ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 24 (เล่ม 46)

หรือว่าภิกษุพึงตั้ง (พิจารณา) ความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน
นั่นเอง ในบุคคลนั้นไว้ให้มั่นคงว่า ท่านผู้มีอายุนี้ มีกรรมเป็นของของตน
มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็น
ที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว ก็จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น และ
ท่านกล่าวการกำจัดอาฆาต ๕ อย่าง โดยนัยแม้มีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มี
อายุ อาฆาตบังเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุ อันท่านพึงกำจัดเสียได้โดยประการทั้งปวง
ในเพราะการกำจัดอาฆาตใด การกำจัดอาฆาตเหล่านี้มี ๕ อย่าง ๕ อย่าง
อะไรบ้าง ? คือ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีกายสมาจาร
ไม่บริสุทธิ์ มีวจีสมาจารไม่บริสุทธิ์ มีกายและวจีสมาจารไม่บริสุทธิ์ บุคคล
พึงกำจัดอาฆาตในบุคคลเห็นปานนี้แล บุคคลนี้แม้กำจัดอาฆาตอย่างใดอย่าง
หนึ่ง ในบรรดาอาฆาต ๕ อย่างนั้น ท่านเรียกว่า วิเนติ (ย่อมกำจัด).
อีกอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อภิกษุระลึกถึงโอวาทของพระศาสดาอย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้หากว่าพวกโจรที่มีใจต่ำช้า พึงเอาเลื่อยมีคมสองข้าง
ตัดอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้ใดพึงยังใจให้ประทุษร้ายแม้ในโจรนั้น เธอนั้นไม่ชื่อว่า
ทำตามคำสอนของเรา เพราะทำใจให้ประทุษร้ายในโจรนั้น ดังนี้ เมื่อระลึก
ถึงโอวาทของพระศาสดาที่ตรัสไว้อีกว่า
ผู้ใดย่อมโกรธตอบต่อผู้โกรธแล้ว
ผู้นั้นแลเลวเสียกว่าผู้โกรธทีแรกนั้นอีก
เพราะเหตุที่โกรธตอบเขานั้น ผู้ที่ไม่โกรธ
ตอบต่อผู้ที่โกรธตนแล้ว ชื่อว่าย่อมชนะสง-
ครามซึ่งชนะได้แสนยาก ผู้ที่รู้ว่าคนอื่นโกรธ

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 25 (เล่ม 46)

แล้วเป็นผู้มีสติสงบเสงี่ยม ชื่อว่า ประพฤติ
ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตน และ
ผู้อื่น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันบุคคล
ผู้เป็นข้าศึกมุ่งแล้ว เป็นธรรมอันบุคคลผู้เป็นศัตรูพึงทำแก่กัน ย่อมมาถึงหญิง
หรือชายผู้เป็นคนขี้โกรธ ธรรม ๗ ประการอะไรบ้าง ? คือ
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนที่เป็นศัตรูกันในโลกนี้ ย่อมปรารถนา
ต่อคนที่เป็นศัตรู (ของตน) อย่างนี้ว่า โอหนอ ! ขอให้เจ้าคนนี้ พึงเป็น
ผู้มีผิวพรรณทราม ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า
คนที่เป็นศัตรูกัน ย่อมไม่ยินดีในการที่คนที่เป็นศัตรูของตนมีผิวพรรณเปล่ง-
ปลั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลขี้โกรธนี้ถูกความโกรธครอบงำ มีความ
โกรธออกหน้า แม้เขาจะอาบน้ำแล้วอย่างสะอาด ลูบไล้อย่างดี ตัดผมและ
หนวดแล้ว นุ่งผ้าสะอาดก็จริง ถึงกระนั้น เขามีความโกรธครอบงำแล้ว
ย่อมมีผิวพรรณทรามแท้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อที่หนึ่งนี้ ที่บุคคล
ผู้เป็นศัตรูกันชอบใจ ที่บุคคลผู้เป็นศัตรูกันพึงทำแก่กัน ย่อมมาถึงหญิงหรือ
ชายผู้ขี้โกรธ
(๒) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ศัตรูย่อมหวังต่อศัตรู (ของตน)
อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้พึงนอนเป็นทุกข์ ฯลฯ
(๓) ฯลฯ ขออย่าให้มันมีทรัพย์พอใช้จ่าย ฯลฯ
(๔) ฯลฯ ขออย่าให้มันมีโภคทรัพย์ ฯลฯ

