ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 54 (เล่ม 46)

อยู่ดี ไม่มีโรค เราไม่ได้ยินความชั่วอะไร ๆ
ของบุตรเหล่านั้น แน่ะฝน หากว่าท่าน
ปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบว่า
เราไม่เป็นลูกจ้างของใคร ๆ เราเที่ยว
ไปด้วยความเป็นพระสัพพัญญูผู้ไม่มีความ
ต้องการในโลกทั้งปวง เราไม่มีความต้องการ
ค่าจ้าง แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญ
ตกลงมาเถิด.
นายธนิยะคนเลี้ยงโคได้กล่าวคาถาว่า
โคแก่ ลูกโคอ่อนที่ยังไม่ได้ฝึก แม่
โคที่มีครรภ์ ลูกโคหนุ่ม แม่โคตัวปรารถนา
ประเวณีก็มีอยู่ อนึ่ง แม้โคที่เป็นเจ้าฝูงแห่ง
โคก็มีอยู่ แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็
เชิญตกลงมาเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบว่า
โคแก่ ลูกโคอ่อนที่ยังไม่ได้ฝึก
แม่โคที่มีครรภ์ ลูกโคหนุ่ม แม่โคที่ปรารถนา
ประเวณีก็ไม่มี อนึ่ง แม้โคที่เป็นเจ้าฝูงแห่ง
โคก็ไม่มี แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็
เชิญตกลงมาเถิด.
นายธนิยะคนเลี้ยงโคได้กล่าวคาถาว่า

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 55 (เล่ม 46)

เสาเป็นที่ผูกโคเราฝังไว้แล้ว ไม่
หวั่นไหว เชือกสำหรับผูกพิเศษประกอบ
ด้วยปมและบ่วงเราทำไว้แล้ว สำเร็จด้วย
หญ้ามุงกระต่ายเป็นของใหม่มีสันฐานดี
สำหรับผูกโคทั้งหลาย แม้โคหนุ่ม ๆ ก็ไม่
อาจจะให้ขาดได้เลย แน่ะฝน หากว่าท่าน
ปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบว่า
เราจักไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีก
เหมือนโคตัดเชือกสำหรับผูกขาดแล้ว
เหมือนช้างทำลายเถากระพังโหมได้แล้ว
ฉะนั้น แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญ
ตกลงมาเถิด.
ฝนได้ตกเต็มทั้งที่ลุ่ม ทั้งที่ดอน ใน
ขณะนั้นเอง นายธนิยะคนเลี้ยงโค ได้ยิน
เสียงฝนตกอยู่ ได้กราบทูลเนื้อความนี้ว่า
เป็นลาภของข้าพระองค์ไม่น้อยหนอ ที่ข้า
พระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่
พระองค์ผู้มีจักษุ ข้าพระองค์ขอถึง พระองค์
ว่าเป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหามุนี
ขอพระองค์ทรงเป็นพระศาสดาของข้าพระ-

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 56 (เล่ม 46)

องค์ ทั้งภริยาทั้งข้าพระองค์เป็นผู้เชื่อฟัง
ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคต ข้า-
พระองค์เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งชาติ และมรณะ
จะเป็นผู้กระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้.
มารผู้มีบาปได้กล่าวคาถาว่า
คนย่อมเพลิดเพลินเพราะอุปธิทั้ง
หลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีบุตร ย่อม
เพลิดเพลินเพราะบุตร บุคคลมีโค ย่อม
เพลิดเพลินเพราะโค ฉะนั้น คนผู้ไม่มีอุปธิ
ย่อมไม่เพลิดเพลินเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบว่า
คนย่อมเศร้าโศกเพราะอุปธิทั้งหลาย
เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีบุตร ย่อมเศร้าโศก
เพราะบุตร บุคคลผู้มีโค ย่อมเศร้าโศก
เพราะโค ฉะนั้น คนผู้ไม่มีอุปธิ ย่อมไม่
เศร้าโศกเลย.
จบธนิยสูตรที่ ๒

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 57 (เล่ม 46)

