ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 14 (เล่ม 46)

แม้ที่ท่านกำหนดแล้ว อันต่างด้วยขันธ์ในอดีตเป็นต้น ก็ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์
ดุจกิเลสที่บังเกิดขึ้นแก่นันทมาณพ และบุตรเศรษฐีชื่อว่า โสเรยยกะ เป็นต้น
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายของพระมหากัจจายนะ และของนางอุบลวรรณาเถรี
เป็นต้น. ก็ถ้าหากว่าอารมณ์นี้ จะพึงชื่อว่าภูมิลัทธะแล้วไซร้ ใคร ๆ ก็ไม่พึง
ละมูลแห่งภพได้ เพราะเหตุที่อารมณ์นั้นอันใคร ๆ ไม่พึงละได้ แต่พึงทราบว่า
ที่ชื่อว่า ภูมิลัทธะ ก็ด้วยสามารถแห่งวัตถุ.
ด้วยว่า ขันธ์ทั้งหลายที่มิได้กำหนดแล้วด้วยวิปัสสนา ย่อมบังเกิด
ขึ้นในวัตถุใด ๆ กิเลสชาตที่มีวัฏฏะเป็นมูล ก็ย่อมนอนเนื่องในขันธ์เหล่านั้น
นับตั้งแต่ได้บังเกิดขึ้นในวัตถุนั้น ๆ. กิเลสชาตนั้น พึงทราบว่าภูมิลัทธุป-
ปันนะ เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ ก็กิเลสทั้งหลายที่ยังละไม่ได้ และที่ยัง
นอนเนื่องอยู่ในขันธ์เหล่าใด (ย่อมบังเกิดขึ้น) แก่บุคคลใดในวัตถุนั้น ขันธ์
เหล่านั้นนั่นเอง ของบุคคลนั้นเป็นที่ตั้งของกิเลสเหล่านั้น หาใช่ขันธ์ของ
บุคคลเหล่าอื่นไม่. ก็ขันธ์ที่เป็นอดีตเท่านั้น เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสทั้งหลาย ที่
บุคคลนั้นยังละไม่ได้ และที่นอนเนื่องอยู่ในอดีตขันธ์ทั้งหลาย หาใช่ขันธ์
นอกจากนี้ไม่ ในขันธ์ที่เป็นอนาคตเป็นต้นก็มีนัยนี้ (เหมือนกัน) อนึ่ง
ขันธ์ที่เป็นกามาวจรเท่านั้น เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสทั้งหลายที่สัตว์ยังละไม่ได้ และ
ที่นอนเนื่องอยู่ในกามาวจรขันธ์ทั้งหลาย หาใช่ขันธ์นอกนี้ไม่ ในขันธ์ที่เป็น
รูปาวจรและอรูปาวจรก็นัยนี้ (เหมือนกัน).
ก็กิเลสชาตอันมีวัฏฏะเป็นมูลนั้น ๆ มีอยู่ในขันธ์ทั้งหลาย ของพระ-
อริยบุคคลใด ๆ ในบรรดาพระโสดาบันเป็นต้น อันพระอริยบุคคลนั้น ๆ ย่อม
ละได้ด้วยมรรคนั้น ๆ ขันธ์เหล่านั้น ๆ ของพระอริยบุคคลนั้น ๆ จะนับว่า

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 15 (เล่ม 46)

