ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 536 (เล่ม 45)

อรรถกถาอันธการสูตร
ในอันธการสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อกุสลวิตกฺกา ได้แก่ วิตกทั้งหลายที่เกิดแต่ความไม่ฉลาด.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อนฺธกรณา ดังต่อไปนี้ วิตก ชื่อว่า
กระทำความมืดมน เพราะเกิดขึ้นเองแก่ผู้ใด จะทำให้ผู้นั้นมืดมน เพราะ
ห้ามการเห็นตามความจริง ชื่อว่า ไม่ทำปัญญาจักษุ เพราะไม่ทำให้เกิด
ปัญญาจักษุ. ชื่อว่า กระทำความไม่รู้ เพราะทำความไม่รู้. บทว่า ปญฺญา-
นิโรธา ความว่า ชื่อว่า ยังปัญญาให้ดับ เพราะดับปัญญา ๓ อย่างเหล่านี้
คือ กัมมัสสกตาปัญญา ๑ ฌานปัญญา ๑ วิปัสสนาปัญญา ๑ โดยทำ
ไม่ให้เป็นไป. ชื่อว่า เป็นไปในฝักใฝ่แห่งความคับแค้น เพราะเป็น
ไปในฝักฝ่ายแห่งวิฆาตะ กล่าวคือทุกข์ เหตุที่ให้ผลอันไม่น่าปรารถนา.
ชื่อว่า ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะไม่ยังกิเลสนิพพาน ให้เป็นไป. บทว่า
กามวิตกฺโก ได้แก่ วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยธรรม อธิบายว่า กามวิตกนั้นเป็น
วิตกที่ประกอบด้วยกิเลสกามแล้วเป็นไปในวัตถุกาม. วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยพยาบาท
ชื่อว่า พยาบาทวิตก. วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยวิหิงสา ชื่อว่า วิหิงสาวิตก.
และวิตกทั้ง ๒ อย่างนี้ (กามวิตก และพยาบาทวิตก) เกิดขึ้นในสัตว์บ้าง
ในสังขารบ้าง. อธิบายว่า กามวิตก เกิดขึ้นแก่ผู้วิตกถึงสัตว์หรือสังขาร
อันเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ. พยาบาทวิตก เกิดขึ้นในสัตว์หรือสังขารอันไม่-
เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ตั้งแต่เวลาที่โกรธ (เขา) แล้วมองดู จนถึงให้
ฉิบหายไป. วิหิงสาวิตก ไม่เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลาย (เพราะว่า) ธรรมดา
สังขารที่จะให้เป็นทุกข์ไม่มี แต่จะเกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย ในเวลาที่คิดว่า
ขอสัตว์เหล่านี้ จงลำบากบ้าง จงถูกฆ่าบ้าง จงขาดสูญบ้าง จงพินาศบ้าง
อย่าได้มีเลยบ้าง.

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 537 (เล่ม 45)

