ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 184 (เล่ม 46)

ก็เสียใจ ถ้าห้ามเขา เขานั่นก็จะเสียใจ ช่างเถิด ความเสียใจจงมีแก่พวกเรา
และอย่ามีแก่บุตรนั่น ดังนี้แล้ว ก็อนุญาต.
แต่นั้น เศรษฐีบุตรนั้น ไม่คำนึงถึงบริชนทั้งหมด ที่คร่ำครวญอยู่
ไปสู่ป่าอิสิปตนะ บวชในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เสนาสนะอัน
โอฬารย่อมไม่ถึงแก่เขา เขาต้องปูเสื่อลำแพนบนเตียงแล้วนอน เขาเคยชิน
แต่ในที่นอนอันประเสริฐ เป็นทุกข์อย่างยิ่งตลอดคืน ทำบริกรรมสรีระแม้แต่
เช้าแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตพร้อมกับพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ในพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ท่านผู้แก่ย่อมได้อาสนะที่เลิศและบิณฑะที่เลิศ
ผู้ใหม่ย่อมได้อาสนะตามมีตามเกิด และโภชนะอันเลว เศรษฐีบุตรนั้น เป็น
ทุกข์อย่างยิ่ง แม้ด้วยโภชนะอันเลวนั้น โดยล่วงไป ๒ - ๓ วันเท่านั้น ก็ผ่ายผอม
มีวรรณะเศร้าหมอง เบื่อหน่ายในสมณธรรม ซึ่งยังไม่ถึงความแก่รอบตามที่ควร
ต่อแต่นั้น ก็ส่งทูตไปบอกแก่มารดาบิดาแล้วสึก.
เศรษฐีบุตรนั้น ได้กำลังต่อกาลเล็กน้อยเท่านั้น ก็ใคร่เพื่อจะบวชอีก
ต่อแต่นั้น ก็บวชแล้วสึก แม้โดยทำนองนั้นเทียว ในวาระที่ ๓ บวชแล้ว
ปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว กล่าวอุทานคาถานี้ กล่าวแม้
พยากรณ์คาถานี้แล ในท่ามกลางของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแม้อีกว่า
กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา
วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ
อาทีนวํ กามคุเณส ทิสฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 185 (เล่ม 46)

ก็กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย
เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลก ๆ
บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึง
เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.
ในคาถานั้น บทว่า กามา ได้แก่ กาม ๒ อย่างคือ วัตถุกาม ๑
กิเลสกาม ๑. ในกาม ๒ อย่างนั้น ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นที่รักของใจเป็นต้น
ชื่อว่า วัตถุกาม ธรรมทั้งหลายอันเป็นประเภทแห่งราคะแม้ทั้งหมด เรียกว่า
กิเลสกาม. ก็ในคาถานี้ ท่านประสงค์เอาวัตถุกาม. กามทั้งหลาย ชื่อว่า
งามวิจิตร ด้วยอำนาจแห่งประการหลายอย่างมีรูปเป็นต้น ชื่อว่า มีรสอร่อย
ด้วยอำนาจแห่งความยินดีของชาวโลก ชื่อว่า เป็นที่รื่นรมย์ใจ เพราะอรรถว่า
ยังใจของปุถุชนคนโง่ให้รื่นรมย์.
บทว่า วิรูปรูเปน ความว่า ด้วยรูปแปลก ๆ มีอธิบายว่า ด้วยสภาพ
หลายอย่าง. จริงอยู่ กามเหล่านั้น ชื่อว่า งามวิจิตร ด้วยอำนาจแห่งรูป
เป็นต้น ชื่อว่า มีรูปแปลก ๆ ด้วยอำนาจแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น แม้ในรูป
เป็นต้น แสดงความพอใจด้วยรูปแปลก ๆ นั้น หรือโดยประการนั้น ๆ ย่อม
ย่ำยีจิต คือ ไม่ให้เพื่ออภิรมย์ในบรรพชา ด้วยประการอย่างนั้น.
บทที่เหลือในคาถานั้น ปรากฏชัดแล้ว. แม้คำนิคม อันบัณฑิต
ประกอบด้วยบท ๒ บท หรือ ๓ บทก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนคาถาต้น ๆ
นั่นแล.
กามคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 186 (เล่ม 46)