เป็นภูมิไม่ได้ เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสอันมีวัฎฏะเป็นมูลเหล่านั้น ๆ ที่พระ-
อริยบุคคลนั้น ๆ ละได้แล้ว. แต่ว่ากรรมที่ทำไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็น
กุศลก็ตาม เป็นอกุศลก็ตาม ย่อมมีแก่ปุถุชนได้ เพราะกิเลสที่มีวัฏฏะเป็นมูล
อันปุถุชนยังละไม่ได้โดยประการทั้งปวง เพราะเหตุนั้น วัฏฏะของปุถุชนนั้น
จึงเป็นไปเพราะกิเลสเป็นปัจจัย.
กิเลสชาตมีวัฏฏะเป็นมูลนั้น ของบุคคลนั้น ไม่ควรกล่าวว่ามีในรูป
ขันธ์เท่านั้น ไม่มีในขันธ์ทั้งหลาย มีภาวนาขันธ์เป็นต้น ฯลฯ หรือไม่ควร
กล่าวว่า มีในวิญญาณขันธ์เท่านั้น ไม่มีในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น.
เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ว่ากิเลสชาตนั้นนอนเนื่องอยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ โดยไม่
พิเศษกว่ากัน (โดยไม่แปลกกัน) คืออย่างไร คือกิเลสชาตที่นอนเนื่องอยู่ใน
ขันธ์ ๕ นั้น เปรียบเหมือนรสแห่งพื้นดินเป็นต้น ซึ่งติดอยู่ที่ต้นไม้ฉะนั้น
เหมือนอย่างว่า เมื่อต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ที่พื้นดิน อาศัยรสแห่งดินและรสแห่งน้ำ
เจริญงอกงามขึ้น ด้วยราก ลำต้น กิ่ง ใบอ่อน ใบแก่ ดอก และผล
เพราะได้อาศัยรสแห่งดินและรสแห่งน้ำนั้นเป็นปัจจัย ทำท้องฟ้าให้เต็ม มีการ
สืบต่อเชื้อสายของต้นไม้ไว้ ก็เพราะพืชที่สืบต่อกันมา ดำรงอยู่ได้จนถึงกัลปาว-
สาน รสแห่งแผ่นดินเป็นต้นนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่า มีอยู่ที่รากเท่านั้น หา
ได้มีอยู่ที่ลำต้นเป็นต้นไม่ ฯลฯ หรือไม่ควรจะกล่าวว่า มีอยู่ที่ผลเท่านั้น หา
ได้มีอยู่ที่รากเป็นต้นไม่ เพราะเหตุไร เพราะรสแห่งแผ่นดินเป็นต้นซ่านไป
ในรากเป็นต้น (ของต้นไม้นั้น) ทั้งหมดทีเดียว โดยไม่พิเศษกว่ากันฉันใด
กิเลสชาตก็ฉันนั้น.

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 16 (เล่ม 46)

อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่า บุรุษบางคนเบื่อในดอกและผลเป็นต้น
ของต้นไม้นั้นนั่นแหละ จะพึงใส่ยาพิษชื่อ มัณฑุกกัณฑกะ ลงที่ต้นไม้ในทิศ
ทั้งสี่ เมื่อเป็นเช่นนั้นต้นไม้นั้น ได้รับสัมผัสที่เป็นพิษนั้นถูกต้องเข้าแล้ว ก็
ไม่พึงสามารถเพื่อจะให้การสืบต่อเกิดขึ้นอีกได้ เพราะมีน้ำออกน้อยเป็นธรรมดา
เนื่องจากรสแห่งแผ่นดินและรสแห่งน้ำถูกยาพิษครอบงำแล้วฉันใด กุลบุตรผู้
เบื่อหน่ายในความเป็นไปของขันธ์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปรารภการเจริญมรรค
๔ ในสันดานของตน ดุจการที่บุรุษนั้นประกอบยาพิษในทิศทั้ง ๔ เมื่อเป็น
เช่นนั้น ขันธสันดานนั้นของกุลบุตรนั้น ที่แตกต่างกันโดยกรรมทั้งปวง มี
กายกรรมที่เข้าถึงสักว่าความเป็นกิริยาเป็นต้น เพราะกิเลสมีวัฏฏะเป็นมูลถูก
สัมผัสคือยาพิษในมรรคทั้ง ๔ นั้นครอบงำแล้วโดยประการทั้งปวง จึงไม่
สามารถที่จะทำสันดานคือภพใหม่ให้บังเกิดขึ้นได้ เพราะถึงความไม่เกิดขึ้นใน
ภพใหม่เป็นธรรมดา แต่ว่าอนุปาทานย่อมดับไปอย่างเดียว เพราะความดับไป
แห่งปุริมวิญญาณ ดุจไฟป่าบังเกิดขึ้นแล้วดับไปเพราะหมดเชื้อฉะนั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบความต่างกันแห่งภูมิ และภูมิลัทธะ ดังพรรณนามาฉะนี้
อีกอย่าง อุปปันนะแม้อื่นอีก ๔ อย่าง คือ
๑. สมุทาจารุปปันนะ
๒. อารัมมณาธิคคหิตุปปันนะ
๓. อวิกขัมภิตุปปันนะ
๔. อสมุหตุปปันนะ.
ในอุปปันนะทั้ง ๔ นั้น ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ชื่อว่า สมุ-
ทาจารุปปันนะ