ก็ความดำริในกามเป็นต้น ก็คือกามวิตกเป็นต้นเหล่านั้นนั่นเอง.
อธิบายว่า โดยเนื้อความแล้ว กามวิตกเป็นต้น กับกามสังกัปปะเป็นต้น
ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย. ส่วนสัญญาที่สัมปยุตด้วยกามเป็นต้นนั้น ชื่อว่า กาม-
สัญญาเป็นต้น. ก็ (เพราะเหตุที่) ความแปลกกัน แห่งกามธาตุเป็นต้น จะพึง
หาได้ เพราะมาแล้วในพระบาลีว่า ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบ
ด้วยกาม มิจฉาสังกัปปะนี้เรียกว่า กามธาตุ ความตรึก ความตรึกตรอง อัน
ประกอบด้วยพยาบาท ทิจฉาสังกัปปะ นี้เรียกว่า พยาบาทธาตุ ความที่จิต
อาฆาตในอาฆาตวัตถุ ๑๐ ความอาฆาตมาดร้าย ความที่จิตไม่แช่มชื่น นี้
เรียกว่า พยาบาทธาตุ. ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วยวิหิงสา
มิจฉาสังกัปปะ นี้เรียกว่า วิหิงสาธาตุ. บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเบียดเบียน
สัตว์ ด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา หรือ
เชือก นี้เรียกว่า วิหิงสาวิตก.
ฉะนั้น กถา ๒ อย่างในกามธาตุทั้ง ๓ นั้น ท่านร้อยกรองไว้หมด
และไม่คละกัน. บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น เมื่อถือเอากามธาตุ ธาตุทั้ง ๒ แม้
นอกนี้ ก็ชื่อว่าย่อมเป็นอันถือเอาแล้วด้วย แต่ครั้นทรงนำออกจากกามธาตุ
นั้นแล้ว ก็จะทรงชี้ได้ว่า นี้เป็นพยาบาทธาตุ นี้เป็นวิหิงสาธาตุ ฉะนั้น กถานี้
จึงชื่อว่า สัพพสังคาหิกา. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสถึงกามธาตุ ก็ทรง
วางพยาบาทธาตุไว้ในตำแหน่งแห่งพยาบาทธาตุ วางวิหิงสาธาตุไว้ในตำแหน่ง
แห่งวิหิงสาธาตุ แล้วตรัสบอกธาตุที่เหลือว่า ชื่อว่า เป็นกามธาตุ. ฉะนั้นกถานี้
จึงชื่อว่า อสัมภินนกถา.
พึงทราบเนื้อความในธรรมฝ่ายขาว โดยปริยายที่แยกจากที่กล่าวแล้ว
ดังต่อไปนี้ วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยเนกขัมมะ ชื่อว่า เนกขัมมวิตก เนกขัมม-

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 538 (เล่ม 45)

วิตกนั้น เป็นกามาวจรในส่วนเบื้องต้นที่เจริญอสุภ เป็นรูปาวจรในฌานที่มีอสุภ
เป็นอารมณ์ เป็นโลกุตระในเวลามรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้นให้เป็น
เบื้องบาท. วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยความไม่พยาบาท ชื่อว่า อพยาบาทวิตก.
อพยาบาทวิตกนั้น เป็นกามาวจรในส่วนเบื้องต้น ที่เจริญเมตตาเป็นรูปาวจร
ในฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตระในเวลาที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะ
กระทำฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท. วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยอวิหิงสา ชื่อว่า
อวิหิงสาวิตก อวิหิงสาวิตกนั้น เป็นกามาวจรในส่วนเบื้องต้นที่เจริญกรุณา
เป็นรูปาวจรในส่วนที่มีกรุณาเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตระในเวลาที่มรรคผล
เกิดขึ้น เพราะกระทำฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท แต่เมื่อใดอโลภะเป็นประธาน
เมื่อนั้น เมตตาและกรุณา ทั้งสองอย่างนอกนี้ ก็จะคล้อยตามอโลภะนั้น เมื่อใด
เมตตาเป็นประธาน เมื่อนั้นอโลภะเป็นกรุณา ทั้ง ๒ อย่างนอกนี้ ก็จะคล้อย
ตามเมตตานั้น เมื่อใดกรุณาเป็นประธาน เมื่อนั้นอโลภะและเมตตา ทั้ง ๒
อย่างนอกนี้ ก็จะคล้อยตามกรุณานั้น. เนกขัมมสังกัปปะ เป็นต้น ก็คือ
เนกขัมมวิตกเป็นต้นเหล่านี้นั่นเอง อธิบายว่า โดยเนื้อความแล้ว เนกขัมมวิตก
เป็นต้น กับเนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย แต่สัญญาที่
สัมปยุตด้วยเนกขัมมวิตกเป็นต้น ชื่อว่า เนกขัมมสัญญาเป็นต้น.
ก็เพราะเหตุที่เนกขัมมธาตุเป็นต้น มีความแตกต่างกัน เพราะมีมา
ในพระบาลีว่า ความตรึก ความตรึกตรอง ความดำริชอบ อันประกอบไป
ด้วยเนกขัมมะ นี้เรียกว่า เนกขัมมธาตุ กุศลธรรมแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า
เนกขัมมธาตุ. ความตรึก ความตรึกตรอง ความดำริ อันประกอบไปด้วย
ความไม่พยาบาท นี้เรียกว่า อพยาบาทธาตุ ความมีไมตรี กิริยาที่มีไมตรี
เมตตาเจโตวิมุตติในสัตว์ทั้งหลาย นี้เรียกว่า อพยาบาทธาตุ. ความตรึก
ความตรึกตรอง ความดำริ อันประกอบด้วยอวิหิงสา นี้เรียกว่า อวิหิงสา-

