๕. ความมีกัลยาณมิตร
๖. การกล่าวถ้อยคำที่เป็นสัปปายะ.
อธิบายว่า ผู้บริโภคโภชนะเยี่ยงอาหารหัตถกพราหมณ์ ภุตตวัมมิก-
พราหมณ์ ตัตถวัฏฏกพราหมณ์ อลังสาฏกพราหมณ์ และกากมาสกพราหมณ์
แล้ว นั่ง ณ ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ความง่วงเหงาหาวนอนจะมาทับ
ถมเหมือนช้างใหญ่มาทับ. แต่เมื่อภิกษุเว้นระยะไว้ ๔-๕ คำแล้วดื่มน้ำเเล้วยัง
อัตภาพให้เป็นไปตามปกติ ความง่วงเหงาหาวนอนนั้นจะไม่มี. ผู้รับโภชนะ
ที่เหลือเฟือ แต่พอประมาณอย่างนี้ ย่อมละถีนมิทธะได้. ผู้เปลี่ยนอิริยาบถอื่น
ไปจากอิริยาบถที่ตนก้าวลงสู่ความง่วงเหงาหาวนอนบ้าง ในเวลากลางคืน
มนสิการถึงแสงพระจันทร์แสงประทีปแสงคบเพลิง เวลากลางวันมนสิการถึง
แสงพระอาทิตย์บ้าง อยู่ ณ ที่กลางแจ้งบ้าง คบหาสมาคมกัลยาณมิตร ผู้ปราศ
จากความง่วงเหงาหาวนอน เช่นพระมหากัสสปเถระบ้าง ก็ย่อมละถีนมิทธะได้.
ย่อมละถีนมิทธะได้ แม้ด้วยกถาที่เป็นสัปปายะอาศัยธุดงค์ ในที่นั่งและที่นอน
เป็นต้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสไว้ว่า ธรรม ๖ ประการ
ย่อมเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะ.
อุทธัจกุกกุจจะมีการเกิดขึ้น เพราะมนสิการโดยไม่แยบคายในความ
ไม่สงบแห่งจิต. อาการที่ (จิต) ไม่สงบแล้ว ชื่อว่า อวูปสมะ. โดยเนื้อความ
ได้แก่ อุทธัจจกุกกุจจนั้นนั่นเอง. ผู้ยังอโยนิโสมนสิการ ในความไม่สงบ
แห่งจิต ให้เป็นไปมากครั้ง อุทธัจจกุกกุจจะจะเกิดขึ้น. ด้วยเหตุนั้น นี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงได้ตรัสไว้ว่า มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ความไม่สงบแห่งจิต
การกระทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการ ในความไม่สงบแห่งจิตนั้น นี้ เป็นเหตุ
นำผลมาให้ (อาหารปัจจัย) เพื่อการเกิดขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะ ที่ยังไม่
เกิดขึ้นบ้าง เพื่อความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์แห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้น