ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 646 (เล่ม 45)

อรรถกถาจัตตาริสูตร
ในจัตตาริสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปฺปานิ แปลว่า (ปัจจัย ๔) มีน้อย. บทว่า สุลภานิ
คือ อันบุคคลพึงได้โดยง่าย คือ สามารถจะหาได้ในที่ใดที่หนึ่ง. บทว่า
อนวชฺชานิ คือ ชื่อว่า เว้นจากโทษ ได้แก่ ชื่อว่า ไม่มีโทษ เพราะ
การมาบริสุทธิ์ และเพราะไม่มีภาวะเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมีการประดับกายเป็นต้น.
ในบทว่า อปฺปานิ (มีน้อย) สุลภานิ (หาได้ง่าย) และบทว่า อนวชฺชานิ
(ไม่มีโทษ) นั้น มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงความไม่มี
ทุกข์อันเกิดจากการแสวงหาไว้ เพราะความที่ปัจจัย ๔ หาได้ง่าย. ทรง
แสดงความไม่มีทุกข์อันเกิดจากการรักษาไว้ เพราะความที่ปัจจัย ๔ มีน้อย.
ทรงแสดงความที่ปัจจัย ๔ เป็นของสมควรแก่ภิกษุ เพราะใคร ๆ ติเตียน
ไม่ได้ เหตุที่เป็นของไม่มีโทษ. ทรงแสดงความที่ปัจจัย ๔ ไม่เป็นที่ตั้ง
แห่งความหวังอันเล็กน้อย เพราะเป็นของมีน้อย. ทรงแสดงว่าปัจจัย ๔ ไม่
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เพราะหาได้ง่าย. ทรงแสดงว่าปัจจัย ๔ เป็น
ที่ตั้งแห่งนิสสรณปัญญา ด้วยอำนาจแห่งโทษ เพราะหาโทษมิได้. ปัจจัย ๔
ไม่ยังโสมนัสให้เกิด เพราะลาภตามที่ได้เนื่องจากมีน้อย ไม่ยังโทมนัสให้เกิด
เพราะไม่ได้ เนื่องจากหาได้ง่าย ไม่ยังอัญญาณุเบกขา ซึ่งมีความเดือดร้อน
เป็นนิมิตให้เกิด เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เดือดร้อน เนื่องจากไม่มีโทษ.
บทว่า ปํสุกูลํ ความว่า จีวรที่เลือกเก็บเอาเศษผ้าที่หล่นตามถนน
เป็นต้นมาทำ ซึ่งได้นามอย่างนี้ว่า บังสุกูล เพราะว่า เป็นเหมือนกองฝุ่น

646
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 647 (เล่ม 45)

โดยความหมายว่า อยู่สูง เนื่องจากอยู่บนฝุ่นทั้งหลายในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
มีถนน ป่าช้า และกองขยะเป็นต้น และเพราะหมายความว่า ไป คือ ถึง
ความเป็นของน่าเกลียด เหมือนฝุ่น. บทว่า ปิณฺฑิยาโลโป ความว่า โภชนะ
ที่ตนเที่ยวไปด้วยพลังปลีแข้งแล้วได้มาในเรือน กะประมาณเพียงหลังละคำ .
บทว่า รุกฺขมูลํ แปลว่า ที่ใกล้ต้นไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมแก่วิเวก.
บทว่า ปติมุตฺตํ ได้แก่ น้ำมูตรโคชนิดใดชนิดหนึ่ง. อธิบายว่า ร่างกาย
แม้มีผิวพรรณดุจทองคำ ก็เป็นร่างกายที่เปื่อยเน่าอยู่นั่นเองฉันใด น้ำมูตรแม้
จะใหม่ก็เป็นน้ำมูตรเน่าฉันนั้นเหมือนกัน. ในเรื่องนั้น อาจารย์บางพวกเรียก
ชิ้นสมอที่ดองด้วยมูตรโคว่า น้ำมูตรเน่า. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า เภสัช
ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เขาสละ คือ ทิ้ง ได้แก่ นำออกมาจากร้านตลาด เป็นต้น
เพราะเป็นของเสีย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาว่า เป็นน้ำมูตรเน่า.
บทว่า ยโต โข เป็นปัญจมีวิภัตติลงในปัจจัตตะ. มีคำอธิบายว่า ยํ โข.
ด้วยเหตุนั้น บทว่า ยโต โข จึงคลุมถึงกิริยาที่ท่านกล่าวไว้ว่า ตุฏฺโฐ โหติ.
บทว่า ตุฏฺโฐ แปลว่า สันโดษ. บทว่า อิทมสฺสาหํ ความว่า ความ
สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตามที่กล่าวแล้วซึ่งมีน้อย (แต่) หาได้ง่ายใด เรา
ตถาคตกล่าวความสันโดษนี้ว่า เป็นองค์ของความเป็นสมณะ คือ องค์ที่ทำ
ให้เป็นสมณะองค์ใดองค์หนึ่ง คือ องค์หนึ่ง ในองค์ทั้งหลายมีศีลสังวรเป็นต้น
ของภิกษุนี้. เพราะว่า จตุปาริสุทธิศีลของภิกษุผู้สันโดษ ย่อมบริบูรณ์ดี
สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ย่อมถึงความบริบูรณ์. อีกประการหนึ่ง.
อริยมรรค ชื่อว่า สามัญญะ (ความเป็นสมณะ). ว่าโดยย่อ สามัญญะนั้น
มีองค์ ๒ คือ องค์ภายนอก ๑ องค์ภายใน ๑. บรรดาองค์ทั้งสองนั้น
องค์ภายนอก ได้แก่ สัปปุริสูปัสสยะ (การเข้าไปคบหาสัตบุรุษ) ๑ สัทธัม-

