ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 74 (เล่ม 46)

(ของตน) เรียกอยู่ในประเทศเช่นนั้น ก็ย่อมคิดถึงด้วยอำนาจอสัทธรรมก่อน
เพราะโลเลในทรัพย์ ได้พญาหงส์ทองแล้ว ก็เสื่อมจาก (ขน) ทอง (ของ
พญาหงส์นั้น) เพราะโลเลในการเดินทาง (การเที่ยวเตร่) มาตุคามจึงเป็นผู้
มักไปในที่มีสวนเป็นต้น ย่อมทำทรัพย์ทั้งปวงให้ฉิบหาย.
ในคาถานั้น นายธนิยะ เมื่อแสดงอยู่ว่า ความโลเลแม้สักอย่างหนึ่ง
ก็ไม่มีแก่ภริยาของเรา จึงกล่าวว่า เป็นผู้ไม่โลเล.
ด้วยสองบทว่า ทีฆรตฺตํ สํวาสิยา นายธนิยะย่อมแสดงว่า
" ภรรยาของข้าพเจ้าอยู่ร่วมกันสิ้นกาลนาน นับตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นหนุ่มก็เจริญ
ขึ้นโดยมีใจเดียว ย่อมไม่รู้จักบุรุษอื่น เพราะการมีใจเดียวนั้น ".
ด้วยบทว่า มนาปา นายธนิยะย่อมแสดงว่า ภรรยาของข้าพเจ้า
เธอไม่รู้บุรุษอื่นอย่างนี้ ชื่อว่าย่อมแนบใจของข้าพเจ้าทีเดียว.
ด้วยบาทพระคาถาว่า ตสฺสา น สุณามิ กิญฺจิ ปาปํ นายธนิยะ
ย่อมแสดงว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ยินโทษแห่งการประพฤตินอกใจไร ๆ ของภรรยา
นั้นอย่างนี้ว่า ภรรยาของข้าพเจ้านี้ มีการหัวเราะหรือการพูดหยอกเย้ากับชาย
ชื่อนี้.
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงโอวาทนายธนิยะผู้ยินดีอยู่ด้วย
ภรรยา ด้วยคุณเหล่านี้ จึงได้ตรัสคาถานี้ ซึ่งเหมือนกันทั้งโดยอรรถและ
เหมือนกันโดยพยัญชนะว่า จิตฺตํ มม อสฺสวํ เป็นต้น โดยนัยก่อนนั่นแล.
บททั้งหลายในคาถาที่ ๖ นั้น เข้าใจง่ายทั้งนั้น แต่มีอธิบายดังต่อไปนี้.
ดูก่อนธนิยะ ท่านดีใจว่า ภรรยาของเราเชื่อฟัง แต่ภรรยาของท่านนั้น
เชื่อฟังบ้าง ไม่เชื่อฟังบ้าง จิตของผู้อื่นรู้ได้ยาก โดยเฉพาะจิตของมาตุคาม

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 75 (เล่ม 46)

