ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 696 (เล่ม 45)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุโดยจักษุ ๕ ประการ ผู้เสด็จข้ามโอฆะ
ทั้ง ๔ มีกามโอฆะเป็นต้นได้แล้ว ประทับยืนบนบก คือ พระนิพพานที่เป็น
ฝั่งนอก ของห้วงน้ำนั้น เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดแล้ว เช่นกัน. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า จกฺขุมา ปุริโส ฯเปฯ สมฺพุทฺธสฺส
บุรุษผู้มีจักษุ ฯลฯ สัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในเรื่องนั้น มีคำเปรียบเทียบกับอุปไมยดังต่อไปนี้ กระแสตัณหา
ที่กำลังไหลไป โดยการไหลทะยอยกันเหมือนกระแสน้ำในแม่น้ำ. สัตว์ที่ถูก
กระแสตัณหาพัดไป โดยการหมุนเวียนไปในสังสารวัฏที่ไม่มีใครตามพบที่
สุดเหมือนบุรุษที่ถูกกระแสน้ำพัดไป. ความยึดมั่นในจักษุเป็นต้น ของพระ
โยคาวจรนี้เหมือนความยึดมั่นในปิยรูปสาตรูปนั้น ของบุรุษนั้น. การชุมนุม
แห่งสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่าง ที่คับคั่งไปด้วยความโกรธ ความคับใจ
กามคุณและมาตุคาม เหมือนห้วงน้ำภายใต้ที่มีคลื่นมีน้ำวนและรากษส. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมีสมันตจักษุ (ทรงเห็นได้รอบด้าน) ทรงทราบโทษ
ของสงสารวัฏทั้งหมด และเญยยธรรมทั้งมวลแล้ว เสด็จประทับยืนบนบก
คือ พระนิพพาน ที่เป็นฝั่งนอก แห่งกระแสตัณหา เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ
ทราบเนื้อความนั้นตามความจริงแล้ว ยืนอยู่ที่ฝั่งนอกแห่งกระแสของแม่น้ำ
นั้น. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายตัณหาเป็นต้น และโทษของ
ตัณหานั้นให้แจ่มชัด ด้วยพระมหากรุณาแก่สัตว์ผู้ถูกกระแสตัณหาพัดพา
ไปเหมือนการที่บุรุษผู้มีจักษุ บอกห้วงน้ำและโทษของห้วงน้ำด้วยความ
กรุณาแก่บุรุษคนนั้น ผู้ถูกพัดพาไปในกระแสแห่งแม่น้ำนั้น. การเข้าถึงอบาย
ก็ดี การเข้าถึงทุกข์ในสุคติก็ดี ของผู้ไม่รับเอาพระดำรัสของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เหมือนการถึงความตายและการประสบความทุกข์ปางตายในห้วงน้ำนั้น
ของบุรุษคนนั้น ผู้ไม่เชื่อฟังถ้อยคำของบุรุษผู้มีจักษุนั้นไปตามกระแสน้ำ อนึ่ง

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 697 (เล่ม 45)

การรับเอาพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ปรารภความเพียรด้วยสามารถ
แห่งเนกขัมมะมีการพิจารณาโทษในตัณหาเป็นต้น แล้วบวชทวนกระแสแห่ง
ตัณหาเป็นต้น และการก้าวล่วงกระแสตัณหา ด้วยการปรารภความเพียรนั้น
นั่นเอง คือ การถึงฝั่ง คือ พระนิพพาน แล้วอยู่อย่างสบาย ตามชอบใจ
ด้วยอำนาจอรหัตผลสมาบัติ เหมือนการเชื่อถ้อยคำของบุรุษคนนั้น (ผู้ชี้-
โทษให้เห็น) แล้ว ทำความพยายามด้วยมือและเท้า (มือพุ้ยน้ำและเท้าถีบน้ำ)
และเหมือนการถึงฝั่งนอกด้วยความพยายามนั้นแล้วไปสู่สถานที่ ๆ คนต้องการ
ได้อย่างสะดวกสบาย ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัย ในคาถาทั้งหลาย (ต่อไป) บทว่า สหาปิ ทุกเขน
ชเหยฺย กาเม ความว่า ภิกษุ เมื่อทำความเพียรเนือง ๆ ในสมถกรรมฐาน
และวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อบรรลุฌานและมรรค ถ้าหากบรรดาข้อปฏิบัติ
เหล่านั้น บุพภาคปฏิบัติสำเร็จได้โดยยากโดยลำบาก คือ ลงสู่วิถีไม่ได้โดยสะดวก
ด้วยบุพภาคภาวนา เพราะกิเลสทั้งหลายยังมีกำลัง หรือเพราะความเพียร
ยังไม่แก่กล้าไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็พึงละกามได้ แม้พร้อมด้วยความลำบาก
คือ พึงใช้ปฐมฌานข่มไว้พลาง ใช้มรรคที่ ๓ ตัดขาดไปพลาง จะละกามกิเลสได้.
ด้วยคำว่า สหาปิ ทุกฺเขน กาเม นั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงฌาน
และมรรคที่เป็นทุกขาปฏิปทา. บทว่า โยคกฺเขมํ อายตึ ปฏฺฐยาโน ความว่า
ปรารถนา คือ มุ่งหวังพระอรหัตผลที่ตนยังไม่ถึง.
จริงอยู่ ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ คือ เธอ ปรารถนาอยู่ว่า แม้
ถ้าหากว่า เราจะบรรลุฌานและมรรคเบื้องสูงได้โดยยากโดยลำบากในบัดนี้ไซร้
แต่เราก็จะอาศัยฌานนี้และมรรคเบื้องสูงนี้ บรรลุอรหัตผลแล้วจักเป็นผู้เสร็จกิจ
ละทุกข์ทั้งปวงเสียได้ดังนี้แล้ว พึงละกามทั้งหลายพร้อมด้วยฌานเป็นต้นได้
โดยลำบาก. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดมากด้วยกามวิตก บวชปฏิบัติการชำระศีล

697
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 698 (เล่ม 45)

หรือข้อปฏิบัติเบื้องต้นของฌานเป็นต้น อยู่ด้วยอำนาจของกัลยาณมิตรมีน้ำตานอง
หน้าร้องไห้ไป ข่มวิตกไป โดยยากโดยลำบาก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
หมายเอาบุคคลนั้นว่า พึงละกามพร้อมด้วยความลำบาก. เพราะว่า กุลบุตรนั้น
เมื่อละกามได้ โดยยากเย็นให้ฌานเกิดขึ้นแล้ว ทำฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท
พิจารณาเห็นแจ้งอยู่. พึงดำรงอยู่ในอรหัตผลตามลำดับ. ด้วยเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสไว้ว่า ปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะต่อไป.
บทว่า สมฺปชาโน ความว่า รู้ทั่วถึง โดยชอบนั่นเอง ด้วยมรรค
ปัญญาที่ประกอบด้วยวิปัสสนา. บทว่า สุวิมุตฺตจิตฺโต ได้แก่ เป็นผู้มีจิต
หลุดพ้นแล้วด้วยดี ด้วยผลวิมุตติ ในลำดับแห่งการบรรลุอริยมรรคนั้น. บทว่า
วิมุตฺติยา ผสฺสเย ตตฺถ ตตฺถ ความว่า พึงสัมผัส คือ ถึง ได้แก่บรรลุ
หมายความว่า ทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติ คือ พระนิพพาน ในเวลาบรรลุมรรคผล
นั้น ๆ. แท้จริงคำว่า วิมุตฺติยา นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในความหมายของทุติยา-
วิภัตติ. อีกอย่างพึงสัมผัส คือ ถูกต้อง ได้แก่ ถึงมรรคจิตของตนด้วยวิมุตติ
ที่เป็นอารมณ์ในเวลานั้น ๆ คือ ในเวลาเข้าผลสมาบัตินั้น ๆ อธิบายว่า พึงอยู่
ด้วยผลสมาบัติที่หยั่งลงสู่พระนิพพาน. บทว่า ส เวทคู ความว่า ผู้นั้น ชื่อว่า
เป็นผู้จบพระเวท เพราะถึง คือ แทงตลอดสัจจะ ๔ อย่างด้วยมรรคญาณ
กล่าวคือพระเวท. บทว่า โลกนฺตคู ความว่า เป็นผู้ไปจบแดนขันธโลก.
คำที่เหลือ เข้าใจง่ายอยู่แล้ว.
จบอรรถกถาปุริสสูตรที่ ๑๐

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 699 (เล่ม 45)

