ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 526 (เล่ม 45)

บทว่า โว แปลว่า เพื่อเธอทั้งหลาย. ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์
เอาอารมณ์ภายใน. บทว่า ปริมุขํ ได้แก่ เฉพาะหน้า. บทว่า สุปติฏฺฐิตา
ความว่า สติที่ตั้งมั่นไว้แล้วด้วยดี. ท่านอธิบายไว้ว่า ก็อานาปานสติจงเป็น
อันเธอทั้งหลายเข้าไปตั้งไว้แล้วด้วยดี เฉพาะหน้ากรรมฐานดังนี้ . อีกอย่าง
หนึ่ง บทว่า ปริมุขํ ความว่า มีการนำออกไปตามที่กำหนดไว้แล้ว สมจริง
ดังที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า บทว่า ปริ มีความหมายว่า
กำหนด บทว่า มุขํ มีความหมายว่านำออก. บทว่า สติ มีความหมายว่า
เข้าไปตั้งไว้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า จงตั้งสติไว้เฉพาะหน้า
ดังนี้. ด้วยบทว่า ปริมุขํ สตึ นี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
แสดงถึงการเจริญกรรมฐาน คือ อานาปานสติ ๑๖ ประเภท ในสติ-
ปัฏฐาน ๔.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนา
กัมมัฏฐาน ที่เป็นสัปปายะแก่ผู้มีราคจริต และวิตกจริต ด้วยสามารถแห่งการ
พิจารณากายเนือง ๆ ด้วยการทำไว้ในใจว่าปฏิกูล โดยสังเขปเท่านั้นอย่างนี้
แล้ว. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเฉพาะวิปัสสนากัมมัฎฐานล้วน ๆ จึงตรัสคำมี
อาทิว่า สพฺเพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสี วิหรถ ดังนี้.
ในวิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงทราบหมวดทั้ง ๔ นี้ คือ อนิจจัง ๑
อนิจจลักษณะ ๑ อนิจาปุปัสสนา ๑ อนิจจานุปัสสี ๑. ขันธบัญจก
ชื่อว่า อนิจจัง เพราะมีแล้วกลับไม่มี เพราะประกอบด้วยความเกิดขึ้นและความ
เสื่อมไป เพราะเป็นไปชั่วคราว และเพราะแย้งต่อนิจจะ (ความเที่ยง). อาการ
ที่มีแล้ว กลับไม่มีอันใดของขันธบัญจกนั้น อันนั้นชื่อว่า อนิจจลักษณะ.
วิปัสสนาที่ปรารภอนิจจลักษณะนั้นเป็นไป ชื่อว่า อนิจจานุปัสสนา พระ-
โยคาวจรผู้เห็นแจ้ง อนิจจลักษณะนั้นว่าไม่เที่ยง ชื่อว่า อนิจจานุปัสสี.

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 527 (เล่ม 45)

ก็ในสติปัฏฐานนี้ ควรจะกล่าวอสุภกถา ๑๑ อย่าง ให้ถึงปฐมฌาน อานาปานกถา
ที่มีวัตถุ ๑๖ ให้ถึงจตุตถฌาน และวิปัสสนากถาโดยพิสดาร แต่อสุภกถา
เป็นต้นนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในปกรณ์พิเศษ ชื่อว่า วิสุทธิมรรค โดย
ครบถ้วนทุกอาการ เพราะฉะนั้น พึงทราบโดยนัย ดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเถิด.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงผลพิเศษ ที่จะพึงให้สำเร็จด้วยอสุภานุปัสสนา
เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า อสุภานุปสฺสีนํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาย ธาตุยา ความว่า ในความเป็น
ของงาม อธิบายว่า ในสุภนิมิต. บทว่า ราคานุสโย ได้แก่ กามราคา-
นุสัยนั้น ที่ควรแก่การเกิดขึ้นในเพราะสุภารมณ์. กามราคานุสัยนั้น พระ
โยคาวจรละได้ด้วยอนาคามิมรรค ที่ตนถือเอาอสุภนิมิต ของผู้พิจารณาเห็น
อสุภะในอาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น หรือในซากศพที่ขึ้นพองเป็นต้น แล้วยัง
ปฐมฌานให้เกิดขึ้นในเพราะอสุภนิมิตนั้น ทำปรมฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท
เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วจึงบรรลุ อธิบายว่า ตัดขาดโดยประการทั้งปวง. สมดังที่
ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่า ควรเจริญอสุภะเพื่อละกามราคะ ดังนี้.
บทว่า พาหิรา ความว่า อกุศลธรรมที่ชื่อว่า ข้างนอก คือที่ชื่อว่า
เป็นภายนอก เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ในภายนอก และไม่นำประโยชน์มาให้.
บทว่า วิตกฺกาสยา ได้แก่ มิจฉาวิตก มีความดำริในกามเป็นต้น. ก็มิจฉาวิตก
เหล่านั้น ที่ยังละไม่ได้ จะคล้อยตามอาสยะ (กิเลสที่นอนเนื่อง) พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า วิตกฺกาสยา เพราะเมื่อมีความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย
ก็จะเกิดขึ้นได้. ก็ในวิตกทั้ง ๓ นี้ กามวิตก พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือ
เอาแล้ว ด้วยศัพท์ว่า กามราคะนั่นเอง. เพราะฉะนั้น วิตกที่เหลือจากกามวิตก