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 539 (เล่ม 45)

ธาตุ. ความกรุณา กิริยาที่กรุณา สภาพที่กรุณาในสัตว์ทั้งหลาย กรุณา
เจโตวิมุตติในสัตว์ทั้งหลาย นี้เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ. แม้ในสุกกปักษ์นี้
กถาทั้ง ๒ อย่าง คือ สัพพสังคาหิกากถา อสัมภินนกถา ก็พึงทราบตามนัย
ที่กล่าวมาแล้วนั่นแล. ข้อความที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า วิตกฺกเย ได้แก่
ในหมวด ๓ แห่งวิตก. บทว่า นิรากเร ความว่า ออกจากสันดานของตน
คือพึงบรรเทา อธิบายว่า พึงละ. บทว่า สเว วิตกฺกานิ วิจาวิตานิ สเมติ
วุฏฺฐีว รชํ สมูหตํ ความว่า อุปมาเสมือนหนึ่งว่า ในเดือนท้ายฤดูร้อน
เมื่อเมฆนอกกาลเวลา ก้อนใหญ่ตกต่ำลงมา ฝนจะให้ฝุ่น ที่กองรวมกันอยู่ที่
แผ่นดิน ที่ลมพัดฟุ้งขึ้นโดยทั่ว ๆ ไป ให้สงบลงได้ในทันใด ฉันใด พระ-
โยคาวจรนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะให้วิตกที่ท่องเทียวไปในมิจฉาวิตก และ
วิจารที่สัมปยุตด้วยวิตกนั้น สงบคือระงับลงได้ ได้แก่ตัดขาดไป และพระ
โยคาวจรผู้เป็นอย่างนั้น มีใจสงบด้วยวิตก คือมีอริยมรรคจิต ที่ชื่อว่า
สงบแล้วด้วยวิตก เพราะระงับมิจฉาวิตกทุกอย่างได้ จะได้ถึง คือได้บรรลุ
สันติบท คือพระนิพพานในโลกนี้แหละ คือในปัจจุบันนี้ทีเดียว.
จบอรรถกถาอันธการสูตรที่ ๘
๙. มลสูตร
ว่าด้วยมลทินภายใน ๓ ประการ
[๒๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๓ ประการนี้ เป็นมลทิน
ภายใน (มลทินของจิต) เป็นอมิตรภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็นเพชฌฆาต

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 540 (เล่ม 45)

ภายใน เป็นข้าศึกภายใน ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑
โมหะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นอมิตร
เป็นศัตรู เป็นเพชฌฆาต เป็นข้าศึกภายใน.
โลภะให้เกิดความฉิบหาย โลภะทำจิต
ให้กำเริบ ชนไม่รู้สึกโลภะนั้นอันเกิดแล้ว
ในภายในว่าเป็นภัย คนโลภย่อมไม่รู้
ประโยชน์นี้ ย่อมไม่เห็นธรรม โลภะย่อม
ครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อ
ย่อมมีในขณะนั้น ก็ผู้ใดละความโลภได้
ขาด ย่อมไม่โลภในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความโลภ ความโลภอันอริยมรรคย่อมละ
เสียได้จากบุคคลนั้น เปรียบเหมือนหยดน้ำ
ตกไปจากใบบัวฉะนั้น.
โทสะให้เกิดความฉิบหาย โทสะทำ
จิตให้กำเริบ ชนไม่รู้จักโทสะนั้นอันเกิด
ในภายในว่าเป็นภัย คนโกรธย่อมไม่รู้จัก
ประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โทสะย่อม
ครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อ
ย่อมมีในขณะนั้น ก็บุคคลใดละโทสะได้
ขาด ย่อมไม่ประทุษร้ายในอารมณ์เป็นที่
ตั้งแห่งความประทุษร้าย โทสะอันอริย-
มรรคย่อมละเสียได้จากบุคคลนั้น เปรียบ
เหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้วฉะนั้น.