๑๐. จรสูตร
ว่าด้วยวิตก ๓ อย่าง
[๒๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือ
วิหิงสาวิตก ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เดินไปอยู่ หากว่าภิกษุย่อมรับกามวิตก
พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกนั้นไว้ ไม่ละเสีย ไม่บรรเทาเสีย ไม่ทำให้
สิ้นสุดเสีย ไม่ให้ถึงความไม่มีไซร้ ภิกษุแม้เที่ยวไปอยู่เป็นอยู่แล้วอย่างนี้
เราตถาคตกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน มีความ
เพียรเลว ตลอดกาลเป็นนิตย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาท-
วิตก หรือวิหิงสาวิตก ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ยืนอยู่...ผู้นั่งอยู่...ถ้าแม้กามวิตก
พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้นอนอยู่ ตื่นอยู่ หากว่า
ภิกษุย่อมรับกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกนั้นไว้ ไม่ละเสีย ไม่-
บรรเทาเสีย ไม่กระทำให้สิ้นสุดเสีย ไม่ให้ถึงความไม่มีไซร้ ภิกษุแม้นอนอยู่
ตื่นอยู่ เป็นอยู่แล้วอย่างนี้ เราตถาคตกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีความเพียร ไม่มี
โอตตัปปะ เกียจคร้าน มีความเพียรอันเลว ตลอดกาลเป็นนิตย์.
[๒๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือ
วิหิงสาวิตก ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เที่ยวไปอยู่ หากว่าภิกษุย่อมไม่รับกามวิตก
พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกนั้นไว้ ละเสีย บรรเทาเสีย ทำให้สิ้นสุดเสีย
ให้ถึงความไม่มีไซร้ ภิกษุแม้เที่ยวไปอยู่เป็นอยู่อย่างนี้ เราตถาคตกล่าวว่า
เป็นผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะ ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ตลอดกาล
เป็นนิตย์ ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ
ผู้ยืนอยู่...ผู้นั่งอยู่...ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก ย่อม

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 700 (เล่ม 45)

เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้นอนอยู่ ตื่นอยู่ หากว่าภิกษุย่อมไม่รับกามวิตก พยาบาทวิตก
หรือวิหิงสาวิตกนั้นไว้ ละเสีย บรรเทาเสีย ทำให้สิ้นสุดเสีย ให้ถึงความ
ไม่มีไซร้ ภิกษุแม้นอนอยู่ ตื่นอยู่ เป็นอยู่แล้วอย่างนี้ เราตถาคตกล่าวว่า
เป็นผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะ ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ตลอดกาล
เป็นนิตย์.
ภิกษุใดเที่ยวไปอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่
หรือนอนอยู่ ย่อมตรึกถึงวิตกอันลามก
อันอาศัยแล้วซึ่งเรือนไซร้ ภิกษุนั้นชื่อว่า
ดำเนินไปตามทางผิดหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์
อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ภิกษุเช่นนั้น
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะถูกต้องซึ่งสัมโพธิญาณ
อันสูงสุด ภิกษุใดเที่ยวไปอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่
หรือนอนอยู่ สงบระงับวิตกได้แล้ว ยินดี
ในธรรมเป็นที่สงบวิตก ภิกษุเช่นนั้น
เป็นผู้ควรเพื่อจะถูกต้องซึ่งสัมโพธิญาณอัน
สูงสุด.
จบจรสูตรที่ ๑๑

700
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 701 (เล่ม 45)

