบริโภคผลแห่งการทำนาแล้ว ย่อมมีความหิวในวันอื่นทีเดียว แต่การไถนา
ของพระสมณะนั้นมีผลเป็นอมตะ บุคคลบริโภคผลแห่งการไถนานั้น ย่อมพ้น
จากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้ เลื่อมใสแล้ว ปรารภแล้ว เพื่อกระทำอาการแห่งผู้
เลื่อมใส เพื่อถวายข้าวปายาส เพราะเหตุนั้น พระอานนทเถระจึงว่า ลำดับ
นั้นแล กสิภารทวาชะ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหติยา ได้แก่ อันใหญ่. บทว่า
กํสปาติยา ได้แก่ ในถาดทองคำ คือ ในถาดทองของตน ซึ่งมีราคาแสน
กหาปณะ. บทว่า วฑฺเฒตฺวา ได้แก่ ตักแล้ว อธิบายว่า เกลี่ยลงแล้ว.
บทว่า ภควโต อุปนาเมสิ ความว่า ทำให้วิจิตรด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และ
น้ำอ้อยเป็นต้น คลุมด้วยผ้า ยกขึ้น แล้วน้อมถวายแด่พระตถาคตโดยเคารพ.
ถามว่า อย่างไร ตอบว่า ขอท่านพระโคดมเสวยข้าวปายาสเถิด เพราะพระ-
องค์ท่านเป็นชาวนา. แต่นั้น ได้กล่าวถึงเหตุอันได้สำเร็จความเป็นชาวนาว่า
ย่อมไถนา อันมีผลไม่ตาย. มีอธิบายว่า เพราะย่อมไถนาอันมีผลไม่ตาย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า คาถาภิคีตมฺเม เป็นต้น.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 281 (เล่ม 46)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาถาภิคีตํ ได้แก่ ที่ขับกล่อมด้วยคาถา
ทั้งหลาย. อธิบายว่า กล่าวคาถาทั้งหลายแล้วได้มา. บทว่า เม ได้แก่ มยา
อันเรา. บทว่า อโภชเนยฺยํ ความว่า ไม่ควรบริโภค. บทว่า สมฺปสฺสตํ
ความว่า ผู้เห็นอยู่ซึ่งอาชีวปาริสุทธิโดยชอบ หรือผู้เห็นอยู่โดยรอบ ชื่อว่า
ผู้เห็นอยู่โดยชอบ อธิบายว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. บทว่า เนส ธมฺโม
ความว่า ข้อว่า เราควรบริโภคโภชนะที่ขับกล่อมได้มา นี้ไม่ใช่ธรรม คือ
นั่นไม่ใช่จารีต. เพราะเหตุไร ? เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงห้าม
โภชนะที่ขับกล่อมได้มา คือ ย่อมทรงปฏิเสธ ย่อมไม่ทรงเสวย.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับคาถาเพื่อข้าวปายาส ซึ่งเป็นเหตุ
ให้ตรัสอย่างนี้หรือ ?
ตอบว่า พระองค์ไม่ทรงขับคาถาเพื่อประโยชน์แก่ข้าวปายาสนั้น แต่
โดยที่แท้แล้ว โภชนะที่พระองค์ประทับยืนที่ใกล้นาแต่เช้าตรู่ ไม่ทรงได้แม้
ภิกษาทัพพีหนึ่งแล้ว ประกาศคุณของพระพุทธเจ้าทั้งปวงได้มานี้นั้น เป็นเช่น
กับโภชนะที่นักขับร้องและนักฟ้อนรำทั้งหลาย ฟ้อนและขับร้องได้มา เพราะ
ฉะนั้น จึงตรัสว่า ที่ขับกล่อมได้มา. ก็โภชนะเช่นนั้นย่อมไม่ควรแก่พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เราไม่ควรบริโภคโภชนะ. ก็
โภชนะนั้นไม่สมควรแก่ความเป็นผู้ปรารถนาน้อย แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าเมื่อจะทรงอนุเคราะห์อนุชนรุ่นหลัง จึงตรัสว่า เราไม่ควรบริโภค
โภชนะที่ขับกล่อมได้มานั่น. และพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปฏิเสธลาภที่เกิดขึ้น
ด้วยคุณของตน แม้อันคนอื่นประกาศแล้ว ณ ที่ใด ๆ เหมือนฆฏิการ บุตร
ช่างหม้อผู้มีความปรารถนาน้อย ฉะนั้น.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 282 (เล่ม 46)

