ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 736 (เล่ม 45)

พระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทราบว่า ตรัสอย่างใดก็ทรงทำได้อย่างนั้น. บทว่า
ยถาการี ตถาวาที ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปฏิบัติชอบแล้ว
ด้วยสามารถแห่งการยังศีลเป็นต้นให้บริบูรณ์ ชื่อว่า ทรงทำอย่างใดด้วยพระ
องค์เอง ก็ตรัสอย่างนั้น ด้วยสามารถแห่งการยังผู้อื่น ให้ดำรงอยู่ในธรรมมี
ศีลเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระธรรมเทศนา. อธิบายว่า พระวรกายของ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า อนุโลมตามพระวาจา แม้พระวาจาก็ทรงอนุโลมตามพระกาย.
เพราะเหตุนั้นพระองค์ จึงชื่อว่า เป็นผู้ตรัสอย่างใด ก็ทรงทำอย่างนั้น และ
ทรงทำอย่างใด ก็ตรัสอย่างนั้น. อนึ่ง อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงเป็นอย่างนั้น มีพระวาจาอย่างใด แม้พระกายก็ไปแล้ว คือ เป็นไป
แล้ว อย่างนั้น และพระกายของพระองค์เป็นไปแล้ว (ทรงทำ) อย่างใด แม้
พระวาจาก็ไปแล้ว คือเป็นไปแล้วอย่างนั้น.
บทว่า อภิภู อนภิภูโต ความว่า เบื้องบนจรดภวัคคพรหม เบื้อง
ล่างจรดอเวจีนรก เป็นที่สุด ด้านขวางในโลกธาตุหาประมาณมิได้ พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงครอบงำสัตว์ทั้งมวล ด้วยศีลบ้าง ด้วยสมาธิบ้าง ด้วย
ปัญญาบ้าง ด้วยวิมุตติบ้าง ด้วยวิมุตติญาณทัสนะบ้าง พระองค์ไม่มีใครชั่ง
ไม่มีประมาณ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้สม่ำเสมอ ไม่มีผู้เสมอเหมือน ไม่มีผู้เทียม
ไม่มีบุคคลเทียม ไม่มีผู้เท่า ไม่มีผู้เปรียบเทียบ ทรงเป็นพระราชาไม่มีผู้ยิ่ง
กว่า ทรงเป็นเทพเหนือเทพ ทรงเป็นท้าวสักกะเหนือท้าวสักกะ ทรงเป็นพระ
พรหมเหนือพระพรหม เพราะเหตุนั้นนั่นเอง จึงไม่มีใครครอบงำพระองค์
ได้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า อนภิภูโต (ไม่มีผู้ครอบงำได้.
ศัพท์ว่า อญฺญทตฺถุ เป็นนิบาต. ใช้ในความหมายว่า โดยส่วนเดียว. อธิบายว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ชื่อว่า เนยยะ (ควรแนะนำ ควรรู้) สิ่งนั้นทั้งหมด จะเห็นได้

736
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 737 (เล่ม 45)

เหมือนผลมะขามป้อมในอุ้งมือ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทสะ (ผู้ทรงเห็น).
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระหามว่า วสวัตดี เพราะทรงให้สัตว์ทั้งหลาย
เป็นไปในอำนาจ ด้วยการทรงทราบอาสยะเป็นต้น (ของเขา) ไม่มีผิดพลาด
และด้วยการทรงนำเขาให้เข้าไปหาประโยชน์เกื้อกูล ทรงให้สังขารทั้งหลายเป็น
ไปในอำนาจ ด้วยสามารถแห่งการนำไปสู่ความเป็นอย่างอื่นตามภาวะ (ทรง-
บังคับพระกายได้) ทรงยังสมาบัติและจิตให้เป็นไปในอำนาจ เพราะทรง
ประพฤติมาจนชำนาญ โดยอาการทุกอย่าง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ชื่อว่า ทรงแสดงความที่พระองค์ทรงเป็นพระตถาคต เพราะความ
หมายว่าทรงครอบงำ. (สัตว์).
ในข้อนั้น พึงทราบบทสำเร็จรูป ดังต่อไปนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงเป็นเสมือนมียาขนานวิเศษ จึงทรงพระนามว่า อคทะ ก็ยาขนานวิเศษ
นั้น ได้แก่อะไร ? ได้แก่ ความงามแห่งพระธรรมเทศนา และความหนาแน่น
แห่งบุญ. อธิบายว่า ด้วยเหตุนั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นจึงทรง
มีพุทธานุภาพมาก ทรงครอบงำผู้ใส่ร้ายทุกคนและสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ได้เหมือนหมองู ปราบงูด้วยยาทิพย์ ฉะนั้น. ยาขนานวิเศษ คือ ความงาม
แห่งพระธรรมเทศนาและความหมายแน่นแห่งบุญ ที่เป็นยาขนานที่แท้ คือไม่
ปลอม ในการทรงครอบงำ (รักษา) สัตวโลกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมี
อยู่ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พึงทราบว่า ทรงพระนามว่า
ตถาคต โดยแปลงอักษร ท. ให้เป็นอักษร ต. ด้วยประการดังนี้. ด้วยเหตุ
นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคต
ครอบงำสัตวโลก พร้อมทั้งเทวโลก ฯลฯ ยังอำนาจให้เป็นไป เพราะเหตุนั้น
บัณฑิตจึงเรียกว่า พระตถาคต.