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 26 (เล่ม 46)

(๕) ฯลฯ ขออย่าให้มันมียศ ฯลฯ
(๖) ฯลฯ ขออย่าให้มันมีเพื่อน ฯลฯ
(๗) ฯลฯ เพราะกายแตกเบื้องหน้าแต่ตาย ขอให้มันเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศัตรู
ย่อมไม่ยินดีด้วยการไปสุคติของศัตรู (ของตน) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษ
บุคคลขี้โกรธนี้ ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีความโกรธออกหน้า ย่อม
ประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ เขาครั้นประพฤติทุจริตทางกาย
ทางวาจาและทางใจแล้ว เบื้องหน้าแต่การตายเพราะกายแตก เป็นผู้ถูกความ
โกรธครอบงำแล้ว ก็ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดังนี้
และแม้เมื่อพิจารณาโทษในความโกรธ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า
คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนโกรธ
ย่อมไม่เห็นกรรม ความโกรธย่อมครอบงำ
นรชนใด ความมืดบอดก็ย่อมมีแก่นรชนนั้น
ในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายโกรธเพราะความ
โกรธใดแล ย่อมเข้าถึงทุคติ ท่านผู้มีปัญญา
เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ดีแล้วจึงละความโกรธ
นั้นเสีย.
บุคคลพึงละความโกรธ พึงสละมานะ
พึงก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย.
ความโกรธก่อให้เกิดเสื่อมเสีย ความ
โกรธทำจิตให้กำเริบ คนย่อมไม่รู้จักความ
โกรธที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จิตว่า เป็นภัย.

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 27 (เล่ม 46)

ดูก่อนท่านผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน
ท่านจงข่มความผิดพลาดครั้งหนึ่งเสีย
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่มีความโกรธเป็น
พลัง ดังนี้.
ความโกรธก็ย่อมถึงความกำจัดไป ฉะนั้น บุคคลนี้ แม้พิจารณา
อย่างนี้แล้วกำจัดความโกรธอยู่ ท่านเรียกว่า วิเนติ (ย่อมกำจัด).
บทว่า โกธํ ได้แก่ ความอาฆาตที่เกิดขึ้นแต่อาฆาตวัตถุอย่างใด
อย่างหนึ่ง ในบรรดาอาฆาตวัตถุ ๑๘ คือ อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง ที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ในพระสูตร โดยนัยว่า " ย่อมบังเกิดอาฆาตขึ้นว่า เขาได้
ประพฤติความฉิบหายให้แก่เรา เป็นต้น " และอาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง ซึ่ง
สำเร็จแล้วโดยนัยตรงกันข้ามกับอาฆาตวัตถุ ๙ อย่างแรกนั้นนั่นแลว่า เขาไม่ได้
ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรา เป็นต้น จึงรวมเป็นอาฆาตวัตถุ ๑๙
พร้อมกับอัฏฐานะ มีตอและหนามตำเป็นต้น.
บทว่า วิสฏํ ได้แก่ ซ่านไป.
บทว่า สปฺปวิสํ ได้แก่ พิษงู.
คำว่า อิว เป็นคำอุปมา. ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า สปฺปวิสํว
ก็เพราะลบอิอักษรออกเสีย.
บทว่า โอสเถภิ ได้แก่ ด้วยยาทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ว่า " ผู้ใด
ย่อมกำจัด คือ ย่อมอดกลั้น ได้แก่ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้ถึง
ที่สุด ซึ่งความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วตามอรรถที่กล่าวแล้ว คือ ที่ซึมซาบไปทั่ว