647
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 648 (เล่ม 45)

มัสสวนะ (การฟังธรรมของสัตบุรุษ) ๑. ส่วนองค์ภายใน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ
(การทำไว้ในใจโดยแยบคาย) ๑ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (การปฏิบัติธรรม-
สมควรแก่ธรรม) ๑. บรรดาธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุที่ธรรมเหล่านั้นเป็นตัว
ธัมมานุธัมมปฏิบัติด้วย เป็นมูลรากแห่งธัมมานุธัมมปฏิบัตินั้นด้วย ตาม
สมควร ได้แก่ ธรรมทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ อัปปิจฉตา (ความมักน้อย)
สันตุฏฐิตา (ความสันโดษ) ปวิวิตตตา (ความเป็นผู้สงัด) อสังสัฏฐตา (ความ
เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ) อารัทธวิริยตา (ความเป็นผู้ปรารภความเพียร).
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ เราตถาคตกล่าวสันโดษนี้ว่า เป็น
องค์แห่งความเป็นสมณะองค์ใดองค์หนึ่ง ของภิกษุนั้น.
บทว่า เสนาสนนารพฺภ ได้แก่อาศัยเสนาสนะมีวิหารเป็นต้น และ
เสนาสนะมีเตียงและตั่งเป็นต้น. ในบทว่า จีวรํ ปานโภชนํ มีการเชื่อมความ
ว่า ปรารภ สบงจีวรเป็นต้น น้ำดื่มมีน้ำมะม่วงเป็นต้น และวัตถุที่พึงบริโภค
มีขาทนียะและโภชนียะเป็นต้น. มีวาจาประกอบความว่า ความคับแค้น คือ
ภาวะที่ใจถูกกระทบกระทั่ง ได้แก่ ความทุกข์ใจ ไม่มี. ก็ในข้อนี้มีความย่อ
ดังนี้ว่า ความเคียดแค้นแห่งจิตอันใด เพราะไม่ได้ปัจจัยที่ต้องการ ย่อมมี
แก่ภิกษุผู้ไม่สันโดษ ผู้แสวงหาปัจจัยมีเสนาสนะเป็นต้น ด้วยการไปสู่ที่
ที่จะพึงได้ด้วยหวังว่า ในอาวาสชื่อโน้น ปัจจัยทั้งหลายหาได้ง่าย ก็ดี ด้วย
การโต้เถียงกันว่า ปัจจัยนี้ถึงแก่ผม ไม่ถึงแก่ท่าน ก็ดี ด้วยการทำงานเป็นต้น
ก็ดี ความเคียดแค้นนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษในปัจจัยเหล่านั้น
บทว่า ทิสา นปฺปฏิหญฺญติ ความว่า เพราะสันโดษ ทิศทั้งหลายจึงไม่ถูก
กระทบกระทั่ง เนื่องจากภิกษุผู้สันโดษ เป็นผู้ไปได้ทั้ง ๔ ทิศ. สมด้วยพระ
ดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 649 (เล่ม 45)

ภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตาม
ได้ ย่อมเป็นผู้ไปได้ทั้ง ๔ ทิศ และไม่
ถูกกระทบกระทั่ง.
อธิบายว่า ภิกษุใดเกิดความคิดขึ้นว่า เราไปที่โน้นแล้วจักได้ปัจจัยมีจีวรเป็น
ต้น ทิศของภิกษุนั้น ชื่อว่า ถูกกระทบกระทั่ง. ส่วนภิกษุใด ไม่เกิดความ
คิดอย่างนี้ขึ้นมา ทิศของภิกษุนั้น ชื่อว่า ไม่ถูกกระทบกระทั่ง.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติทั้งหลาย. บทว่า
สามญฺญสฺสานุโลมิกา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายมีความมักน้อยเป็นต้น ซึ่ง
เหมาะสมแก่สมณธรรม แก่สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา หรือแก่อริย-
มรรคนั่นแล. บทว่า อธิคฺคหิตา ความว่า ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดย่อมเป็น
อันภิกษุผู้มีจิตยินดีแล้ว คือ ภิกษุผู้มีจิตสันโดษแล้ว บรรลุแล้ว คือ ครอบงำ
ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ยึดไว้ได้แล้ว ได้แก่ เป็นธรรมมีอยู่ภายใน ไม่ใช่มีอยู่
ภายนอก.
จบอรรถกถาจัตตาริสูตรที่ ๒
๓. ชานสูตร
ว่าด้วยรู้อะไรเห็นอะไร
[๒๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย ของภิกษุผู้รู้อยู่เห็นอยู่ เราตถาคตไม่กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง
หลายของภิกษุผู้ไม่รู้ไม่เห็น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุรู้อะไร เห็นอะไร
อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 650 (เล่ม 45)

เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ว่า นี้ทุกขสมุทัย อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป เมื่อภิกษุรู้อยู่
เห็นอยู่ว่า นี้ทุกขนิโรธ อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ว่า
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป.
ปฐมญาณ (คืออนัญญตัญญัสสามี-
ตินทรีย์)ย่อมเกิดขึ้นแก่พระเสกขะผู้ศึกษา
อยู่ ผู้ปฏิบัติตามทางตรง ในเพราะโสดา-
ปัตติมรรคอันเป็นเครื่องทำกิเลสทั้งหลาย
ให้สิ้นไป ธรรมชาติที่รู้ทั่วถึง (คืออัญญิน-
ทรีย์) อันยอดเยี่ยม ย่อมเกิดขึ้นในลำดับ
แต่ปฐมญาณนั้น ตั้งแต่ธรรมชาติที่รู้ทั่วถึง
คืออัญญินทรีย์นั้นไป วิมุตติญาณอันสูงสุด
ย่อมเกิดขึ้นแก่พระขีณาสพ ผู้พ้นวิเศษแล้ว
ญาณในอริยมรรค อันเป็นที่สิ้นไปแห่ง
อาสวะ และสังโยชน์ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น
ว่า สังโยชน์ทั้งหลายสิ้นไปแล้ว คนพาล
ผู้เกียจคร้าน ไม่รู้แจ้ง ไม่พึงบรรลุนิพพาน
อันเป็นที่ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัด
ทั้งปวงนี้ได้เลย.
จบชานสูตรที่ ๓

650
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 651 (เล่ม 45)

อรรถกถาชานสูตร
ในชานสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชานโต แปลว่า รู้อยู่. บทว่า ปสฺสโต แปลว่า เห็นอยู่.
ก็ถ้าว่า ทั้งสองบทนี้ มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะ
เท่านั้นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอาศัยลักษณะแห่งญาณ
แสดงอ้างบุคคล ด้วยบทว่า ชานโต. เพราะว่า ญาณ มีการรู้เป็นลักษณะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจของญาณ แสดงอ้างบุคคล ด้วยบทว่า
ปสฺสโต. เพราะว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยญาณ อาศัยอำนาจของการเห็น
จึงจะเห็นวิวัฏฏธรรมทั้งหลายด้วยญาณ เปรียบเหมือนคนมีตาดี มองเห็นรูป
ทั้งหลายฉะนั้น. อีกประการหนึ่ง บทว่า ชานโต แปลว่า รู้อยู่ด้วยอนุโพธ-
ญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้ตาม). บทว่า ปสฺสโต แปลว่า เห็นอยู่ด้วย
ปฎิเวธญาณ (ญาณเครื่องแทงตลอด). อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยปฏิโลม ได้แก่
เห็นอยู่ด้วยทัสสนมรรค รู้อยู่ด้วยภาวนามรรค. ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า
รู้อยู่ด้วยญาตปริญญา ติรณปริญญา และปหานปริญญา เห็นอยู่ด้วยวิปัสสนา
ขั้นยอด. อีกประการหนึ่ง รู้ทุกข์โดยการรู้ด้วยการกำหนดรู้ เห็นนิโรธโดย
การรู้ด้วยการทำให้แจ้ง และเมื่อญาณทั้งสองนั้น มีการรู้ด้วยการละและการเจริญ
ก็เป็นอันสำเร็จด้วยทีเดียว ดังนั้น จึงเป็นอันตรัสถึงการบรรลุสัจจะทั้ง ๔. แต่
ในเรื่องนี้ เมื่อใด ท่านประสงค์เอาวิปัสสนาญาณ เมื่อนั้น พึงเห็นว่า บททั้งสอง
คือ ชานโต ปสฺสโต เป็นการแสดงถึงเหตุของมรรค แต่เมื่อใด ประสงค์
เอามรรคญาณ เมื่อนั้นพึงเห็นว่า บททั้งสองแสดงกิจของมรรค.