ด้วยว่าบุรุษทั้งหลาย แม้จะเลี้ยงมาตุคามด้วยอาหาร ก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้เลย
ก็เพราะเหตุที่จิตเป็นธรรมชาติรักษายากนั้นเอง คนทั้งหลายเช่นท่านไม่อาจที่
จะทราบได้ว่า สตรีมีความประพฤติโลเลหรือเชื่อฟัง หรือ เป็นที่รักหรือเป็น
ที่พอใจ หรือ เป็นผู้ไม่มีความชั่ว แต่จิตของเราเชื่อฟัง ทำตามโอวาท
เป็นไปในอำนาจของเรา เราไม่เป็นไปในอำนาจของจิตนั้น การที่จิตของ
เรานั้นเชื่อฟังนั้น ได้ปรากฏแล้วแก่ชนทั้งปวง ในเมื่อท่อไฟและท่อน้ำ
แห่งฉัพพัณณรังสี เป็นไปอยู่ในตอนแสดงยมกปาฏิหาริย์ ด้วยว่า (ในยมก-
ปาฏิหาริย์นั้น) เราเข้าเตโชกสิณ ในเมื่อนิรมิตไฟขึ้นมา เข้าอาโปกสิณ ใน
เมื่อนิรมิตน้ำ เข้ากสิณมีนีลกสิณเป็นต้น ในเมื่อนิรมิตสีเขียวเป็นต้นขึ้นมา
เพราะว่า แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะมีจิต ๒ ดวง เป็นไปไม่พร้อมกัน ก็จิต
ดวงเดียวเท่านั้นที่เป็นไปในอำนาจอย่างนี้ โดยความเป็นจิตที่เชื่อฟัง ก็จิต
นั้นแลพ้นแล้ว เพราะพ้นจากความผูกพันแห่งกิเลสทั้งปวง เพราะเหตุที่หลุดพ้น
ไปได้ จิตนั้นจึงไม่โลเล ไม่เหมือนกับภรรยาของท่าน ด้วยว่า จำเดิมแต่กาล
ของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร เป็นต้นมา จิตของเราตั้งมั่นอยู่ด้วยดี
ก็เพราะเราได้อบรมไว้ด้วยบารมี มีทานและศีลเป็นต้น ตลอดกาลนั้น ไม่
เหมือนกับภรรยาของท่าน จิตนี้นั้น ชื่อว่าฝึกดีแล้ว เพราะได้ฝึกแล้วด้วยการ
ฝึกอย่างยอดเยี่ยม เพราะเหตุที่ฝึกดีแล้ว (นี้เอง) จิตของเราจึงสลัดการเสพผิด
ในทวารทั้ง ๖ ด้วยอำนาจของตนได้ จึงชื่อว่า เป็นที่พอใจ เพราะเป็นไป
ตามอำนาจแห่งความประสงค์ของเราได้ ไม่เหมือนภรรยาของท่าน.
ก็ด้วยคาถานี้ว่า ปาปํ ปน เม น วิชฺชติ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ย่อมทรงแสดงความที่จิตของตนนั้นไม่มีบาป เหมือนกับนายธนิยะแสดงความ
ที่ภรรยาของตนไม่มีความประพฤติเสียหาย.

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 76 (เล่ม 46)

ก็ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ไม่มีบาปนั้น หาได้บังเกิดขึ้นใน
กาลที่พระองค์ได้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวไม่ (แต่) พึงทราบว่า ได้
บังเกิดขึ้นแก่พระองค์ แม้เมื่อครองฆราวาสอยู่ ในกาลที่ทรงมีราคะเป็นต้น
ตลอดเวลา ๒๙ ปี. จริงอย่างนั้น แม้ในกาลนั้น กายทุจริตก็ตาม วจีทุจริต
ก็ตาม มโนทุจริตก็ตาม ที่วิญญูชนเกลียด ที่สมควรแก่ผู้ครองเรือน ก็หา
ได้เคยบังเกิดขึ้นแก่พระองค์ไม่. ยิ่งไปกว่านั้น แม้มารจะตามพระตถาคตเจ้า
ถึง ๗ ปี คือ ติดตามพระองค์ ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ๖ ปี ซึ่งตรัสรู้แล้ว (อีก)
๑ ปี ด้วยหวังว่า ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเห็นความประพฤติชั่วของสมณโคดม
นั้น แม้เท่าปลายขนทราย.
มารนั้น ครั้นไม่เห็นความประพฤติเสียหายของพระตถาคตเจ้า ก็เกิด
ความเบื่อหน่าย จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
เราติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ทุก
ย่างก้าว ตลอด ๗ ปี ไม่ได้ประสบแล้ว ซึ่ง
ความผิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงสิริ.
แม้ในครั้งพุทธกาล อุตตรมาณพ ประสงค์จะเห็นความประพฤติของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงได้ติดตามพระองค์อยู่ถึง ๗ เดือน เขาก็ไม่ได้พบ
โทษสักอย่างหนึ่ง ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงได้ลงความเห็นว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นผู้มีความประพฤติบริสุทธิ์.
ด้วยว่า สิ่งที่พระตถาคตเจ้าไม่ต้องรักษา มีอยู่ ๔ ประการ สมดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ตถาคตไม่ต้องรักษา

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 77 (เล่ม 46)