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 28 (เล่ม 46)

จิตสันดานแล้วตั้งอยู่ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอุบายเครื่องกำจัด
ทั้งหลาย ตามที่กล่าวแล้ว เหมือนหมอที่กำจัดพิษ ซึ่งถูกงูกัด พึงกำจัดพิษงู
ที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายแล้วคงอยู่ด้วยยานานาชนิด บรรดายาที่ทำด้วยรากไม้
ต้นไม้ เปลือกไม้ ใบ และดอก เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือด้วยโอสถ
ที่จัดปรุงขึ้น ได้ฉับพลันทีเดียวฉะนั้น.
บาทพระคาถาว่า โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ ความว่า ภิกษุ
นั้นกำจัดความโกรธอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุที่ความโกรธท่านละเสียได้สิ้นเชิง
ด้วยมรรคที่สาม (อนาคามิมรรค) ฉะนั้น ภิกษุนั้น พึงทราบว่า ย่อมละ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการที่เรียกกันว่า โอปาระฝั่งในเสียได้ แต่เมื่อ
กล่าวโดยไม่แปลกกันแล้ว คำว่า ปารํ เป็นชื่อของฝั่ง ฉะนั้น ท่านจึง
เรียกว่า โอรปารํ ก็เพราะอธิบายว่าฝั่งในด้วยเป็นฝั่งแห่งทะเล คือสังสารวัฏ
เหล่านั้นด้วย.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุใดกำจัดความโกรธที่บังเกิดขึ้นเสียได้ เหมือน
หมอกำจัดพิษงูที่ซ่านไปด้วยโอสถ ฉะนั้น ภิกษุนั้น กำจัดความโกรธได้สิ้นเชิง
ด้วยมรรคที่สาม แล้วตั้งอยู่ในอนาคามิผล ชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอก
เสียได้.
ในคำว่า โอรปารํ นั้น อัตภาพของตน ชื่อว่า โอรํ ฝั่งใน.
อัตภาพของคนอื่น ชื่อว่า ปารํ ฝั่งนอก.
อีกอย่างหนึ่ง อายตนะภายใน ๖ ชื่อว่าฝั่งใน อาตยนะภายนอก ๖
ชื่อว่า ฝั่งนอก.

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 29 (เล่ม 46)

