ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 44 (เล่ม 46)

ถามว่า ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร ?
ตอบว่า ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ก็ภิกษุใดตกไปอยู่ในอุทธัจจะ
ด้วยการปรารภความเพียรจัด ชื่อว่า ย่อมแล่นเลยไป เมื่อตกไปในโกสัชชะ
ด้วยความเพียรที่หย่อนเกินไป ชื่อว่าย่อมล้าอยู่ อนึ่ง เมื่อทำตนให้ลำบาก
ด้วยภวตัณหา ชื่อว่า ย่อมแล่นเลยไป เมื่อประกอบกามสุขอยู่ด้วยกามตัณหา
ชื่อว่าย่อมล้าอยู่ ด้วยสัสสตทิฏฐิ ชื่อว่าย่อมแล่นเลยไป ด้วยอุทเฉททิฏฐิ
ชื่อว่าย่อมล้าอยู่ เมื่อเศร้าโศกถึงอดีตอยู่ ชื่อว่าย่อมแล่นเลยไป เมื่อเพ้อหวัง
อนาคตอยู่ ชื่อว่าย่อมล้าอยู่ ด้วยปุพพันตานุทิฏฐิ ชื่อว่าย่อมแล่นเลยไป
ด้วยอปรันตานุทิฏฐิ ชื่อว่าย่อมล้าอยู่ เพราะฉะนั้น ภิกษุใดเว้นที่สุด ๒ อย่าง
นี้ได้แล้ว ปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาอยู่ ชื่อว่าไม่แล่นเลยไปและไม่ล้าอยู่.
บาทคาถาว่า สพฺพํ อจฺจุคมา อิมํ ปปญฺจํ ความว่า ก็แลผู้ใด
ก้าวล่วง คือ ข้ามพ้น อธิบายว่า ก้าวล่วงเสียด้วยดี ซึ่งความเนิ่นช้า ๓ อย่าง
คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ อันมีเวทนา สัญญา และวิตก เป็นแดนเกิด
ทั้งปวงเสียได้ ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา อันมีอรหัตมรรคเป็นที่สุด.
ก็ในคาถาต่อจากนั้น มีความแปลกกันเพียงเท่านี้ว่า สพฺพํ วิตถมิทํ
ญตฺวา โลเก. เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า บทว่า สพฺพํ ได้แก่ ไม่มีส่วนเหลือ
มีคำอธิบายว่า ทั้งสิ้นคือเต็ม.
ก็แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ ในคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอา
สังขตธรรม อันต่างโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ ที่เป็นโลกีย์ซึ่งเข้าถึงวิปัสสนา
เท่านั้น.

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 45 (เล่ม 46)

บทว่า วิตถํ ได้แก่ ความแปรผัน มีคำอธิบายว่า ชื่อว่า แปรผัน
เพราะความเป็นโดยประการที่พวกคนพาลยึดถือเอาด้วยอำนาจกิเลสว่า เที่ยง
หรือว่า ยั่งยืน ว่าเป็นสุข หรือว่า สวยงาม หรือว่า เป็นตัวตน.
บทว่า อิทํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงตรัสธรรมชาติ
มีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนั้นนั่นแล โดยภาวะที่เห็นประจักษ์.
บทว่า ญตฺวา ได้แก่ ทราบด้วยมรรคปัญญา อธิบายว่า ก็แลภิกษุใด
ทราบธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นนั้น โดยความไม่หลง และโดยอารมณ์.
บทว่า โลเก ได้แก่ ในโอกาสโลก. เชื่อมความว่า รู้ว่าธรรมชาติ
มีขันธ์เป็นต้นทั้งปวงนี้เป็นของแปรผัน.
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้ง ๔ เบื้องหน้าแต่นี้ไป ดังต่อไปนี้ :-
ศัพท์เหล่านี้คือ วีตโลโภ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห มีความ
แปลกกัน (ไม่เหมือนกัน).
ในบรรดาคำทั้ง ๔ นี้ ที่ชื่อว่าโลภะ ด้วยอำนาจแห่งความโลภ (อยากได้)
คำว่า โลภะ นี้ เป็นคำที่รวมอกุศลธรรมฝ่ายโลภะเข้าไว้ทั้งหมด เป็นชื่อแห่ง
อกุศลมูลที่หนึ่ง หรือเป็นชื่อแห่งวิสมโลภะ โลภธรรมนั้นใด บางคราวย่อม
เกิดขึ้นได้แม้ในวัตถุทั้งสาม คือ โภคะ ๑ รัฐ ๑ หมู่บ้าน ๑ ที่ชื่อว่าราคะ
ด้วยสามารถแห่งความรัญจวน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า โลภธรรมย่อมบังเกิด
ขึ้นในสตรีทั้งหลายรุ่นพี่น้องหญิง รุ่นธิดา. คำว่า ราคะ นี้ เป็นชื่อของราคะ
คือกามคุณทั้งห้า.
ที่ชื่อว่า โทสะ ด้วยสามารถแห่งการประทุษร้าย. คำว่า โทสะ นี้
เป็นชื่อของความโกรธที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น.

