อันเป็นทางแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐ จะป่วยกล่าวไปไยถึงจะได้เห็นอุตตริมนุสส-
ธรรม (ธรรมอันยอดเยี่ยมของมนุษย์). แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ตรัสคำมี
อาทิไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ คนผู้กำหนัดแล้วแล อันราคะครอบงำแล้ว มีจิตถูก
ราคะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมไม่รู้ประโยชน์ตน ตามความจริงบ้าง ย่อมไม่รู้ประโยชน์
ผู้อื่นตามความจริงบ้าง ย่อมไม่รู้ทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นทั้งสอง
อย่างตามความจริงบ้าง ดังนี้.
บทว่า อนฺธตมํ ได้แก่ ความมืดอันกระทำความบอด. บทว่า ยํ
เท่ากับ ยตฺถ แปลว่า ในที่ใด. จริงอยู่ ก็บทว่า ยํ นี้ เป็นปฐมาวิภัตติ
ใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ อธิบายว่า ในเวลาใด ความโลภครอบงำ คือหุ้มห่อ
นรชน ในเวลานั้น จะมีความมืดมน อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ เป็นตติยาวิภัตติ
มีการประกอบความว่า เพราะเหตุทีความโลภ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมครอบงำ คือ
หุ้มห่อนรชน ฉะนั้นเมื่อนั้นจะมีความมืดมน ดังนี้ เพราะ ย ต ศัพท์
มีความเกี่ยวเนื่องกันโดยส่วนเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ เป็นกิริยาปรามาส.
ในบทว่า โลโภ สหเต นี้มีความว่า การครอบงำ คือการเผชิญแห่งโลภะ
นี้ใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว การครอบงำ คือการเผชิญนี้นั้น
คือการดำเนินไป ได้แก่ การเกิดขึ้นแห่งความมืด อันกระทำความบอด.
อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ความโลภ ย่อมครอบงำ คือเผชิญ
นรชนใด ในเวลานั้น ความมืดบอด ย่อมมีแก่นรชนนั้น และต่อแต่นั้น
คนโลภแล้ว ย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภแล้ว ย่อมไม่เห็นธรรม.
บทว่า โย จ โลภํ ปหนฺตฺวาน ความว่า ในชั้นต้น บุคคลผู้ใด
ละโลภะได้ด้วยสมถวิปัสสนาตามสมควร ด้วยสามารถแห่งตทังคปหาน และ
วิกขัมภนปหาน แล้วจะไม่โลภในรูปเป็นต้น ที่เป็นทิพย์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความ