ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 566 (เล่ม 45)

(และ) กรรมเข้ากับผล ตัณหา คือ วานะนั้น ไม่มีในธรรมชาตินี้ หรือเมื่อ
บรรลุถึงธรรมชาตินั้นแล้ว วานะนั้น ไม่มีแก่พระอริยบุคคล เพราะฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า นิพพาน.
แม้ในคำว่า อคฺโค วิปาโก โหติ นี้ ควรทราบผลพิเศษของความ
เลื่อมใสในพระธรรม ด้วยสามารถแห่งสุตตบท มีอาทิว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระธรรม
ว่าเป็นที่ระลึกแล้วสิ ฯลฯ เพราะว่าปีติที่มี
อยู่ในกายของผู้กำหนดว่า ธมฺโม เป็นสิ่ง
ประเสริฐทีเดียว
ข้าแต่ท่านจอมเทพ การถึงพระธรรม เป็นสรณะ เป็นการดีแล
ข้าแต่ท่านจอมเทพ เพราะเหตุแห่งการถึงพระธรรมเป็นสรณะแล คนบาง
จำพวกในโลกนี้ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์. เมื่อเป็นเช่นนั้น ในข้อนี้ ความเลิศ
ก็ชื่อว่า มาแล้วด้วยสามารถแห่งอสังขตธรรมเท่านั้น. แม้ความสามารถแห่ง
อริยมรรค ก็ได้เนื้อความนี้เหมือนกัน เพื่อแสดงถึงการออกไปแห่งสังขตธรรม
ทั้งหมด. สมจริงตามที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมทั้งหลายมี
ประมาณท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ บัณฑิตกล่าวว่า เลิศ กว่าสังขตธรรม
เหล่านั้นดังนี้ และว่าอัฏฐังคิกมรรค ประเสริฐที่สุดดังนี้.
บทว่า สงฺฆา วา คณา วา ได้แก่ หมู่หรือคณะ ในโลกกล่าว
คือ ชุมนุมชน มีประมาณเท่าใด. บทว่า ตถาคตสาวกสงฺโฆ ได้แก่
สงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้า ผู้รวมกันด้วยความเสมอกันแห่งทิฏฐิ และศีล
กล่าวคือ ชุมนุมพระอริยบุคคล ๘ จำพวก. บทว่า เตสํ อคฺคมกฺขายติ
ความว่า สงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้า บัณฑิตกล่าวว่า เลิศ คือประเสริฐ

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 567 (เล่ม 45)

สุด ได้แก่ สูงสุด หมายความว่า ล้ำเลิศ ด้วยคุณวิเศษ มีศีล สมาธิ ปัญญา
และวิมุตติเป็นต้นของตน. บทว่า ยทิทํ ความว่า เหล่านี้ใด. บทว่า จตฺตาริ
ปุริสยุคานิ ได้แก่ คู่บุรุษ ๔ คู่ โดยเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ คือ ท่านผู้ดำรง
ในมรรคที่ ๑ ท่านผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๑ นี้คู่ ๑ จนถึงท่านผู้ดำรงอยู่ในมรรคที่ ๔
ท่านผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๔ นี้คู่ ๑. บทว่า อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา ได้แก่
บุรุษบุคคล ๘ จำพวก ด้วยอำนาจบุรุษบุคคลตามนัยนี้ คือ บุรุษบุคคลผู้
ดำรงอยู่ในปฐมมรรค คน ๑ บุรุษบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมผล คน ๑. ก็
ในที่นี้ บทเหล่านี้ คือ ปุริโส ก็ตาม ปุคฺคโล ก็ตาม มีความหมาย
อย่างเดียวกัน. แต่คำนี้พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์. บทว่า
เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ ความว่า โดยเป็นคู่ คู่บุรุษ ๔ คู่ เหล่านี้
โดยแยกกัน บุรุษบุคคล ๘ จำพวกนี่แหละ ชื่อว่า สงฆ์สาวกของพระผู้มี
พระภาคเจ้า.
พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า อาหุเนยฺโย เป็นต้นต่อไป สิ่งของชื่อว่า
อาหุนะ เพราะเขาพึงนำมาบูชา. อธิบายว่า พึงนำมาจากที่ไกล แล้วถวาย
แด่ท่านทั้งหลายผู้มีศีล. คำนี้เป็นชื่อของปัจจัย ๔. พระสงฆ์ชื่อว่าเป็นผู้ควร
รับของที่เขาพึงนำมาบูชานั้น เพราะทำให้เป็นทานมีผลมาก เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า อาหุเนยยะ. อีกอย่างหนึ่ง แม้สมบัติทั้งมวล ที่เขาพึงนำมาแม้แต่
ที่ไกลแล้ว บูชาไว้ในไฟคืออาหุนะนี้ หรือไฟคืออาหวนะ ควรแก่สักการะ
เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อาหวนียะ. ไฟของพราหมณ์ทั้งหลายนี้ใด
ชื่อว่า อาหวนียะ ที่เป็นเหตุให้พราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิว่า ยัญที่บูชาแล้วมี
ผลมาก ถ้าหากไฟนั้นชื่อว่า อาหวนียะ เพราะภาวะที่บูชาแล้วมีผลมาก
พระสงฆ์นั่นเอง ก็ชื่อว่า อาหวนียะ เพราะยัญที่บูชาแล้วในพระสงฆ์ ก็มี
ผลมาก ดังที่ตรัสไว้ว่า