อนึ่ง มนุษยโลกชื่อว่าฝั่งใน เทวโลกชื่อว่าฝั่งนอก กามธาตุชื่อว่า
ฝั่งใน รูปธาตุและอรูปธาตุชื่อว่าฝั่งนอก กามและรูปภพ ชื่อว่า ฝั่งใน อรูปภพ
ชื่อว่า ฝั่งนอก. อัตภาพชื่อว่าฝั่งใน อุปกรณ์แห่งความสุขของอัตภาพชื่อว่า
ฝั่งนอก.
ภิกษุละอยู่ซึ่งฉันทราคะ ในฝั่งในและฝั่งนอกนี้ ด้วยมรรคที่สี่อย่างนี้
ท่านเรียกว่า ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ ก็ในฝั่งในและฝั่งนอกนี้ พระ-
อนาคามีไม่มีฉันทราคะเลยในอัตภาพนี้เป็นต้น เพราะเหตุที่ท่านละกามราคะ
ได้แล้วแม้ก็จริง แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ยังกล่าวว่า ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกได้
ด้วยการละฉันทราคะ ในพระคาถานั้น เพราะสงเคราะห์ฝั่งในและฝั่งนอก
ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ก็เพื่อจะประกาศคุณแห่งมรรคที่ ๔ นั้น เหมือนมรรคที่
๓ เป็นต้น.
บัดนี้ เพื่อจะประกอบเนื้อความนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
อุปมาว่า เหมือนกับงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าไปฉะนั้น.
ในพระคาถานั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ สัตว์ที่ชื่อว่า งู เพราะอรรถ
วิเคราะห์ว่า ไปด้วยอก. คำว่า อุรโค เป็นชื่อของงู งูนั้นมี ๒ ชนิด คือ
งูที่มีกามเป็นรูป ๑ งูที่มีอกามเป็นรูป ๑ แม้งูที่มีกามเป็นรูปก็มี ๒ ชนิด คือ
งูที่เกิดในน้ำ ๑ งูที่เกิดบนบก ๑ งูที่เกิดในน้ำย่อมได้กามรูปในน้ำเท่านั้น
หาได้กามรูปบนบกไม่ ดุจสังขปาลนาคราช ในสังขปาลชาดก. งูที่เกิดบนบก
ย่อมได้กามรูปบนบกเท่านั้น หาได้กามรูปในน้ำไม่ งูนั้นย่อมลอกหนังที่
เรียกกันว่า คร่ำคร่า เพราะเป็นของแก่ และว่าเก่า เพราะดำรงอยู่สิ้นกาลนาน
จึงลอกคราบไปด้วยวิธี ๔ อย่างคือ ๑. ดำรงอยู่ในชาติกำเนิดของตน
๒. เกลียดอยู่ ๓. เพราะอาศัย ๔. ด้วยกำลัง.

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 30 (เล่ม 46)

ชาติกำเนิดของงูชื่อว่า สชาติ ได้แก่ การมีตัวยาว ด้วยว่างูทั้งหลาย
ย่อมไม่ล่วงชาติกำเนิดของตน ในฐานะทั้ง ๕ คือ ๑. ในกาลอุบัติ ๒. ในกาล
จุติ ๓. ในกาลล่วงความหลับที่ตนปล่อยแล้ว ๔. ในกาลเสพเมถุนกับ
นางนาคที่มีชาติกำเนิดเสมอกัน ๕. ในกาลลอกคราบ เพราะเมื่อใดก็ตามที่งู
ลอกคราบ เมื่อนั้นงูนั้นทั้ง ๆ ที่ยังดำรงอยู่ในชาติกำเนิดของตนนั่นเอง ก็ย่อม
ลอกคราบ แม้ดำรงอยู่ในชาติกำเนิดของตน รังเกียจอยู่ (อึดอัดอยู่) ก็ย่อม
ลอกคราบ.
งูที่ชื่อว่า เกลียดคราบอยู่ คือ เมื่อใดก็ตามที่ตนเป็นผู้พ้นจากคราบ
ในฐานะกึ่งหนึ่ง ไม่พ้นจากคราบไปในฐานะกึ่งหนึ่ง ห้อยอยู่ เมื่อนั้น งูนั้น
อึดอัดอยู่ ย่อมลอกคราบนั้นไป.
ก็งูนั้น แม้รังเกียจอยู่อย่างนี้ อาศัยระหว่างท่อนไม้บ้าง ระหว่างรากไม้
บ้าง ระหว่างแผ่นหินบ้าง ย่อมลอกคราบนั้นไป.
ก็งูนั้นได้อาศัยระหว่างท่อนไม้เป็นต้น แม้เมื่อจะลอกคราบไป ทำ
กำลังให้เกิดแล้ว กระทำความอุตสาหะ กระทำหางให้คดด้วยความเพียร กำ ลัง
เห็นอยู่นั่นเอง แผ่พังพานก็ย่อมลอกคราบไปได้ งูนั้นครั้นลอกคราบอย่างนี้แล้ว
ก็ย่อมหลีกไปได้ตามปรารถนา ฉันใด ภิกษุแม้นี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปรารถนา
จะละฝั่งในและฝั่งนอก ย่อมละไปได้ด้วยอาการ ๔ คือ
๑. แม้ดำรงอยู่แล้วในชาติกำเนิดของตน
๒. เกลียดอยู่ลอกคราบไป
๓. ย่อมลอกคราบไปเพราะอาศัย
๔. ย่อมลอกคราบไปด้วยกำลัง.