อรรถกถาธนิยสูตร
ธนิยสูตร ประกอบด้วยคาถาว่า ปกฺโกทโน เป็นต้น
ธนิยสูตรนี้ มีเหตุอุบัติขึ้นเป็นอย่างไร ? ธนิยสูตรนี้ มีเหตุอุบัติขึ้น
ดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี โดยสมัยนั้น คนเลี้ยง
โคชื่อ ธนิยะ อาศัยอยู่บนฝั่งแม่น้ำมหี บุพกรรมของนายธนิยะนั้นมีดังต่อไป
นี้ :-
เมื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ยังปรากฎอยู่
นายธนิยะผู้นี้ได้ถวายสลากภัตร ๒๐ ที่ แด่พระสงฆ์ทุกวันสิ้น ๒ หมื่นปี เขา
จุติจากชาตินั้นแล้ว ก็บังเกิดในเทวโลกทั้งหลายทีเดียว ทำพุทธันดรหนึ่งให้สิ้น
ไปในเทวโลก พอถึงกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ก็บังเกิดเป็น
บุตรเศรษฐี ในนครธรรมโกรัณฑะซึ่งเป็นนครที่ขึ้นอยู่ในปัพพตรัฐ ในตอน
กลางของวิเทหรัฐ. เขาอาศัยฝูงโคเลี้ยงชีพ ด้วยว่าเขามีโคประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตัว
เขารีดนมจากแม่โค ๒๗,๐๐๐ ตัว ธรรมดาว่าพวกเลี้ยงโคทั้งหลายไม่ได้อยู่
ประจำที่ พวกเขาอยู่บนบก ๔ เดือนในฤดูฝน อีก ๘ เดือนที่เหลือ พวกเขา
ได้หญ้าและน้ำที่โคสะดวกก็อยู่ที่นั้น และที่นั้นจะต้องเป็นฝั่งแม่น้ำ หรือไม่ก็
ฝั่งสระน้ำที่เกิดเองตามธรรมชาติ.
ต่อมาในฤดูฝน นายธนิยะผู้นี้ได้ออกจากบ้านที่ตนอยู่ไปเสาะแสวงหา
ช่องทาง (โอกาส) เพื่อให้โคทั้งหลายอยู่อย่างสบาย จึงได้เข้าไปยังโอกาสที่แม่น้ำ

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 58 (เล่ม 46)

มหามหีแยกออกเป็น ๒ สาย ถึงการนับว่า (เรียกกันว่า) กาฬมหี สาย ๑
มหามหี สาย ๑ เมื่อไหลไป ก็มาบรรจบกันที่ใกล้ทะเลอีก แล้วได้ทำให้เกิด
เกาะในระหว่างขึ้น เขาจึงสร้างโรงสำหรับโคทั้งหลายและที่อยู่ของตนขึ้น
(ณ สันดอนอันเป็นเกาะแห่งนั้น) ได้เข้าอยู่อาศัย เขามีบุตร ๗ คน มีธิดา
๗ คน สะใภ้ ๗ คน และกรรมกรเป็นจำนวนมาก.
ธรรมดาว่า คนเลี้ยงโคทั้งหลาย ย่อมทราบนิมิตแห่งฝน (คือ) เมื่อ
ใดนกทั้งหลายทำรังบนยอดไม้ ปูทั้งหลายปิดรูที่ใกล้แม่น้ำ ย่อมใช้รู (ใหม่)
ใกล้ที่ดอน ในกาลนั้น คนเลี้ยงโคทั้งหลายย่อมถือว่า จักมีฝนชุก แต่เมื่อใด
นกทั้งหลายย่อมทำรังเหนือพื้นน้ำในที่ต่ำ ปูทั้งหลายปิดรูที่ใกล้ที่ดอน (บนบก)
ย่อมใช้รูใกล้แม่น้ำ ในกาลนั้น คนเลี้ยงโคทั้งหลายย่อมถือว่า จักมีฝนน้อย
ครั้งนั้น นายธนิยะนั้น กำหนดนิมิตว่าจักมีฝนดี พอฤดูฝนใกล้เข้ามา
ก็ออกจากเกาะที่อยู่ในระหว่าง (แม่น้ำ) สร้างสถานที่ของตนขึ้นในสถานที่
น้ำท่วมไม่ถึง แม้ในเมื่อฝนตกอยู่สิ้น ๗ สัปดาห์ ที่ฝั่งหนึ่งของแม่น้ำมหามหี
สร้างโรงโคล้อมที่อยู่ไว้โดยรอบ แล้วก็อยู่ในที่นั้น.
ครั้งนั้น เมื่อเขาทำการตระเตรียมวัสดุมีไม้และหญ้าเป็นต้นแล้ว เมื่อ
พวกลูก ๆ ภรรยา และพวกคนทั้งหลายทั้งปวงอยู่พร้อมหน้ากัน เมื่อของเคี้ยว
และของบริโภคนานาประการที่ตนได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว กลุ่มแห่งเมฆฝน
ทั้งหลายก็ตั้งขึ้นทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ.
นายธนิยะนั้น รีดนมจากแม่โคทั้งหลาย ให้ลูกโคทั้งหลายอยู่ในคอก
ทั้งหลาย ให้สุมควันเพื่อโคทั้งหลายขึ้นทั่วทั้ง ๔ ทิศ (เพื่อไล่ยุง) ให้บริวาร