อรรถกถาจรสูตร
ในจรสูตรที่ ๑๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จรโต ได้แก่ กำลังเดินหรือกำลังจงกรมอยู่. บทว่า
อปฺปชฺชติ กามวิตกฺโก วา ความว่า ถ้าว่า คือ ผิว่า วิตกที่ประกอบ
ด้วยกามหรือ... จะเกิดขึ้นในเพราะปัจจัยเช่นนั้น เพราะยังไม่ปราศจากราคะ
ในวัตถุกามทั้งหลายไซร้. บทว่า พฺยาปาทวิตกโก วา วิหึสาวิตกฺโก วา
มีการเชื่อมความว่า ถ้าหาก วิตกที่ประกอบด้วยความพยาบาทที่มีความอาฆาต
เป็นนิมิต หรือวิตกที่ประกอบด้วยวิหิงสา ด้วยอำนาจแห่งการเบียดเบียนผู้อื่น
ด้วยก้อนดินและตะพดเป็นต้น เกิดขึ้นไซร้. บทว่า อธิวาเสติ ความว่า
ถ้าให้กามวิตกตามที่กล่าวแล้วนั้น ที่เกิดขึ้นในจิตของตนคามปัจจัยพักอาศัยอยู่
คือ ยกจิ ของตนออกไปแล้ว ให้มัน พักอาศัยอยู่ เพราะไม่มีการพิจารณา
โดยนัยมีอาทิว่า วิตกนี้ เป็นของเลวแม้ด้วยเหตุนี้ เป็นอกุศลแม้ด้วยเหตุนี้
เป็นสิ่งมีโทษแม้ด้วยเหตุนี้ ก็วิตกนั้นแล ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง
ดังนี้ไซร้ และเมื่อให้มันพักอาศัยอยู่นั่นแหละก็ยังละมันไม่ได้ คือยังสลัดออก
ไปไม่ได้ ด้วยอำนาจตทังคปหานเป็นต้น เพราะสลัดออกไม่ได้นั้นนั่นแหละ
ก็จะบรรเทาไม่ได้ คือกำจัดออกไป ได้แก่นำออกไปจากจิตสันดานไม่ได้
เพราะบรรเทาไม่ได้อย่างนั้น ก็จะทำให้สูญสิ้นไปไม่ได้ คือทำกามวิตกเป็นต้น
นั้น ให้ปราศจากที่สุดไปไม่ได้. อธิบายว่า ผู้มีความเพียรส่งใจไปแล้ว (ไม่-
อาลัยชีวิตแล้ว) จะทำโดยวิธีที่แม้ที่สุดของวิตกเหล่านั้น จะไปหรืออยู่โดยที่สุด
แม้เพียงแต่ความแตกหักไป แต่ภิกษุนี้หาทำเหมือนอย่างนั้นไม่. ผู้ศึกษาควร
ทราบเนื้อความโดยประกอบ เจ ศัพท์เข้าด้วยคำมีอาทิว่า วิตกที่เป็นอย่างนั้น

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 702 (เล่ม 45)

นั่นเอง จะไม่ถึงความไม่มีหามิได้ คือ จะไม่ถึงความไม่มีภายหลัง ถ้าหาก
ยังละไม่ได้ไซร้. บทว่า จรํ ได้แก่ จรนฺโต (แปลว่าเดินไปอยู่). บทว่า
เอวํภูโต ได้แก่ เป็นผู้พร้อมพรั่งด้วยวิตกที่เลวมีกามวิตกเป็นต้นอย่างนี้
บทว่า อนาตาปี อโนตฺตปฺปี ความว่า ผู้ชื่อว่าไม่มีความเพียร เพราะ
ไม่มีความเพียรที่เป็นเหตุแผดเผากิเลส ชื่อว่า ไม่มีความเกรงกลัว เพราะไม่มี
ความเกรงกลัว ที่มีลักษณะสะดุ้งกลัวต่อบาป ร้อนรนและรุ่มร้อนเพราะบาป.
บทว่า สตตํ สมิตํ ความว่า ตลอดกาลทุกเมื่อเป็นนิจ. บทว่า กุสีโต
หีนวีรีโย ความว่า ภิกษุนั้นเราตถาคตเรียก คือกล่าวว่า ชื่อว่า เป็นผู้เกียจ
คร้าน. เพราะเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว จุ่มจมอยู่ในธรรมฝ่ายอกุศล
และชื่อว่าเป็นผู้เสื่อมจากความเพียรแล้ว คือ เว้นจากความเพียรแล้ว เพราะ
ไม่มีความเพียร คือ สัมมัปปธาน. บทว่า  ิตสฺส ความว่า ผู้ยืนอยู่เพราะ
งดการเดิน เพื่อจะทรงแสดงวิธีที่วิตกทั้งหลายเกิดขึ้นอยู่แก่ผู้พร้อมมูลด้วย
ความเกียจคร้านนั้น จึงได้ตรัสไว้ว่า ผู้ตื่นอยู่ เพราะทรงเพิ่มอิริยาบถนอน
เข้าในความเกียจคร้านเป็นพิเศษ.
พึงทราบวินิจฉัย ในธรรมฝ่ายขาวต่อไป. บทว่า ตญฺเจ ภิกฺขุ
นาธิวาเสติ ความว่า ถ้าหากกามวิตกเป็นต้น เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ผู้แม้ปรารภ
ความเพียรแล้วพักอยู่ เพราะการประกอบพร้อมมูล ด้วยปัจจัยเช่นนั้นที่อบรม
มาตลอดกาลนาน ในสงสารที่ไม่รู้เบื้องต้น หรือเพราะสติฟั่นเฟือนไซร้ คือ
ถ้าหากภิกษุ ยกจิตของตนนั้นขึ้นแล้ว แต่ไม่ให้กามวิตกเป็นต้นนั้น ยับยั้งอยู่
ไซร้ อธิบายว่า ไม่ให้มันยับยั้ง อยู่ในภายในไซร้. เมื่อไม่ให้มันยับยั้งอยู่
จะทำอย่างไร ? ละไป ทิ้งไป. ทิ้งไป เหมือนเทหยากเยื่อด้วยตะกร้าฉะนั้น
หรือ ? หามิได้. อีกอย่างหนึ่ง บรรเทา คือกำจัด ได้แก่ นำออกไป.
นำออกไป (ไล่ไป) เหมือนนำโคพลิพัทธ์ออกไป ด้วยปฏักหรือ ? หามิได้