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 528 (เล่ม 45)

นั่นแหละ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว. บทว่า วิฆาตปกฺขิกา
ความว่า เป็นส่วนแห่งความทุกข์ คือกระทำการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ด้วย
อำนาจแห่งความอยาก. บทว่า เต น โหนฺติ ความว่า ละกามวิตกเหล่านั้นได้.
มหาวิตก ๙ อย่าง พร้อมด้วยกามวิตก ๘ คือ พยาบาทวิตก (วิตกถึงพยาบาท)
วิหิงสาวิตก (วิตกถึงการเบียดเบียน) ญาติวิตก (วิตกถึงหมู่ญาติ) ชนบท-
วิตก (วิตกถึงชนบท) อมราวิตก (วิตกถึงเทวดา) วิตกที่ประกอบด้วย
ความไม่ดูหมิ่น วิตกที่ประกอบด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญ
วิตกที่ประกอบด้วยความเอ็นดูในผู้อื่น ที่ข่มได้ในเบื้องต้น ด้วยสมาธิ
ที่เกิดเพราะอานาปานสติจะละได้ โดยไม่มีเหลือ ตามสมควรด้วยอริยมรรค
ที่ทำวิปัสสนานั้นให้เป็นเบื้องบาทแล้วจึงบรรลุ. สมจริงดังคำที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พึงเจริญอานาปานสติ เพื่อเข้าไปตัดเสียซึ่งวิตก ดังนี้.
บทว่า ยา อวิชฺชา สา ปหียติ ความว่า อวิชชาใดที่ปกปิดสภาพ
แห่งความจริง ทำความฉิบหายให้ทุกอย่าง เป็นมูลฐานแห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น
อวิชชานั้น ผู้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงอยู่จะตัดขาดได้. ได้ยินว่า บทว่า ยา
อวิชฺชา สา ปหียติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วยสามารถแห่ง
พระขีณาสพผู้เป็นสุกขวิปัสสกผู้อยู่จบพรหมจรรย์ โดยอาการแห่งอนิจจลักษณะ
ข้อนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้. เมื่อพระโยคาวจรทั้งหลายเริ่มตั้งสัมมัสสน-
ญาณ เห็นแจ้งสังขารทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิ ๓ โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น
วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินี ทีเป็นไปอยู่ว่าไม่เที่ยงดังนี้ สืบต่อได้ด้วยมรรค
ในเวลาใด ในเวลานั้น อรหัตมรรคก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ เมื่อท่านเหล่านั้น
พิจารณาอนิจจลักษณะเนือง ๆ อยู่ ก็จะละอวิชชาได้โดยไม่เหลือ อรหัตมรรควิชชา
จะเกิดขึ้น. คำว่า อนิจฺจานุปสฺสีนํ วิหรตํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
โดยอนิจจลักษณะ เป็นธรรมปรากฏแก่พระโยคาวจรเหล่านั้น. หรือโดยเป็น

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 529 (เล่ม 45)

