ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 596 (เล่ม 45)

ปลา ก็ตกอยู่ในอำนาจของปลาตัวเมียของตน เต่าก็ตกอยู่ในอำนาจของเต่าตัว
เมียของตนเป็นอันว่า สัตว์เดียรัจฉานแม้ทั้งหมด และเปรตจำพวกวินิปาติกะ
ย่อมตกอยู่ในอำนาจวัตถุเนืองนิตย์ ดังพรรณนามานี้ เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านี้
ตั้งแต่สัตว์ที่เกิดในอบายที่เหลือ จนถึงเทวดาเหล่าชั้นดุสิต เว้นสัตว์นรก
ชื่อว่า มีกามปรากฏแล้ว.
บทว่า นิมฺมานรติโน ความว่า เทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า นิมมานรดี
เพราะมีความยินดีในสมบัติเนรมิต ที่เนรมิตขึ้นเอง. อธิบายว่า เทวดาเหล่า
นั้น ย่อมปรารถนา รูปชนิดใด ด้วยสามารถแห่งรูปสีเขียว รูปสีเหลือง
เป็นต้น ก็เนรมิตรูปชนิดนั้นแล้วยินดีอยู่ เหมือนเทวดาเหล่า มนาปกายิกา
ผู้อยู่เฉพาะหน้าท่านพระอนุรุทธเถระฉะนั้น.
บทว่า ปรนิมฺมิตวสวตฺติโน ความว่า เทวดา ชื่อว่า ปรนิมมิ-
ตวสวัตดี เพราะตกอยู่ในอำนาจกาม ที่เทพเหล่าอื่นเนรมิตไว้. อธิบายว่า
เทวดาเหล่าอื่นรู้ใจของเทวดาชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี แล้วเนรมิต กามโภคะให้
ตามใจชอบ เทวดาเหล่านั้น จึงตกอยู่ในอำนาจกามโภคะนั้น. ถามว่า เทวดา
เหล่านั้นรู้ใจของผู้อื่นได้อย่างไร ? แก้ว่า รู้ได้ ด้วยสามารถแห่งการคบหา
กันมาเป็นประจำ อธิบายว่า เหมือนเจ้าพนักงานห้องเครื่อง ผู้ฉลาดรู้พระ
กระยาหารที่พระราชาผู้เสวย ชอบเสวย ฉันใด เทวดาเหล่าอื่นก็รู้อารมณ์ที่
เทวดาชั้นปรนิมมิตวัตดี ชอบใจ โดยปกติ ย่อมเนรมิต อารมณ์เช่นนั้น
แหละ ฉันนั้น เทวดาเหล่านั้นตกอยู่ในอำนาจอารมณ์นั้น ย่อมบริโภคกาม
ทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งการเสพเมถุนเป็นต้น. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
กามกิจ ของเทวดาเหล่านั้น ย่อมสำเร็จด้วยเหตุเพียงยิ้มแย้ม ด้วยเหตุเพียง
การมองดู ด้วยเหตุเพียงสวมกอด และด้วยเหตุเพียงจับมือ ดังนี้. ในอรรถกถา

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 597 (เล่ม 45)

ท่านค้านคำนั้นไว้ว่า ก็เหตุเพียงการยิ้มแย้มเป็นต้นนั้น ไม่มี. อธิบาย
ว่า ผู้ที่ไม่ถูกต้องกันด้วยกาย กามกิจคือโผฏฐัพพะ ย่อมไม่สำเร็จได้เลย.
สำหรับเทวดาชั้นกามาวจรทั้ง ๖ มีกามเป็นปกติเหมือนกัน. สมดังคำที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
พวกเทวดา กามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น
เหล่านี้ เพียบพร้อมไปด้วยกามคุณทั้งปวง
อายุของพวกเทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น
นับรวมกันทั้งหมดเป็นเท่าไร ?
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาทั้งหลายต่อไป. บทว่า เย จญฺเญ
ได้แก่ เทวดาเหล่าอื่นจากเทวดาที่กล่าวมาแล้ว และมนุษย์ผู้บริโภคกาม ทั้ง
สัตว์ผู้เข้าถึงอบายบางเหล่า ทั้งหมด. บทว่า อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ
ความว่า เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมไม่เป็นไปล่วง ถึงไม่ก้าวล่วง
สงสาร สองประเภท คือ อัตภาพตามที่ได้มานี้ ๑ ความเป็นอย่างอื่นจากนี้
กล่าวคือ อุปบัติภพอื่น ๑. บทว่า สพฺเพ ปริจฺจเช กาเม ความว่า
มนุษย์และเทวดาทั้งหมดนั้น ถึงสละกามทั้งหมด แยกประเภทเป็นกามทิพย์
เป็นต้น ทั้งที่เป็นวัตถุกาม และกิเลสกาม อธิบายว่า เมื่อละกิเลสกรรม
ด้วยอนาคามิมรรคนั่นแหละชื่อว่า สละวัตถุกาม. บทว่า ปิยรูปสาตรูปคธิตํ
ความว่า กำหนัดแล้วยินดีแล้ว ในปิยรูปทั้งหลาย ด้วยความพอใจสุขเวทนา
ในรูปเป็นต้น. บทว่า เฉตฺวา โสตํ ทุรจฺจยํ ความว่า ตัดขาดกระแส
ตัณหาที่ผู้อื่นก้าวล่วงได้โดยยาก คือข้ามได้ยาก. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว
ในหนหลังทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอุปปัตติสูตรที่ ๖