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 703 (เล่ม 45)

โดยที่แท้แล้ว ทำให้สิ้นสูญไป คือ ทำให้ปราศจากที่สุด ได้แก่ ทำกิเลส
เหล่านั้น โดยวิธีที่ แม้แต่ที่สุด ของวิตกเหล่านั้นก็ไม่เหลืออยู่ โดยที่สุดแม้
แต่เพียงความแตกหักไป.
ก็เธอจะทำวิตกเหล่านั้น ให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ? (ได้) ให้ถึง
ความไม่มี๑ คือ ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง. มีอธิบายว่า ไม่กระทำ โดยที่
กามวิตกเป็นต้น ถูกข่มไว้แล้วอย่างสบายด้วยวิกขัมภนปหาน. ในคำทั้งหลาย
มีอาทิว่า เอวํภูโต มีเนื้อความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้
มีอาสยกิเลสหมดจดดีแล้ว เพราะกามวิตกเป็นต้น ไม่จอดอยู่ (ในใจ) และ
ชื่อว่า เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว เพราะอาสยสมบัตินั้นด้วย เพราะประโยค-
สมบัติ ที่มีอาสยสมบัตินั้น เป็นนิมิตด้วย เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วใน
อินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เราตถาคตกล่าวว่า ชื่อว่า
เป็นผู้มีความเพียรที่ยังกิเลสให้เร่าร้อน เพราะประกอบด้วยความเพียร มี
ลักษณะเผาลนกิเลสทั้งหลาย ด้วยอำนาจตทังคปหานเป็นต้น ชื่อว่า เป็นผู้มี
โอตตัปปะ เพราะประกอบด้วยความสะดุ้งต่อบาปโดยประการทั้งปวง ชื่อว่า
เป็นผู้ปรารภความเพียรแล้ว เพราะความสำเร็จแห่งสัมมัปธาน ๔ อย่าง ด้วย
สามารถแห่งการประนอบเนือง ๆ ซึ่งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาติดต่อกัน
คือทั้งคืนทั้งวันติดต่อกันไป เป็นนิจนิรันดร์ ชื่อว่า เป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยว คือ
เป็นผู้มีจิตส่งไปแล้วสู่พระนิพพาน. คำที่เหลือมีนัย ดังกล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
พึงทราบวินิจฉัย ในคาถาทั้งหลายต่อไป. วัตถุกามตรัสเรียกว่า
เคหะ ในคำว่า เคหนิสฺสิตํ นี้ เพราะผู้ครองเรือนทั้งหลายยังสละทิ้งไม่ได้
๑ ปาฐะว่า อนภาวํ เข้าใจว่าเป็น อภาวํ จึงได้แปล ตามที่เข้าใจ

703
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 704 (เล่ม 45)

