ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 34 (เล่ม 46)

(ของดอกปทุมเหล่านั้น) หล่นลงก็ปรากฏแก่ภิกษุนั้นดุจตกลงไปในเหว ส่วน
ยอดของดอกปทุมที่ทิ้งไว้บนบก เหี่ยวแห้งไปแล้ว ปรากฏดุจถูกไฟไหม้
ครั้งนั้น เมื่อภิกษุนั้นเพ่งพินิจธรรมทั้งปวงตามกระแสแห่งธรรมนั้นอยู่. ภพ
ทั้งสามก็ปรากฏเป็นสภาพหาที่พึ่งพิงไม่ได้ ประดุจเรือนถูกไฟไหม้ ฉะนั้น.
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งที่ประทับอยู่ในพระคันธกุฎีนั่นเอง
ก็ทรงแผ่รัศมีแห่งพระสรีระไปเบื้องบนพระภิกษุนั้น และพระรัศมีนั้นก็ท่วมทับ
ใบหน้าของภิกษุนั้นเต็มที่ ลำดับนั้น ท่านนึกรำพึงอยู่ว่า นี้อะไรกัน ได้เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าราวกะว่าเสด็จมาประทับยืนอยู่ใกล้ จึงได้ลุกขึ้นจากอาสนะ
ประคองอัญชลี.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความสบายของพระภิกษุนั้น
เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงได้ตรัสโอภาสคาถานี้ ว่า โย ราคมุทจฺฉิกา อเสสํ
เป็นต้น.
ในคาถานั้น ที่ชื่อว่าราคะ ก็ด้วยอำนาจแห่งความรัญจวน. คำว่า
ราคะนี้ เป็นชื่อแห่งราคะ คือ กามคุณ ๕.
บทว่า อุทจฺฉิกา ได้แก่ ย่อมตัด คือหัก ได้แก่ ทำให้พินาศ. จริงอยู่
นักประพันธ์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาคำที่เป็นวัตตมานาวิภัตติว่า ฉินฺทติ แม้
สำหรับคำทั้งหลายที่เป็นอดีตกาล.
บทว่า อเสสํ ได้แก่ไม่มีส่วนเหลือ (คือหมดสิ้นทั้งอนุสัย).
สองบทว่า ภึสปุปฺผํว สโรรุหํ ความว่า ราวกะว่า ดอกบัวนี้งอก
ขึ้นแล้วในสระ.

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 35 (เล่ม 46)

บทว่า วิคยฺห ได้แก่ ลงแล้ว อธิบายว่า เข้าไปแล้ว . คำที่เหลือ
เช่นเดียวกับที่กล่าวมาในตอนต้นนั่นเอง.
ถามว่า ท่านกล่าวอธิบายอะไรไว้ ?
ตอบว่า เปรียบเหมือนเด็กเหล่านี้ลงสู่สระ เด็ดดอกปทุม ซึ่งงอกใน
สระ ชื่อฉันใด ภิกษุใด หยั่งลงแล้วสู่โลกสันนิวาส คือ ไตรธาตุนี้ เข้าถึงแล้ว
ซึ่งนัย มีอาทิอย่างนี้ว่า
ไฟที่จะเสมอด้วยราคะไม่มี เราย่อม
เร่าร้อนด้วยกามราคะ จิตของเราถูกกามราคะ
เผาไหม้อยู่ สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดถูกราคะ
ย้อมแล้ว ย่อมตกลงไปสู่กระแสแห่งกิเลส
ทั้งหลาย ประดุจแมลงมุมตกลงไปสู่สายใย
ที่ตนเองทำไว้ฉะนั้น.
ดูก่อนอาวุโส บุคคลผู้ถูกราคะย้อมแล้วแล มีจิตถูกราคะครอบงำแล้ว
ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ดังนี้แล้ว ก็ถอนราคะไปทีละน้อยอยู่ ด้วยการพิจารณาโทษ
ของราคะ ด้วยการสำรวมทั้งหลาย มีการสำรวมศีลเป็นต้น มีประการตามที่
ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว และด้วยความสำคัญว่า ไม่งามในวัตถุทั้งหลาย ทั้งที่มี
วิญญาณและไม่มีวิญญาณ ชื่อว่าย่อมตัดกิเลสที่เหลือด้วยอนาคามิมรรค และ
แม้กิเลสที่ยังเหลืออยู่ (อีก) จากอนาคามิมรรคนั้นเสียได้ด้วยอรหัตมรรค ภิกษุ
นั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ โดยประการที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วใน
ตอนต้นนั่นเอง ดุจงูละคราบที่เก่าคร่ำคร่าไปฉะนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 36 (เล่ม 46)

คาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ด้วยยอดคือพระอรหัต ด้วย
ประการฉะนี้ ก็ในที่สุดแห่งเทศนา ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้วในพระอรหัต.
ถามว่า คาถาที่ว่า โย ตณฺหมุทจฺฉิทา เป็นต้น มีเหตุเกิดขึ้น
เป็นอย่างไร ?
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ภิกษุรูปหนึ่ง
อยู่ที่ฝั่งสระโปกขรณี ชื่อ คัคครา กำลังตรึกอกุศลวิตกอยู่ด้วยอำนาจของตัณหา
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของท่าน จึงได้ทรงภาษิตโอภาสคาถานี้.
ในพระคาถานั้น ที่ชื่อว่าตัณหา เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องสะดุ้ง (แห่ง
หมู่สัตว์) อธิบายว่า หมู่สัตว์ย่อมไม่ถึงความอิ่ม ด้วยอารมณ์ทั้งหลาย คำว่า
ตัณหานี้ เป็นชื่อของกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา.
บทว่า สุรตํ ได้แก่ไปแล้ว คือ เป็นไปแล้ว มีคำอธิบายว่า ท่วมทับ
สัตวโลก ตั้งแต่ภวัครพรหมดำรงอยู่.
บทว่า สีฆสรํ ได้แก่มี ปกติไปรวดเร็ว มีคำอธิบายว่า ตัณหาซึ่งไม่
คำนึงถึงโทษ ที่เป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ สามารถเพื่อจะให้ถึงจักรวาล
อื่นบ้าง ภวัครพรหมบ้าง โดยครู่เดียวเท่านั้น.
ผู้ใดทำตัณหานี้ ซึ่งซ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้โดยประการทั้งปวง
ให้เหือดแห้งไปทีละน้อย ๆ โดยการพิจารณาถึงโทษอย่างนี้ว่า
ก็ชนเหล่าใดปรารถนาอยู่ ซึ่งตัณหา
อันกว้างขวางในเบื้องบน อันบุคคลให้เต็ม
ได้โดยยาก อันมีปกติซ่านไป ย่อมติดมั่น
ตัณหานั้น ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ทรงไว้
ซึ่งจักร (ล้อ) ว่า

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 37 (เล่ม 46)

บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยว
ไปอยู่ตลอดกาลนาน ย่อมไม่ข้ามพ้น
สังสารวัฏ ซึ่งมีความเป็นอย่างนี้ และไม่มี
ความเป็นอย่างอื่น
และว่า " มหาบพิตร โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาส
ของตัณหา " ดังนี้ และด้วยคุณทั้งหลายมีศีลสังวรเป็นต้น มีประการดังที่
ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว แล้วตัดตัณหาไม่ให้เหลือ ด้วยอรหัตมรรค ภิกษุนั้นชื่อว่า
ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกได้ โดยประการทั้งปวง ในขณะนั้นนั่นเอง. ในที่สุด
แห่งเทศนา พระภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้วในพระอรหัต.
มีคำถามว่า คาถาที่ว่า โย มานมูทพฺพธิ เป็นต้น มีเหตุบังเกิด
ขึ้นเป็นอย่างไร ?
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทัปอยู่ในเมืองสาวัตถี ภิกษุรูปหนึ่ง
อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ คงเห็นสะพานไม้อ้อที่เขาทำไว้ที่กระแสน้ำอันมีน้ำน้อยในฤดูร้อน
ถูกห้วงน้ำใหญ่ไหลในภายหลังพัดแล้ว ก็เกิดความสังเวชขึ้นว่า " สังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยง " ได้ยืนอยู่แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของท่าน จึง
ได้ทรงเปล่งโอภาสคาถานี้.
มานะคือความฟูขึ้นแห่งใจ ซึ่งมีชาติกำเนิดเป็นต้นเป็นวัตถุ ชื่อว่า
มานะ ในคาถานั้น. มานะนั้นมี ๓ อย่าง คือ ๑. การถือว่าเราเป็นผู้เลิศกว่า
เขา ๒. การถือว่าเราเป็นผู้เสมอเขา ๓. การถือว่าเราเป็นผู้เลวกว่าเขา.
อีกอย่างหนึ่ง มานะมี ๙ อย่าง คือ

