ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 4 (เล่ม 46)

ชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากโทสะ
ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้น
ชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากโมหะ
ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้น
ชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดไม่มีอนุสัยอะไร ๆ ถอน
อกุศลมูลได้แล้ว ภิกษุนั้น ชื่อว่าย่อมละฝั่งใน
และฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่
คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดไม่มีกิเลสอันเกิดแต่ความ
กระวนกระวายอะไร ๆ อันเป็นปัจจัยเพื่อมา
สู่ฝั่งใน ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่ง
นอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่า
แล้วฉะนั้น.

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 5 (เล่ม 46)

ภิกษุใดไม่มีกิเลสอันเกิดแต่ตัณหา
ดุจป่าอะไร ๆ อันเป็นเหตุเพื่อความผูกพัน
เพื่อความเกิด ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งใน
และฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่
คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดละนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว ไม่มี
ทุกข์ ข้ามความสงสัยได้แล้ว มีลูกศรปราศ
ไปแล้ว ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่ง
นอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่า
แล้วฉะนั้น.
จบอุรคสูตรที่ ๑

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 6 (เล่ม 46)

อรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา
(ปฐมภาค)
อรรถกถาอุรควรรค สุตตนิบาต
อรรถกถาอุรคสูตร
ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มี-
พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์
นั้น.
ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ขอ
ถวายอภิวาทแด่พระรัตนตรัย อันสูงสุดกว่า
สิ่งที่ควรไหว้ทั้งหลาย แล้วจักอธิบายความ
แห่งสุตตนิบาต ที่พระโลกนาถเจ้า ผู้ทรง
แสวงหาทางแห่งการหลุดพ้นจากโลก ผู้ทรง
มีปกติละเสียซึ่งความเสียหาย (แม้) เล็กน้อย
ได้ทรงแสดงไว้แล้วในคัมภีร์ขุททกนิกาย.
ก็สุตตนิบาตนี้ ได้หยั่งลง (มีอยู่)
ในคัมภีร์ขุททกนิกายนั่นเอง เพราะฉะนั้น
ข้าพเจ้าจักได้อธิบายความแห่งสุตตนิบาต
แม้นี้.

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 7 (เล่ม 46)

หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร
คัมภีร์นี้ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยคาถานับร้อย
ประกอบด้วยเคยยะและเวยยากรณะ จึงได้
ชื่อว่า สุตตนิบาต เล่า ?
ตอบว่า ที่เรียกว่าสูตร เพราะพระ-
พุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เพราะไหลออกซึ่ง
ประโยชน์ทั้งหลาย เพราะเป็นเครื่องต้านทาน
ไว้ เพราะไข และเพราะแสดงออกซึ่งอรรถ
ทั้งหลายด้วยดี นิบาตนี้ อันพระธรรมสังคาห-
กาจารย์เจ้าทั้งหลาย รวบรวมพระสูตร
ทั้งหลายเห็นปานนั้น แล้วย่อลงไว้โดย
ประการนั้นๆ ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า สุตตนิบาต.
อนึ่ง พระสูตรแม้ทั้งหมด โดย
กำหนดแล้วก็เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า
ผู้คงที่ และคัมภีร์นี้เป็นการรวบรวม
พระสูตรเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า
สุตตนิบาต เพราะไม่มีลักษณะพิเศษที่เป็น
เครื่องหมายให้เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นไปได้.
ก็สุตตนิบาตนี้ ซึ่งได้รับการตั้งชื่ออย่างนี้. เมื่อว่าโดยวรรคแล้วก็มี
๕ วรรค คือ

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 8 (เล่ม 46)