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 31 (เล่ม 46)

ศีลชื่อว่าชาติกำเนิดของภิกษุ เพราะพระบาลีว่า เราเกิดแล้วแต่อริยชาติ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุเป็นคนมีปัญญาดำรงอยู่ใน
ศีลแล้ว เป็นต้น. ภิกษุดำรงอยู่ในชาติของตนนี้ อย่างนี้แล้ว เกลียดซึ่งฝั่งใน
แต่ฝั่งนอกมีอัตภาพของตนเป็นต้นนั้น ซึ่งยังทุกข์ให้เกิดขึ้น เพราะการเห็น
โทษในเรื่องนั้น ๆ ดุจงูเกลียดอยู่ซึ่งคราบอันเก่าคร่ำคร่าของตนฉะนั้น อาศัย
กัลยาณมิตรทั้งหลาย ทำกำลังกล่าวคือความเพียรอันมีประมาณยิ่งให้เกิดขึ้น
แบ่งกลางคืนและกลางวันออกเป็น ๖ ส่วน แล้วเพียรพยายามอยู่ โดยนัยที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า ภิกษุชำระจิตให้สะอาดจากอาวรณียธรรมทั้งหลาย ด้วยการเดิน
จงกรมและด้วยการนั่งตลอดทั้งวัน ดังนี้เป็นต้น นั่งคู้บัลลังก์ ดุจงูทำหาง
ของตนให้คดฉะนั้น ภิกษุแม้นี้พยายามอยู่ เพราะความที่ตนมีความบากบั่น
ไม่ท้อถอย ดุจงูที่กำลังมองดูฉะนั้น ภิกษุแม้นี้ ทำความแผ่ไปแห่งญาณให้
บังเกิดขึ้น ดุจงูแผ่พังพานไปฉะนั้น ก็ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ ดุจงู
ลอกคราบฉะนั้น ก็ครั้นสละฝั่งในและฝั่งนอกได้แล้ว เป็นผู้มีคราบอันละแล้ว
ดุจงูลอกคราบแล้วฉะนั้น ภิกษุแม้นี้ เป็นผู้มีภาระอันปลงลงแล้ว ย่อมก้าว
ไปสู่ทิศคืออนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ได้ตามปรารถนา เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุใดกำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว
เสียได้ ดุจหมองูกำจัดพิษงูที่ซ่านไปด้วย
โอสถฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมละฝั่งในและฝั่ง
นอกเสียได้ ดุจงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าเสีย
ฉะนั้น.

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 32 (เล่ม 46)

คาถาที่หนึ่งนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยอด คือ พระอรหัต
ด้วยประการฉะนี้แล.
บัดนี้ ถึงลำดับการพรรณนาเนื้อความแห่งคาถาที่ ๒ ในคาถาที่ ๒ นั้น
มีมาติกา (หัวข้อ) ดังนี้เหมือนกันว่า
คาถานี้ใครกล่าว ? กล่าวที่ใด ?
กล่าวเมื่อใด ? กล่าวเพราะเหตุไร ? ข้าพเจ้า
จักประกาศวิธีนี้ แล้วทำการอธิบายความ
แห่งพระคาถานั้น.
ต่อแต่นั้นไป ก็เพราะกลัวความพิสดารเกินไปในคาถาทั้งปวง นับ
แต่นี้ไป ข้าพเจ้าจะไม่ยกมาติกามาแสดง แสดงอยู่ซึ่งเนื้อความแห่งคาถานั้นๆ
โดยนัยแสดงเหตุเกิดขึ้นเท่านั้น จักกระทำการอธิบายเนื้อความ คือ คาถาที่ ๒
นี้ว่า โย ราคมุทจฺฉิทา อเสสํ เป็นต้น. คาถาที่ ๒ นั้น มีเหตุเกิดขึ้น
ดังต่อไปนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้เมืองสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล บุตรช่างทองคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ได้บวชในสำนักของพระเถระ พระเถระ
คิดว่า อสุภกรรมฐานเหมาะสำหรับคนหนุ่มทั้งหลาย จึงได้ให้อสุภกรรมฐาน
แก่พระหนุ่มนั้น เพื่อกำจัดราคะ. จิตแม้สักว่า เสพคุ้นในกรรมฐานนั้น ก็ไม่
เกิดแก่พระภิกษุนั้น ท่านจึงได้บอกแก่พระเถระว่า กรรมฐานนี้ไม่เป็นอุปการะ
แก่ผม พระเถระคิดว่า กรรมฐานนี้เหมาะสำหรับคนหนุ่มทั้งหลาย จึงได้ให้
กรรมฐานนั้นนั่นแลซ้ำอีก ๔ เดือนผ่านไปอย่างนี้ ภิกษุนั้นไม่ได้คุณวิเศษแม้