คาถาที่ ๑๗
คาถาว่า อีตี จ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร ?
ได้ยินว่า ฝีได้บังเกิดแก่พระราชาในกรุงพาราณสี เวทนากล้าเป็นไป
อยู่ แพทย์ทั้งหลายกราบทูลว่า เว้นจากการผ่าตัดแล้ว ไม่มีความผาสุก พระ-
ราชาทรงให้อภัยแก่แพทย์เหล่านั้นแล้ว ตรัสสั่งให้ทำการผ่าตัด แพทย์เหล่านั้น
ผ่าตัดแล้ว นำพระปุพโพและพระโลหิตออก กระทำให้หมดเวทนาแล้วพันผ้า
พันแผล ทูลตักเตือนโดยชอบในเนื้อและอาหารเศร้าหมอง. พระราชาทรงมี
พระสรีระผอม เพราะโภชนะเศร้าหมอง และฝีของพระองค์ก็แห้ง พระองค์
ทรงสำคัญว่า หายแล้วจึงเสวยพระกระยาหารที่รสเลิศ และแผลซึ่งเกิดจากพระ-
กระยาหารนั้น ก็กำเริบเช่นนั้นอีก ฝีของพระองค์ก็ถึงซึ่งสภาพเช่นเดิมอีกนั้น
เทียว พระองค์ทรงให้ทำการผ่าตัดอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ถูกแพทย์ทั้งหลายทูลบอก
เลิกแล้ว ทรงเบื่อหน่าย สละราชสมบัติอันใหญ่ ทรงเห็นแจ้งในป่า ทรงกระ-
ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ โดย ๗ ปี ได้ตรัสอุทานคาถานี้ว่า
อีตี จ คณฺโฑ จ อุปททฺโว จ
โรโค จ สลฺลญฺจ เมตํ
เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
บุคคลเห็นภัยคือ จัญไร อุปัทวะ
โรค ลูกศร และความน่ากลัวนี้ ในกามคุณ
ทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือน
นอแรด ฉะนั้น

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 187 (เล่ม 46)

ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปยังเงื้อมภูเขานันทมูลกะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอติ ได้แก่ ความจัญไร. คำว่า อีติ
นี้ เป็นชื่อแห่งเหตุของความพินาศ อันเป็นส่วนของอกุศลที่จรมา. เพราะ
ฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านั้น ก็ชื่อว่า จัญไร เพราะอรรถว่าเป็นเหตุนำมาซึ่ง
ความพินาศหลายอย่าง และเพราะเป็นเหตุให้ตกต่ำอย่างหนัก แม้ฝีย่อม
หลั่งออกซึ่งของไม่สะอาด คือ บวมขึ้นและแก่จัดก็แตกออก เพราะฉะนั้น
กามคุณเหล่านั้น ชื่อว่า ฝี เพราะเป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดคือกิเลส
และเพราะความเป็นของแตกออก เพราะความเป็นของบวมขึ้นแล้ว แก่จัด
ด้วยความเกิด ความแก่และความแตกสลาย ชื่อว่า อุปัทวะ เพราะอรรถว่า
ประทุษร้าย อธิบายว่า ยังความฉิบหายให้เกิด ย่อมย่ำยี คือ ครอบงำ.
คำว่า อุปทฺทโว นั่นเป็นชื่อแห่งอาชญากรรมทั้งหลายมีราชทัณฑ์
เป็นต้น เพราะฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านั้น ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะเป็นเหตุไม่
ให้ก้าวลงสู่พระนิพพานที่ตนยังไม่รู้ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะทั้งปวง ก็
เพราะกามคุณเหล่านั้น ยังความเดือนร้อนคือกิเลสให้เกิดขึ้น ยังความไม่มีโรค
กล่าวคือศีลให้ถึงความเหลาะแหละ ย่อมปล้นความไม่มีโรคตามปกตินั้นเสีย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โรค เพราะอรรถว่า ปล้นความไม่มีโรคนี้ แต่ชื่อว่า
ลูกศร เพราะอรรถว่าตามเข้าไปในภายใน เพราะอรรถว่า กระทำความ
เดือดร้อนในภายใน และเพราะอรรถว่า เป็นของที่นำออกได้แสนยาก ชื่อว่า
ภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในทิฏฐธรรมและในสัมปรายิกภพ. สองบทว่า เม เอตํ
สนธิเป็น เมตํ แปลว่า ของเรานี้. บทที่เหลือในคาถานี้ ปรากฏชัดแล้ว
แม้คำนิคม ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วแล.
อีติคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 188 (เล่ม 46)