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 598 (เล่ม 45)

๗. กามสูตร
ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยกามไปสู่สงสาร
[๒๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยกามโยคะ
ผู้ประกอบแล้วด้วยภวโยคะ เป็นผู้ยังมา ยังต้องมาสู่ความเป็นอย่างนี้ (คือ
อัตภาพแห่งมนุษย์) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยบุคคลผู้พรากแล้วจากกาม-
โยคะ (แต่) ยังประกอบด้วยภวโยคะ เป็นอนาคามี ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยบุคคลผู้พรากแล้วจากกามโยคะ พรากแล้วจาก
ภวโยคะ เป็นพระอรหันตขีณาสพ.
สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบแล้วด้วยกาม
โยคะและภวโยคะ ย่อมไปสู่สงสารซึ่งมี
ปกติถึงความเกิดและความตาย ส่วนสัตว์
เหล่าใดละกามทั้งหลายได้เด็ดขาด แต่ยัง
ไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ยังประกอบ
ด้วยภวโยคะ สัตว์เหล่านั้นบัณฑิตกล่าวว่า
เป็นพระอนาคามี ส่วนสัตว์เหล่าใดตัด
ความสงสัยได้แล้ว มีมานะและมีภพใหม่
สิ้นแล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลายแล้ว สัตว์เหล่านั้นแลถึงฝั่งแล้ว
ในโลก.
จบกามสูตรที่ ๗

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 599 (เล่ม 45)

อรรถกถากามสูตร
ในกามสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กามโยคยุตฺโต ความว่า ราคะที่ประกอบด้วยเบญจกามคุณ
ชื่อว่า กามโยคะ บุคคลผู้ประกอบด้วยกามโยคะนั้น ชื่อว่า กามโยคยุตฺโต.
บทว่า กามโยคยุตฺโต นี้ เป็นชื่อของ กามราคะ ที่ยังตัดไม่ขาดแล้ว.
ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในรูปภพ และอรูปภพทั้งหลาย ชื่อว่า
ภวโยคะ. ความใคร่ในฌาน และราคะอันประกอบด้วย สัสสตทิฏฐิ ก็
อย่างนั้น คือ ชื่อว่า ภวโยคะ (เหมือนกัน ). บุคคลผู้ประกอบด้วยภวโยคะ
นั้น ชื่อว่า ภวโยคยุตฺโต. อธิบายว่า ยังละภวราคะไม่ได้ บทว่า อาคามี
ความว่า บุคคลแม้จะดำรงอยู่ในพรหมโลก ก็ยังมาสู่มนุษยโลกนี้เป็นปกติ
ด้วยสามารถแห่งการถือปฏิสนธิ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดังนี้. อธิบายว่า มีอันต้องมาสู่ความเป็นอย่างนี้
กล่าวคืออัตภาพแห่งมนุษย์เป็นธรรมดา ได้แก่มีการบังเกิดในมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นปกติ. เพื่อจะทรงแสดงว่า ก็กามโยคะเป็นเหตุแห่งการมาสู่ความเป็น
อย่างนี้ในมนุษยโลกนี้โดยแท้ ถึงกระนั้นผู้ใดประกอบกามโยคะ ผู้นั้นย่อม
ชื่อว่า เป็นผู้ประกอบแม้ภวโยคะโดยส่วนเดียวดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสคำทั้งสองไว้รวมกันว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วย
กามโยคะ และประกอบแล้วด้วยภวโยคะ ดังนี้.
แม้อสุภฌาน ก็ชื่อว่า กามโยควิสํโยโค ในบทว่า กามโยค-
วิสํยุตฺโต นี้. อนาคามิมรรคที่พระอริยบุคคลบรรลุแล้ว โดยกระทำอสุภฌาน
นั้นให้เป็นบาท ชื่อว่าผู้พรากจากกามโยคะโดยส่วนเดียวเท่านั้น. เพราะเหตุ