อุบายในการถือเอาลักษณะทั้งสองนอกนี้ แต่ไม่ได้ตรัสไว้ โดยที่พระโยคาวจร
จะพึงพิจารณาลักษณะอย่างเดียวเท่านั้นเนือง ๆ. สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
ดังนี้ ทั้งยังตรัสคำอื่นไว้ว่า ดูก่อนเมฆิยะ ก็อนัตตสัญญาของผู้มีอนิจจสัญญา
จะตั้งมั่น ผู้มีอนัตตสัญญา จะถึงการถอนอัสมิมานะขึ้นได้ ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัย ในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า อานาปาเน
ปฏิสฺสโต ความว่า มีสติเฉพาะ ๆ ในอานาปานนิมิต อธิบายว่า เข้าไป
ตั้งสติไว้มั่น. บทว่า ปสฺสํ ความว่า เห็นอยู่ซึ่งพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับ
สังขาร ด้วยญาณจักษุ อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ. บทว่า อาตาปี สพฺพทา
ความว่า มีความเพียรอยู่เนืองๆ ในธรรมมีอสุภานุปัสสนา (การพิจารณาเห็น
ว่าไม่งาม) เป็นต้น โดยไม่หยุดชะงักในระหว่าง คือประกอบแล้วประกอบเล่า
(ทำสม่ำเสมอ). บทว่า ยโต ได้แก่ พยายามอยู่ อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่เป็น
ผู้แน่นอนในธรรมนั้น คือในพระนิพพานอันเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวงด้วย
สัมมัตตนิยาม หลุดพ้นด้วยการหลุดพ้น ด้วยอำนาจอรหัตผล. คำที่เหลือ
มีนัยดังที่กล่าวแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาอสุภสูตรที่ ๖

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 530 (เล่ม 45)

๗. ธรรมสูตร
ว่าด้วยปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
[๒๖๕] เมื่อภิกษุกล่าวว่า ผู้นี้ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ด้วย
การพยากรณ์ด้วยธรรมอันสมควรใด ธรรมอันสมควรนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้
ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ดังนี้ ชื่อว่าย่อมกล่าวธรรมอย่างเดียว ย่อม
ไม่ตรึกถึงวิตกที่ไม่เป็นธรรม ภิกษุเว้นการกล่าวอธรรมและการตรึกถึงอธรรม
ทั้ง ๒ นั้น เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่.
ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้ว
ในธรรม ค้นคว้าธรรมอยู่ ระลึกถึงธรรม
อยู่เนื่อง ๆ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม
ภิกษุเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอน
อยู่ก็ดี ให้จิตของตนสงบอยู่ ณ ภายใน
ย่อมถึงความสงบอันแท้จริง.
จบธรรมสูตรที่ ๗

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 531 (เล่ม 45)

อรรถกถาธรรมสูตร
ในธรรมสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
โลกุตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่า ธรรม ในบทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิ-
ปนฺนสฺส นี้ ธรรมที่สมควรแก่ธรรมนั้น คือธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้น
มีศีลวิสุทธิเป็นต้น แก่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น คือกำลังปฏิบัติ
เพื่อบรรลุ (โลกุตรธรรม) นั้น. บทว่า อยมนุธมฺโม โหติ ความว่า
ธรรมนี้เป็นธรรมมีสภาพสมควร คือมีสภาพเหมาะสม. บทว่า เวยฺยากรณาย
ได้แก่ ด้วยกถาสำหรับพูดกัน. บทว่า ยํ ในคำว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ยํ
เป็นปฐมาวิภัตติใช้ในอรรถตติยาวิภัตติ มีคำอธิบายว่า ภิกษุเมื่อพยากรณ์อยู่ว่า
เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น ควรชื่อว่า พยากรณ์อยู่โดยชอบทีเดียว
ด้วยธรรมอันสมควรใด เธอไม่ควรถูกวิญญูชนตำหนิ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ เป็นกิริยาปรามาส. ด้วยบทว่า ยํ นั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงถึงการกล่าวธรรมนั่นแหละ. และการตรึกถึงธรรมวิตก
ด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุสมควร คือเป็นเหตุเหมาะสมแก่กถา สำหรับ
พูดกันว่า ธรรมนี้เหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมนี้สมควร
อย่างนั้น ดังนี้ ด้วยอุเบกขาที่สัมปยุตด้วยญาณ ในเมื่อไม่มีกิจทั้งสองอย่างนั้น.
บทว่า ภาสมาโน ธมฺมํ เยว ภาเสยฺย ความว่า ถ้าหากภิกษุพูดอยู่
ก็พึงชื่อว่าพูดธรรม คือกถาวัตถุ ๑๐ อย่างนั่นเอง ไม่ใช่พูดอธรรมอันมีความ
มักมากเป็นต้น ที่ตรงข้ามกับกถาวัตถุ ๑๐ อย่างนั้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า กถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิตนี้ใด

