ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 486 (เล่ม 45)

สำหรับภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกันแล้ว มีกิจที่จะต้องกระทำ ๒ อย่างคือ กล่าว-
ธรรม หรือนิ่ง แบบพระอริยะ.
บทว่า นิทฺทาราโม ความว่า ภิกษุใดฉันจนเต็มท้อง เต็มตามที่
ต้องการ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความสุขในการนอน ความสุขในการเอน
ความสุขในการหลับ และภิกษุใดเดินก็ดี นั่งก็ดี ถูกถีนมิทธะครอบงำหลับอยู่
ภิกษุนี้นั้นชื่อว่า นิทฺทาราโม (ยินดีในความหลับ) ส่วนภิกษุใดมีจิตหยั่งลงสู่
ภวังค์ เพราะอาพาธ (ความเจ็บไข้ของกรชกาย) ภิกษุนี้ หาชื่อว่า นิททฺาราโม
(ยินดีในความหลับ) ไม่. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อน
อัคคิเวสนะ ก็แลเราตถาคตรู้อยู่ว่า ในเดือนท้ายฤดูร้อน เราตถาคตกลับจาก
บิณฑบาต หลังฉันเสร็จแล้ว ปูสังฆาฏิให้เป็น ๔ ชั้น แล้วเป็นผู้มีสติสัมป-
ชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับโดยข้างเบื้องขวา รู้สึกตัวอยู่ ดังนี้.
ก็ในพระสูตรนี้ ถึงกัลยาณปุถุชน ก็พึงทราบว่า เป็นพระเสกขะ
เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ธรรม ๓ อย่างนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแห่งการบรรลุคุณพิเศษของกัลยาณปุถุชนแม้ทั้งหมดนั้น และการ
บรรลุคุณพิเศษสูง ๆ ขึ้นไป ของพระเสกขะนอกนี้. พึงทราบการขยายความ
แห่งธรรมฝ่ายขาวตามปริยายที่ตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า อุทฺธโต ความว่า
ฟุ้งซ่าน คือไม่สงบ เพราะอุทธัจจะ ที่ทำให้จิตฟุ้งซ่าน. บทว่า อปฺปกิจฺจสฺส
ความว่า เธอพึงเป็นผู้มีกิจการน้อย เพราะกระทำในเวลาที่ขวนขวายประกอบกิจ
มีประการดังกล่าวแล้วเท่าที่ทรงอนุญาตไว้. บทว่า อปฺปมิทฺโธ ความว่า
พึงเป็นผู้เว้นจากการหลับ เพราะชาคริยานุโยค ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า
ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน. บทว่า อนุทฺธโต ความว่า เป็นผู้

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 487 (เล่ม 45)

ไม่มีการพูดเป็นทีมายินดี ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน คือมีจิตสงบ อธิบายว่า
(มีจิต) เป็นสมาธิ เพราะเว้นความฟุ้งซ่านแห่งจิต ที่เกิดขึ้นเพราะมีการพูดคุย
เป็นที่มายินดี. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้นเพราะมีนัยเหมือนที่เคยกล่าวแล้ว
ในก่อน.
ด้วยประการดังพรรณนามานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสวัฏฏะไว้ใน
พระสูตรที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ และที่ ๙ ไว้ในวรรคนี้แล้ว.
(ส่วน) ในวรรคนอกนี้ ตรัสไว้ทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.
จบอรรถกถาปริหานสูตรที่ ๑๐
จบวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มิจฉาทิฏฐิสูตร ๒. สัมมาทิฏฐิสูตร ๓. นิสสรณสูตร ๔. รูปสูตร
๕. ปุคคสูตร ๖. อวุฏฐิกสูตร ๗. สุขสูตร ๘. ภินทนสูตร ๙. ธาตุสูตร
๑๐. ปริหานสูตร และอรรถกถา.

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 488 (เล่ม 45)

อิติวุตตกะ ติกนิบาต
วรรคที่ ๔
๑. วิตักกสูตร
ว่าด้วยอกุศลวิตก ๓ ประการ
[๒๕๘] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน
คือ วิตกประกอบด้วยการไม่ให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน ๑ วิตกประกอบด้วยลาภ
สักการะและความสรรเสริญ ๑ วิตกประกอบด้วยความเอ็นดูในผู้อื่น ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ ประการนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยการไม่ให้
ผู้อื่นดูหมิ่นตน ผู้หนักในลาภและสักการะ
มีปกติยินดีกับด้วยอำมาตย์ทั้งหลาย เป็น
ผู้ห่างไกลจากความสิ้นไปแห่งสังโยชน์
ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ละบุตร ปศุสัตว์
การให้กระทำวิวาหะ และการหวงแหน
เสียได้ ภิกษุเช่นนั้น ๆ เป็นผู้ควรเพื่อจะ
บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
จบวิตักกสูตรที่ ๑