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 600 (เล่ม 45)

นั้น พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลแห่งมรรคที่ ๓ ท่านจึงเรียกว่า กามโยค-
วิสํยุตฺโต (พรากแล้วจากกามโยคะ) ดังนี้. ก็เพราะเหตุที่ฉันทราคะในรูปภพ
และอรูปภพ อันพระโยคาวจรยังละไม่ได้ ด้วยอนาคามิมรรค ฉะนั้น พระ-
โยคาวจรนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภวโยคยุตฺโต เพราะยังละภวโยคะไม่ได้.
บทว่า อนาคามี ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ไม่มาสู่กามโลก ด้วยสามารถ
แห่งการถือปฏิสนธิ. อธิบายว่า พระอนาคามีบุคคล ชื่อว่าไม่ต้องมาสู่
ความเป็นอย่างนี้ เพราะสำเร็จความเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์ในภายใน ด้วยการ
เพิกถอนเสียได้ ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์โดยไม่มีส่วนเหลือ พร้อมกับด้วย
สามารถแห่งการพรากจากกามโยคะนั่นเอง เป็นผู้ปรินิพพานในชั้นนั้น มีอัน
ไม่กลับมาเป็นธรรมดา.
ก็ภวโยคะอันพระอริยบุคคลใดละได้แล้วโดยไม่มีส่วนเหลือ แม้
กิเลสที่เหลือมีอวิชชาโยคะเป็นต้น ย่อมชื่อว่าเป็นอันพระอริยบุคคลนั้นละได้
แล้วทีเดียว เพราะเหตุที่กิเลสเหล่านั้น ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน เพราะเหตุนั้น
พระอริยบุคคลผู้มีสังโยชน์คือภพอันสิ้นแล้วนั้น ท่านจึงเรียกว่า พระอรหันต-
ขีณาสพ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พระอริยบุคคลผู้พรากแล้วจากกามโยคะ พรากแล้วจากภวโยคะ เป็นพระ
อรหันตขีณาสพ ดังนี้. ก็ในอธิการนี้ พึงเห็นว่า พระอนาคามีผู้พรากแล้ว
จากกามโยคะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อตรัสสรรเสริญ ตติยมรรค
ดุจการละ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส ของจตุตถฌาม (และสรรเสริญ)
จตุตถมรรค ดุจความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ คือ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพต-
ปรามาส ฉะนั้น. ปุถุชนทั้งหมด พร้อมด้วยพระโสดาบัน และพระสกทา-
คามี พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาแล้วด้วยบทแรก. พระอนาคามีทั้งหมด
ทรงถือเอาแล้วด้วยบทที่สอง. ส่วนพระอรหันต์ทรงถือเอาด้วยบทที่สาม.

600
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 601 (เล่ม 45)

เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงยังพระเทศนาให้จบลงด้วยยอด คือ
พระอรหัต.
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาทั้งหลายต่อไป บทว่า อุภยํ ความว่า
โดยส่วนสอง อธิบายว่า ประกอบด้วยกามโยคะ และภวโยคะทั้งสอง. บทว่า
สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ ความว่า สัตว์ ๓ ประเภทเหล่านี้คือ ปุถุชน
พระโสดาบัน พระสกทาคามี ยังต้องไปคือท่องเที่ยวไป เพราะยังละกามโยคะ
และภวโยคะไม่ได้ ต่อจากนั้นก็จะเป็นผู้ไปสู่ชาติและมรณะ.
ในบรรดาพระโสดาบันบุคคล ๓ จำพวก คือ เอกพีชี โกลังโกละ
สัตตักขัตตุปรมะเหล่านี้ พระโสดาบันผู้มีอินทรีย์อ่อนกว่าเขาทั้งหมด ชื่อว่า
สัตตักขัตตุปรมะ ท่านย่อมไม่เกิดในภพที่ ๘ แต่ยังต้องท่องเที่ยวไปด้วย
สามารถแห่งการเกิดของตนที่ธรรมดากำหนดไว้. พระโสดาบันแม้นอกนี้ก็
เหมือนกัน. แม้บรรดาพระสกทาคามีทั้งหลาย พระสกทาคามีใดบรรลุสกทา-
คามิมรรคในโลกนี้แล้วบังเกิดในเทวโลก มาบังเกิดในโลกนี้อีก พระสกทาคามี
นั้น ชื่อว่าท่องเที่ยวด้วยสามารถแห่งชาติที่ตนกำหนดแล้ว. แต่พระสกทาคามี
บุคคลเหล่าใด ย่อมบังเกิดในเทวโลกนั้น ๆ แหละ หรือในมนุษยโลกนั่นเอง
โดยเว้นโวมิสสกนัย พระสกทาคามีเหล่านั้น ยังต้องท่องเที่ยวไปอยู่นั่นเอง
เพราะยังต้องไปบังเกิดบ่อย ๆ จนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า โดยได้บรรลุมรรค
ชั้นสูงๆ ขึ้นไป. แต่ในปุถุชนเรื่องที่จะต้องกล่าวถึงไม่มีเลย เพราะสังโยชน์
ในภพทั้งปวงยังไม่หมดสิ้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สัตว์ทั้งหลาย ผู้ประกอบแล้วด้วย
กามโยคะ และภวโยคะ ทั้งสองย่อมไปสู่
สงสาร ซึ่งมีปกติถึงความเกิดและความ
ตาย ดังนี้.