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 17 (เล่ม 46)

ก็กิเลสชาต แม้ยังไม่เกิดขึ้นในส่วนเบื้องต้น ในอารมณ์ที่มาสู่ครอง
แห่งจักขุทวารเป็นต้น ท่านเรียกว่า อารัมมณาธิคคหิตุปปันนะ เพราะ
ต้องบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในส่วนอื่น เพราะเหตุที่ตนได้รับอารมณ์ได้แล้ว
นั่นเอง ในข้อนี้มีกิเลสชาตที่บังเกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระ ผู้เที่ยวไปบิณฑ-
บาตในกัลยาณคาม เพราะการเห็นรูปที่เป็นวิสภาคกันเป็นตัวอย่าง พึงทราบ
ประโยคในคำทั้งหลายมีคำว่า กามวิตกบังเกิดขึ้นแล้ว แก่บุคคลนั้นดังนี้
เป็นต้น.
กิเลสชาตที่ข่มไม่ได้ด้วยอำนาจของสมถะ และวิปัสสนาอย่างใดอย่าง
หนึ่ง แม้ไม่มาสู่การสืบต่อแห่งจิตแล้ว ก็ชื่อว่า อวิกขัมภิตุปปันนะ เพราะ
ไม่มีเหตุที่จะห้ามการบังเกิดขึ้นได้ อวิกขัมภิตุปปันนะนั้น พึงเห็นในอาคต
สถานทั้งหลาย เป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานัสสติสมาธิแม้นี้แล
ที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมชาติสงบระงับ, ประณีต, ไม่
ต้องรดน้ำก็เย็น เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขและย่อมทำให้อกุศลบาปธรรม ที่
เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานไปโดยฐานะ ดังนี้.
ส่วนกิเลสชาต แม้ที่ข่มได้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านเรียกว่า
อสมหตุปปันนะ เพราะอธิบายว่า ไม่ล่วงการบังเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะ
เหตุที่กิเลสชาตนั้น ยังถอนไม่ได้ด้วยอริยมรรค ก็ในข้อนี้มีกิเลสชาตที่บังเกิด
ขึ้นแก่พระเถระ ผู้ได้สมาบัติแปด ซึ่งกำลังเหาะไปในอากาศได้ฟังเสียงเพลง
ขับของสตรีผู้กำลังเก็บดอกไม้ทั้งหลาย ที่ต้นไม้มีดอกอยู่ ณ ชายป่าซึ่งขับร้อง
อยู่ด้วยเสียงอันไพเราะเป็นตัวอย่าง.

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 18 (เล่ม 46)

ผู้ศึกษาพึงทราบการประกอบประโยคแห่งอุปปันนะนั้น ในคำทั้งหลาย
เป็นต้นว่า พระอริยบุคคล ผู้ทำให้มากซึ่งมรรคอันประกอบด้วยองค์แปด
อันประเสริฐ พึงยังธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานไปใน
ระหว่างทีเดียว ก็อารัมมณาธิคคหิตุปปันนะ อวิกขัมภิตุปปันนะ และอสมูห-
ตุปปันนะ แม้ทั้ง ๓ อย่างนี้ พึงทราบว่า ย่อมถึงการสงเคราะห์ด้วยภูมิลัทธะ
นั้นแล.
เมื่อกิเลสชาตมีประเภทตามที่กล่าวแล้วนั้น เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้นั่นเอง
ความโกรธนี้ก็พึงทราบว่า บังเกิดขึ้นแล้ว ด้วยอำนาจแห่งภูมิลัทธุปปันนะ
อารัมมณาธิคคตุปปันนะ อวิกขัมภิตุปปันนะ และอสมูหตุปปันนะ.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะว่า บุคคลพึงกำจัดความโกรธนั้น ด้วยวิธีอย่างนี้
ด้วยว่า บุคคลย่อมสามารถจะกำจัดความโกรธที่บังเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งมีประเภท
ตามที่กล่าวมาอย่างนี้ ด้วยวินัยอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ก็กิเลสชาตนี้ใด กล่าวคือ
วัตตมานะ ภุตวาปคตะ โอกาสคตะ และสมุทาจาระ บังเกิดขึ้นแล้ว ความ
พยายามในกิเลสชาตนี้นั้น ย่อมไม่มีผล และไม่สามารถจะบังเกิดขึ้น ๆ ด้วยว่า
ความพยายามในกิเลสชาต (คือความโกรธ) ที่เป็นภุตวาปคตะ ชื่อว่า ไม่มีผล
เพราะกิเลสนั้นดับไปแล้ว ในระหว่างแห่งความพยายาม แม้ในความโกรธ
ที่เป็นโอกาสคตะก็เหมือนกัน ความพยายามในกิเลสชาตที่เป็นวัตตมานุป
ปันนะ และสมุทาจารุปปันนก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะความเศร้าหมอง
และความผ่องแผ้วไม่บังเกิดขึ้นพร้อมกัน.
ก็ในบทว่า วิเนติ นี้ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 19 (เล่ม 46)