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 489 (เล่ม 45)

วรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาวิตักกสูตร
ในวิตักกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อกุสลา วิตกฺกา ความว่า วิตกทั้งหลายอันเกิดจากความ
เป็นผู้ไม่ฉลาด อธิบายว่า ได้แก่ มิจฉาวิตก. บทว่า อนวญฺญตฺติ ในบทว่า
อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺโต นี้ ได้แก่การไม่ถูกดูหมิ่นเพราะความที่ตนไม่ถูกผู้อื่น
ดูหมิ่น คือ ไม่ถูกดูแคลน คือ อิจฉาจารที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ คน
เหล่าอื่นไม่พึงดูหมิ่นเรา ดังนี้ คือการเกี่ยวข้องอันประกอบด้วยการไม่ถูกดูหมิ่น
นั้น หรือวิตกอันปฏิสังยุตด้วยการไม่ดูหมิ่น ซึ่งปรารภการคลุกคลีนั้นเป็นไปแล้ว
เพราะฉะนั้น คำว่า อนวญฺญตฺติ นี้ เป็นชื่อของวิตกที่ผู้ดำรงอยู่ในอิจฉาจารให้
เป็นไปแล้ว เพราะต้องการความยกย่องว่า กระไรหนอ คนเหล่าอื่นทั้งคฤหัสถ์
และบรรพชิต จะไม่พึงเหยียดหยามเราให้ต่ำต้อย. บทว่า ลาภสกฺการสิโลก-
ปฏิสํยุตฺโต ความว่า วิตกที่ประกอบด้วยลาภมีจีวรเป็นต้น สักการะ และ
กิตติศัพท์ โดยทำให้เป็นอารมณ์. บทว่า ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺโต ความว่า
ประกอบด้วยความรักที่เป็นเจ้าเรือน อันเป็นความเอ็นดูเทียมในผู้อื่น ซึ่ง-
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสหมายเอาว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้คลุกคลี
เพลิดเพลิน โศกเศร้า อยู่กับพระราชา ราชมหาอมาตย์ พราหมณ์ คฤหบดี
เดียรถีย์ และสาวกแห่งเดียรถีย์ทั้งหลาย เมื่อเขาสุข ก็สุขด้วย เมื่อเขาทุกข์
ก็ทุกข์ด้วย ย่อมถึงการประกอบตนในกิจการอันบังเกิดขึ้นแล้วของเขา ดังนี้.

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 490 (เล่ม 45)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บุคคลผู้ประกอบด้วยการ
ไม่ดูหมิ่น ชื่อว่า อนวญฺญตฺติสํยุตฺโต บุคคลชื่อว่า ลาภสกฺการคารโว
เพราะมีความตระหนักในลาภสักการะ ไม่ใช่ในธรรม. บุคคลชื่อว่า อมัจจะ
เพราะเป็นผู้ใกล้ชิด คือร่วมสุข ร่วมทุกข์กัน ได้แก่ผู้อุปถัมภ์คล้ายกับสหาย
บุคคลผู้มีปกติยินดี กับด้วยอำมาตย์เหล่านั้น ด้วยอำนาจความรักที่เป็นเจ้าเรือน
ชื่อว่าเป็นผู้ยินดีกับด้วยอมาตย์ทั้งหลาย. ด้วยบทว่า สหนนฺที อมจฺเจหิ นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงถึงวิตกที่ประกอบด้วยความเอ็นดูผู้อื่น. บทว่า
อารา สํโยชนกฺขยา ความว่า บุคคลถกวิตกทั้ง ๓ เหล่านี้ครอบงำ ย่อม
เป็นผู้ห่างไกลจากความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ คือพระอรหันต์. พระอรหันต์นั้น
เป็นของหาได้ยาก สำหรับเขา. บทว่า ปุตฺตปสุํ ได้แก่ทั้งบุตร ทั้งสัตว์เลี้ยง.
และด้วยปุตฺตศัพท์ ในคำว่า ปุตฺตปสุํ นี้ ทรงสงเคราะห์เอาภรรยาเป็นต้น
ไว้ด้วย. ด้วยปสุศัพท์ ทรงสงเคราะห์เอาม้า กระบือ นา และสวนเป็นต้น
เข้าไว้ด้วย. บทว่า วิวาเห ความว่า ในการให้วิวาทมงคล. ด้วยบทว่า
อาวาโห นี้ ทรงสงเคราะห์เอาอาวาหมงคลเข้าไว้ด้วย. บทว่า สงฺคหานิ
ได้แก่การหวงแหน อธิบายว่า ควรแก่การระมัดระวัง. แต่อาจารย์ทั้งหลาย
กล่าวว่า ได้แก่การสนิทสนม อธิบายว่า สนิทสนมกันฉันมิตร. เธอมีความว่า
ละทิ้งทั้งหมด. บทว่า ภพฺโพ โส ตาทิโส ภิกฺขุ ความว่า เธอสละสิ่ง-
ที่ทำให้เนิ่นช้า ทุกอย่าง. ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเห็นภัยในสงสารด้วยสัมมา-
ปฏิบัติที่พระศาสดาตรัสไว้แล้ว โดยประการใด ชื่อว่าเป็นผู้เช่นนั้น เพราะ
พึงเห็นโดยประการนั้น ย่อมควรเพื่อบรรลุการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม คือพระอรหัต.
จบอรรถกถาวิตักกสูตรที่ ๑