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 46 (เล่ม 46)

ที่ชื่อว่า โมหะ ด้วยสามารถแห่งความหลง. คำว่า โมหะ นี้ เป็น
ชื่อแห่งความไม่รู้ในอริยสัจ ๔. ก็เพราะเหตุที่ภิกษุเกลียดโลภะ ในบรรดา
โลภะ ราคะ โทสะ และโมหะนั้น จึงเริ่มเจริญวิปัสสนาว่า ทำไฉนหนอ
ข้าพเจ้าพึงกำจัดโลภะ เป็นผู้ปราศจากความโลภ เพราะฉะนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงการละฝั่งในและฝั่งนอกทั้งปวง อันเป็นอุบายเครื่อง
ละโลภ อันเป็นเครื่องแสดงความแปรผันแห่งสังขารทั้งหลาย และเป็นอานิสงส์
แห่งการละโลภะ จึงทรงตรัสคาถานี้ ในแม้คาถาทั้งหลาย เบื้องหน้าแต่นี้
(ต่อจากนี้) ก็นัยนี้ (เหมือนกัน) แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภิกษุนั้นซึ่ง
ปรารภวิปัสสนาแล้ว เกลียดธรรมเหล่านั้น จึงกล่าวคาถารูปละ ๑ คาถา ใน
พระสูตรนี้ โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นเอง ท่านชอบใจคำใด ก็พึงถือเอา
คำนั้น ในคาถาทั้ง ๔ ต่อจากนี้ ก็นัยนี้ (เหมือนกัน) แต่การพรรณนาความ
ในคาถานี้ ดังต่อไปนี้.
อกุศลธรรมเหล่าใด ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดานทั้งหลาย เพราะ
อรรถว่ายังละไม่ได้ เหตุนั้นอกุศลธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อนุสัย คำว่า อนุสัย
นี้เป็นชื่อแห่งกามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ภวราคะ และอวิชชา
ที่ชื่อว่ามูล เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งอาการของตน แห่งสัมปยุตธรรม
ทั้งหลาย ที่ชื่อว่าอกุศล เพราะอรรถว่าไม่เกษม. ที่ชื่อว่ามูล เพราะอรรถว่า
เป็นที่ตั้งแห่งสัมปยุตธรรมนั้นบ้าง ที่ชื่อว่าอกุศล เพราะอรรถว่า มีโทษและ
มีวิบากเป็นทุกข์.
คำว่า มูลและอกุศลทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นชื่อแห่งโลภะ โทสะ และโมหะ
จริงอยู่ อกุศลมูลเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้อย่างนี้ โดยนัย

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 47 (เล่ม 46)