คาถาที่ ๑๘
คาถาว่า สีตญฺจ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี พระราชาพระนามว่า สีตาลุกพรหมทัต
ท้าวเธอทรงผนวชแล้ว ประทับอยู่ในกุฏิป่า ก็ครั้นประเทศนั้นหนาว ก็มี
ความหนาว เมื่อร้อน ก็มีความร้อนเท่านั้น เพราะเป็นประเทศตั้งอยู่ในที่โล่ง
ภิกษาในโคจรคามก็ไม่ได้ตามความต้องการ แม้น้ำดื่มสำหรับผู้ดื่ม ก็หาได้ยาก
แม้ลม เหลือบ สัตว์เลื้อยคลานก็เบียดเบียน พระองค์ทรงพระราชดำริดังนี้ว่า
ในที่ประมาณกึ่งโยชน์จากนี้ มีประเทศที่สมบูรณ์ อันตรายทางสรีระเหล่านั้น
แม้ทั้งหมด ย่อมไม่มีในประเทศนั้น อย่าเลย เราพึงไปในประเทศนั้น เมื่อ
อยู่เป็นผาสุก ก็อาจบรรลุสุขได้.
พระองค์ทรงมีพระราชดำริอีกว่า ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลาย ไม่ควร
ตกอยู่ในอำนาจปัจจัย และย่อมยังจิตเห็นปานนั้นให้เป็นไปในอำนาจ จะไม่เป็น
ไปในอำนาจของจิต เราจักไม่ไปละ ครั้นทรงพิจารณาแล้ว ไม่เสด็จไป
ทรงพิจารณาจิตที่เกิดแล้วอย่างนี้ถึงสามครั้งแล้ว เสด็จกลับ ตั้งแต่นั้นก็ประทับ
อยู่ในป่านั้นเที่ยวตลอด ๗ ปี ทรงปฏิบัติชอบอยู่ ทรงกระทำให้แจ้ง ซึ่ง
พระปัจเจกโพธิญาณแล้ว ตรัสอุทานคาถานี้ว่า
สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ
วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ
สพฺพานิเปตานิ อภิสมฺภวิตฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 189 (เล่ม 46)