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 491 (เล่ม 45)

๒. สักการสูตร
ว่าด้วยผู้ถูกสักการะครอบงำจิต
[๒๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้เห็นสัตว์ผู้อันสักการะ
ครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้
เห็นสัตว์อันความไม่สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก เราได้เห็นสัตว์อันสักการะและความไม่สักการะทั้งสองครอบงำ
ย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
ตถาคตกล่าวคำนั้นแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้เห็นสัตว์อัน
สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว... เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ
ได้ฟังต่อสมณะหรือพราหมณ์อันก็หามิได้ ก็แต่ว่าเราตถาคตรู้มาเอง เห็นมา
เอง ทราบมาเอง จึงกล่าวคำนั้นแลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้
เห็นสัตว์อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เราตถาคตได้เห็นสัตว์อันความไม่สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก เราตถาคตได้เห็นสัตว์อันสักการะและความไม่สักการะ
ทั้งสองครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก.
สมาธิของบุคคลใดผู้อันบุคคลสัก-
การะอยู่ ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท
ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะสักการะและความ
ไม่สักการะทั้งสอง พระอริยเจ้าทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นกล่าว บุคคลมีปกติ
เพ่ง ผู้มีความเพียรเป็นไปติดต่อ ผู้เห็นแจ้ง
ด้วยทิฏฐิอันสุขุม มีความสิ้นอุปทานเป็นที่
มายินดีว่าเป็นสัปบุรุษ.
จบสักการสูตรที่ ๒

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 492 (เล่ม 45)

อรรถกถาสักการสูตร
ในสักการสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สกฺกาเรน ความว่า อันสักการะ อันเป็นดังเหตุ อีกอย่าง
หนึ่ง บทว่า สกฺกาเรน ความว่า ถูกเหตุหรือสักการะ หรือถูกอกุศลธรรม
มีสักการะเป็นเหตุ (ครอบงำ) อธิบายว่า เพราะอาศัยสักการะ บุคคลบางคน
ในโลกนี้ มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครองงำ ตั้งอยู่ในอิจฉาจาร
คิดว่า เราจักให้สักการะเกิดขึ้น แล้วประพฤติการแสวงหาที่ไม่เหมาะสมมาก
อย่าง จุติจากโลกนี้แล้ว จึงเกิดในอบายทั้งหลาย. ส่วนคนเหล่าอื่นได้สักการะ
อย่างใดแล้ว ถึงความประมาท อันมีสักการะอย่างนั้นเป็นนิมิต ด้วยสามารถ
แห่งมานะ (ความถือตัว) มทะ (ความเมา) และมัจฉริยะ (ความตระหนี่)
เป็นต้น จุติจากโลกนี้แล้ว จึงเกิดในอบายทั้งหลาย ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสหมายเอาว่า ผู้ถูกสักการะครอบงำ มีจิตอันสักการะหุ้มห่อแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิภูตา ความว่า ถูกสักการะทับถมแล้ว.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตา ความว่า มีจิตอันสักการะให้ส่ายไปแล้ว คือเป็น
ผู้มีกุศลจิต ถูกอิจฉาจาร และอกุศลมีมานะ และมทะเป็นต้นให้ถึงความสิ้นไป.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตา ความว่า มีจิตอันสักการะยึดเหนี่ยวไว้
รอบด้าน. อธิบายว่า เป็นผู้มีจิตสันดาน ถูกฝ่ายอกุศลธรรม มีประการดังกล่าว
แล้ว ยึดไว้แล้วรอบด้านโดยไม่มีวาระแห่งกุศลจิตเกิดขึ้น. บทว่า อสกฺกาเรน
ความว่า อันเหตุ คือ อสักการะ ที่ผู้อื่นให้เป็นไปแล้วในตน โดยมุ่งให้ละอาย
โดยเย้ยหยัน หรือถูกอกุศลธรรมมีมานะเป็นต้น ที่มีสักการะเป็นเหตุ (ครอบ-
งำแล้ว). บทว่า สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ความว่า ถูกทั้งสักการะ

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 493 (เล่ม 45)