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้ปรารถนาน้อย
ถึงสุดยอดแล้ว จักทรงยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการประกาศพระคุณของ
พระองค์ได้อย่างไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนั้นเหมาะสมแล้วเทียว.
ตอบว่า ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระองค์เมื่อจะเปลื้องพระองค์จาก
คำติเตียนของชาวโลกนี้ว่า พระสมณโคดมทรงทำพราหมณ์ผู้ไม่เลื่อมใส ไม่
ประสงค์จะถวายให้เป็นผู้ใคร่เพื่อถวาย ด้วยการตรัสคาถา แล้วทรงรับโภชนะ
พระเทศนาของพระสมณโคดมนี้ มีอามิสเป็นเหตุ ดังนี้แล้ว ทรงแสดงเทศนา
ปาริสุทธิ บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอาชีวปาริสุทธิ จึงตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์
เมื่อธรรมมีอยู่ การแสวงหานี้เป็นความประพฤติ ดังนี้.
เนื้อความแห่งพระดำรัสนั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ เมื่ออาชีวปาริสุทธิ-
ธรรม สุจริตธรรม ๑๐ อย่าง หรือจาริตธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอยู่
คือ มีพร้อม ติดตามพร้อม เป็นไปอยู่ การแสวงหา คือ การแสวงหาทั่ว
อันขาวสะอาดโดยส่วนเดียว ดุจเหยียดฝ่ามือในอากาศ นี้เป็นความประพฤติ
คือ เป็นความประพฤติประจำชีวิตของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ดังนี้.
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์เกิดโทมนัสว่า
พระสมณโคดมทรงปฏิเสธข้าวปายาสของเรา ได้ยินว่า โภชนะนั่นไม่ควร
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราย่อมไม่ได้เพื่อถวายสิ่งอื่นในพระองค์เลย และคิดว่า พระ-
สมณโคดมพึงทรงรับสิ่งอื่นกระมัง ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบดังนั้น
แล้ว ทรงดำริว่า เรากำหนดเวลาเพื่อภิกขาจารแล้วจึงมา จักยังพราหมณ์นี้
ให้เลื่อมใส ด้วยกาลเพียงนี้ เมื่อจะยังมโนรถที่พราหมณ์ปรารถนาให้เต็ม

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 283 (เล่ม 46)

เพื่อให้ความเลื่อมใสเกิดแก่พราหมณ์ว่า ก็พราหมณ์ได้ทำโทมนัส บัดนี้ ยัง
จิตให้กำเริบในเราด้วยโทมนัสนั้นแล้ว จักไม่อาจเพื่อแทงตลอด ซึ่งธรรมอัน
ประเสริฐ คือ อมตะ จึงตรัสว่า อญฺเญน จ เกวลินํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลินํ ความว่า ผู้บริบูรณ์แล้วด้วย
คุณทั้งปวง คือ ผู้ปราศจากโยคะทั้งหมดแล้วเทียว. ชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอัน
ใหญ่ เพราะแสวงหาคุณทั้งหลาย มีศีลขันธ์เป็นต้นอันใหญ่ ชื่อว่า พระขีณาสพ
เพราะความเป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นหมดแล้ว ชื่อว่า ผู้มีความคะนองอันสงบ
แล้ว เพราะความที่พระขีณาสพมีความคะนองทั้งปวง ซึ่งทำความคะนองมือ
และคะนองเท้าเป็นต้น อันสงบแล้ว. บทว่า อุปฏฺฐหสฺสุ ความว่า เชิญ
ท่านอังคาส คือ เชิญท่านนับถือ. ครั้นจิตอันพราหมณ์แม้ให้เกิดอย่างนี้แล้ว
พระองค์ตรัสปริยายเท่านั้น แต่ไม่ตรัสว่า ท่านจงนำมา ดังนี้. บทที่เหลือ
ในคาถานี้ มีความตื้นทั้งนั้นแล.
ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า ข้าวปายาสนี้เรานำมาเพื่อพระผู้มีพระภาค-
เจ้า เราไม่ควรให้ข้าวปายาสนั้นแก่ใคร ๆ ตามความพอใจของตนดังนี้แล้ว
กราบทูลว่า ข้าพระองค์จะถวายข้าวปายาสนี้แก่ใคร. แต่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงรู้ข้าวปายาสนั้นว่า ข้าวปายาสนี้มีความไม่ย่อยเป็นธรรมดาแก่คนอื่น ยกเว้น
พระตถาคต และสาวกของพระตถาคต จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ทรงถือเอาเทวดาชั้นกามาวจร ๕ ด้วยพระดำรัสว่า
สเทวกะ ทรงถือเอาเทวดาชั้นกามาวจรที่ ๖ ด้วยพระดำรัสว่า สมารกะ ทรง
ถือเอารูปาวจรพรหม ด้วยพระดำรัสว่า สพรหมกะ ส่วนเทวดาชั้นอรูปาวจร

283