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 568 (เล่ม 45)

ก็การบูชาของผู้บูชา ท่านผู้อบรม
คนแล้วผู้เดียว แม้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
ประเสริฐกว่าการบูชาของผู้บำเรอ (บูชา)
ไฟในป่า เป็นเวลาร้อยปี การบูชาเป็น
เวลาร้อยปี จะประเสริฐอะไรเล่า ?
บทว่า อาหวนีโย นี้นั้น ในนิกายอื่น โดยเนื้อความแล้ว เป็น
อันเดียวกันกับบทว่า อาหุเนยฺโย ในพระสูตรนี้ แต่โดยพยัญชนะแล้ว
ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำการพรรณนาความไว้
อย่างนี้.
แต่ว่า ของที่จะให้แขก (ของรับแขก) ที่จัดไว้ด้วยสักการะ เพื่อ
ประโยชน์แก่ญาติและมิตรทั้งหลาย ผู้เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจ ที่มา ๆ แล้ว
จากทิศและทิศเฉียง พระองค์ตรัสเรียกว่า ปาหุนะ ในคำว่า ปาหุเนยฺ โย นี้
ของที่จะให้แขกแม้นั้น เว้นคนเหล่านั้น คือ แขกประเภทนั้น แล้วควรถวาย
แก่พระสงฆ์เท่านั้น. อนึ่ง เพราะว่าพระสงฆ์นั่นจะปรากฏ แม้ในระหว่าง
พุทธันดรหนึ่งและไม่ดาษดื่น. แต่ในที่นี้ ความหมายของบทมีดังนี้ พระสงฆ์
ประกอบแล้ว ด้วยธรรมทั้งหลาย อันกระทำความเป็นผู้น่ารัก น่าพอใจ ดังนั้น
ตามที่พรรณนามานี้ พระสงฆ์จึงชื่อว่า ปาหุเนยฺโย เพราะของต้อนรับ
ควรจะถวายแก่ท่าน และท่านควรรับของต้อนรับ ส่วนอรรถาธิบายของ
อาจารย์ทั้งหลาย ที่มีบาลีว่า ปาหวนีโย มีว่า เพราะเหตุที่พระสงฆ์ควรซึ่ง
การทำก่อน ฉะนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า ปาหวนีโย เพราะคนทั้งหลายควร
นำของมาบูชาก่อนผู้อื่น. อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ชื่อว่า ปาหวนีโย เพราะควร
ซึ่งการบูชา โดยประการทั้งปวง. ในพระสูตรนี้ พระสงฆ์นี้นั้น พระองค์
ตรัสเรียกว่า ปาหุเนยฺโย โดยอรรถาธิบายนั้นนั่นแหละ.