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 602 (เล่ม 45)

บทว่า กาเม ปหนฺตฺวาน ความว่า ละกิเลสกามทั้งหลาย กล่าวคือ
กามราคะ ด้วยพระอนาคามิมรรค. บทว่า ฉินฺนสํสยา ความว่า มีความ
สงสัยอันตัดขาดแล้วด้วยดี ก็แลการตัดความสงสัยนั่นแล จะมีได้ก็ด้วยพระ-
โสดาปัตติมรรคเท่านั้น. ก็เพื่อจะทรงสรรเสริญมรรคที่ ๔ จึงตรัสไว้อย่างนี้.
อธิบายว่า พระอรหันต์ทั้งหลายทรงประสงค์เอาว่า ผู้ตัดความสงสัยได้แล้วใน
พระคาถานี้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ขีณมานปุนพฺภวา
มีมานะและภพใหม่สิ้นแล้ว ดังนี้. พระอริยบุคคลชื่อว่า มีมานะและภพใหม่
สิ้นแล้ว เพราะท่านมีมานะทั้ง ๙ และภพใหม่ต่อไปสิ้นแล้ว โดยประการ
ทั้งปวง. ก็ในบทว่า ขีณมานปุนพฺภวา นี้ กิเลสอันมรรคที่ ๔ พึงฆ่าทั้งหมด
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วด้วยมานศัพท์ หรือด้วยสามารถแห่งลักษณะ
เพราะกิเลสมีอรรถอย่างเดียวกับมานะนั้น. ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็น
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว โดยที่พระขีณาสพมีอาสวะสิ้นแล้ว. อนุปาทิ-
เสสนิพพานธาตุ เป็นอันพระองค์ตรัสแล้ว โดยที่พระขีณาสพมีภพใหม่
สิ้นแล้ว. คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถากามสูตรที่ ๗
๘. กัลยาณสูตร
ว่าด้วยศีลงามธรรมงามปัญญางาม
[๒๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศีล มีธรรมงาม มีปัญญา
งาม เรากล่าวว่า เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นบุรุษผู้
สูงสุดในธรรมวินัยนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามอย่างไร ? ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ เป็นผู้มี่ศีล สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระ

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 603 (เล่ม 45)

และโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีล
งามด้วยประการดังนี้.
ภิกษุเป็นผู้มีธรรมงามอย่างไร ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบ
ด้วยความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเนือง ๆ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีธรรมงามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม
ด้วยประการดังนี้.
ภิกษุเป็นผู้มีปัญญางามอย่างไร ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้กระทำให้แจ้ง
ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มี
ปัญญางามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม มีปัญญางาม ด้วย
ประการนี้ เรากล่าวว่า เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็น
บุรุษสูงสุดในธรรมวินัยนี้.
ภิกษุใดไม่มีการทำชั่วด้วยกาย วาจา
ใจ พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น กล่าวภิกษุผู้มีหิรินั้นแลว่าผู้มีศีล
งาม.
ภิกษุใดเจริญดีแล้วซึ่งธรรมทั้งหลาย
อันให้ถึงอริยมรรคญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ดี
ที่ตนได้บรรลุแล้ว พระอริยเจ้าทั้งหลายมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้นกล่าวภิกษุผู้ไม่มีกิเลส
เครื่องฟูขึ้นนั้นแลว่า ผู้มีธรรมอันงาม.
ภิกษุรู้ชัดซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 604 (เล่ม 45)