ชื่อว่า วินัย มี ๒ อย่าง ใน ๒ อย่างนี้
อย่างหนึ่ง ๆ แบ่งเป็น ๕ อย่าง ใน ๕ อย่าง
นั้น วินัยนี้ ท่านเรียกว่า วิเนติ ก็ด้วยวิธี
๘ อย่าง.
ด้วยว่า วินัยนี้มี ๒ อย่าง คือ สังวรวินัย ๑ อสังวรวินัย ๑ ก็ใน
วินัย ๒ อย่างนี้ วินัยหนึ่ง ๆ แบ่งเป็น ๕ อย่าง ก็แม้สังวรวินัยนี้ก็มี ๕ อย่าง
คือ
๑. ศีลสังวร
๒. สติสังวร
๓. ญาณสังวร
๔. ขันติสังวร
๕. วิริยสังวร.
แม้ปหานวินัย ก็มี ๕ อย่าง คือ
๑. ตทังคปหาน
๒. วิกขัมภนปหาน
๓. สมุจเฉทปหาน
๔. ปฏิปัสสัทธิปหาน
๕. นิสสรณปหาน.
ในสังวรวินัยทั้ง ๕ อย่างนั้น ความสำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลาย
เป็นต้นว่า ภิกษุเป็นผู้เข้าถึง เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้
ชื่อว่า ศีลสังวร.

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 20 (เล่ม 46)

ความสำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลายเป็นต้นว่า ภิกษุย่อมรักษา
จักขุนทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ชื่อว่า สติสังวร.
ความสำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลายเป็นต้นว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อน
อชิตะ กระแส (กิเลส) เหล่าใดมีอยู่ในโลก
สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เราเรียก
เครื่องกั้นกระแสทั้งหลายว่า สังวร กระแส
เหล่านั้น อันบุคคลย่อมกั้นเสียได้ด้วยปัญญา
ดังนี้
ชื่อว่า ญาณสังวร.
ความสำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลายเป็นต้นว่า ภิกษุย่อมอดทนต่อ
ความหนาว ต่อความร้อน ดังนี้ ชื่อว่า ขันติสังวร.
ความสำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลายเป็นต้นว่า ภิกษุย่อมยับยั้ง คือว่า
ย่อมละ ย่อมบรรเทากามวิตกที่บังเกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ พึงทราบว่า วิริยสังวร.
ก็ความสำรวมนี้แม้ทั้งหมด ท่านเรียกว่า สังวร ก็เพราะสำรวมระวัง
กายทุจริต และวจีทุจริต เป็นต้น ที่จะพึงสำรวมระวัง เรียกว่า วินัย
เพราะกำจัดกายทุจริต และวจีทุจริตเป็นต้น ที่จะพึงกำจัดตามความเป็นจริง.
สังวรวินัย พึงทราบว่า แบ่งเป็น ๕ อย่าง อย่างนี้ก่อน.
อีกอย่างหนึ่ง การสืบต่อสันดานที่ไม่มีประโยชน์อันใด เป็นไปอยู่
ในองค์แห่งวิปัสสนาทั้งหลาย มีนามรูปปริเฉท (การกำหนดรู้นามรูป) เป็นต้น
ด้วยอำนาจที่ยังละตนไม่ได้อยู่เพียงใด การละสันดานที่ไม่มีประโยชน์นั้น ๆ
ด้วยญาณนั้น ๆ ก็ย่อมมีอยู่เพียงนั้น.