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 59 (เล่ม 46)

ชนทุกคนบริโภคแล้ว ให้ทำกิจทุกอย่างแล้ว ให้ตามประทีปขึ้นในที่นั้น ๆ
ตนเองบริโภคภัตรด้วยน้ำนมสด นอนอยู่บนที่นอนอันใหญ่ เห็นสิริสมบัติ
ของตนแล้ว ก็มีความยินดี นอนฟังเสียงฟ้าร้องมาจากทิศเบื้องหน้า ได้เปล่ง
อุทานนี้ว่า
เรามีข้าวสำเร็จแล้ว มีน้ำนมรีด(จาก
แม่โค) รองไว้แล้ว มีการอยู่กับชนผู้เป็น
บริวาร ผู้มีความประพฤติอนุกูลเสมอกัน ที่
ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี เรามุงบังกระท่อมแล้ว
ก่อไฟไว้แล้ว แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หาก
ท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
พรรณนาความในคาถาที่ ๑ นั้น ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปกฺโกทโน ได้แก่ ภัตรที่เสร็จแล้ว.
บทว่า พุทฺธขีโร ได้แก่ น้ำนมที่เขารีดจากแม่โคทั้งหลายแล้วถือเอา
นายธนิยะย่อมแสดงตนเองด้วยคำว่า อหํ (ข้าพเจ้า).
บทว่า อสฺมิ ได้แก่ ความเป็นอย่างนั้นของตน อธิบายว่าเรามีข้าวสุก
และ รีดนมแล้ว.
ศัพท์ว่า อิติ ความว่า นายธนิยโคปะกล่าวแล้วอย่างนี้ แต่ในคัมภีร์
นิทเทส ท่านกล่าวอรรถแห่งอิติศัพท์ไว้อย่างนี้ว่า ศัพท์ว่า อิติ ใช้ในการเชื่อม
บท เป็นการเกี่ยวข้องกันแห่งบท เป็นการทำบทให้เต็ม เป็นที่ประชุมแห่ง
อักษร เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ คำว่า อิติ นี้ เป็นชื่อแห่งบทเบื้อง

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 60 (เล่ม 46)

ปลาย อิติศัพท์แม้นั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายเอาเนื้อความนี้เท่านั้น
ก็อิติศัพท์ ซึ่งประกาศเนื้อความนั้นนั่นแล แห่งบทที่ท่านกล่าด้วยบทเบื้องต้น
ว่า ท่านกล่าวไว้แล้วอย่างนี้เป็นการเชื่อมบทด้วยบทเบื้องปลาย โดยนัยมีอาทิ
อย่างนี้ว่า อิติ เมตฺเตยฺโย หรือว่า อิติ ภควา หาใช่โดยประการอื่นไม่.
สองบทว่า ธนิโย โคโป เป็นชื่อรวมของเศรษฐีบุตรนั้น ด้วยว่า
นายธนิยโคปะนั้น ชื่อว่าธนิยะ ก็เพราะประกอบพร้อม (มั่งคั่ง) ไปด้วยทรัพย์
(ธนะ) คือ โค ที่ท่านกล่าวให้พิเศษไว้อย่างนี้ว่าทรัพย์ที่จะเสมอด้วยโคไม่มี
ดังนี้ ก็หมายถึงการที่นายโคปะนั้นเป็นผู้มีอุปการะมากแก่ชาวโลก โดยการให้
ปัญจโครส ในบรรดาทรัพย์ทั้ง ๕ อย่าง มีอสังหาริมทรัพย์เป็นต้น เว้น
ทรัพย์ที่จะติดตามตนไปได้มีทานและศีลเป็นต้น โดยเป็นอสังหาริมทรัพย์ มี
นา สวน และอารามเป็นต้นบ้าง โดยเป็นทรัพย์ที่เดินได้มีวัวและม้าเป็นต้น
บ้าง โดยเป็นสังหาริมทรัพย์มีเงินและทองเป็นต้นบ้าง โดยเป็นทรัพย์ที่มี
อวัยวะสมบูรณ์อันเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะเป็นต้น ชื่อว่าโคปะ ก็เพราะการเลี้ยง
โคทั้งหลาย.
ด้วยว่า ผู้ใดเลี้ยงโคของตน ผู้นั้นชื่อว่าโคปะ ส่วนผู้ใดเลี้ยงโคของ
คนเหล่าอื่น เป็นผู้รับค่าจ้าง ผู้นั้นชื่อว่านายโคบาล ก็บุตรเศรษฐีนั้นเป็นผู้เลี้ยง
โคของตนเท่านั้น เขาจึงได้ขนานนามว่า โคปะ.
บทว่า อนุตีเร คือที่ใกล้ฝั่ง.
บทว่า มหิยา ได้แก่ แห่งแม่น้ำที่มีชื่อว่า มหามหี.
การอยู่ร่วมกันกับบริวารชนที่สมานสามัคคีกัน ที่มีความประพฤติ
เกื้อกูลกัน การอยู่ร่วมกันนั้น เป็นการอยู่ร่วมของผู้ใด ก็นายธนิยโคปะนี้
เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า การอยู่ร่วมกัน.