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 532 (เล่ม 45)

ย่อมเป็นไป เพื่อนิพพิทาโดยส่วนเดียว เพื่อสำรอกกิเลส เพื่อดับกิเลส เพื่อ
ความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพาน คือ อัปปิจฉกถา
สันตุฏฐิถถา ปวิเวกกถา อสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา
ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปารถนา
ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งกถาเห็นปานนั้น เพราะผู้มีปกติได้กถาที่มี
การขัดเกลาเท่านั้นจึงควรกล่าวธรรมนั้น. ด้วยคำว่า ภาสมาโน ธมฺมํเยว
ภาเสยฺย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึง การถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร.
บทว่า ธมฺมวิตกฺกํ ความว่า เมื่อภิกษุวิตกถึงเนกขัมมวิตกเป็นต้น
ที่ไม่ปราศไปจากธรรมอยู่ อุตสาหะจักเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยคิดว่า เราจัก
บำเพ็ญปฏิปทามีศีลเป็นต้นให้บริบูรณ์. แต่วิตกนั้น พึงทราบว่ามีมากประเภท
เพราะเป็นไปด้วยสามารถแห่งการเว้นธรรมที่เป็นอุปการะ แล้วเพิ่มพูนธรรม
ที่เป็นอุปการะแก่ศีลเป็นต้น (และ) ด้วยสามารถแห่งการนำความที่ธรรม
เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อมออกไป แต่ไม่ตั้งอยู่แม้ในความเป็นธรรมที่เป็น
ไปในส่วนแห่งความมั่นคงแล้ว ยังความเป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งคุณพิเศษ
และความเป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งความเบื่อหน่าย ให้ถึงพร้อม. บทว่า
โน อธมฺมวิตกฺกํ มีความว่า ไม่พึงตรึกถึงกามวิตก.
บทว่า ตทุภยํ วา ปน ความว่า ภิกษุเว้นการพูดธรรม เพื่ออนุ-
เคราะห์ชนเหล่าอื่น และการตรึกธรรมเพื่ออนุเคราะห์ตนนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้แล้ว ก็อีกอย่างหนึ่ง เว้นขาด คือ ไม่ปฏิบัติ ได้แก่ ไม่ทำทั้งสอง
อย่างนั้น. บทว่า อุเปกฺขโก ความว่า เป็นกลางในข้อปฏิบัติอย่างนั้น

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 533 (เล่ม 45)

เพิ่มพูนเฉพาะสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาเท่านั้นอยู่ อีกอย่างหนึ่ง
เป็นผู้วางเฉยเเม้ในการปฏิบัติสมถะ ทำวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียวอยู่ คือ
ยังวิปัสสนาให้ก้าวสูงขึ้น วางเฉยแม้ในวิปัสสนานั้น ด้วยสามารถแห่งสังขารู-
เปกขาญาณ พึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ โดยที่วิปัสสนานั้นจะเป็นญาณแก่กล้า
เข้มแข็ง ผ่องใส ไหลไปจนกว่าวิปัสสนาญาณจะถูกสืบต่อด้วยมรรค.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไป ภิกษุ ชื่อว่า ผู้มีธรรมเป็นที่
มายินดี เพราะมีธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา เป็นที่มายินดี ด้วยอรรถว่า ควร
ยินดี. ชื่อว่า ผู้ยินดีแล้วในธรรม เพราะยินดีแล้วในธรรมนั่นเอง. ชื่อว่า
ค้นคว้าธรรม เพราะวิจัยธรรมนั่นแหละบ่อยๆ คือระลึกถึงธรรมนั้น อธิบายว่า
กระทำไว้ในใจ. บทว่า อนุสฺสรํ ความว่า ระลึกถึงธรรมนั้นนั่นแหละเนือง ๆ
ด้วยสามารถแห่งภาวนาที่สูง ๆ ในรูป. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ผู้มีธรรมเป็นที่
มายินดี เพราะ มีธรรมมีศีลเป็นต้น เป็นที่มายินดี ด้วยอรรถว่า ต้องยินดี
ด้วยสามารถแห่งการดำรงอยู่ในศีล ที่เป็นบ่อเกิดแห่งวิมุตติ แล้วแสดงแก่ผู้อื่น.
ชื่อว่า ผู้ยินดีแล้วในธรรม เพราะยินดีแล้ว คือยินดียิ่งแล้ว ในธรรมนั้น
อย่างนั้นนั่นแหละ. ภิกษุเมื่อแสวงหาการดำเนินแห่งธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้น
เหล่านั้นนั่นเอง ชื่อว่า ค้นคว้าธรรมอยู่ เพราะคิดค้นธรรมมีเนกขัมมสังกัปปะ
เป็นต้น โดยไม่ให้โอกาสแก่กามวิตกเป็นต้นเลย. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเมื่อเผาวิตก
ทั้งสองอย่างนั้น (กามวิตก พยาบาทวิตก) โดยเป็นวิตกอย่างหยาบ วางเฉยแล้ว
ระลึกถึงเนืองๆ ซึ่งธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั่นเอง ด้วยสามารถแห่งภาวนา
ที่สูง ๆ ขึ้นไป คือให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งการเพิ่มพูน. บทว่า สทฺธมฺมา
ความว่า ไม่เสื่อมจากโพธิปักขิยธรรมที่แยกประเภทออกไปเป็น ๓๗ ประการ
และจากโลกุตรธรรม ๙ อย่าง อธิบายว่า ไม่นานก็จะได้บรรลุโลกุตรธรรมนั้น.