๔ ประการเหล่านี้ ๔ ประการอะไรบ้าง คือ
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์
กายทุจริตที่ตถาคตจะพึงรักษา ด้วยคิดว่า ขอคนอื่นอย่าได้ทราบกายทุจริต
ของเราเลย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต
๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์
วจีทุจริตที่ตถาคตจะพึงรักษา... ฯลฯ
๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์
มโนทุจริตที่ตถาคตจะพึงรักษา ฯลฯ
๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีอาชีวะบริสุทธิ์ การเลี้ยงชีพผิด
(มิจฉาอาชีวะ) ที่ตถาคตเจ้าจะพึงรักษา ด้วยคิดว่า ขอคนอื่นอย่าได้ทราบ
มิจฉาชีพของเราเลย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต.
เพราะเหตุที่บาปไม่มีแก่จิตของพระตถาคต ในกาลที่พระองค์เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน บาปก็ไม่มี
แก่จิตของพระองค์เหมือนกัน ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า บาปย่อมไม่มีแก่เรา.
พระคาถานั้นมีอธิบายว่า ใคร ๆ ไม่อาจได้ยินบาปแห่งจิตของเราเลย
เหมือนท่าน (นายธนิยะ) ไม่อาจได้ยินความประพฤติชั่วของภรรยาของท่าน
ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าท่านยินดีแล้วด้วยคุณเหล่านี้ ก็พึงกล่าวว่า แน่ะฝน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากว่า ท่านปรารถนาก็เชิญตกมาเถิด ก็คำนี้เราก็พึงกล่าว
(เหมือนกัน).
นายธนิยะ ฟังแม้คำนั้นแล้ว ต้องการจะดื่มรสของสุภาษิตแม้ให้ยิ่งขึ้น
ไปกว่านั้น เมื่อจะแสดงความที่ตนเป็นไท จึงกล่าวว่า อตฺตเวตตนภโตหสฺมิ
เป็นต้น.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 78 (เล่ม 46)

บรรดาบททั้งหลายเหล่านั้น ด้วยบทว่า อตฺตเวตฺตนภโต นายธนิยะ
ย่อมแสดงว่า เราเลี้ยงตัวเองเท่านั้น ด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่ม เราทำงาน
ของตนจึงมีชีวิตอยู่ได้ หาได้รับค่าจ้างของคนอื่น แล้วทำงานเพื่อคนอื่นไม่.
บุตรและธิดาทั้งหลาย ชื่อว่า บุตร บุตรและธิดาเหล่านั้นทั้งปวง ท่านเรียก
รวมกันว่า บุตร เหมือนกัน.
บทว่า สมานิยา ได้แก่ ดำรงอยู่ด้วยดี คือ ไม่แยกกัน.
ด้วยบทว่า อโรคา นายธนิยะย่อมแสดงว่า บุตรและธิดาทุกคนนั่นเอง
ไม่มีอาพาธ ทั้งหมดมีกำลังแข็งแรง.
บาทคาถาว่า เตสํ น สุณามิ กิญฺจิ ปาปํ ความว่า เราไม่ได้ยิน
ความชั่วอะไร ๆ ของบุตรและธิดาเหล่านั้นว่า บุตรคนนั้นหรือว่าธิดาคนนี้
เป็นโจร หรือว่าบุตรเหล่านี้ เป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น หรือว่าบุตรและธิดา
ทั้งหลายเป็นคนทุศีล.
เมื่อนายธนิยะกล่าวอยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงโอวาท
นายธนิยะนั้น จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า นาหํ ภตโก เป็นต้น.
บททั้งหลายแม้ในคาถาที่ ๘ นั้น เข้าใจง่ายทั้งนั้น แต่มีอธิบายดัง
ต่อไปนี้ :-
ท่านคิดว่า เราเป็นไท จึงดีใจ แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ท่านทำงาน
ของตน แม้มีชีวิตอยู่ ก็ชื่อว่ายังเป็นทาสอยู่นั่นเอง เพราะท่านเป็นทาสของ
ตัณหา ท่านจึงไม่พ้นจากคำที่ว่าเป็นลูกจ้าง สมจริงดังที่พระรัฐบาลทูลไว้ว่า
สัตวโลก พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่อิ่ม ไม่เบื่อ ตกเป็นทาสของตัณหา* เป็นต้น.
* ม. ม. รฏฺ ฐปาลสุตฺต ๔๐๑.