651
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 652 (เล่ม 45)

บทว่า อาสวานํ ขยํ มีอธิบายดังต่อไปนี้ การละ ความสิ้นไป
อย่างเด็ดขาด ความไม่เกิดขึ้น อาการสิ้นไป ความไม่มีแห่งอาสวะทั้งหลาย
เรียกว่า ความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในสัพพาสวสังวรปริยายสูตร ซึ่งมาแล้ว
อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับบุคคล
ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ และ (ดัง) ในสุตตบทมีอาทิว่า เจโตวิมุตติ ที่ไม่มีอาสวะ
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้ว. ผล เรียกว่า ความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในประโยค
เป็นต้นว่า บุคคล ชื่อว่า เป็นสมณะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป. นิพพาน
เรียกว่า ความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในประโยคเป็นต้นว่า
อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคล
นั้น ผู้มีปกติตามเห็นโทษของบุคคลอื่น
มีปกติยกโทษ (ผู้อื่น) อยู่เป็นนิตย์ บุคคล
นั้นชื่อว่า อยู่ห่างไกลจากนิพพาน.
มรรค เรียกว่า ความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในอินทริยสูตรและในสูตรนี้ที่มาอย่างนี้ว่า
เมื่อเสกบุคคลศึกษาอยู่ ฯลฯ แต่นั้น
อรหัตผลย่อมมี แก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว
ญาณย่อมมีแก่บุคคลผู้คงที่.
เพราะเหตุนั้น จึงมีคำอธิบายว่า เราตถาคตกล่าวถึงการบรรลุอริยมรรค สำหรับ
บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า โน อชานโต โน จ อปสฺสโต ความว่า ก็บุคคลใด
ไม่รู้ ไม่เห็น เราตถาคตไม่กล่าวการบรรลุอริยมรรคไว้สำหรับบุคคลนั้น. ผู้รู้
เหล่าใดกล่าวความหมดจดจากสังสารวัฏไว้สำหรับบุคคลผู้ไม่รู้ ไม่เห็น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธผู้รู้เหล่านั้น ด้วยบทนี้ว่า โน อชานโต โน จ

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 653 (เล่ม 45)

อปสฺสโต. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอุบายไว้ด้วย ๒ บทแรก
ตรัสปฏิเสธสิ่งที่มิใช่อุบายด้วยบทว่า โน อชานโต โน จ อปสฺสโต นี้.
อนึ่ง เมื่อว่าโดยย่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในสูตรนี้ว่า ญาณ
เป็นเครื่องทำอาสวะให้สิ้นไป ที่เหลือเป็นบริขารของญาณนั้น.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงญาณที่บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่เป็นเหตุให้สิ้นอาสวะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มปุจฉาว่า กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต (รู้อะไร
ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้.
ในคำว่า กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต นั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้. ความรู้มี
มากอย่าง. อธิบายว่า ภิกษุบางรูปเป็นผู้มีปัญญา รู้จักทำร่ม บางรูปรู้จักทำ
จีวรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นดำรงอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติทำงาน
เช่นนี้ ความรู้นั้น ไม่ควรกล่าวว่า ไม่เป็นปทัฏฐานของมรรคและผล. ส่วน
ภิกษุใดบวชในศาสนาแล้ว รู้จักทำเวชกรรมเป็นต้น อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญ
แก่ภิกษุนั้นนั่นเองผู้รู้อยู่อย่างนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ
จะทรงแสดงเฉพาะเรื่องที่รู้ เรื่องที่เห็น ซึ่งเป็นเหตุให้อาสวะทั้งหลายสิ้นไป
จึงตรัสคำว่า อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้น.
ในคำนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ สัจจกัมมัฏฐาน ๔ อันใดที่ควรกล่าวไว้
สัจจกัมมัฏฐานนั้น ได้กล่าวไว้แล้วโดยสังเขปแล ในโยนิโสมนสิการสูตรใน
ตอนต้น. อนึ่ง ในคำนั้น ท่านได้ทำการขยายความไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุ
ทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ เพราะ (มีหลักฐาน) มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย ภิกษุเมื่อทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมละอกุศล เจริญกุศลได้.
ในที่นี้ พึงประกอบเข้าตามนัยมีอาทิว่า สำหรับภิกษุผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ โดย
มรรคญาณด้วยอำนาจการแทงตลอดด้วยปริญญา คือ ด้วยอำนาจการตรัสรู้ด้วย