เป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย โลภะเป็นอกุศลด้วย เป็นอกุศลมูลด้วย. อนุสัยเหล่านี้
บางอย่างไม่มีแก่ภิกษุใด เพราะเธอละเสียได้ ด้วยมรรคนั้น ๆ อย่างนี้ และอนุสัย
เหล่านี้ก็เป็นอกุศลมูล อันภิกษุถอนขึ้นได้แล้วแล อธิบายว่า ถอนเสียแล้ว.
ก็พวกอาจารผู้รู้ลักษณะของศัพท์ ปรารถนาการลง เส อักษร สำหรับคำที่
เป็นปฐมาวิภัตติพหุวจนะ แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย พรรณนาว่า ศัพท์ว่า
เส เป็นนิบาต. ท่านชอบใจคำใด ก็พึงถือเอาคำนั้น.
ก็ในคาถานี้ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุนั้น คือผู้มีอย่างนี้ เป็นพระขีณาสพ ก็พระขีณาสพย่อมไม่ยึดมั่น
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า พระขีณาสพย่อมละ ครั้นละแล้วก็ดำรงอยู่ แม้
ก็จริง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังตรัสว่า ภิกษุนั้น ย่อมละฝั่งนอกและฝั่งในเสียได้
ด้วยลักษณะของคำที่เป็นปัจจุบัน ในวิภัตติที่เป็นปัจจุบันใกล้อดีต.
อีกอย่างหนึ่ง ก็ภิกษุปรินิพพานอยู่ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ บัณฑิต
พึงทราบว่า ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอก กล่าวคืออายตนะภายในและอายตนะ
ภายนอกของตนเสียได้.
พึงทราบความไม่มีอนุสัยในพระคาถานั้น โดยแยกเป็น ๒ ส่วน คือ
ตามลำดับกิเลส และตามลำดับมรรค.
ก็เมื่อว่าตามลำดับกิเลส ความไม่มีแห่งกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่สาม. ความไม่มีแห่งมานานุสัย ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่สี่
ความไม่มีแห่งทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่หนึ่ง ความ
ไม่มีแห่งภวราคานุสัยและอวิชชานุสัย ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่สี่.

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 48 (เล่ม 46)

เมื่อว่าตามลำดับมรรค ความไม่มีแห่งทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่หนึ่ง ความไม่มีแห่งกามราคานุสัยและอวิชชานุสัย ย่อมมี
ได้ด้วยมรรคที่สาม ความไม่มีแห่งมานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย
ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่สี่.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า ก็เพราะเหตุที่อนุสัยทั้งปวง เป็นอกุศลคือกามราคานุสัย
และภวราคานุสัยเท่านั้น ถึงการสงเคราะห์เข้าด้วยโลภะเป็นอกุศลมูล. ปฏิฆานุสัย
และอวิชชานุสัย ย่อมถึงการนับว่า โทสะเป็นอกุศลมูล โมหะเป็นอกุศลมูล
ส่วนทิฏฐิ มานะ และวิจิกิจฉานุสัย ไม่จัดเป็นอกุศลมูลข้อใดเลย.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะภิกษุปรารถนาการละกิเลส ด้วยสามารถแห่งความ
ไม่มีอนุสัย และด้วยสามารถแห่งการถอนอกุศลมูลเสียได้ ฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุใดไม่มีอนุสัยไร ๆ ถอนอกุศลมูลได้แล้ว.
ในบาทพระคาถาว่า ยสฺส ทรถชา เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้ :-
กิเลสที่เกิดขึ้นครั้งแรก ชื่อว่าทรถะ เพราะอรรถว่า เร่าร้อน ส่วน
กิเลสที่เกิดต่อมา ชื่อว่า ทรถชา เพราะเกิดจากกิเลสเป็นเครื่องกระวนกระวาย
เหล่านั้น ความถือตัวตนชื่อว่า โอรํ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
คำว่า โอริมนฺตีรํ นี้ เป็นชื่อของการถือตัวถือตน.
คำว่า อาคมนาย ได้แก่ เพื่อการอุบัติขึ้น.
บทว่า ปจฺจยาเส ได้แก่ ปัจจัยทั้งหลายนั่นเอง.
ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร ?

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 49 (เล่ม 46)