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 79 (เล่ม 46)

แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ เราไม่ใช่ลูกจ้างของใคร เพราะเราไม่ใช่
ลูกจ้างของใครอื่น หรือเป็นลูกจ้างของตนเอง เพราะเหตุไร ? เพราะเรา
ย่อมเที่ยวไปในโลกทั้งปวง ด้วยความเป็นสัพพัญญู ที่ไม่มีความต้องการ
ด้วยว่า เรานับตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร มาจนถึงการ
ตรัสรู้ ก็เป็นคนรับจ้างของพระสัพพัญญุตญาณตลอดมา แต่เมื่อเราได้
บรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว เราก็เป็นอยู่ด้วยการเป็นพระสัพพัญญู ที่ไม่มี
ความต้องการนั้นแล และด้วยความสุขที่เกิดจากโลกุตรสมาธิ ประดุจข้าราชการ
ที่ไม่ต้องการเงินเดือนฉะนั้น บัดนี้ เรานั้นไม่มีความต้องการด้วยค่าจ้างไร ๆ
ที่จะพึงได้รับ ดุจคนทั้งหลาย เช่นท่านที่ยังละปฏิสนธิไม่ได้จะพึงได้รับกัน
เพราะไม่มีกิจไร ๆ ที่จะยิ่งขึ้น หรือกิจเพียงเล็กน้อย พระบาลีว่า ภฏิยา ก็มี
เพราะฉะนั้น ถ้าท่านยินดี เพราะเห็นว่าตนเป็นไท จะพึงกล่าวว่า แน่ะฝน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด ก็คำนี้ เราเองก็พึงกล่าว
(เช่นกัน).
นายธนิยะฟังพระดำรัสแม้นั้นแล้ว ยังไม่อิ่ม (ด้วยพระดำรัสนั้น) เลย
เมื่อแสดงถึงความบริบูรณ์แห่งฝูงโคที่มีอุปการะ ๕ ประเภท ของตนด้วยคำที่
เป็นสุภาษิต จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า อตฺถิ วสา เป็นต้น.
ในคาถานั้น โคแก่ที่ยังไม่ได้ฝึกทั้งหลาย ชื่อว่า วสา ลูกโคหนุ่มที่
กำลังดื่มน้ำนมทั้งหลาย ชื่อว่า เธนุปา อีกอย่างหนึ่ง แม่โคทั้งหลายที่ให้
น้ำนม ชื่อว่า เธนุปา โคทั้งหลายที่มีท้อง ชื่อว่า โคธรณิโย แม่โคทั้งหลาย
ที่ปรารถนาการผสมพันธุ์กับโคถึกทั้งหลาย ซึ่งเจริญวัยแล้ว ชื่อว่า ปเวณิโย.

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 80 (เล่ม 46)

ด้วยสองบทว่า อุสโภปิ ควมฺปติ นายธนิยะย่อมแสดงว่า โคจ่าฝูงนั้น
แม้ใด อันนายโคบาลทั้งหลายอาบน้ำให้แต่เช้าตรู่ ให้กินอาหารแล้ว ให้
เครื่องเจิม ๕ แห่ง สวมพวงมาลัยแล้ว ก็ส่งไปด้วยคำว่า แน่ะพ่อ เจ้าจงไป
จงให้โคทั้งหลายถึงที่หากิน รักษาแล้วจงนำมา ก็โคจ่าฝูงนั้น อันนายโคบาล
ทั้งหลายส่งไปแล้วอย่างนี้ รักษาโคทั้งหลายไม่ให้ไปสู่ที่อโคจร (ที่ไม่ควรไป)
ให้เที่ยวไปในที่โคจร (ที่ควรเที่ยวไปหากิน) กีดกันแล้วจากภัยอันเกิดจาก
สัตว์ร้ายทั้งหลาย มีสิงห์โตและเสือโคร่งเป็นต้น แล้วนำมา โคจ่าฝูงเห็นปานนี้
มีอยู่ในฝูงโคของเรา ในบ้านของเรานี้.
เมื่อนายธนิยะกล่าวแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงโอวาท
นายธนิยะนั้นเหมือนอย่างนั้น จึงได้ตรัสคาถาตรงกันข้ามนี้ว่า นตฺถิ วสา
เป็นต้น.
ก็ในคาถาที่ ๑๐ นี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ :-
ในศาสนาของเราทั้งหลายนี้ ไม่มีปริยุฏฐานกิเลส (กิเลสที่กลุ้มรุมจิต)
กล่าวคือ วสา (โคแก่) เพราะอรรถว่ายังไม่ได้ฝึก และเพราะอรรถว่าเป็น
โคแก่ หรือว่าไม่มีอนุสัยกิเลส กล่าวคือโคที่ยังดื่มน้ำนม หมายเอาโคหนุ่ม
ทั้งหลาย เพราะอรรถว่า เป็นมูลของโคแก่ที่ยังไม่ได้ฝึกทั้งหลาย หรือหมายถึง
แม่โคนมทั้งหลาย เพราะอรรถว่าไหลออก หรือไม่มีเจตนาที่เป็นไปกับ
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร กล่าวคือ โคมีครรภ์
เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งครรภ์คือปฏิสนธิ หรือว่าไม่มีความปรารถนากล่าว
คือ ปเวณี คือตัณหา เพราะอรรถว่า ปรารถนาการประกอบ หรือว่าไม่มี