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 541 (เล่ม 45)

โมหะให้เกิดความฉิบหาย โมหะ
ทำจิตให้กำเริบ ชนไม่รู้สึกโมหะนั้นอัน
เกิดในภายในว่าเป็นภัย คนหลงย่อมไม่
รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โมหะ
ย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อ
ย่อมมีในขณะนั้น บุคคลใดละโมทะ
ได้ขาด ย่อมไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้ง
แห่งความหลง บุคคลนั้นย่อมกำจัดความ
หลงได้ทั้งหมด เปรียบเหมือนพระอาทิตย์
อุทัยจัดมืดฉะนั้น.
จบมูลสูตรที่ ๙
อรรถกถามลสูตร
ในมลสูตรที่สูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อนฺตรา ศัพท์ ในบทว่า อนฺตรามลา นี้ มาในเหตุ เช่นใน
ประโยคมีอาทิว่า
ชนทั้งหลาย ย่อมประชุมสนทนา
กันที่ฝั่งแม่น้ำ ในโรงที่พัก ในสภา และ
ในถนน ส่วนเราและท่าน มีอะไรเป็นเหตุ.

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 542 (เล่ม 45)

มีมาในขณะเช่นในประโยคมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หญิง
คนใดคนหนึ่ง กำลังล้างภาชนะอยู่ ได้เห็นข้าพระองค์ในขณะฟ้าแลบ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง มีมาในช่อง เช่นในประโยคมีอาทิว่า ธารน้ำร้อน ไหลมาจาก
ช่องนรกใหญ่ ๒ ขุม. มีมาในผ้าห่ม เช่นในประโยคมีอาทิว่า
ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งผ้าห่ม
และธงอันล้วนแล้วแต่สีเหลือง ประดับ-
ประดาด้วยเครื่องอลังการสีเหลือง เธอถึง
จะไม่ได้ตกแต่งด้วยผ้าสีเหลืองเลยก็งดงาม
ตามธรรมชาติ.
มีมาในจิต เช่นในประโยคมีอาทิว่า จิตของผู้ใดไม่มีความกำเริบ ดังนี้.
แม้ในที่นี้ พึงทราบว่า อันตราศัพท์ได้ความหมายว่า ในจิตนั่นเอง เพราะฉะนั้น
อกุศลธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อนฺตรา เพราะมีอยู่ในภายใน คือจิต. ชื่อว่า
เป็นมลทิน เพราะทำความมัวหมองให้แก่สันดานที่มันเกิดขึ้น.
ขึ้นชื่อว่า มลทิน ในบทว่า อนฺตรามลา นั้นมี ๒ อย่างคือ
มลทินของร่างกาย ๑ มลทินของใจ ๑ ในมลทิน ๒ อย่างนั้น มลทินของ
ร่างกาย ได้แก่ เหงื่อไคลเป็นต้น เกิดแล้วในร่างกาย และลอองธุลีที่ปลิวมา
จับอยู่ในร่างกายนั้น มลทินนั้น จะนำออกไปได้ก็ด้วยน้ำ (แต่) สังกิเลส
หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ (เพราะ) สังกิเลสมีราคะเป็นต้น ที่เป็นมลทินของจิต
จะนำออกไปได้ด้วยพระอริยมรรคเท่านั้น. สมจริงดังที่พระโบราณาจารย์กล่าว
คำนี้ไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นมหาฤษี
นี้ได้ตรัสไว้ว่า เมื่อรูปเศร้าหมองแล้ว คน
ทั้งหลายก็จะเศร้าหมอง เมื่อรูปบริสุทธิ์

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 543 (เล่ม 45)