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 21 (เล่ม 46)

คืออย่างไร ? คือ การละสักกายทิฏฐิ ด้วยการกำหนดนามรูป ละ
อเหตุกทิฏฐิ และวิสมเหตุกทิฏฐิ ด้วยการกำหนดปัจจัย ละความสงสัย ด้วย
การข้ามพ้นความสงสัย อันเป็นส่วนอื่นแห่งการกำหนดปัจจัยนั้นนั่นเอง ละการ
ยึดถือว่าเรา ว่าของเรา ด้วยการพิจารณากลาปะ ละความสำคัญว่ามรรคใน
ธรรมที่ไม่ใช่มรรค ด้วยการกำหนดมรรคและธรรมที่ไม่ใช่มรรค ละอุจเฉท-
ทิฏฐิด้วยการเห็นความเกิดขึ้น ละสัสสตทิฏฐิ ด้วยการเห็นความเสื่อม ละความ
สำคัญว่าสิ่งที่ไม่มีภัย ในสิ่งที่มีภัย ด้วยการเห็นภัย, ละความสำคัญว่าความยินดี
ด้วยการเห็นโทษ ละความสำคัญว่าความยินดียิ่ง ด้วยการตามเห็นความ
เบื่อหน่าย มีความเป็นผู้ไม่ใคร่เพื่อจะพ้น ด้วยมุญจิตุกัมยตาญาณ ละความ
ไม่วางเฉย ด้วยอุเบกขาญาณ ละธัมมทิฏฐิ ด้วยอนุโลมญาณ และละการ
กำหนดสังขารนิมิต อันตรงกันข้ามกับพระนิพพาน ด้วยโคตรภูญาณนี้ ชื่อว่า
ตทังคปหาน.
ก็การละนิวรณ์ทั้งหลาย ที่สมาธิอันต่างด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนา
สมาธิกำจัดเสียได้ จนกระทั่งตนไม่เสื่อม (จากสมาธินั้น) และยังเป็นไปอยู่
และการละกล่าวคือการไม่บังเกิดขึ้นแห่งปัจจนิกธรรมมีวิตกเป็นต้น ตามสมควร
แก่ตน ชื่อว่า วิกขัมภนปหาน.
ก็การละกล่าวคือการตัดขาด ซึ่งกองแห่งกิเลสอันเป็นฝ่ายของสมุทัย
ที่ท่านกล่าวไว้แล้วโดยนัยเป็นต้นว่า เพื่อละทิฏฐิตามหน้าที่ของตน ในสันดาน
ของตน โดยประกอบด้วยองค์มรรคนั้น ๆ เพราะได้เจริญอริยมรรค ๔ แล้ว
โดยความไม่เป็นไปโดยส่วนเดียวอีก นี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหาน.

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 22 (เล่ม 46)