๑. อุรควรรค
๒. จูฬวรรค
๓ มหาวรรค
๔. อัฏฐกวรรค
๕. ปารายนวรรค.
บรรดาวรรคทั้งห้านั้น อุรควรรค เป็นวรรคแรก เมื่อว่าโดยสูตรแล้ว
ในอุรควรรคมี ๑๒ สูตร ในจูฬวรรคมี ๑๔ สูตร ในมหาวรรคมี ๑๒ สูตร
ในอัฏฐกวรรคมี ๑๖ สูตร ในปารายนวรรคมี ๑๖ สูตร จึงรวมเป็น ๗๐ สูตร.
บรรดาพระสูตรเหล่านั้น อุรคสูตรเป็นสูตรแรก เมื่อว่าโดยประมาณ
แห่งปริยัติแล้ว ก็มี ๘ ภาณวาร
แต่เมื่อว่าโดยปริมาณแห่งวรรค สูตรและปริยัติอย่างนี้ อุรคสูตรนี้
ก็มีคาถาแรก นี้ว่า
โย จ อุปฺปติตํ วิเนติ โกธํ
วิสฏํ สมฺปวิสํว โอสเถภิ
โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ
อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ
ภิกษุใดแล ย่อมกำจัดความโกรธที่
เกิดขึ้นแล้ว เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่ซ่านไป
แล้วด้วยโอสถฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละ
ซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละ
คราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 9 (เล่ม 46)

เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ เพื่อจะได้อธิบายความแห่งคาถานั้น ท่านจึง
ได้กล่าวปัญหากรรมนี้ว่า
คาถานี้ ใครกล่าว ? กล่าวที่ไหน ?
กล่าวเมื่อใด ? กล่าวเพราะเหตุไร ? ข้าพเจ้า
จักประกาศวิธีนี้ แล้วอธิบายความแห่งคาถา
นั้น.
ถามว่า ก็คาถานี้ใครกล่าว ? กล่าวที่ไหน ? กล่าวเมื่อใด ? และ
กล่าวเพราะเหตุใด ?
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงได้รับพยากรณ์ใน
สำนักพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมีตราบเท่าเสวยพระชาติเป็น
พระเวสสันดร แล้วทรงอุปบัติในดุสิตภพ. พระองค์ทรงจุติแม้จากดุสิตภพ
นั้นแล้ว ก็ทรงอุบัติในศากยตระกูล ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบรรลุ
สัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้โพธิ แล้วทรงแสดงธรรมจักร ทรงแสดงธรรม
เพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์โดยลำดับ. คาถานี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้นผู้เป็นสยัมภู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง ตรัสไว้แล้ว
ก็คาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว เพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนา
แก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ในเมืองอาฬวี ในกาลที่พระองค์ทรงบัญญัติภูตคาม-
สิกขาบท (สิกขาบทที่ห้ามพรากของเขียว เช่นตัดต้นไม้เป็นต้น) ในเมือง
อาฬวีนั้น
การวิสัชนา โดยสังเขปในคาถาที่หนึ่งนี้ มีเพียงเท่านี้ ส่วนการวิสัชนา
โดยพิสดาร ผู้ศึกษาพึงทราบได้ ด้วยสามารถแห่งทูเรนิทาน อวิทูเรนิทาน
และสันติเกนิทาน ดังต่อไปนี้ :-

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 10 (เล่ม 46)

ในนิทาน (เหตุเกิด) ทั้ง ๓ อย่างนั้น ที่ชื่อว่า ทูเรนิทาน ได้แก่
กถาที่กล่าวถึงเรื่องของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า
ทีปังกรจนถึงปัจจุบัน
ที่ชื่อว่า อวิทูเรนิทาน ได้แก่ กถาที่กล่าวถึงเรื่องของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตั้งแต่ดุสิตภพจนถึงปัจจุบัน
ที่ชื่อว่า สันติเกนิทาน ได้แก่ กถาที่ปรารภเรื่องของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตั้งแต่โพธิมณฑลจนถึงปัจจุบัน
เพราะในนิทานทั้งสามนั้น อวิทูเรนิทานและสันติเกนิทาน จัดเข้าใน
ทูเรนิทานนั่นเอง ฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบวิสัชนาในที่นี้โดยพิสดาร ด้วย
สามารถแห่งทูเรนิทานเท่านั้น
ก็การวิสัชนานี้นั้น ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ได้กล่าวไว้แล้ว
ในอรรถกถาชาดก เพราะฉะนั้น ในที่นี้จึงไม่ต้องกล่าวให้พิสดารอีก. เพราะ
ผู้ศึกษาพึงทราบโดยนัยพิสดารที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในอรรถกถาชาดกนั่นเอง
ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ :-
ในคาถาที่หนึ่ง (ในอรรถกถาชาดก) เรื่องบังเกิดขึ้นในเมืองสาวัตถี.
ในพระสูตรนี้เรื่องบังเกิดขึ้นในเมืองอาฬวี ดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าว
ไว้ว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์เมืองอาฬวี.
ก็สมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวี พากันทำนวกรรมอยู่ ตัดต้นไม้เองบ้าง
ให้คนอื่นตัดบ้าง แม้ภิกษุชาวเมืองอาฬวี รูปหนึ่งก็ตัดต้นไม้ เทวดาที่สิงอยู่
ที่ต้นไม้นั้น ได้กล่าวคำนี้กะภิกษุนั้นว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านต้องการทำ
ที่อยู่ของตน จงอย่าทำลาย (ตัด) ที่อยู่ของข้าพเจ้า ภิกษุนั้นไม่สนใจ
ยังตัดอยู่นั้นเอง และได้สับเอาแขนลูกของเทวดานั้นเข้า