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 61 (เล่ม 46)

บทว่า ฉนฺนา ได้แก่ ทำให้ฝนรั่วรดไม่ได้ ด้วยการมุงด้วยเครื่องมุง
คือหญ้าและใบไม้ทั้งหลาย.
คำว่า กุฏิ นี้ เป็นชื่อของเรือนนั้น.
บทว่า อาหิโต คือ นำมาแล้ว หรือก่อไว้แล้ว. ไฟชื่อว่า คินิ ไฟ
ท่านเรียกว่า คินิ ในฐานะนั้น ๆ.
บทว่า อถ เจ ปตฺถยสิ มีคำอธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าว่าท่าน
ปรารถนาในบัดนี้.
บทว่า ปวสฺส ความว่า จงรด คือจงหลั่งลง ได้แก่จงปล่อยน้ำลงมา
นายธนิยะเรียกเมฆฝนว่าเทวะ. การพรรณนาเฉพาะในคาถานี้เพียงเท่านี้ก่อน
ส่วนการพรรณนาเนื้อความมีดังต่อไปนี้.
นายธนิยโคปะนี้ นอนแล้วในเรือนอันเป็นที่นอนของตนอย่างนี้ ฟัง
แล้วซึ่งเสียงร้องของเมฆ (เสียงฟ้าร้อง) กล่าวอยู่ว่า เรามีข้าวหุงเสร็จแล้ว
ย่อมแสดงถึงการเตรียมไว้อย่างดีของตน อันเป็นอุบายที่จะให้ระงับความทุกข์
กาย และเป็นเหตุแห่งความสุขกาย เขาเมื่อกล่าวว่า เรารีดนมเสร็จแล้ว ชื่อว่า
ย่อมแสดงถึงการจัดการดีของตน อันเป็นอุบายเพื่อเข้าไประงับทุกข์ทางใจ
และเป็นเหตุแห่งความสุขใจ เมื่อกล่าวว่า ที่ฝั่งแม่น้ำมหี ย่อมแสดงถึงสมบัติ
คือสถานที่อยู่ เขากล่าวอยู่ว่า การอยู่ร่วมกัน ย่อมแสดงถึงความไม่มีความ
เศร้าโศก อันมีการพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นเหตุ ในกาลเช่นนั้น เมื่อกล่าว
ว่า เรามุงกระท่อมแล้ว ย่อมแสดงถึงการกำจัดคือความปราศจากความทุกข์
อันเป็นทุกข์ทางกาย.