ของตนในอัตภาพนี้แล พระอริยเจ้าทั้ง
หลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวภิกษุ
ผู้ไม่มีอาสวะ สมบูรณ์ด้วยธรรมเหล่านั้น
ผู้ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้แล้ว ไม่
อาศัยละกิเลสทั้งหมดในโลกทั้งปวงนั้นแล
ว่าผู้มีปัญญางาม.
จบกัลยาณสูตรที่ ๘
อรรถกถากัลยาณสูตร
ในกัลยาณสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กลฺยาณสีโล ความว่า ผู้มีศีลอันงาม คือ มีศีลสมบูรณ์แล้ว
ได้แก่ มีศีลบริบูรณ์แล้ว. ในองคคุณทั้ง ๓ นั้น ภิกษุชื่อว่า มีศีลบริบูรณ์
ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือด้วยการเห็นโทษแห่งศีลวิบัติโดยชอบนั่นเอง ๑
ด้วยการเห็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ๑. แต่ในข้อที่ว่ามีศีลอันงามนี้ พึงทราบ
ความที่ศีลนั้นงามด้วยสามารถแห่งมรรคศีลและผลศีล ที่พ้นจากข้อผูกพัน
ทั้งหมด (และ) บริบูรณ์โดยอาการทั้งปวง.
โพธิปักขิยธรรมทั้งหมด ทรงประสงค์เอาว่า กัลยาณธรรม
เพราะฉะนั้น ภิกษุชื่อว่า มีกัลยาณธรรม เพราะมีโพธิปักขิยธรรม มีสต-ิ
ปัฏฐานเป็นต้น อันงดงาม.
และภิกษุผู้มีปัญญางามด้วยสามารถแห่งมรรคผลปัญญานั่นแล ชื่อว่า
ผู้มีปัญญางาม อธิบายว่า ธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ที่เป็นโลกุตรธรรม

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 605 (เล่ม 45)

เท่านั้น ชื่อว่า เป็นกัลยาณธรรมโดยส่วนเดียว เพราะเป็นธรรมมีอันไม่กำเริบ
เป็นสภาพ.
ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภิกษุชื่อว่า มีศีลอันงามด้วยสามารถ
แห่งจตุปาริสุทธิศีล ชื่อว่ามีธรรมอันงาม ด้วยสามารถแห่งธรรมคือวิปัสสนา-
มรรค ชื่อว่า มีปัญญาอันงาม ด้วยสามารถแห่งมรรคผลปัญญา. อาจารย์
พวกหนึ่ง กล่าวว่า ศีลธรรมและปัญญาเหล่านั้น ก็คืออเสขะ. ส่วนอาจารย์
เหล่าอื่น กล่าวว่า มรรคศีล และผลศีล ของพระโสดาบันและ
พระสกทาคามีทั้งหลาย ชื่อว่า กัลยาณศีล เพราะฉะนั้น ทั้งพระ
โสดาบัน และพระสกทาคามี ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอา
แล้ว ด้วยบทว่า กลฺยาณสีโล นี้. อธิบายว่า พระโสดาบันและพระ-
สกทาคามีเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ธรรม คือ
อนาคามิมรรค และอนาคามิผล และธรรมคือมรรคอันเลิศ ชื่อว่าเป็นกัลยาณ-
ธรรม เพราะว่า ในบรรดาธรรมเหล่านั้น โพธิปักขิยธรรม ย่อมถึงความ
บริบูรณ์ด้วยภาวนา เพราะฉะนั้น พระอริยบุคคล ๓ จำพวก นับแต่ พระ-
อริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคที่ ๓ ไป ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือ
เอาแล้ว ด้วยบทว่า กลฺยาณธมฺโม นี้ ปัญญาในผลอันเลิศ (อรหัตผล)
ชื่อว่า ปัญญางาม เพราะถึงที่สุดแห่งกิจด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น พระอรหันต์
ผู้ถึงความไพบูลย์แห่งปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้มีกัลยาณธรรม
บุคคลอย่างว่ามานี้แหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประสงค์เอาแล้ว. เพราะ
ฉะนั้น จะมีประโยชน์อะไร ด้วย (ข้อโต้แย้ง) อันทำให้เนิ่นช้านี้ ในข้อนี้
ธรรมคือมรรคอันเลิศ และผลอันเลิศ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่าเป็น

605