และพึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป ดังต่อไปนี้
กัปที่เสื่อม ชื่อว่า สังวัฏฏกัป กัปที่เจริญ ชื่อว่า วิวัฏฏกัป. ใน กัปทั้ง
๒ อย่างนั้น สังวัฏฏัฏฐายีกัป ทรงถือเอาแล้วด้วย สังวัฏฏกัป และวิวัฏ-
ฏัฏฐายีกัป ทรงถือเอาแล้วด้วยวิวัฏฏกัป เพราะมี สังวัฏฏกัป นั้นเป็น
มูล. ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ อสังไขยกัป ๔ เหล่านั้นใดที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อสงไขยกัป เหล่านี้มี ๔, ๔ อย่างคืออะไรบ้าง ? คือ สังวัฏฎกัป
(ระยะกาลที่จักรวาลเริ่มถูกทำลาย ด้วยไฟ น้ำ หรือลม ทุกสิ่งในจักรวาล
สลายไปสู่ธาตุเดิม ย่อยไปไม่มีเหลือ) ๑ สังวัฏฏัฏฐายีกัป (ระยะกาล
ที่ไม่มีอะไร ไปจนถึงเริ่มกำเนิดของและสิ่งต่าง ๆ) ๑ วิวัฏฏกัป (ระยะกาล
เริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ ของสิ่งทั้งหลาย จนถึงทุกสิ่งในจักรวาลเจริญเต็มที่)
๑ วิวัฏฏัฏฐายีกัป (ระยะกาลที่จักรวาลสมบูรณ์จนถึงเริ่มเสื่อมสลายอีก)
๑ อสังไขยกัปเหล่านั้น ย่อมเป็นอันพระองค์ทรงกำหนดถือเอาแล้ว. ในอสัง-
ไขยกัป ๔ อย่างเหล่านั้น สังวัฏฏกัป มี ๓ คือ เตโชสังวัฏฏกัป ๑ อาโป
สังวัฏฏกัป ๑ วาโยสังวัฏฏกัป ๑. เขตแห่งสังวัฏฏกัปมี ๓ คือ ชั้น
อาภัสสรพรหม ๑ สุภกิณหพรหม ๑ เวหัปผลพรหม ๑. เวลาที่กัป
พินาศด้วยไฟ ไฟไหม้ต่ำกว่าชั้นอาภัสสรพรหม เวลาที่กัปพินาศด้วยน้ำ ย่อม
ทำลายต่ำกว่าชั้นสุภกิณหพรหม เวลาที่กัป พินาศด้วยลม ลมพัดทำลายต่ำกว่า
ชั้นเวหัปผลพรหม. แต่ว่าโดยพิสดารแล้ว แสนแห่งจักรวาล ย่อมพินาศร่วม
กันหมด.
ภิกษุเห็นปานนี้ นี้ เมื่อระลึกถึงขันธ์ที่ตนเคยอยู่อาศัยมาก่อน ดัง
พรรณนามานี้ ย่อมระลึกได้หลาย สังวัฏฏกัป บ้าง หลายวิวัฏฏกัป บ้าง
หลายสังวัฏฏวิวัฏฏกัป บ้าง. ระลึกได้อย่างไร ? ระลึกได้โดยนัยมีอาทิว่า
อมุตฺราสึ ดังนี้.