(และ) กรรมเข้ากับผล ตัณหา คือ วานะนั้น ไม่มีในธรรมชาตินี้ หรือเมื่อ
บรรลุถึงธรรมชาตินั้นแล้ว วานะนั้น ไม่มีแก่พระอริยบุคคล เพราะฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า นิพพาน.
แม้ในคำว่า อคฺโค วิปาโก โหติ นี้ ควรทราบผลพิเศษของความ
เลื่อมใสในพระธรรม ด้วยสามารถแห่งสุตตบท มีอาทิว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระธรรม
ว่าเป็นที่ระลึกแล้วสิ ฯลฯ เพราะว่าปีติที่มี
อยู่ในกายของผู้กำหนดว่า ธมฺโม เป็นสิ่ง
ประเสริฐทีเดียว
ข้าแต่ท่านจอมเทพ การถึงพระธรรม เป็นสรณะ เป็นการดีแล
ข้าแต่ท่านจอมเทพ เพราะเหตุแห่งการถึงพระธรรมเป็นสรณะแล คนบาง
จำพวกในโลกนี้ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์. เมื่อเป็นเช่นนั้น ในข้อนี้ ความเลิศ
ก็ชื่อว่า มาแล้วด้วยสามารถแห่งอสังขตธรรมเท่านั้น. แม้ความสามารถแห่ง
อริยมรรค ก็ได้เนื้อความนี้เหมือนกัน เพื่อแสดงถึงการออกไปแห่งสังขตธรรม
ทั้งหมด. สมจริงตามที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมทั้งหลายมี
ประมาณท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ บัณฑิตกล่าวว่า เลิศ กว่าสังขตธรรม
เหล่านั้นดังนี้ และว่าอัฏฐังคิกมรรค ประเสริฐที่สุดดังนี้.
บทว่า สงฺฆา วา คณา วา ได้แก่ หมู่หรือคณะ ในโลกกล่าว
คือ ชุมนุมชน มีประมาณเท่าใด. บทว่า ตถาคตสาวกสงฺโฆ ได้แก่
สงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้า ผู้รวมกันด้วยความเสมอกันแห่งทิฏฐิ และศีล
กล่าวคือ ชุมนุมพระอริยบุคคล ๘ จำพวก. บทว่า เตสํ อคฺคมกฺขายติ
ความว่า สงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้า บัณฑิตกล่าวว่า เลิศ คือประเสริฐ