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ก็ภิกษุไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความกระวน
กระวายบางอย่าง ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งการยึดถืออุปาทานขันธ์ เพราะเหตุที่กิเลส
เหล่านั้นตนละเสียได้แล้ว ด้วยอริยมรรค ภิกษุนั้นชื่อว่าละฝั่งในและฝั่งนอก
เสียได้ โดยนัยที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นนั่นเอง.
แม้ในคาถาที่ว่า ยสฺส วนถชา เป็นต้นนี้ บัณฑิตพึงทราบกิเลส
ทั้งหลายที่เกิดจากป่า ดุจกิเลสทั้งหลายที่เกิดจากความกระวนกระวาย แต่ใน
อรรถแห่งคำ มีแปลกกันดังต่อไปนี้ :-
ธรรมชาติที่ชื่อว่าป่า ก็เพราะอรรถว่า ปรารถนาหรือต้องการ อธิบาย
ว่า ย่อมจำนง คือ ย่อมขอ ย่อมคบ คำว่า วนะนี้ เป็นชื่อของตัณหา.
จริงอยู่ ตัณหานั้น ท่านเรียกว่าวนะ เพราะปรารถนา คือ เพราะไหลออกมา
แห่งอารมณ์ทั้งหลาย ตัณหา (วนะ) ย่อมแผ่ไปด้วยอำนาจที่มีอารมณ์เป็น
ปริยุฏฐาน (กลุ้มรุม) เพราะเหตุนั้น ตัณหานั้นจึงชื่อว่า วนถะ คำว่า วนถะ นี้
เป็นชื่อแห่งตัณหานุสัย กิเลสทั้งหลายที่เกิดจากป่าคือตัณหา ชื่อว่า วนถชา
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กิเลสแม้ทั้งหมด ท่านเรียกว่า วนถะ เพราะ
อรรถว่าเป็นเครื่องรกชัฏ ส่วนกิเลสที่เกิดขึ้นต่อ ๆ มา ชื่อว่า วนถชา ก็ใน
ที่นี้ท่านประสงค์เอาเนื้อความในสุภสูตรเพียงเท่านี้ แต่เนื้อความนอกจากนี้
ตรงกับที่ตรัสไว้ในพระคาถาธรรมบท.
สองบทว่า วินิพนฺธาย ภวาย ได้แก่เพื่อความผูกพันในภพ อีก
อย่างหนึ่ง ความว่า เมื่อความผูกพันในอารมณ์ทั้งหลายแห่งจิต หรือเพื่อความ
อุบัติขึ้นต่อไป เหตุนั่นเอง จึงชื่อว่า เหตุกัปปา.

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 50 (เล่ม 46)

คำว่า นิวรณ์ ในคาถานี้ว่า โย นีวรเณ เป็นต้น มีวิเคราะห์ว่า
ที่ชื่อว่านิวรณ์ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ย่อมทำจิตให้เดือนร้อน อธิบายว่า
เป็นเครื่องปกปิดจิต.
บทว่า ปหาย ได้แก่ ทิ้งเสีย.
บทว่า ปญฺจ เป็นการกำหนดนับนิวรณ์เหล่านั้น ภิกษุที่ชื่อว่า
ไม่มีทุกข์ เพราะไม่มีความทุกข์ ที่ชื่อว่าข้ามความสงสัยเสียได้ เพราะตนข้าม
ความสงสัยได้แล้ว ที่ชื่อว่ามีลูกศรออกแล้ว เพราะเป็นผู้มีลูกศรไปปราศแล้ว
ถามว่า ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร ตอบว่า ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ภิกษุใด
เห็นนิวรณ์ทั้งห้า มีกามฉันท์เป็นต้น และเห็นโทษในนิวรณ์ทั้งหลาย โดย
ความเป็นของเสมอกันและโดยพิเศษ โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
สมันตรภัตรกสูตร จึงละ (นิวรณ์เหล่านั้น) ได้ด้วยมรรคนั้น ๆ ชื่อว่าเป็นผู้
ไม่มีทุกข์ เพราะความไม่มีแห่งทุกข์ คือ กิเลสทุกข์ เพราะเหตุที่ตนละนิวรณ์
เหล่านั้นได้แล้วนั่นเอง ชื่อว่า ข้ามพ้นความสงสัยเสียได้ เพราะท่านข้ามพ้น
ความสงสัยที่เป็นไปแล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว เราได้
เป็นแล้วหรือหนอ ชื่อว่าสลัดลูกศรเสียได้ เพราะท่านปราศจากลูกศรทั้งห้า
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในบรรดาลูกศรเหล่านั้น ลูกศร ๕ อย่างเป็นไฉน ๕ อย่าง
คือ ลูกศรคือราคะ ลูกศรคือโทสะ ลูกศรคือโมหะ ลูกศรคือมานะ ลูกศร
คือทิฏฐิ ภิกษุนั้นชื่อว่าละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้
แล้วในตอนต้นนั่นเอง.
แม้ในพระคาถานั้น บัณฑิตพึงทราบการละนิวรณ์ ๒ อย่างเช่นกัน
คือ โดยลำดับกิเลส ๑ โดยลำดับแห่งมรรค ๑.