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 569 (เล่ม 45)

บทว่า ทกฺขิณา ความว่า พระสงฆ์ชื่อว่า ทักขิเณยยะ เพราะควร
ซึ่งทานที่คนทั้งหลายเชื่อปรโลกแล้วถวายซึ่งทักษิณานั้น หรือเป็นผู้เกื้อกูลแก่
ทักษิณา เพราะให้ทักษิณาหมดจด โดยทำให้มีผลมาก. พระสงฆ์ชื่อ อัญชลี-
กรณียะ เพราะควรซึ่งอัญชลีกรรม (การไหว้) ที่ชาวโลกทั้งหมดทำ โดย
วางมือทั้ง ๒ ไว้บนศีรษะ. บทว่า อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ได้แก่
เป็นสถานที่งอกงามแห่งบุญของสัตวโลกทั้งมวล ไม่มีสถานที่อื่นเหมือน.
อุปมาเสมือนหนึ่งว่า สถานที่ ๆ ข้าวสาลีแดง หรือข้าวยวะงอกงาม ชาวโลก
เรียกว่า นาข้าวสาลี นาข้าวยวะ ฉันใด พระสงฆ์ก็ฉันนั้น เป็นสถานที่
งอกงามแห่งบุญของสัตวโลก พร้อมทั้งเทวโลก. เพราะว่า บุญทั้งหลายที่ให้
เกิดประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่สัตวโลก อาศัยพระสงฆ์แล้วจึงงอกงาม
ขึ้น เพื่อฉะนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า เป็นนาบุญของสัตวโลก ไม่มีนาบุญอื่น
ยิ่งกว่า.
แม้ในที่นี้ก็ควรทราบ การประกอบผลพิเศษของความเลื่อมใสใน
พระสงฆ์ ด้วยสามารถแห่งสุตตบท มีอาทิอย่างนี้ว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระสงฆ์
ว่าเป็นที่พึ่งแล้วซิ ฯลฯ เพราะว่าปีติที่มีอยู่
ในกายของผู้กำหนดอยู่ (ในใจ) ว่า สงฺโฆ
เป็นสิ่งที่ประเสริฐทีเดียว
ข้าแต่ท่านจอมเทพ การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นการดีแล เพราะ
เหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะแล ท่านจอมเทพ ฯลฯ คนบางจำพวกใน

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 570 (เล่ม 45)

โลกนี้ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์. ด้วยพระพุทธพจน์นั้น พึงทราบความที่ความ
เลื่อมใสนั้น เป็นของล้ำเลิศ และความที่ความเลื่อมใสนั้น มีผลเลิศ. อนึ่ง
พึงทราบความที่ความเลื่อมใสมีผลเลิศ ด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จผลอัน
โอฬาร มีอาทิอย่างนี้ว่า การตัดขาดวัฏทุกข์ เริ่มต้นแต่การเกิดในภพที่ ๗
เป็นต้น เพราะได้เฉพาะซึ่งการเห็นอันยอดเยี่ยม เป็นเหตุแห่งการบรรลุความ
สุขที่ยอดเยี่ยม.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลาย ดังต่อไปนี้. บทว่า อคฺคโต
ความว่า ผู้เลื่อมใสแล้ว ในพระรัตนตรัยอันล้ำเลิศ โดยความเป็นของเลิศ
นั่นเอง. บทว่า อคฺคํ ธมฺมํ ความว่า รู้อยู่ คือทราบอยู่. ซึ่ง
สภาวะที่ล้ำเลิศ คือ ความที่พระพุทธเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้ดีแล้ว ความที่
พระธรรมเป็นธรรมดี และความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ได้แก่ภาพที่
สูงสุดของพระรัตนตรัย ที่ไม่ทั่วไปแก่สิ่งอื่น หรือสภาพของคุณความดี มี
ทศพลญาณเป็นต้น (ของพระพุทธเจ้า) ความเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ดีแล้ว (ของพระธรรม) และความเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วเป็นต้น (แห่ง
พระสงฆ์).
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระรัตนตรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความเลื่อมใสอันเลิศ โดยทั่วไปอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงพระ-
รัตนตรัยนั้น โดยไม่ทั่วไป ด้วยการทรงจำแนกออกไป จึงได้ตรัสคำมีอาทิ
ไว้ว่า อคฺเค พุทฺเธ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺนฺนานํ ความว่า เลื่อมใสแล้ว คือ
น้อมใจเชื่อแล้ว ด้วยความเลื่อมใสที่ตั้งมั่นแล้ว และด้วยความเลื่อมใสนอก