บุคคลพึงครอบงำอันตรายเหล่านี้แม้
ทั้งปวง คือ หนาว ร้อน หิว ระหาย ลม แดด
เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลานแล้ว พึงเที่ยวไป
ผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่เงื้อมแห่งภูเขานันทมูลกะ.
ในคาถานั้น บทว่า สีตญฺจ ได้แก่ หนาว ๒ ชนิด คือ ธาตุใน
ภายในกำเริบเป็นปัจจัย ๑ ธาตุในภายนอกกำเริบเป็นปัจจัย ๑. ร้อนก็เหมือนกัน.
บทว่า ฑํสา ได้แก่ แมลงสีเหลือง. บทว่า สิรึสปา ความว่า ทีฆชาติ
เหล่าใดเหล่าหนึ่งเสือกคลานไป. บทที่เหลือปรากฏชัดแล้ว. แม้คำนิคม ก็พึง
ทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.
สีตาลุกคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์
คาถาที่ ๑๙
คาถาว่า นาโค ว ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี พระราชาพระองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติ
เป็นเวลา ๒๐ ปี สวรรคตแล้ว ไหม้อยู่ในนรกตลอด ๒๐ ปีเหมือนกัน เกิดใน
กำเนิดช้าง ในหิมวันตประเทศ มีขันธ์เกิดดีแล้ว มีร่างกายทั้งสิ้นมีสีเหมือน
ดอกปทุม โอฬารเป็นจ่าโขลง เป็นช้างใหญ่. ลูกช้างทั้งหลายแล ย่อมเคี้ยว
กินกิ่งไม้ที่พญาช้างนั้นหักแล้ว แม้ในเวลาก้าวลงสู่น้ำ ช้างพังทั้งหลายก็ลูบไล้
พญาช้างด้วยเปือกตม เรื่องทั้งหมดเป็นเหมือนเรื่องของพญาช้างปาลิไลยกะ
พญาช้างนั้น เบื่อหน่ายหลีกออกจากโขลง แต่นั้นโขลงช้างก็ติดตามพญาช้าง

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 190 (เล่ม 46)

นั้นอีก ตามรอยเท้า พญาช้างหลีกไปอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ก็ถูกติดตามอีก จึง
คิดต่อไปว่า บัดนี้ พระนัดดาของเราเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี เอาเถิด
เราพึงไปสู่อุทยานแห่งชาติก่อนของตน พระนัดดานั้น จักรักษาเราในอุทยาน
นั้น ครั้นโขลงช้างหลับในกลางคืนแล้ว จึงละโขลงไปสู่อุทยานนั้นนั่นแล.
คนรักษาพระราชอุทยานเห็นแล้ว ทูลบอกแด่พระราชา พระราชา
ทรงดำริว่า เราจักจับช้าง ดังนี้แล้ว ทรงแวดล้อมด้วยเสนาเสด็จไป ช้างก็
เดินมุ่งหน้าต่อพระราชานั่นเทียว พระราชาทรงพระราชดำริว่า ช้างนี้เดินมา
มุ่งหน้าเรา จึงผูกสอดลูกธนู ประทับยืนอยู่ แต่นั้น ช้างคิดว่า พระราชานั่น
พึงยิงเราแน่ จึงพูดด้วยวาจามนุษย์ว่า พรหมทัต ! อย่ายิงเรา เราเป็นปู่
ของท่าน พระราชาตรัสว่า ท่านพูดอะไร จึงตรัสถามเรื่องราวทั้งหมด แม้
พญาช้างก็บอกเรื่องราวเกี่ยวกับราชสมบัติ ความเป็นไปในนรกและในกำเนิด
ช้างทั้งหมด ส่วนพระราชาทรงประเล้าประโลมว่า อย่ากลัว อย่าให้ใคร ๆ
สะดุ้ง ดังนี้แล้ว ทรงให้บำรุงอาหาร เครื่องลาด และเครื่องช้างแก่พญาช้าง.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปประทับบนคอช้าง ทรงพระราชดำริว่า
ช้างนี้เคยเสวยราชสมบัติเป็นเวลา ๒๐ ปี ตกนรกแล้ว เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน
ด้วยวิบากที่ยังเหลือนั่นแล เมื่อไม่อดกลั้น ซึ่งการกระทบกระทั่งกันในเพราะ
อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ จึงมาในที่นี้ โอ ! การอยู่เป็นหมู่เป็นทุกข์ ส่วนการอยู่
คนเดียวเท่านั้น เป็นสุข ดังนี้ จึงทรงปรารภวิปัสสนาในที่นั้นแหละ ทรง
กระทำให้แจ้ง ซึ่งปัจเจกโพธิญาณ, อำมาตย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระราชาพระ-
องค์นั้น ผู้เป็นสุขด้วยโลกุตรสุข ประนมมือกราบทูลว่า ได้เวลาเสด็จสู่พระยาน
แล้ว มหาราช ลำดับนั้น พระองค์จึงตรัสว่า เราไม่ใช่ราชา แล้วตรัส
พระคาถานี้ โดยนัยก่อนนั่นแลว่า