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 11 (เล่ม 46)

ครั้งนั้นแล เทวดานั้น มีความดำริดังนี้ว่า ไฉนหนอ เราพึงฆ่า
ภิกษุนี้เสียในที่นี้ทีเดียว ครั้งนั้นแล เทวดานั้นได้มีความคิดอีกว่า ก็การที่
เราพึงฆ่าพระภิกษุรูปนี้เสียในที่นี้นั่นเองไม่ควรเลย ไฉนหนอเราพึงกราบทูล
เรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้นแล เทวดานั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้ว
ได้กราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า สาธุ ๆ เทพดา เธอดีนักแล เทพดา
ที่เธอไม่ปลงชีวิตภิกษุนั้นเสีย ดูก่อนเทพดา ถ้าหากว่า เธอจะพึงปลงชีวิต
พระภิกษุนี้แล้วไซร้ เธอจะประสบบาปมาก จงไปเถิด เทพดา ต้นไม้ใน
โอกาสโน้นว่างอยู่ เธอจงเข้าสิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้นั้น
ก็แล พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อจะกำจัดความ
โกรธที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เทวดานั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า
ผู้ใดแลพึงยับยั้งความโกรธที่บังเกิด-
ขึ้นไว้ได้ ผู้นั้น ก็ดุจบุคคลหยุดรถที่ไปอย่าง
รวดเร็วไว้ได้ ฉะนั้น*.
ต่อแต่นั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูล (พระผู้มีพระภาคเจ้า) เพราะ
เหตุที่ได้ฟังพวกมนุษย์กล่าวโทษอย่างนี้ว่า อย่างไรกันนะ พวกสมณศากยบุตร
จักตัดต้นไม้เองบ้าง จักให้บุคคลอื่นตัดบ้าง พวกสมณศากยบุตร ย่อมเบียด-
เบียนสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งมีอินทรีย์อันเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติ
สิกขาบทนี้ว่า เป็นปาจิตตีย์ เพราะพรากภูตคาม ดังนี้แล้ว เพื่อจะทรง
แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายที่มาในที่นั้นจึงได้ตรัสคาถานี้ว่า
๑. ขุ. ธ. ๓๗.

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 12 (เล่ม 46)

ภิกษุใดแลกำจัดความโกรธที่บังเกิด
ขึ้นแล้ว เหมือนหมองูกำจัดพิษงูที่ซ่านไป
แล้วด้วยโอสถฉะนั้น ดังนี้.
เรื่องเดียวกันนี้เอง ถึงการสงเคราะห์ (ปรากฏว่ามีอยู่) ในที่มา
แห่งคือ ในวินัย ในธรรมบท (และ) ในสุตตนิบาต ด้วยประการฉะนี้
ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ มาติกานั้นใด ท่านตั้งไว้แล้วว่า
คาถานี้ ใครกล่าว ? กล่าวที่ไหน ?
กล่าวเมื่อใด ? กล่าวเพราะเหตุไร ? ข้าพเจ้า
จักประกาศวิธีนี้ แล้วอธิบายความแห่งคำนั้น
มาติกานั้น เป็นอันข้าพเจ้าประกาศแล้วทั้งโดยย่อทั้งโดยพิสดาร ยกเว้นการ
อธิบายความ (เท่านั้น ) ก็ในคาถาที่หนึ่งนี้ มีอรรถาธิบายดังต่อไป :-
บทว่า โย ได้แก่ ภิกษุใด คือเช่นไร คือบวชจากขัตติยสกุลก็ตาม
บวชจากพราหมณสกุลก็ตาม จะเป็นผู้บวชใหม่ก็ตาม จะเป็นพระมัชฌิมะก็ตาม
จะเป็นพระเถระก็ตาม.
บทว่า อุปฺปติตํ ได้แก่ ที่ตกไปแล้ว ที่ไปแล้ว ที่เป็นไปแล้ว
เบื้องบน ๆ มีคำอธิบายว่าที่บังเกิดขึ้นแล้ว.
ธรรมดาว่า ความโกรธที่บังเกิดขึ้นนี้ มีหลายประเภท คือ
วัตตมานะ ๑ ภุตวาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ ภูมิลัทธะ ๑.
บรรดาความโกรธทั้ง ๔ ประเภทนั้น ความพร้อมเพรียงแห่งการ
บังเกิดขึ้นเป็นต้น ที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งแม้ทั้งหมด ชื่อว่า วัตตมานุปปันนะ

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 13 (เล่ม 46)

ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ธรรมทั้งหลายที่ไม่
เกิดขึ้น ธรรมทั้งหลายที่มีปกติเกิดขึ้น.๑
กุศลและอกุศล กล่าวคือภุตวาปคตะ ที่เสวยรสแห่งอารมณ์แล้วดับไป
และสังขาตะที่เหลือ กล่าวคือภุตวาปคตะที่ไม่ถึงขณะทั้ง ๓ มีอุปปาทขณะ
เป็นต้นแล้วดับไป ชื่อว่า ภุตวาปคตุปันนะ. ภุตวาปคตุปปันนะนี้นั้น
พึงเห็นได้ ในคำว่า " ทิฏฐิที่เป็นบาปเห็นปานนี้บังเกิดขึ้นแล้ว๒ " และในสูตร
ทั้งหลาย มีอาทิอย่างนี้ " เมื่อสติสัมโพชฌงค์เกิดขึ้นแล้ว การบำเพ็ญภาวนา
ให้บริบูรณ์ก็ย่อมมีได้ ฉันใด๓ "
กรรมที่ท่านกล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า " กรรมทั้งหลาย ที่ทำ
แล้วในกาลก่อนของเขาเหล่านั้นใด " ดังนี้ แม้เป็นกรรมที่ล่วงแล้ว ก็ชื่อว่า
โอกาสกตุปปันนะ เพราะห้ามวิบากของกรรมอื่นแล้ว ให้โอกาสแก่วิบาก
ของตนตั้งอยู่ และเพราะวิบากที่ได้โอกาสแล้วอย่างนั้น แม้ยังไม่บังเกิดขึ้น
ก็บังเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ในเมื่อได้ทำโอกาสอย่างนี้แล้ว.
อกุศลที่ยังไม่ได้ถอนขึ้น ในภูมิทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า ภูมิลัทธุป-
ปันนะ
ผู้ศึกษาพึงทราบ ความต่างกันแห่งภูมินี้และภูมิที่ได้แล้ว คือขันธ์ ๕
ที่เป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ชื่อว่า ภูมิ. กิเลสชาตที่
สมควรบังเกิดขึ้นในขันธ์ ๕ ชื่อว่า ภูมิลัทธะ. เพราะเหตุนั้นแล ภูมินั้นจึง
ชื่อว่าเป็นภูมิอันได้แล้ว ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภูมิลัทธะ.
ก็ภูมิลัทธะนั้น จะพึงได้ก็ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ จริงอยู่ กิเลส
แม้ทั้งหมด ย่อมบังเกิดขึ้นปรารภขันธ์ทั้งหลาย ของพระขีณาสพทั้งหลาย
๑. อภิ. สํ ๒. ๒. สํ. ขนฺธวารวคฺค ๙๗. ๓. ที. ม. มหาสติปฏฺฐานสูตฺต ๓๕๕.

13