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 654 (เล่ม 45)

ปริญญาว่า นี้ทุกข์ เพราะ (มีหลักฐาน) มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป. อนึ่ง พึงทราบว่า
ในอาสวะทั้งหลาย ทิฏฐาสวะสิ้นไป เพราะปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค)
กามาสวะสิ้นไป เพราะตติยมรรค (อนาคามิมรรค) ภวาสวะ และอวิชชาสวะ
สิ้นไปเพราะจตุตถมรรค.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า วิมุตฺติญาณํ
ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณในวิมุตติ นิพพาน และผล. บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่
ชื่อว่า สูงสุด เพราะมีธรรมขั้นสูงสุดเป็นอารมณ์. บทว่า ขเย ญาณํ ได้แก่
ญาณ (ความรู้) ในความสิ้นไปแห่งอาสวะและสังโยชน์ คือ ในอริยมรรค
อันทำอาสวะและสังโยชน์ให้สิ้นไป. ควรนำมาเชื่อมไว้ แม้ในที่นี้ว่า ญาณ
ว่า สังโยชน์ทั้งหลายสิ้นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการพิจารณา
กิเลสที่ละได้แล้ว ด้วยบทว่า ขีณา สํโยซนา อิติ ญาณํ นั้น.
ปัจจเวกขณญาณทั้ง ๔ เป็นอันกล่าวไว้แล้วในที่นี้ดังพรรณนามาฉะนี้.
แท้จริง ในสูตรนี้ ไม่มีการพิจารณาถึงกิเลสที่ยังเหลืออยู่ เพราะพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงมุ่งถึงการบรรลุอรหัตผล. อนึ่ง ในบทว่า ชานโต ปสฺสโต
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกิจของสัมมาทิฏฐิว่า สำคัญยิ่งในการบรรลุ
นิพพาน ฉันใด เมื่อจะทรงแสดงว่า แม้กิจของสัมมัปปธาน ก็จำต้องปรารถนา
ให้ยิ่งฉันนั้นเหมือนกัน จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เตฺววิทํ กุสีเตน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เตฺววิทํ ตัดบทเป็น น ตุ เอว อิทํ.
ตุ ศัพท์ เป็นเพียงนิบาต. ม อักษรในบทว่า พาเลนมวิชานตา ทำการ
เชื่อมบท. ก็ในบทนี้ มีความย่อดังนี้ว่า นิพพานนี้เป็นเครื่องเปลื้องคัณฐะ
(กิเลสเครื่องร้อยรัด) ทั้งหมดมีอภิชฌากายคัณฐะเป็นต้น คือ เป็นนิมิต
(เครื่องหมาย) แห่งการเปลื้องการพ้น ซึ่งจะพึงบรรลุได้ด้วยเสกขมรรค และ

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 655 (เล่ม 45)

อเสกขมรรค อันบุคคลผู้ไม่รู้แจ้งสัจจะ ๔ ตามความเป็นจริงโดยนัยเป็นต้นว่า
นี้ทุกข์ ผู้ชื่อว่าเป็นคนโง่ คือ ผู้ไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้แจ้งนั้นนั่นแล ไม่
สามารถบรรลุได้ ฉันใด แม้บุคคลผู้เกียจคร้านไม่มีความเพียร ก็ไม่สามารถ
บรรลุได้ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น จึงต้องปรารภความเพียรเพื่อบรรลุนิพพาน
นั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ปรารภ
ความเพียร ไม่ใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน
ขอเธอทั้งหลายจงปรารภ จงบากบั่น จง
ประกอบอยู่ได้คำสอนของพระพุทธเจ้าเถิด
ขอเธอทั้งหลาย จงทำลายเสนามฤตยู ให้
เหมือนช้างทำลายเรือนไม้อ้อ ฉะนั้นเถิด.
จบอรรถกถาชานสูตรที่ ๓
๔. สมณสูตร
ว่าด้วยสมณะหรือพราหมณ์ไม่รู้จริง
[๒๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เราตถาคตหายกย่องว่าเป็น
สมณะในหมู่สมณะหรือว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ไม่ และท่านเหล่านั้น
หาได้ทำให้แจ้งซึ่งผล คือ ความเป็นสมณะ และผลคือความเป็นพราหมณ์ด้วย
ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ไม่ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด

655