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 38 (เล่ม 46)

๑. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่า เลิศกว่าเขา
๒. " สำคัญตัวว่า เสมอเขา
๓. " สำคัญตัวว่า เลวกว่าเขา
๔. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่า เลิศกว่าเขา
๕. " สำคัญตัวว่า เสมอเขา
๖. " สำคัญตัวว่า เลวกว่าเขา
๗. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่า เลิศกว่าเขา
๘. " สำคัญตัวว่า เสมอเขา
๙. " สำคัญตัวว่า เลวกว่าเขา.
คำอธิบายว่า ภิกษุใดฆ่ามานะ แม้มีประการทั้งปวงนั้น ด้วยการ
พิจารณาเห็นโทษในมานะนั้น โดยนัยว่า
สัตว์ทั้งหลาย เมาแล้วแล เพราะ
มานะใด ย่อมไปสู่ทุคติเป็นต้น.
และด้วยศีลสังวรเป็นต้น มีประการดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ได้ทีละ
น้อย ๆ ชื่อว่าถอนขึ้นซึ่งมานะ อันเช่นกับสะพานไม้อ้อ เพราะความที่กิเลส
ทั้งหลายไม่มีกำลัง และมีกำลังทราม (และ) ถอนกิเลสที่เหลือด้วยอรหัตมรรค
อันเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ เพราะโลกุตรธรรรมทั้งหลายมีกำลังยิ่งนัก เมื่อถอนขึ้น
ด้วยสามารถแห่งการละเสียไม่ให้เหลือ ชื่อว่า ย่อมฆ่า (ซึ่งมานะ) ภิกษุนั้น
ชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ แม้โดยประการทั้งปวง ในขณะนั้น
นั่นเอง. ในที่สุดแห่งเทศนา ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้วในพระอรหัต.

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 39 (เล่ม 46)

มีคำถามว่า คาถาที่ว่า โย นาชฺฌคมา เป็นต้น มีเหตุเกิดขึ้น
เป็นอย่างไร ?
ตอบว่า การเกิดขึ้นแห่งคาถานี้ และแห่งคาถา ๑๒ คาถาเหล่าอื่น
ซึ่งต่อจากนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกันนั่นเอง คือ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล
พราหมณ์คนหนึ่ง เมื่อบุตรสาวของตนดำรงอยู่ในปฐมวัยที่คนอื่นจะพึงขอได้
คิดว่า " เราจักประดับตกแต่งบุตรสาวด้วยดอกไม้ ที่คนถ่อยไร ๆ ไม่เคยใช้สอย
แล้วส่งไปสู่สกุลสามี " พราหมณ์นั้นเมื่อตรวจค้นทั่วกรุงสาวัตถี ทั้งภายใน
และภายนอกกรุง ก็ไม่ได้พบแม้สักว่าดอกหญ้าไร ๆ ที่คนถ่อยไม่เคยใช้สอย
ครั้นเขาได้เห็นพวกเด็กลูกพราหมณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นพวกนักเลงประชุม
กันอยู่จึงคิดว่า " ข้าพเจ้าจักถามพวกเด็กเหล่านี้ ในเด็กเป็นจำนวนมาก จัก
ต้องมีใครสักคนหนึ่งรู้แน่นอน " แล้วจึงได้ถามพวกเด็กพราหมณ์เหล่านั้น.
พวกเด็กพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อจะเย้ยหยันพราหมณ์นั้น จึงกล่าวว่า
ท่านพราหมณ์ ธรรมดาว่าดอกมะเดื่อใคร ๆ ในโลกก็ไม่เคยใช้สอยกัน ท่าน
จงให้ธิดาประดับด้วยดอกมะเดื่อนั้น แล้วจงให้ (ธิดาของท่าน) ในวันที่สอง
พราหมณ์ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็ไปยังป่ามะเดื่อบนฝั่ง
แม่น้ำอจิรวดี แสวงหาต้นไม้ต้นหนึ่ง ๆ อยู่ ก็ไม่ได้พบแม้สักว่าขั้วแห่งดอก
(มะเดื่อ) ครั้งนั้นเมื่อเลยเวลาเที่ยงไปแล้ว พราหมณ์ก็ได้ไปเป็นครั้งที่สอง
ก็ที่ป่ามะเดื่อนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนั่งพักกลางวันมนสิการกรรมฐานอยู่ ที่โคนต้น
มะเดื่ออันรื่นรมย์ต้นหนึ่ง. พราหมณ์นั้นเข้าไปในที่ ๆ พระภิกษุนั้นนั่งอยู่นั้น