ก็การที่กิเลสทั้งหลายสงบระงับไปในขณะแห่งผล ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิ
ปหาน.
ส่วนพระนิพพาน ที่ละสังขตธรรมทั้งปวงเสียได้ เพราะสลัดสังขตธรรม
ทั้งปวงออกไปได้ ชื่อว่า นิสสรณปหาน.
ก็เพราะเหตุที่การละแม้ทั้งหมดนี้ ชื่อว่า ปหาน เพราะอรรถว่าสละ
ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องกำจัด ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปหานวินัย.
อีกอย่างหนึ่ง การละนี้ท่านเรียกว่า ปหานวินัย ก็เพราะความมีอยู่
แห่งวินัยนั้น ๆ โดยการละความประพฤติล่วงละเมิดข้อนั้น ๆ เสียได้ แม้
ปหานวินัยนี้ พึงทราบว่า แบ่งเป็น ๕ อย่าง ดังพรรณนามาฉะนี้.
วินัยเหล่านี้ จัดเป็น ๑๐ อย่าง เพราะวินัยข้อหนึ่ง แบ่งเป็น ๕
ด้วยประการฉะนี้.
ในวินัยทั้ง ๑๐ อย่างนี้ เว้นปฏิปัสสัทธิวินัย และนิสสรณวินัยเสียแล้ว
วินัยนี้ ท่านเรียกว่า วิเนติ (ย่อมกำจัด) ด้วยปริยายนั้น ๆ ด้วยวินัย ๘ อย่าง
ที่เหลือ ย่อมกำจัดอย่างไร ? คือ ด้วยว่า บุคคลเมื่อกำจัดกายทุจริตและ
วจีทุจริต ด้วยศีลสังวร ชื่อว่า ย่อมกำจัดความโกรธที่ประกอบด้วยกายทุจริต
และวจีทุจริตนั้น แม้กำจัดอยู่ ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสเป็นต้น ด้วยสติสังวร
และปัญญาสังวร ชื่อว่าย่อมกำจัดความโกรธที่ประกอบด้วยโทมนัส แม้เมื่อ
อดทนความหนาว เป็นต้น ด้วยขันติสังวรอยู่ ชื่อว่า ย่อมกำจัดความโกรธ
อันเกิดแต่อาฆาตวัตถุนั้น ๆได้ แม้กำจัดพยาบาทวิตก ด้วยวิริยสังวรอยู่ ชื่อว่า
ย่อมกำจัดความโกรธ ที่ประกอบด้วยพยาบาทวิตกนั้นได้

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 23 (เล่ม 46)

ตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน และสมุจเฉทปหาน ย่อมมีได้ (ย่อมเกิด
ได้) ด้วยธรรมเหล่าใด บุคคลแม้ละอยู่ซึ่งธรรม (อกุศลธรรม) เหล่านั้นๆ ด้วย
ไม่ให้ธรรมเหล่านั้นเป็นไปในตน ก็ชื่อว่า ย่อมกำจัดความโกรธที่มีฐานอันเดียว
กับธรรมที่จะพึงประหาณเสียด้วยองค์นั้น ๆ อันตนจะพึงข่ม และอันตนจะพึง
ละเสีย.
ก็ในที่นี้ แม้วินัยจะเกิดมีขึ้นไม่ได้เพราะปหานวินัยก็จริง แต่การละ
ย่อมมีได้ด้วยธรรมเหล่าใด บุคคลแม้กำจัดอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ท่านก็เรียกว่า
ย่อมกำจัดด้วยปหานวินัยโดยปริยาย.
ส่วนในกาลแห่งปฏิปัสสัทธิปหาน บุคคลนั้นท่านเรียกว่า ย่อมหา
กำจัดอะไร ด้วยธรรมทั้งหลายเหล่านั้นได้ไม่ ก็เพราะเหตุที่นิสสรณปหาน
เป็นสภาพธรรมอันผู้ปฏิบัติไม่พึงให้เกิดขึ้นได้ เพราะเหตุที่ไม่มีสิ่งที่จะพึงกำจัด.
ก็ในวินัย ๑๐ อย่างนี้ เว้นปฎิปัสสัทธิวินัยและนิสสรณวินัยเสียแล้ว
วินัยนี้ท่านเรียกว่า ย่อมกำจัดได้โดยปริยายนั้น ๆ ด้วยวินัย ๘ อย่างที่เหลือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำจัดอาฆาตไว้ ๕ อย่าง อย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุ อันเธอจะพึงกำจัดเสียได้
โดยประการทั้งปวง ในเพราะการกำจัดเสียได้ซึ่งอาฆาตใด ก็การกำจัดซึ่ง
อาฆาตเหล่านี้มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง ? คือ ภิกษุทั้งหลาย อาฆาต
พึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด ภิกษุพึงเจริญเมตตาในบุคคลนั้น...พึงเจริญกรุณา...
พึงเจริญมุทิตา....พึงเจริญอุเบกขาในบุคคลนั้น พึงทำอมนสิการ (ความไม่
ใส่ใจ) ในบุคคลนั้นต่อไป อาฆาตในบุคคลนั้น อันภิกษุพึงกำจัดอย่างนี้

23