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 191 (เล่ม 46)

นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา
สญฺชาตกฺขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร
ยถาภิรนฺตํ วิหรํ อรญฺเญ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
บุคคลพึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเหมือน
นอแรด เปรียบเหมือนช้างใหญ่ที่เกิดใน
ตระกูลปทุม มีขันธ์เกิดดีแล้ว ละโขลงอยู่ใน
ป่าตามอภิรมย์ ฉะนั้น ดังนี้.
คาถานั้น โดยอรรถแห่งบทปรากฏชัดแล้ว แต่การประกอบอธิบาย
ในคาถานั่นมีดังนี้ ก็คาถานั้นแล ปรากฏแล้วด้วยอำนาจแห่งยุติ แต่ไม่ปรากฏ
ชัดด้วยอำนาจแห่งการตามสดับ อธิบายว่า ช้างนี้ชื่อว่า นาค เพราะอรรถว่า
ไม่มาสู่พื้นที่ที่ไม่ได้ฝึก เพราะความที่ตนฝึกดีแล้ว ในศีลทั้งหลายที่มนุษย์พอใจ
หรือเพราะความที่ตนมีร่างกายใหญ่ ฉันใด แม้เราก็พึงเป็นนาค เพราะไม่มา
สู่พื้นที่ที่ยังไม่ได้ฝึก เพราะความที่ตนฝึกดีแล้ว ในศีลทั้งหลายที่พระอริยเจ้า
พอใจ เพราะไม่ทำบาป และเพราะไม่กลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีก หรือเพราะ
ความที่ตนมีสรีระคือคุณใหญ่ ชื่อในกาลไรหนอ ฉันนั้น.
อนึ่ง ช้างนั้นละโขลงแล้วอยู่ในป่าตามอภิรมย์ ด้วยความสุขที่เที่ยวไป
โดดเดี่ยว พึงเที่ยวไปตัวเดียว เหมือนนอแรดฉันใด ชื่อในกาลไหนหนอ
แม้เราก็ฉันนั้น อยู่ในป่าตามอภิรมย์ ด้วยวิหารสุขโดยส่วนเดียว ได้แก่ ด้วย
ความสุขที่เกิดจากฌาน คืออยู่ในป่าโดยประการที่ตนจะมีความสุข หรือเท่าที่
เราปรารถนา พึงเที่ยวไปผู้เดียว คือ พึงประพฤติเหมือนนอแรด.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 192 (เล่ม 46)

อนึ่ง ช้างนั่นชื่อว่ามีขันธ์เกิดดีแล้ว เพราะมีขันธ์ตั้งดีแล้ว ฉันใด
ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราพึงชื่อว่ามีขันธ์เกิดดีแล้ว เพราะความเป็นผู้ใหญ่
ด้วยศีลขันธ์อันเป็นอเสกขะ ฉันนั้น. อนึ่ง ช้างนั้น ชื่อว่า ปทุมี เพราะมีร่างกาย
เช่นกับดอกปทุม หรือเพราะเกิดแล้วในตระกูลช้างปทุม ฉันใด ชื่อกาลไหนหนอ
แม้เราก็พึงชื่อว่าปทุม เพราะความเป็นผู้มีกายตรงเหมือนดอกปทุม หรือเพราะ
เกิดแล้วในดอกปทุม คือ อริยชาติ ฉันนั้น อนึ่ง ช้างนั้นโอฬาร ด้วยเรี่ยวแรง
กำลังและเชาว์เป็นต้น ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราก็พึงโอฬารด้วยคุณธรรม
มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์เป็นต้น หรือด้วยศีล สมาธิ และปัญญาเป็น
เครื่องแทงตลอดเป็นต้น เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าเมื่อคิดอย่างนี้ จึงปรารภ
วิปัสสนา ได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล.
นาคคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์
คาถาที่ ๒๐
คาถาว่า อฏฺฐาน ตํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชบุตรของพระเจ้าพาราณสี ยังทรงพระเยาว์ มี
พระประสงค์จะทรงผนวช จึงทรงปรึกษาพระมารดาและพระบิดา พระมารดา
และพระบิดาทรงห้ามพระองค์. พระราชบุตรนั้นแม้ถูกห้ามอยู่ ก็ทรงยืนยันว่า
หม่อมฉันจักบวช แต่นั้นพระมารดาและพระบิดาตรัสเรื่องทั้งหมด เหมือนเรื่อง
เศรษฐีบุตรที่กล่าวแล้วในกาลก่อน ทรงอนุญาตแล้ว แต่ทรงให้ปฏิญญาว่า
ก็ครั้นบวชแล้ว พึงอยู่ในอุทยานเท่านั้น พระองค์ทรงกระทำตามปฏิญญา
พระมารดาของพระองค์ มีหญิงนักฟ้อนรำ ๒๐,๐๐๐ นางแวดล้อมแล้ว เสด็จไป
สู่พระราชอุทยาน ทรงให้พระราชบุตรดื่มยาคู ทรงให้เคี้ยวของขบเคี้ยวเป็นต้น