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 534 (เล่ม 45)

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงวิธีแห่งการระลึกถึงธรรม
นั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า จรํ วา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จรํ วา ความว่า เดินไปด้วยสามารถ
แห่งการเที่ยวภิกษาจาร หรือว่าด้วยสามารถแห่งการจงกรม. บทว่า ยทิ วา
ติฏฺฐํ ความว่า เดินอยู่ก็ดี นั่งแล้วก็ดี. บทว่า อุท วา สยํ ความว่า
นอนอยู่ก็ดี ดำรงอยู่ในอิริยาบถแม้ทั้ง ๔ อย่างนี้. บทว่า อชฺฌตฺตํ สมยํ
จิตฺตํ ความว่า ในจิตของตนสงบ คือระงับอยู่ ในภายในอารมณ์กล่าวคือ
กัมมัฏฐาน ตามที่กล่าวมาแล้ว ด้วยสามารถแห่งการระงับ คือด้วยสามารถ
แห่งการละกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น. บทว่า สนฺติเมวาธิคจฺฉติ ความว่า
ถึงความสงบโดยส่วนเดียว คือพระนิพพานเท่านั้น.
จบอรรถกถาธรรมสูตรที่ ๗
๘. อันธการสูตร
ว่าด้วยอุกุศลและกุศลวิตก ๓ ประการ
[๒๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ ประการนี้ การทำ
ความมืดมน ไม่กระทำปัญญาจักษุ กระทำความไม่รู้ ยังปัญญาให้ดับ เป็น
ไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน อกุศลวิตก ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ กามวิตก ๑ พยาบาทวิตก ๑ วิหิงสาวิตก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อกุศลวิตก ๓ ประการนี้แล กระทำความมืดมน ไม่กระทำปัญญาจักษุ กระทำ

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 535 (เล่ม 45)

ความไม่รู้ ยังปัญญาให้ดับ เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อ
นิพพาน.
[๒๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลวิตก ๓ ประการนี้ ไม่กระทำ
ความมืดมน การทำปัญญาจักษุ กระทำญาณ ยังปัญญาให้เจริญ ไม่เป็นไป
ในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน กุศลวิตก ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ เนกขัมมวิตก ๑ อพยาบาทวิตก ๑ อวิหิงสาวิตก ๑ ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย กุศลวิตก ๓ ประการนี้แล ไม่กระทำความมืดมน กระทำปัญญาจักษุ
กระทำญาณ ยังปัญญาให้เจริญ ไม่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไป
เพื่อนิพพาน.
พึงตรึกกุศลวิตก ๓ ประการ แต่พึง
นำอกุศลวิตก ๓ ประการออกเสีย พระ-
โยคาวจรนั้นแล ยังมิจฉาวิตกทั้งหลายให้
สงบระงับ เปรียบเหมือนฝนยังธุลีที่ลมพัด
ฟุ้งขึ้นแล้วให้สงบฉะนั้น พระโยคาวจรนั้น
มีใจอันเข้าไปสงบวิตก ได้ถึงสันติบทคือ
นิพพานในปัจจุบันนี้แล.
จบอันธการสูตรที่ ๘

535