คือ เพราะเป็นสภาพของผู้ครองเรือนทั้งหลาย หรือเพราะเป็นธรรมเนียม
ประจำเรือน. อีกอย่างหนึ่ง. กามวิตกเป็นต้น ชื่อว่า เคหนิสสิตะ เพราะ
เป็นสถานที่อาศัยอยู่ หรือเป็นที่ตั้งของกิเลสกามทั้งหลาย โดยที่เป็นสิ่งผูกพัน
อยู่กับเรือน. บทว่า กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺโน ความว่า เพราะเหตุที่ อภิชฌา
เป็นต้น และธรรมที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอภิชฌาเป็นต้น เป็นทางที่ต่ำช้า
เพราะนอกทางของอริยมรรค ฉะนั้น บุคคลผู้มากด้วยกามวิตก ชื่อว่า ดำเนิน
ไปสู่ทางต่ำช้า. บทว่า โมหเนยฺเยสุ มุจฺฉิโต ความว่า สยบ คือ มัวเมา
ได้แก่ หมกมุ่นอยู่แล้ว ในรูปเป็นต้น ที่เป็นไปพร้อมเพื่อโมหะ. บทว่า
สมฺโพธึ ได้แก่ อริยมรรคญาณ. บทว่า ผุฏฺฐุํ ได้สัมผัส คือ ถึงแล้ว.
อธิบายว่า ผู้เช่นนั้น นั้น มีความดำริผิดเป็นโคจร แต่ไหนแต่ไรมา จะไม่
บรรลุธรรมเป็นที่สงบวิตกนั้น.
บทว่า วิตกฺกํ สมยิตฺวาน ความว่า ระงับมิจฉาวิตก ตามที่กล่าว
แล้ว ด้วยกำลังแห่งภาวนามีปฏิสังขานะเป็นอารมณ์. บทว่า วิตกฺกูปสเม
รโต ความว่า ยินดีแล้ว คือยินดีเฉพาะแล้ว โดยอัธยาศัยในอรหัตผล
หรือพระนิพพานนั่นเอง ที่เป็นธรรมระงับมหาวิตกทั้ง ๘ ประการ บทว่า
ภพฺโพ โส ตาทิโส ความว่า บุคคลปฏิบัติชอบอยู่ ตามที่กล่าวมาแล้ว
นั้น ระงับวิตกทุกอย่างได้ ด้วยกำลังแห่งสมถะและวิปัสสนา ในส่วนเบื้องต้น
โดยอำนาจของตทังคปหานเป็นต้น ตามสมควร ดำรงอยู่ ครั้นเลื่อนวิปัสสนา
ให้สูงขึ้นไปแล้ว จะเป็นผู้ควร คือ สามารถ เพื่อสัมผัสคือบรรลุ สัมโพธิ-
ญาณอันยอดเยี่ยม กล่าวคือ อรหัตมรรคญาณ และกล่าวคือพระนิพพาน
ตามลำดับแห่งมรรค ดังนี้แล.
จบอรรถกถาจรสูตรที่ ๑๑

704
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 705 (เล่ม 45)

๑๒. สัมปันนสูตร
ว่าด้วยสมบูรณ์ด้วยธรรมปฏิบัติ
[๒๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์
มีปาติโมกข์สมบูรณ์ สำรวมแล้วด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระ
และโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลายเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายมีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์
สมบูรณ์ สำรวมแล้วด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มี
ปกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
จะมีกิจอะไรที่เธอทั้งหลายพึงกระทำให้ยิ่งขึ้นไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้
อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ ของภิกษุผู้เดินไปอยู่ เป็น
ธรรมชาติปราศไปแล้ว อันภิกษุผู้เดินไปอยู่ละวิจิกิจฉาได้แล้ว ปรารภความ
เพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไว้มั่น ไม่หลงลืม กายระงับแล้ว ไม่ระส่ำระสาย
ตั้งจิตมั่น มีอารมณ์อันเดียว ภิกษุผู้เดินไปอยู่เป็นอย่างนี้ เราตถาคตกล่าวว่าเป็น
ผู้มีความเพียร มีโอตัปปะ ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดียว ตลอดกาลเป็น
นิตย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ
ของภิกษุผู้ยืนอยู่เป็นธรรมชาติปราศไปแล้ว . . . ถ้าแม้อภิชฌา พยาบาท
ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ ของภิกษุผู้นั่งอยู่เป็นธรรมชาติปราศไปแล้ว . . .
ถ้าแม้อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ ของภิกษุผู้นอนอยู่
ตื่นอยู่ เป็นธรรมชาติปราศไปแล้ว อันภิกษุผู้นอนอยู่ ตื่นอยู่ ละวิจิกิจฉา
ได้แล้ว ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไว้มั่น ไม่หลงลืม กายระงับ

705