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 193 (เล่ม 46)

ทรงสนทนากับพระราชบุตรนั้น จนถึงสมัยเที่ยงวัน ทรงจัดพวกบุรุษคอย
ปฏิบัติแล้ว เสด็จสู่พระนคร ส่วนพระบิดาเสด็จมาในเวลาเที่ยงวัน ทรงให้
พระราชบุตรเสวยแล้ว แม้พระองค์ก็ทรงเสวย สนทนากับพระราชบุตรนั้น
ตลอดวัน ในเวลาเย็น ทรงจัดพวกบุรุษคอยปฏิบัติแล้ว เสด็จเข้าพระนคร
พระราชบุตรนั้น ไม่สงัดตลอดคืนและวันอย่างนี้อยู่.
ก็โดยสมัยนั้นแล พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า อาทิจจพันธุ์ อยู่ที่
เงื้อมภูเขานันทมูลกะ ท่านระลึกถึงอยู่ได้เห็นพระราชบุตรนั้นว่า พระกุมารนี้
ทรงอาจเพื่อจะผนวช แต่ไม่อาจเพื่อจะตัดความเกี่ยวข้องได้ ต่อนั้นก็นึกว่า
พระกุมารนี้จักเบื่อหน่ายด้วยธรรมดาของตนหรือไม่ ในลำดับนั้นก็รู้ว่า เมื่อ
ทรงเบื่อหน่ายด้วยธรรมดา จักมีช้านานอย่างยิ่ง คิดว่า เราจักแสดงอารมณ์
แก่พระกุมารนั้น จึงมาจากพื้นมโนศิลา โดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั่นเทียว
อยู่ที่พระราชอุทยาน ราชบุรุษเห็นแล้ว ทูลพระราชาว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระเจ้าข้า. พระราชาทรงมีพระทัยยินดีแล้วว่า บัดนี้ บุตรของเราไม่กระสัน
แล้ว จักอยู่พร้อมด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าโดย
เคารพ ทรงร้องขอให้อยู่ในพระราชอุทยานนั้นแล ทรงให้ทำสิ่งทั้งปวง
มีบรรณศาลา ที่พักกลางวัน และที่จงกรมเป็นต้น ทรงนิมนต์ให้อยู่ พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้านั้นอยู่ในพระราชอุทยานนั้น ในวันหนึ่ง ได้โอกาสแล้ว ทูลถาม
พระกุมารว่า พระองค์เป็นอะไร ?
ก. เราเป็นบรรพชิต
ป. ชื่อว่า บรรพชิตทั้งหลายไม่เป็นเช่นนี้
เมื่อพระกุมารทูลว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้นบรรพชิต
ทั้งหลายเป็นเช่นไร อะไรไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทูลว่า

193