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 571 (เล่ม 45)

จากนี้. บทว่า วิราคูปสเม ความว่า ที่คลายกำหนัดและที่สงบ. อธิบายว่า
ที่เป็นเหตุคลายกำหนัดล่วงส่วนแห่งราคะทั้งหมด และที่เป็นเหตุสงบล่วงส่วน
แห่งกิเลสทั้งมวล. บทว่า สุเข ความว่า ที่ชื่อว่าเป็นสุข เพราะพระธรรม
เป็นเหตุสิ้นวัฏทุกข์ และเพราะพระธรรมเป็นเหตุแห่งความสุข เพราะระงับ
สังขารทั้งหลาย. บทว่า อคฺคสฺมึ ทานํ ททตํ ความว่า ให้ทานอยู่ คือ
บริจาคไทยธรรมอยู่ ในพระรัตนตรัยที่ล้ำเลิศ.
บรรดารัตนะทั้ง ๓ เหล่านั้น เหล่าชนเมื่อบำรุงคือบูชาพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ผู้ยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ ด้วยปัจจัยสี่ และบำรุงคือบูชาได้แก่
สักการะพระธาตุเจดีย์เป็นต้น อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จปรินิพพาน
แล้ว ชื่อว่า ถวายทานในพระพุทธเจ้า. บทว่า ธมฺมํ ปูเชสฺสาม ความว่า
ชนเหล่าใดอุปฐากคือบูชา ได้แก่สักการะอยู่ซึ่งบุคคลทั้งหลายผู้ทรงธรรม
ด้วยปัจจัยสี่ และเมื่อสร้างพระธรรมไว้ให้ดำรงอยู่ตลอดกาลนาน ชื่อว่า ให้
ทานในพระธรรม. เมื่ออุปฐากคือบูชา ได้แก่สักการะพระอริยสงฆ์อย่างนั้น
ด้วยปัจจัย ๔ และปฏิบัติอย่างนั้น แม้ในภิกษุนอกจากนี้ อุทิศพระอริยสงฆ์นั้น
ชื่อว่า ถวายทานในพระสงฆ์.
บทว่า อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ความว่า เมื่อชนทั้งหลายมีใจ
เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างนี้ ยังการบริจาคอย่างโอฬาร และการบูชา
สักการะอย่างโอฬารให้เป็นไป เป็นอันก่อสร้างกุศลที่ล้ำเลิศคือ โอฬารทุก ๆ
วัน .
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงความที่บุญนั้นเป็นของล้ำเลิศ เพราะมีผลเลิศ
จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า อคฺคํ อายุ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคํ อายุ ได้แก่ อายุทิพย์ (เทวดา)
หรืออายุมนุษย์ที่ล้ำเลิศคือยืนที่สุด. บทว่า ปวฑฺฒติ ความว่า เพิ่มพูนสูง ๆ

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 572 (เล่ม 45)