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 81 (เล่ม 46)

อภิสังขารและวิญญาณ กล่าวคือจ่าฝูง เพราะอรรถว่า เป็นใหญ่ เพราะอรรถว่า
ถึงก่อน (เป็นหัวหน้า) และเพราะอรรถว่าประเสริฐที่สุด เรานั้นยินดีแล้วใน
ความไม่มี อันเป็นความเกษมจากโยคะทั้งปวงนี้ แต่ท่านซิยินดีแล้วในความมี
อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ มีความเศร้าโศกเป็นต้น เพราะฉะนั้น การกล่าวของเรา
ผู้ยินดีแล้วในความเกษมจากโยคะทั้งปวงนี้ จึงถูกต้องแล้ว แน่ะฝน เมื่อเป็น
เช่นนี้ หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาซิ.
นายธนิยะฟังแม้พุทธภาษิตนั้นแล้ว ปรารถนาจะเข้าถึงอมตรสแห่ง
สุภาษิต แม้ให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เมื่อจะแสดงสมบัติคือการผูกฝูงโคของตน
ไว้ที่หลัก จึงกล่าวว่า ขีลา นิขาตา เป็นต้น.
เสาสำหรับผูกโค ชื่อว่า ขีลา. บทว่า นิขาตา ได้แก่ที่เขาตอกปักลง
ไปในพื้นดิน คือ เป็นเสาเล็ก (หรือ) ใหญ่ ที่เขาฝังตั้งไว้แล้ว.
บทว่า อสมฺปเวธี คือ ไม่หวั่นไหว.
เชือกสำหรับผูกพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยปมและบ่วง ที่เขาทำไว้แล้ว
ชื่อว่า ทามา.
บทว่า มุญฺชมยา ได้แก่ ที่ทำด้วยหญ้าปล้อง (หญ้ามุงกระต่าย).
บทว่า นวา คือ ทำแล้วไม่นาน (ใหม่).
บทว่า สุสณฺฐานา ได้แก่ มีสัณฐานดี คือปั้นดี ได้แก่ มีลักษณะดี.
บทว่า น หิ สกฺขินฺติ ได้แก่ จักไม่อาจเลย.
บทว่า เธนุปาปิ เฉตฺตุํ ความว่า แม้โคหนุ่มทั้งหลายก็จักไม่อาจจะ
ให้ขาดได้เลย.

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 82 (เล่ม 46)