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 33 (เล่ม 46)

สักอย่างหนึ่ง. ต่อจากนั้น พระเถระจึงได้กราบทูลถึงเรื่องภิกษุนั้นแม้แด่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สารีบุตร การรู้กรรมฐานที่สบาย
แก่ภิกษุนั้น ไม่ใช่วิสัยของเธอ ภิกษุนี้เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าจะพึงแนะนำ
ดังนี้แล้ว จึงทรงเนรมิตดอกปทุมมีสีประภัสสร (สีเลื่อม ๆ พราย ๆ) ด้วยฤทธิ์
ทรงประทานในมือของพระภิกษุนั้นแล้ว ตรัสว่า เอาเถิดภิกษุ เธอจงเอาก้าน
ดอกปทุมนี้ปักลงบนเนินทราย ที่ร่มเงาหลังวิหาร และจงนั่งขัดสมาธิหันหน้า
ไปหาดอกปทุมนั้น ระลึกภาวนาอยู่ว่า โลหิตํ ๆ (สีแดง ๆ) ทราบว่า ภิกษุนี้
เคยเกิดเป็นช่างทองอย่างเดียวมาถึง ๕๐๐ ชาติ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงทราบว่า นิมิตแห่งสีแดง เหมาะสำหรับภิกษุนั้น จึงได้ทรงประทาน
โลหิตกรรมฐานแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นได้กระทำตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แนะนำ เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก็ได้บรรลุแม้ฌาน ๔ ในที่นั้นตามลำดับ ปรารภ
ฌานกีฬาโดยนัย มีอนุโลมและปฏิโลมเป็นต้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอธิษฐานว่า ขอดอกปทุมนี้จงเหี่ยว ภิกษุนั้นออกจากฌาน เห็นดอกปทุมนั้น
ซึ่งเหี่ยวแห้งไปเป็นสีดำ จึงได้อนิจจสัญญาว่า รูปที่ประภัสสรถูกชราย่ำยีแล้ว
ต่อแต่นั้น ท่านได้นำดอกปทุมที่เหี่ยวแห้งนั้น น้อมเข้าไปแม้ภายใน ต่อจากนั้น
ท่านได้เห็นภพทั้ง ๓ ปรากฏดุจไฟติดทั่วแล้วว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น
เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา.
ก็ในที่ไม่ไกลจากภิกษุนั้นผู้เห็นอยู่อย่างนี้ มีสระบัวอยู่สระหนึ่ง พวก
เด็ก ๆ ลงไปในสระนั้น หักดอกปทุมทั้งหลาย แล้ว (นำมา) ทำเป็นกองไว้
ดอกปทุมในน้ำเหล่านั้น ปรากฏแก่ภิกษุนั้น ดุจเปลวไฟที่ป่าไม้อ้อ ใบทั้งหลาย

33