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 40 (เล่ม 46)

ไม่สนใจ นั่งแล้วครู่หนึ่ง ก็กลับนั่งยอง ๆ ครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืนครู่หนึ่ง
ค้นอยู่ซึ่งต้นไม้นั้น ในระหว่างกิ่งและคาคบทั้งปวง ลำบากอยู่ (เหน็ดเหนื่อยอยู่).
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า " พราหมณ์ท่านแสวงหา
อะไร ? "
พราหมณ์นั้นตอบว่า " ผมแสวงหาดอกมะเดื่อขอรับ "
ภิกษุนั้นกล่าวว่า " พราหมณ์ ธรรมดาว่าดอกมะเดื่อไม่มีในโลก
คำพูดนี้ (คำว่าดอกมะเดื่อมี) เป็นคำเท็จ ท่านอย่าได้ลำบากเลย "
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของภิกษุนั้น จึงทรง
เปล่งรัศมี แล้วได้ตรัสโอภาสคาถาทั้งหลายเหล่านี้ แก่ภิกษุนั้น ผู้มีมานะมาก
อันประมวลมาถึงพร้อมแล้วว่า โย นาชฺฌคมา ภเวสุ สารํ เป็นต้น
ผู้ศึกษาควรกล่าวคาถาทุกคาถา.
ในบรรดาคาถาเหล่านั้น จะได้กล่าวถึงคาถาที่ ๑ ก่อน. บทว่า
นาชฺฌคมา ได้แก่ ไม่ถึง คือ ไม่ประสบ.
บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญีภพ
อสัญญีภพ เนวสัญญีนาสัญญีภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ และปัญจ-
โวการภพ.
บทว่า สารํ ได้แก่ ภาวะที่เที่ยง หรืออัตภาพ.
บทว่า วิจินํ คือ แสวงหาอยู่ด้วยปัญญา.
คำว่า ปุปฺผมิว อุทุมฺพเรส เป็นต้น มีเนื้อความและโยชนา
ดังนี้ว่า ก็พระโยคาวจร เลือกอยู่ด้วยปัญญา ก็ไม่พบสาระไร ๆ ในภพทั้งหลาย

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 41 (เล่ม 46)

เหมือนพราหมณ์นี้ เมื่อเลือกดอกที่ต้นมะเดื่อทั้งหลาย ก็ไม่พบดอกมะเดื่อ
ฉะนั้น พระโยคาวจรนั้น เห็นแจ้งธรรมเหล่านั้นอยู่ โดยความไม่เที่ยงและ
โดยความเป็นสภาพไม่ใช่ตน เพราะอรรถว่าหาสาระไม่ได้ บรรลุอยู่ซึ่ง
โลกุตรธรรมทั้งหลายโดยลำดับ ชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้เหมือน
งูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าเสียฉะนั้น. แต่ในคาถาที่เหลือทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักไม่
กล่าวโยชนาแห่งคาถานั้น กล่าวเฉพาะเนื้อความที่แปลกกัน เท่านั้น.
ในสองบาทคาถาว่า ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา อิติ ภวา-
ภวตญฺจ วีติวตฺโต นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อันตรศัพท์นี้ปรากฏ
ในอรรถทั้งหลายเป็นอันมาก มีอรรถว่าเหตุ อรรถว่าท่ามกลาง และอรรถว่า
จิต เป็นต้นอย่างนี้ว่า
ชนทั้งหลาย ประชุมปรึกษากัน ที่
ฝั่งแม่น้ำ ที่หนทาง ที่สภา และที่ถนน ส่วน
ข้าพเจ้าและท่านมาประชุมกัน เพราะเหตุ
อะไร๑ ?
ว่า " บุคคลย่อมถึงที่สุด ในท่ามกลางได้ ด้วยการบรรลุคุณวิเศษ อันมี
ประมาณน้อย " และว่า
ความโกรธก่อให้เกิดความฉิบหาย
ความโกรธทำให้จิตกำเริบ ชนย่อมไม่รู้จัก
ความโกรธนั้นซึ่งบังเกิดขึ้นแต่จิตที่เป็นภัย.
แต่ในที่นี้ อันตรศัพท์ ใช้ในอรรถว่าจิต.๒
๑. สํ. สคาถา. ๒๖๑. ๒. อํ. สตฺตก. ๙๙.