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 62 (เล่ม 46)

บทว่า อาหิโต คินิ ความว่า เพราะเหตุที่นายโคบาลทั้งหลาย
ก่อไฟ ๓ ชนิด คือ ไฟล้อมรอบ ไฟควัน และไฟผิง และพวกนายโคบาลเหล่า
นั้นก็ได้ก่อไฟทั้ง ๓ ชนิดนั้นขึ้น ในเรือนของนายธนิยโคปะนั้น เพราะฉะนั้น
เขาเมื่อกล่าวว่า เราก่อไฟแล้ว หมายถึงไฟล้อมรอบในทิศทั้งปวง ย่อม
แสดงถึงการป้องกันการเข้ามาแห่งเนื้อร้าย เมื่อกล่าวว่า เราก่อไฟแล้ว หมาย
เอาไฟควัน ซึ่งก่อจากวัตถุทั้งหลายมีโคมัยเป็นต้น ในท่ามกลางแห่งใดทั้งหลาย
ย่อมแสดงถึงการไม่มีการเบียดเบียนโคทั้งหลายที่เกิดจากเหลือบและยุงเป็นต้น
เมื่อกล่าวว่า เราก่อไฟเสร็จแล้ว หมายถึงไฟผิงในที่นอนทั้งหลายของพวก
โคบาล ย่อมแสดงถึงการกำจัดอาพาธอันเกิดจากความหนาวของพวกนายโคบาล
เขาแสดงอยู่อย่างนี้ ก็เกิดความปีติและโสมนัสขึ้นเพราะตนเองก็ดี โคทั้งหลาย
ก็ดี บริวารชนก็ดี ไม่มีอาพาธไร ๆ ซึ่งมีฝนเป็นปัจจัย จึงกล่าวว่า แน่ะฝน
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากว่า ท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
เมื่อนายธนิยะ กล่าวคาถานี้อยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งประทับ
อยู่ในพระคันธกุฎี ในพระเชตวันมหาวิหาร ได้ทรงสดับเสียงของนายธนิยะ
นั้น ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ ซึ่งบริสุทธิ์ล่วงเลยโสตธาตุของมนุษย์ ก็แล
ครั้นทรงสดับแล้ว ทรงตรวจดูอยู่ซึ่งโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นนายธนิยะ
พร้อมกันภรรยาของเขา ก็ทรงทราบว่า แม้สามีภรรยาคู่นี้ ถึงพร้อมแล้วด้วย
เหตุ ถ้าเราจักไปแสดงธรรม เขาแม้ทั้งคู่ก็จักบวชแล้วบรรลุพระอรหัต ถ้าเรา
จักไม่ไป พรุ่งนี้เขาทั้งสองจักพินาศเพราะห้วงน้ำ.
ในขณะนั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปยังสถานที่อยู่ของ
นายธนิยะ โดยทางอากาศซึ่งเป็นระยะทาง ๗ โยชน์ จากเมืองสาวัตถี ได้

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 63 (เล่ม 46)

ประทับยืนอยู่เบื้องบนกระท่อมของเขา นายธนิยะก็ยังกล่าวคาถานั้นอยู่บ่อย ๆ
ยังไม่จบ แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วก็ยังกล่าวอยู่นั่นเอง ก็พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสดับคาถานั้นแล้ว เพื่อจะแสดงว่า ชนทั้งหลาย
ผู้พอใจแล้ว หรือเป็นผู้สละแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ แต่ก็หาเป็นอย่างนี้
ไม่ จึงได้ภาษิตคาถาตอบ ที่เหมือนกันโดยพยัญชนะ แต่ต่างกันโดยอรรถ
นี้ว่า
เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสดุจหลักตอ
ปราศไปแล้ว เรามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง ที่
ฝั่งแม่น้ำมหี กระท่อมมีหลังคาอันเปิดแล้ว
ไฟก็ดับแล้ว แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หาก
ท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญตกลงเถิด.
ด้วยว่า บททั้งหลายมีบทว่า " ปกฺโกทโน " และบทว่า " อกฺโกธโน "
โดยอรรถไม่เข้ากัน (ไม่เหมือนกัน) ดุจฝั่งนี้และฝั่งโน้นของมหาสมุทรฉะนั้น.
แต่พยัญชนะบางตัวในคาถาทั้ง ๒ นี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น บางบทใน
คาถาทั้ง ๒ นี้จะเหมือนโดยพยัญชนะ.
ในคาถาต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งบทที่เหมือนกัน โดย
นัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ส่วนการพรรณนาทั้งโดยพยัญชนะทั้งโดยความ แห่ง
บทที่ต่างกันมีดังนี้ :-
บทว่า อกฺโกธโน คือมีความไม่โกรธเป็นสภาพ ด้วยว่าความโกรธ
ซึ่งเป็นอาฆาตวัตถุมีประการดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในตอนต้นนั้นใด แม้หน่อย-

63