ขึ้นรูป. บทว่า วณฺโณ ได้แก่ รูปสมบัติ. บทว่า ยโส ได้แก่ บริวาร-
สมบัติ. บทว่า กิตฺติ ได้แก่ เสียงสดุดีกึกก้อง. บทว่า สุขํ ได้แก่ ความสุข
ทางกายและความสุขทางใจ. บทว่า พลํ ได้แก่ กำลังกายและกำลังความรู้.
บทว่า อคฺคสฺส ทาตา ความว่า ถวายแก่พระรัตนตรัยอันล้ำเลิศ อีกอย่างหนึ่ง
บำเพ็ญบุญในพระรัตนตรัยนั้น โดยทำการถวายไทยธรรมอันเลิศให้โอฬาร.
บทว่า อคฺคธมฺมสมาหิโต ความว่า ดำรงอยู่แล้ว คือ ประกอบแล้วด้วย
ธรรมคือความเลื่อมใส และธรรมมีทานเป็นต้น ที่ล้ำเลิศ ได้แก่ประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหว หรือประกอบด้วยธรรมทั้งหลาย มีความ
รักใคร่และความพอใจของคนจำนวนมากเป็นต้น ที่เป็นผลของความเลื่อมใส
นั้น. บทว่า อคฺคปฺปตฺโต ปโมทติ ความว่า ประสบความล้ำเลิศ คือ
ความประเสริฐสุด ในหมู่สัตว์ที่ตนเกิดแล้ว หรือเป็นผู้บรรลุมรรคผลที่เป็น
โลกุตระแล้ว ย่อมบันเทิงคือรื่นเริงใจ ได้แก่พอใจมาก ดังนี้แล.
จบอรรถกถาปสาทสูตรที่ ๑
๒. ชีวิตสูตร
ว่าด้วยก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น
[๒๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอยู่เพราะการแสวงหาก้อน-
ข้าวนี้ เป็นกรรมที่ลามกของบุคคลผู้เป็นอยู่ทั้งหลาย บุคคลผู้ด่าย่อมด่าว่า
ท่านผู้นี้มีบาตรในมือ ย่อมเที่ยวแสวงหาก้อนข้าวในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็กุลบุตรทั้งหลาย เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ อาศัยอำนาจแห่งเหตุ ไม่
ได้ถูกพระราชาทรงให้นำไปจองจำไว้เลย ไม่ได้ถูกพวกโจรนำไปกักขังไว้

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 573 (เล่ม 45)

ไม่ได้เป็นหนี้ ไม่ได้ตกอยู่ในภัย เป็นผู้มีความเป็นอยู่เป็นปกติ ย่อมเข้าถึง
ความเป็นอยู่ด้วยการแสวงหาก้อนข้าวนั้น ด้วยคิดว่า ก็แม้พวกเราแล เป็นผู้
ถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว
ถูกทุกข์ติดตามแล้ว ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว แม้ไฉน การการทำซึ่งที่สุดแห่ง
กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กุลบุตรผู้บวชแล้วอย่างนี้
เป็นผู้มีอภิชฌามาก มีความกำหนัดอันแรงกล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท
มีความดำริแห่งใจชั่วร้าย มีสติหลงลืม ไม่รู้สึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุน
ไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ เรากล่าวบุคคลนี้ว่า มีอุปมาเหมือนดุ้นฟืนในที่เผาผี
ที่ไฟติดทั่วแล้วทั้งสองข้าง ตรงกลางเปื้อนคูถ จะใช้ประโยชน์เป็นฟืนในบ้าน
ในป่า ก็ไม่สำเร็จฉะนั้น บุคคลนี้เสื่อมแล้วจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ และไม่
ยังผลแห่งความเป็นสมณะให้บริบูรณ์ได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลผู้มีส่วนชั่ว เสื่อมแล้วจาก
โภคะแห่งคฤหัสถ์ ย่อมขจัดผลแห่งความ
เป็นสมณะให้กระจัดกระจายไป เหมือน
ดุ้นฟืนในที่เผาผีฉิบหายไปอยู่ ฉะนั้น
ก้อนเหล็กร้อนเปรียบด้วยเปลวไฟ อัน
บุคคลบริโภคแล้ว ยังจะดีกว่า บุคคลผู้
ทุศีล ผู้ไม่สำรวม พึงบริโภคก้อนข้าว
ของชาวแว่นแคว้นจะดีอะไร.
จบชีวิตสูตรที่ ๒

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 574 (เล่ม 45)