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 42 (เล่ม 46)

บาทคาถาว่า ยสฺสนตรโตโต น สนฺติ โกปา ความว่า ความโกรธ
ย่อมไม่มีในใจของผู้ใด เพราะความโกรธนั้น ท่านถอนขึ้นเสียแล้วด้วยมรรค
ที่ ๓.
ก็เพราะเหตุที่สมบัติ ชื่อว่า ภวะ วิบัติชื่อ วิภวะ อนึ่ง ความเจริญ
ชื่อว่า ภวะ ความเสื่อมชื่อว่า วิภวะ ความเที่ยงชื่อว่า ภวะ ความขาดสูญ
ชื่อว่า วิภวะ บุญชื่อว่า ภวะ บาปชื่อว่า วิภวะ เมื่อว่าโดยใจความแล้ว
ทั้งวิภวะทั้งอภวะก็เป็นอันเดียวกันนั่นเอง ฉะนั้น ในคำว่า ภวาภวตญฺจ
วีติวตฺโต นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า ภิกษุนั้นชื่อว่า ล่วงความเสื่อม
และความเจริญ มีประการเป็นอเนก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ด้วยอำนาจ
แห่งสมบัติ วิบัติ ความเจริญ ความเสื่อม ความเที่ยง ความขาดสูญ บุญ
และบาป ด้วยมรรคทั้ง ๔ โดยนัยนั้น ๆ ตามสมควรแก่เหตุ.
ก็ในข้อว่า ยสฺส วิตกฺกา เป็นต้นนี้ มีอธิบายว่าภิกษุใด พิจารณา
เห็นโทษในวิตกนั้น ๆ แล้วกำจัดคือทำให้สงบ ได้แก่เผาผลาญ วิตก ๙ อย่าง
คือ :-
วิตก ๓ อย่าง คือ
๑. กามวิตก (ความดำริในทางกาม)
๒. พยาบาทวิตก (ความดำริในการปองร้าย)
๓. วิหิงสาวิตก (ความดำริในการเบียดเบียน)
วิตก ๓ อย่าง คือ
๑. ญาติวิตก (การคิดกังวลถึงญาติ)
๒. ชนปทวิตก (การคิดกังวลถึงชนบท)
๓. อมรวิตก (การคิดกังวลถึงความไม่ตาย)

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 43 (เล่ม 46)

วิตก ๓ อย่าง คือ
๑. ปรานุททยตาปฏิสังยุตตวิตก (ความคิดกังวลที่ประกอบ
ด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น)
๒. ลาภสักการสิโลกวิตก (ความคิดกังวลถึงลาภสักการะและ
ชื่อเสียง)
๓. อนวัญญัตติปฏิสังยุตตวิตก (ความคิดกังวลที่ประกอบด้วย
การไม่ดูหมิ่น).
โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในสมันตภัตรกสูตร ด้วยการ
พิจารณาธรรมที่ปฏิปักษ์กัน และด้วยมรรคเบื้องต่ำทั้ง ๓ อันสามารถที่จะละ
วัตถุนั้น ๆ เสียได้.
ผู้ศึกษาพึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ก็วิตกที่เหลืออันภิกษุกำจัดได้แล้ว
อย่างนี้ ทำให้สงบราบคาบในภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้นอีกในจิตที่เป็นไปใน
ขันธสันดานของตน อันเกิดในภายในตน ฉันใด กิเลสที่เหลือที่พระอรหันต์
ตัดได้แล้วก็ฉันนั้น เพราะสิ่งที่ตัดได้แล้วท่านเรียกว่า " กัปปิตะ" ดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า กปฺปิตเกสมสฺสุ (ผู้มีผมและหนวดอันปลงแล้ว).*
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคาถานี้ว่า โย นาจฺจสารี เป็นต้น
ดังต่อไปนี้ :-
สองบทว่า โย นาจฺจสารี ได้แก่ ภิกษุใดไม่แล่นเลยไป.
บทว่า น ปจฺจสารี คือ ไม่ล้าอยู่.
* อํ. สตฺตก ๙๖.

43