50
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 51 (เล่ม 46)

ก็เมื่อว่าตามลำดับกิเลส การละกามฉันทนิวรณ์และพยาบาทนิวรณ์
ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่ ๓ การละถีนมิทธนิวรณ์และอุทธัจจนิวรณ์ ย่อมมีได้
ด้วยมรรคที่ ๔ การละกุกกุจจนิวรณ์กล่าวคือความเดือดร้อน ที่เป็นไปแล้ว
โดยนัยเป็นต้นว่า " กุศลเราไม่กระทำแล้วหนอ " และวิจิกิจฉานิวรณ์ ย่อม
มีได้ด้วยมรรคที่ ๑.
แต่เมื่อว่าตามลำดับมรรค การละกุกกุจจนิวรณ์และวิจิกิจฉานิวรณ์
ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่ ๑ การทำกามฉันทนิวรณ์และพยาบาทนิวรณ์ให้เบาบาง
ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่ ๒ การละกามฉันทะและพยาบาทนิวรณ์ได้สิ้นเชิงย่อมมีได้
ด้วยมรรคที่ ๓ การละถีนมิทธนิวรณ์ และอุทธัจจนิวรณ์ ย่อมมีได้ด้วยมรรค
ที่ ๔ ฉะนี้แล.
ภิกษุใดละนิวรณ์ทั้งหลายได้อย่างนี้ เป็นผู้ไม่มีทุกข์ข้ามความสงสัย
เสียได้ ปราศจากลูกศร ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ ดุจงู
ละคราบเก่าที่คร่ำคร่าไปฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงให้เทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัตทีเดียว
ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้วในพระอรหัต.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า คาถาใด ๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
แล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น โดยประการใด ๆ ภิกษุนั้น ๆ ดำรงอยู่แล้วในพระอรหัต
ในที่สุดแห่งพระคาถานั้น ๆ โดยประการนั้น ๆ.
จบอรรถกถาอุรคสูตร
แห่ง
อรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 52 (เล่ม 46)

ธนิยสูตรที่ ๒
ว่าด้วยคาถาโต้ตอบระหว่างนายธนิยะกับพระพุทธเจ้า
นายธนิยะคนเลี้ยงโคได้กล่าวคาถาว่า
[๒๙๕] เรามีข้าวสำเร็จแล้ว มีน้ำนม
รีด (จากแม่โค) รองไว้แล้ว มีการอยู่กับ
ชนผู้เป็นบริวาร ผู้มีความประพฤติอนุกูล
เสมอกันที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี เรามุงบังกระ-
ท่อมแล้ว ก่อไฟไว้แล้ว แน่ะฝน หากว่า
ท่านย่อมปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบว่า
เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสดุจหลักตอ
ปราศไปแล้ว เรามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่งที่
ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี กระท่อมมีหลังคาอันเปิด
แล้ว ไฟดับแล้ว แน่ะฝน หากว่าท่าน
ปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
นายธนิยะคนเลี้ยงโคได้กล่าวคาถาว่า
เหลือบและยุงย่อมไม่มี โคทั้งหลาย
ย่อมเที่ยวไปในประเทศใกล้แม่น้ำ ซึ่งมีหญ้า
งอกขึ้นแล้ว พึงอดทนแม้ซึ่งฝนที่ตกลงมา

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 53 (เล่ม 46)

ได้ แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตก
ลงมาเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบว่า
ก็เราผูกแพไว้แล้ว ตกแต่งดีแล้ว
กำจัดโอฆะ ข้ามถึงฝั่งแล้ว ความต้องการ
ด้วยแพย่อมไม่มี แน่ะฝน หากว่าท่าน
ปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
นายธนิยะคนเลี้ยงโคได้กล่าวคาถาว่า
ภริยาเชื่อฟังเรา ไม่โลเล เป็นที่
พอใจ อยู่ร่วมกันสิ้นกาลนาน เราไม่ได้ยิน
ความชั่วอะไร ๆ ของภริยานั้น แน่ะฝน
หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบว่า
จิตเชื่อฟังเรา หลุดพ้นแล้ว เรา
อบรมแล้ว ฝึกหัดดีแล้วสิ้นกาลนาน และ
ความชั่วของเราย่อมไม่มี แน่ะฝน หากว่า
ท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
นายธนิยะคนเลี้ยงโคได้กล่าวคาถาว่า
เราเป็นผู้เลี้ยงตนด้วยอาหารและ
เครื่องนุ่งห่มและบุตรทั้งหลายของเราดำรง

53