แล้ว คนทั้งหลายก็จะบริสุทธิ์ แต่พระผู้-
แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ตรัสไว้ว่า เมื่อจิต
เศร้าหมองแล้ว คนทั้งหลายจะเศร้าหมอง
เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว คนทั้งหลายก็จะ
บริสุทธิ์.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายจะเศร้าหมอง เพราะจิตเศร้าหมอง จะบริสุทธิ์ เพราะจิตผ่องแผ้ว
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงว่า พึงปฏิบัติเพื่อชำระ
มลทินแห่งจิต จึงตรัสไว้ในพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มลทินแห่งจิต
เหล่านี้มี ๓ อย่างดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสว่า ก็อกุศลมลมีโลภะเป็นต้น เหล่านี้
เกิดขึ้นแล้วในจิตของสัตว์ทั้งหลาย จะทำความเศร้าหมองให้ คือจะเสริมสร้าง
ความเศร้าหมองนานัปการ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นมลทินของใจ ฉันใด
โลภะเป็นต้นเหล่านั้น ก็ฉันนั้น ครั้นเกิดขึ้นในสัตว์นั่นเอง จะนำอนัตถะ
นานาชนิดมาให้ จะให้เกิดทุกข์นานัปการแก่สัตว์ทั้งหลาย เหมือนอมิตร และ
ศัตรู ที่กินร่วมกัน นอนร่วมกัน ก็คอยหาโอกาสอยู่ฉะนั้น จึงตรัสคำมีอาทิ
ไว้ว่า อนฺตรา อมิตฺตา ดังนี้.
ในบรรดาอมิตรเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า อมิตร เพราะตรงข้ามกับมิตร
ชื่อว่าเป็นศัตรู เพราะทำหน้าที่ของศัตรู ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาต เพราะเบียดเบียน
ชื่อว่าเป็นข้าศึก เพราะเป็นข้าศึกโดยตรง. ในบทว่า อนฺตรา อมิตฺตา นั้น
พึงทราบความที่กิเลสมีโลภะเป็นอาทิ เป็นอมิตรเป็นต้น โดยอาการ ๒ อย่าง
อธิบายว่า บุคคลผู้มีเวร เมื่อได้โอกาสก็จะตัดศีรษะของคู่เวรด้วยศาสตราบ้าง

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 544 (เล่ม 45)

ยังอนัตถะอย่างใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นโดยอุบายบ้าง. และโลภะเป็นต้นเหล่านี้
จะยังอนัตถะเช่นนั้น หรือมีกำลังมากกว่านั้นให้เกิดขึ้นโดยการตัดรอนศีรษะ
คือปัญญา ๑ โดยการมอบกำเนิดให้ ๑. อย่างไร ? อธิบายว่า เมื่ออิฏฐารมณ์
เป็นต้นมาสู่คลองในจักษุทวาร ความโลภเป็นต้นจะปรารภอิฏฐารมณ์เป็นต้น
เหล่านั้นเกิดตามควร. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ศีรษะคือปัญญาของเรา ก็จะชื่อว่า
ถูกบั่นทอนแล้ว แม้ในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบความ
คล้ายคลึงกันแห่งอมิตรเป็นต้น โดยการบั่นทอนศีรษะคือปัญญา ด้วยประการ
ดังพรรณนามานี้ก่อน. แต่โลภะเป็นต้น ที่เป็นอกุศลมีกรรมเป็นเหตุ จะนำ
เข้าไปสู่กำเนิดทั้ง ๔ มีอัณฑชะกำเนิดเป็นต้นเป็นประเภท ภัยอย่างใหญ่หลวง
๒๕ ประการ ที่มีการเข้าไปสู่กำเนิดเป็นมูล และกรรมกรณ์ ๓๒ ประการ จะมา
ถึงเขาทีเดียว. ความคล้ายคลึงกันแห่งอมิตรเป็นต้น ของกิเลสมีโลภะเป็นต้น
เหล่านั้น พึงทราบแม้โดยการมอบกำเนิด ๔ ให้โดยประการอย่างนี้ ดังนั้นจึง
เป็นอันว่า โลภะเป็นต้น พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว ด้วยคำมีอาทิว่า อนฺตรา
อมิตฺตา เพราะความคล้ายคลึงกันแห่งอมิตรเป็นต้น และเพราะเป็นธรรมที่
เกิดขึ้นในจิต. อีกอย่างหนึ่ง ความโลภเป็นต้น ย่อมกระทำได้ ซึ่งสิ่งที่อมิตร
ไม่ลามารถจะกระทำได้ และความเป็นอมิตรเป็นต้นก็เกิดจากความโลภเป็นต้น
เพราะฉะนั้น พึงทราบความที่อกุศลธรรมเหล่านั้นเป็นอมิตรเป็นต้น. สมจริง
ดังที่ตรัสไว้ว่า
จอมโจร เห็นจอมโจร หรือคู่เวร
เห็นคู่เวร แล้วพึงกระทำความพินาศอันใด
ให้กัน จิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำให้เขาเลวร้าย
ไปยิ่งกว่านั้น ดังนี้.