737
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 738 (เล่ม 45)

พึงทราบวินิจฉัย ในคาถาทั้งหลายต่อไป. บทว่า โลกํ อภิญฺญาย
ความว่า ทรงรู้ขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยในโลกธาตุทั้ง ๓. บทว่า สพฺพโลเก
ยถาตถํ ความว่า ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรรู้ ในขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยในโลก
ธาตุทั้ง ๓ นั้น ตามที่เป็นจริงคือไม่ผิด. บทว่า สพฺพโลกวิสํยุตฺโต
ความว่า ทรงพรากไปคือ ทรงพ้นไปแล้วจากโลกแม้ทั้งหมด ด้วยการทรงละ
โยคะ ๔ อย่างโดยไม่มีเหลือ. บทว่า อนูสโย ความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ชื่อว่า ไม่ทรงมีอุสยกิเลส (กิเลสที่หนาแน่น) โดยอุสยกิเลส คือ
ตัณหา และทิฏฐิ คือทรงละเว้นจากอุสยกิเลสเหล่านั้น ในโลกแม้ทั้งหมด.
บทว่า สพฺพาภิภู ความว่า ผู้ทรงครอบงำอารมณ์ทั้งหมด มีรูปเป็นต้น คือ
สังขารทั้งหมด ได้แก่ มารแม้ทั้งหมดแล้วดำรงอยู่. บทว่า ธีโร ได้แก่
ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เครื่องทรงจำ. บทว่า สพฺพคณฺฐปฺปโมจโน ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปลื้องกิเลสมีกายคันถะ คือ อภิชฌาเป็นต้น
ทั้งหมดเสด็จดำรงอยู่แล้ว ชื่อว่า ทรงเปลื้องกิเลส คือ คันถะทั้งหมดออกไปได้
เพราะทรงเปลื้องกิเลสเหล่านั้นออกจากสันดานของเวไนยสัตว์ ด้วยพระธรรม
เทศนาที่ไพเราะของพระองค์. บทว่า ผุฏฺฐสฺส ตัดบทเป็น ผุฏฺฐา อสฺส
(แปลว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ทรงสัมผัสแล้ว). คำว่า อสฺส
นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในความหมายของตติยาวิภัตติ. ความหมายว่า อันพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ทรงสัมผัสแล้ว. บทว่า ปรมา สนฺติ (ความ-
สงบอันยอดยิ่ง) ได้แก่ พระนิพพาน. เพราะว่า พระนิพพานนั้น อันพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสัมผัสแล้ว ด้วยการสัมผัสด้วยญาณนั้น. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า พระนิพพาน จะมีภัยมาจากไหน.
อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า ปรมา สนฺติ ได้แก่ความสงบอย่างยอดเยี่ยม.
ถามว่า ความสงบอย่างยอดเยี่ยมนั้น คืออะไร ? ตอบว่า คือพระนิพพาน.

738
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 739 (เล่ม 45)

ก็เพราะเหตุที่ในพระนิพพาน จะมีภัยมาแต่ไหน ฉะนั้น พระนิพพานนั้น
พระองค์จึงตรัสว่า จะมีภัยมาแต่ไหน. บทว่า อนิโฆ ได้แก่ ทรงไม่มีทุกข์.
บทว่า สพฺพโลกวิสํยุตฺโต ความว่า ทรงถึงความสิ้นไป คือ ความสิ้นสุด
ได้แก่ ความไม่มีโดยส่วนเดียว แห่งกรรมทั้งมวล. บทว่า วิมุตฺโตอุปธิสํขเย
ความว่า ทรงหลุดพ้นแล้ว ควยผลวิมุตติ ที่มีพระนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ใน
พระนิพพาน กล่าวคือ ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ. บทว่า เอส โส เท่ากับ
เอโส โส (แปลว่า นั้นนั่น). บทว่า สีโห อนุตฺตโร ความว่า พระ
ตถาคตเจ้า ทรงพระนามว่า เป็นยอดสีหะ เพราะความหมายว่า ทรงอด
กลั้นอันตรายทั้งหลายได้ และเพราะความหมายว่า ทรงฆ่ากิเลสได้. บทว่า
พฺรหฺมํ ความว่า ประเสริฐสุด. บทว่า จกฺกํ ได้แก่ พระธรรมจักร.
บทว่า ปวตฺตติ ความว่า ทรงหมุน (แสดง) พระธรรมจักรให้ได้ ๓ รอบ
มีอาการ ๑๒. บทว่า อิติ ความว่า ทราบพระคุณของพระตถาคตอย่างนี้
แล้ว. บทว่า สงฺคมฺม ได้แก่ มาชุมนุมกัน. บทว่า ตํ นมสฺสนฺติ
ความว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
พากันนมัสการพระตถาคตเจ้า พระองค์นั้น ผู้ชื่อว่า มีพระคุณใหญ่
เพราะทรงประกอบด้วยคุณความดี มีศีลเป็นต้นมากมาย ผู้ชื่อว่า ทรงปราศ
จากความครั่นคร้าม เพราะทรงประกอบด้วยพระธรรมที่ทำให้ทรงแกล้วกล้า
๔ อย่าง.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น พากันเอ่ยถึงพลาง นมัสการไปพลาง จึงได้ตรัสคำมี
อาทิไว้ว่า ทนฺโต. คำนั้นมีเนื้อความง่ายอยู่แล้วแล.
จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๑๓

739
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 740 (เล่ม 45)

ในจตุกนิบาตนี้ พึงเข้าใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวัฏฏะไว้ใน
สูตรที่ ๖ และที่ ๗ ได้ตรัสวิวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๑ ที่ ๑๒ และ
ที่ ๑๓. ได้ตรัสทั้งวัฏฏะทั้งวิวัฏฏะไว้ในสูตรที่เหลือ ด้วยประการดังนี้.
จบอรรถกถาจตุกนิบาต อิติวุตตกะ อรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ
ปรมัตถทีปนี ด้วยประการดังนี้แล.
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พราหมณสูตร ๒. จัตตาริสูตร ๓. ชานสูตร ๔. สมณสูตร
๕. ศีลสูตร ๖. ตัณหาสูตร ๗. พรหมสูตร ๘. พหุการสูตร ๙. กุหนา-
สูตร ๑๐. ปุริสสูตร ๑๑. จรสูตร ๑๒. สัมปันนสูตร ๑๓. โลกสูตร และ
อรรถกถา.
จบอิติวุตตกะ

740
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 741 (เล่ม 45)

อวสานกา
ก็ด้วยกถามรรคเพียงเท่านี้
พระอริยเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ทั้งหลาย ผู้เชี่ยวชาญในอภิญญา ๖ ประการ
ผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ผู้รับธุระพระ-
ศาสนา ร้อยกรองพระธรรมวินัยไว้ใน
ปางก่อน ได้รวบรวมพระสูตร ๑๑๒ สูตร
ไว้ ที่พระมเหสี สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรง
เป็นธรรมิสราธิบดีในแผ่นดิน ทรงเห็นแจ้ง
ทั้งธรรมทั้งโลก ผู้ทรงทราบวิธีแสดงธรรม
แก่เหล่าสัตว์ ผู้ควรจะรู้พระธรรมทั้งหลาย
ผู้ทรงแสวงหาประโยชน์นี้เกื้อกูลแก่สัตวโลก
ทั้งมวล ทรงอาศัยเหตุนั้น ๆ แล้วทรง
แสดงไว้ โดยแยกออกไปเป็นเอกกนิบาต
เป็นต้น ตามประเภทธรรมที่กล่าวไว้ว่า
อิติวุตตกะนั้นใด เพื่อจะประกาศเนื้อความ
แห่งอิติวุตตกะนั้น การสังวรรณนา
เนื้อความอันใด ที่ข้าพเจ้า (พระธรรม
ปาลาจารย์) ได้ปรารภดีแล้ว โดยได้อาศัย
นัยแห่งอรรถกถาเก่า. การสังวรรณนา
อันนั้น โดยชื่อแล้ว ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี

741
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 742 (เล่ม 45)

เป็นเครื่องประกาศปรมัตถธรรม ในพระ-
สูตรทั้งหลาย ในอิติวุตตกะนั้นตามสมควร
ไม่มีการวินิจฉัยค้างไว้ ถึงความสำเร็จ
เสร็จสินลงไปแล้ว โดยภาณวารแห่ง
พระบาลี ประมาณ ๓๘ ภาณวาร.
ด้วยเหตุดังนี้ ด้วยอานุภาพแห่งบุญ
ที่ข้าพเจ้า ผู้แต่งอรรถกถานั้นได้รับแล้ว
ขอสรรพสัตว์จงยังพระศาสนาของพระ-
โลกนาถให้สว่างไสวไป ด้วยข้อปฏิบัติมี
ศีลเป็นต้นที่บริสุทธิ์ จงเป็นผู้มีส่วนแห่ง
วิมุตติรส. ขอพระศาสนาของพระสัมมาสัม
พุทธเจ้า จงสถิตอยู่ในโลกตลอดจิรกาล.
ขอสรรพสัตว์จงมีความเคารพในพระ
ศาสนานั้น ตลอดกาลเนืองนิตย์. แม้ฝน
ก็ขอจงตกต้องตามฤดูกาล ขอท่านผู้เป็น
ใหญ่ในแผ่นดิน ผู้ยินดีในพระสัทธรรม
จงทรงปกครองโลก โดยธรรมเทอญ.
อรรถกถาอิติวุตตกะ ที่ข้าพเจ้า พระธรรมปาลาจารย์ วัดท่าพุทรา
แต่งไว้จบลงแล้ว ด้วยประการดังนี้แล.
๑. ปาฐะว่า ปทริติฏฺฐวิหารวาสินา แต่ฉบับพม่าเป็น พทฺรติฏฺฐวิหารวาสินา แปลตามฉบับ
พม่า เพราะมีตรงกันหลายแห่ง.

742
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 1 (เล่ม 46)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย สุตตนิบาต
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๕
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อุรควรรคที่ ๑ สุตตนิบาต
อุรคสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการกำจัดความชั่วเหมือนพิษงู
[๒๙๔] ภิกษุใดแล ย่อมกำจัดความ
โกรธที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่
ซ่านไปแล้วด้วยโอสถ ฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า
ย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือน
งูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดตัดราคะได้ขาด พร้อมทั้ง
อนุสัยไม่มีส่วนเหลือ เหมือนบุคคลลงไป
ตัดดอกปทุมซึ่งงอกขึ้นในสระฉะนั้น ภิกษุ
นั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 2 (เล่ม 46)

ภิกษุใดยังตัณหาให้เหือดแห้งไปทีละ
น้อย ๆ แล้วตัดเสียให้ขาดโดยไม่เหลือ ภิกษุ
นั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดถอนมานะพร้อมทั้งอนุสัย
ไม่มีส่วนเหลือ เหมือนห้วงน้ำใหญ่ถอน-
สะพานไม้อ้อที่ทุรพลฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า
ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงู
ละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดค้นคว้าอยู่ (ด้วยปัญญา) ไม่
ประสบอัตภาพอันเป็นสาระในภพทั้งหลาย
เหมือนพราหมณ์ค้นคว้าอยู่ ไม่ประสบดอก
ที่ต้นมะเดื่อฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่ง
ฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบ
เก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
กิเลสเป็นเครื่องให้กำเริบ ย่อมไม่มี
ภายในจิตของภิกษุใด และภิกษุใดล่วงเสีย
ได้แล้ว ซึ่งความเจริญและความเสื่อมอย่างนี้
ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอก
เสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว
ฉะนั้น.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ – หน้าที่ 3 (เล่ม 46)

ภิกษุใดกำจัดวิตกได้แล้ว ปราบปราม
ดีแล้ว ในภายใน ไม่มีส่วนเหลือ ภิกษุนั้น
ชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้เหมือน
งูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่
ล่วงกิเลสเป็นเครื่องให้เนิ่นช้ามิได้หมดแล้ว
ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมด นี้เป็นของแปรผัน ไม่แล่นเลยไป
ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่ง
ฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบ
เก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมด นี้เป็นของแปรผัน ปราศจาก
ความโลภ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก
ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอก
เสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว
ฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากราคะ
ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้น

3