อรรถกถาชีวิตสูตร
ชีวิตสูตรที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ด้วยอำนาจเหตุที่
เกิดขึ้น.
ดังได้ทราบมาว่า สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่
นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ภิกษุทั้งหลายพากันปูที่นั่งที่นอนสำหรับภิกษุ
อาคันตุกะทั้งหลาย กำลังเก็บบาตรและจีวรอยู่ และสามเณรทั้งหลายพากันรับ
เอาลาภ ของภิกษุทั้งหลาย ผู้มาแล้วมาถึงแล้ว ในที่ ๆ แจกลาภได้ส่งเสียงอึกทึก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับเสียงนั้นแล้ว ได้ทรงประณาม (ขับไล่) ภิกษุ
เหล่านั้น. ได้ทราบว่า ภิกษุเหล่านั้น เป็นภิกษุใหม่ทั้งนั้นมาสู่พระธรรมวินัยนี้
ยังไม่นาน. ท้าวมหาพรหมทราบพฤติการณ์นั้นแล้ว ได้เสด็จมาแล้ว ทูลขอ
พระพุทธานุเคราะห์ แก่ภิกษุที่ถูกประณามเหล่านั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพอพระทัยภิกษุสงฆ์. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรง
เปิดโอกาสให้ท้าวมหาพรหมนั้น. ทีนั้นท้าวมหาพรหมได้กราบทูลพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เปิดโอกาสให้ข้าพระองค์แล้วได้ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วได้เสด็จหลีกไป. ครั้งนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงดำริว่า ขอพระภิกษุสงฆ์จงมาเถิด แล้วได้ทรงแสดงอาการแก่
พระอานนทเถระ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงถูกพระอานนทเถระเรียก
ให้มาหา ได้พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ยินดีแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่สมควร
ข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาหาพระธรรมเทศนาที่จะเป็นสัปปายะ
ของภิกษุเหล่านั้น ทรงพระดำริว่า ภิกษุเหล่านี้ถูกเราตถาคตประณาม เพราะ
เหตุแห่งอามิส ธรรมเทศนาว่าด้วยก้อนข้าวที่ทำเป็นคำ ๆ จะเป็นสัปปายะของ

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 575 (เล่ม 45)

ภิกษุเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ว่า อนฺตมิทํ ภิกฺขเว
ดังนี้เป็นต้น.
ในพระธรรมเทศนานั้น อันต ศัพท์นี้ มาแล้วในความหมายว่าส่วน
เช่นในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีอยู่สมณพราหมณ์บางพวก
เป็นปุพพันตกับปิกะ (ลัทธิที่อ้างถึงส่วนเบื้องต้นคือผู้สร้าง) มีทิฏฐิคล้อยตาม
ส่วนเบื้องต้น. มาแล้วในความหมายว่าตัดขาด เช่นในคำทั้งหลายมีอาทิว่า
ท่านได้ทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว โลกนี้มีที่สุดหมุนไปรอบๆ. มาแล้วในความหมาย
ว่าครอบงำ เช่นในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ปฐวีธาตุอาศัยภูมิภาคที่ปกคลุมด้วย
ของเขียว กั้นด้วยถนน มีภูเขาขวางกั้น. มาแล้วในความหมายว่า อวัยวะ
ในร่างกาย เช่นในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ใส้ใหญ่ สายรัดใส้. มาแล้วในความ
หมายว่า จิต เช่นตัวอย่างในคำทั้งหลายมีอาทิว่า
ก็คนบางจำพวกมีบริวารห้อมล้อม
เที่ยวไปอยู่ภายใน (จิต) ไม่บริสุทธิ์ แต่
ภายนอก (กาย) งดงาม.
มาแล้วในความหมายว่า ภายใน เช่นในคำทั้งหลายมีอาทิว่า อุบล
ปทุม หรือบุณฑริก บางเหล่าเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ มีน้ำหล่อเลี้ยงไว้ จม
และพอกพูนอยู่ในภายใน (น้ำ). มาแล้วในความหมายว่า ลามก เช่นในคำ
ทั้งหลายมีอาทิว่า
บรรดามฤคทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอก
เป็นสัตว์เลวทราม บรรดาปักษีทั้งหลาย
กาเป็นสัตว์ชั้นต่ำ บรรดาต้นไม้ทั้งหลาย
ต้นระหุ่งเป็นต้นไม่ชนิดเลว ของเลวทราม
ทั้ง ๓ อย่างมาประชุมกัน.

575