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 545 (เล่ม 45)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ ความโลภ ชื่อว่า อนตฺถ-
ชนโน เพราะยังอนัตถะให้เกิดขึ้นแก่ตนและผู้อื่น. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า คน
โลภ ก่อกรรมแม้ใดด้วยกายวาจาใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นอกุศล คนโลภ ถูกความ
โลภครอบงำแล้ว มีจิตถูกความโลภกลุ้มรุมแล้ว ย่อมก่อให้เกิดทุกข์เเก่ผู้อื่น
โดยไม่เป็นจริง ด้วยการฆ่า ด้วยการจองจำ ด้วยการให้เสื่อมเสีย ด้วยการ
ติเตียน หรือด้วยการขับไล่ ด้วยการอวดอ้างว่า ฉันเป็นคนมีกำลัง ตั้งอยู่ใน
กำลัง แม้ใด แม้ข้อนั้นก็เป็นอกุศล อกุศลธรรมอันลามกเป็นอันมาก ที่เกิดจาก
ความโลภ มีความโลภเป็นเหตุ มีความโลภเป็นแดนเกิด มีความโลภเป็นปัจจัย
เหล่านี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้. แม้คำอื่นก็ตรัสไว้มีอาทิว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ผู้ที่กำหนัดแล้วแล ถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตถูกราคะกลุ้มรุม
แล้ว คิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง คิดเพื่อเบียด-
เบียนตนเองและผู้อื่นบ้าง ย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส แม้ทางใจ ดังนี้.
บทว่า จิตฺตปฺปโกธโน ความว่า ยังจิตให้สะเทือน อธิบายว่า
ความโลภเมื่อเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ จะยังจิตให้สะเทือน
ให้หวั่นไหว ให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ถึงความพิการเกิดขึ้นไม่ให้เป็นไปด้วย
สามารถแห่งความเลื่อมใสเป็นต้น. บทว่า ภยมนิตรโต ชาตํ ตํ ชโน
นาวพุชฺฌติ ความว่า พาลมหาชนนี้ จะไม่รู้สึก คือไม่รู้จัก สิ่งนั้นกล่าวคือ
โลภะ. ที่เกิดขึ้นในระหว่าง คือในภายใน ได้แก่ ในจิตของตนนั่นเอง ว่าเป็นภัย
คือเป็นเหตุแห่งภัย มีการเกิดอนัตถะ และความกำเริบแห่งจิตเป็นต้น. บทว่า
ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ความว่า คนผู้โลภแล้ว ย่อมไม่รู้อัตถะ คือ
ประโยชน์เกื้อกูล มีประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นเป็นต้น ตามความจริง.
บทว่า ธมฺมํ น ปสฺสติ ความว่า คนผู้โลภแล้ว คือถูกความโลภครอบงำแล้ว
มีจิตถูกความโลภกลุ้มรุมแล้ว ย่อมไม่เห็น คือไม่รู้โดยประจักษ์ แม้ซึ่งธรรม

545