พระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทราบว่า ตรัสอย่างใดก็ทรงทำได้อย่างนั้น. บทว่า
ยถาการี ตถาวาที ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปฏิบัติชอบแล้ว
ด้วยสามารถแห่งการยังศีลเป็นต้นให้บริบูรณ์ ชื่อว่า ทรงทำอย่างใดด้วยพระ
องค์เอง ก็ตรัสอย่างนั้น ด้วยสามารถแห่งการยังผู้อื่น ให้ดำรงอยู่ในธรรมมี
ศีลเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระธรรมเทศนา. อธิบายว่า พระวรกายของ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า อนุโลมตามพระวาจา แม้พระวาจาก็ทรงอนุโลมตามพระกาย.
เพราะเหตุนั้นพระองค์ จึงชื่อว่า เป็นผู้ตรัสอย่างใด ก็ทรงทำอย่างนั้น และ
ทรงทำอย่างใด ก็ตรัสอย่างนั้น. อนึ่ง อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงเป็นอย่างนั้น มีพระวาจาอย่างใด แม้พระกายก็ไปแล้ว คือ เป็นไป
แล้ว อย่างนั้น และพระกายของพระองค์เป็นไปแล้ว (ทรงทำ) อย่างใด แม้
พระวาจาก็ไปแล้ว คือเป็นไปแล้วอย่างนั้น.
บทว่า อภิภู อนภิภูโต ความว่า เบื้องบนจรดภวัคคพรหม เบื้อง
ล่างจรดอเวจีนรก เป็นที่สุด ด้านขวางในโลกธาตุหาประมาณมิได้ พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงครอบงำสัตว์ทั้งมวล ด้วยศีลบ้าง ด้วยสมาธิบ้าง ด้วย
ปัญญาบ้าง ด้วยวิมุตติบ้าง ด้วยวิมุตติญาณทัสนะบ้าง พระองค์ไม่มีใครชั่ง
ไม่มีประมาณ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้สม่ำเสมอ ไม่มีผู้เสมอเหมือน ไม่มีผู้เทียม
ไม่มีบุคคลเทียม ไม่มีผู้เท่า ไม่มีผู้เปรียบเทียบ ทรงเป็นพระราชาไม่มีผู้ยิ่ง
กว่า ทรงเป็นเทพเหนือเทพ ทรงเป็นท้าวสักกะเหนือท้าวสักกะ ทรงเป็นพระ
พรหมเหนือพระพรหม เพราะเหตุนั้นนั่นเอง จึงไม่มีใครครอบงำพระองค์
ได้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า อนภิภูโต (ไม่มีผู้ครอบงำได้.
ศัพท์ว่า อญฺญทตฺถุ เป็นนิบาต. ใช้ในความหมายว่า โดยส่วนเดียว. อธิบายว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ชื่อว่า เนยยะ (ควรแนะนำ ควรรู้) สิ่งนั้นทั้งหมด จะเห็นได้