เมื่อนายธนิยะ กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบกาล
เป็นที่แก่รอบแห่งอินทรีย์ของนายธนิยะ เมื่อจะทรงโอวาทเขาโดยนัยก่อนนั้นเอง
จึงได้ตรัสคาถาซึ่งแสดงสัจจะ ๔ ประการนี้ว่า อุสโภริว เฉตฺวา เป็นต้น.
พ่อโค คือ โคตัวนำฝูง ได้แก่ โคถึกตัวเป็นจ่าฝูง ชื่อว่า โคอุสโภ
ในคาถานั้น.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โคที่เป็นใหญ่ในฝูงโค ๑๐๐ ตัว ชื่อว่า
โคอุสภะ โคที่เป็นใหญ่ในฝูงโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่า โควสภะ โคที่เป็นใหญ่
ในฝูงโค ๑๐๐,๐๐๐ ตัว ชื่อว่า โคนิสภะ. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า โคที่เป็น
ใหญ่ในตามเขตหนึ่ง ชื่อว่า โคอุสภะ โคที่เป็นใหญ่ในคามเขต ๒ ตำบล ชื่อว่า
โควสภะ โคที่ไม่ถูกกีดกันในคามเขตทั้งปวง ชื่อว่า โคนิสภะ โคเหล่านี้ทั้งหมด
เป็นการเนิ่นช้า (การพูดถึงโคทั้งหมดเป็นการชักช้า).
ก็อีกอย่างหนึ่ง โคเหล่านี้แม้ทั้งหมด พึงทราบว่า โคอุสภะบ้าง ว่า
โควสภะบ้าง ว่าโคนิสภะบ้าง โดยอรรถว่าไม่เทียบเท่ากัน เหมือนอย่างที่เทวดา
กล่าวไว้ (ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย) ว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นผู้
องอาจ (นิสภะ) หนอ เป็นต้น.
ร อักษร (ในคำว่า อุสโภริว) เป็นการสนธิบท (ตามหลักไวยากรณ์).
บทว่า พนฺธนานิ ได้แก่ เครื่องผูก คือเชือก และ เครื่องผูก คือ
กิเลส ช้างชื่อว่า นาคะ. บทว่า ปูติลตํ ได้แก่ เถาหัวเน่า (เถาหัวด้วนก็เรียก)
เหมือนอย่างว่า กายแม้จะมีวรรณะเพียงดังทอง ท่านก็เรียกว่า ปูติกาโย
(กายเน่า). สุนัขแม้จะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี ท่านก็เรียกว่า กุกกุระ (ลูกสุนัข)

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 83 (เล่ม 46)

สุนัขจิ้งจอกแม้จะเกิดในวันนั้น ท่านก็เรียกว่า ชรสิคาละ (สุนัขจิ้งจอกแก่)
ฉันใด เถาหัวเน่า (หัวด้วน) แม้จะสดอยู่อย่างนี้ ท่านก็เรียกว่า ปูติลตา
(เถาหัวเน่า) เพราะอรรถว่าไม่มีแก่น ฉันนั้น.
บทว่า ๑ปทาลยิตฺวา ได้แก่ ตัดแล้ว ครรภ์นั้นเป็นที่นอนด้วย
ชื่อว่า คพฺภเสยฺยํ (ครรภ์เป็นที่นอน) ในคำว่า คพฺภเสยฺยํ นั้น ชลาพุชะ
กำเนิด พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วย คัพภศัพท์ กำเนิดที่เหลือพึงทราบว่า
ท่านกล่าวด้วย เสยยศัพท์ อีกอย่างหนึ่ง กำเนิดเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า
ท่านกล่าวโดยยกเอา คัพภศัพท์ ขึ้นมาเป็นประธาน.
คำที่เหลือ (ที่ยังไม่ได้พูดถึง) ในคาถาที่ ๑๒ นี้ เมื่อว่าโดยบทแล้ว
ก็เข้าใจง่ายทั้งนั้น
แต่ในคาถาที่ ๑๒ นี้ มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ดูก่อนธนิยะ ท่านยินดีด้วยเครื่องผูก
แต่เราอึดอัดด้วยเครื่องผูก จึงตัดสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ชนิดเสียได้ ด้วยความ
เพียรอันมีกำลัง กล่าวคือ อริยมรรคที่ ๔ เปรียบเหมือนโคอุสภะตัวใหญ่ ซึ่ง
สมบูรณ์ด้วยกำลัง และความเพียรสลัดเชือกทั้งหลายออกเสียได้ฉะนั้น (เรา)
ทำลายสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการเสียได้ ด้วยความเพียรอันมีกำลัง กล่าวคือ
อริยมรรคเบื้องต่ำ ๓ ประการ ดุจช้างทำลายเถาหัวเน่าให้ขาดไปฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เราตัด คือทำลายอนุสัยเสียได้ ดุจโคอุสภะทำลายเชือก
เสียได้ฉะนั้น (เรา) ตัด คือ ทำลาย ปริยุฏฐานกิเลสทั้งหลายเสียได้ ดุจช้าง
๑. บาลีเป็น ทาลยิตฺวา

83