ที่ใคร ๆ ให้เป็นไปแล้ว ทั้งอสักการะที่ใคร ๆ ให้เป็นไปแล้ว. อธิบายว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาบุคคลเช่นนั้น ที่ตอนต้น ชนเหล่าใดสักการะ
แล้ว ภายหลังชนเหล่านั้นนั่นแหละไม่สักการะ เพราะรู้ว่าไม่มีสารธรรม จึง
ตรัสว่า สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ดังนี้.
ในเรื่องนี้ควรนำเรื่องพระเทวทัตเป็นต้นที่ถูกสักการะครอบงำมาแสดง
(เป็นตัวอย่าง). สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ผลกล้วยแล ฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่
ฆ่าต้นไผ่ สักการะฆ่าคนชั่ว เหมือนลูก
ม้า ฆ่าแม้ม้า อัสดร ดังนี้.
ควรนำเรื่องพระเจ้ากรุงทัณฑกี พระเจ้ากรุงกาลิงคะ และพระเจ้ากรุงเมชฌะ
เป็นต้น มาแสดง (เป็นตัวอย่าง). สมดังคำที่สังกัจจฤาษีกล่าวไว้ว่า
เพราะ พระเจ้าทัณฑกี ทรงโปรย
ธุลีใส่ กีสวัจฉฤาษี (ผู้หาธุลีมิได้) พระ-
องค์พร้อมด้วยประชาชน และแว่นแคว้น
(จึงถึงความพินาศ) เหมือนไม้ที่รากขาด
แล้ว หมกไหม้อยู่ในกุกกุฬนรก ประกาย
ไฟตกถูกต้องพระกายของพระองค์.
อนึ่ง พระเจ้ากาลิงคะ ได้ล่วงเกิน
บรรพชิตผู้สำรวมแล้ว ผู้สอนธรรม ผู้เป็น
สมณะผู้ไม่ประทุษร้าย สุนัขทั้งหลายจึง
รุนกัดพระเจ้ากาลิงคะนั้นผู้ทรงกลิ้งไปมา
อยู่ เหมือนผลมะพร้าว.

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 494 (เล่ม 45)

พระเจ้าเมชฌะคิดประทุษร้ายในมา-
ตังคฤาษี ผู้เรืองยศสรัฐมณฑลของพระเจ้า
เมชฌะ พร้อมด้วยบริษัท ก็ได้สูญสิ้นไป
ในครั้งนั้น ดังนี้.
อัญญเดียรดีย์ทั้งหลาย มีนิครนถนาฏบุตรเป็นต้น ผู้ถูกทั้งสักการะ
และอสักการะครอบงำ ก็ควรนำมาแสดงด้วย.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไป บทว่า อุภยํ ได้แก่ทั้งสักการะ
และอสักการะทั้งสองอย่าง. บทว่า สมาธิ น วิกมฺปติ ความว่า สมาธิย่อม
ไม่หวั่นไหว คือมีสภาพเป็นเอกนั่นแหละตั้งอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท (เพื่อจะทรงแก้คำถาม) ว่า ก็สมาธิของใครเล่า
ไม่หวั่นไหว ? อธิบายว่า ของผู้ชื่อว่ามีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท คือเป็น
พระอรหันต์ เพราะละธรรมที่เป็นเหตุแห่งความประมาท มีราคะเป็นต้นได้
ด้วยดี ด้วยว่า ท่านไม่หวั่นไหว เพราะโลกธรรมทั้งหลาย. บทว่า สุขุม-
ทิฏฺฐิวิปสฺสกํ ความว่า ผู้ชื่อว่าเห็นแจ้งด้วยทิฏฐิอันสุขุม เพราะมีความเห็น
แจ้งที่เป็นไปแล้วเนือง ๆ ด้วยทิฏฐิ คือปัญญาอันสุขุม เหตุได้บรรลุผลสมาบัติ.
บทว่า อุปาทานกฺขยารามํ ความว่า ผู้ชื่อว่า มีความสิ้นอุปาทานเป็นที่มา
ยินดี เพราะมีอรหัตผลอันเป็นที่สิ้นไป คือเป็นที่สิ้นสุด แห่งอุปาทานทั้ง ๔
ที่ตนจะต้องยินดี. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสักการสูตรที่ ๒

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 495 (เล่ม 45)

๓. สัททสูตร
ว่าด้วยสมัย ๓ อย่าง
[๒๖๐] ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เสียง (ที่เกิดขึ้นเพราะปีติ) ของเทวดา
๓ อย่างนี้ ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ๓ อย่าง
เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระอริยสาวกย่อมคิดเพื่อจะปลงผม
และหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต ในสมัยนั้น เสียงของ
เทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาว่า พระอริยสาวกนี้ย่อมคิดเพื่อทำสงคราม
กับมาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๑ ย่อมเปล่งออกไป
ในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย.
อีกประการหนึ่ง ในสมัยใด พระอริยสาวกประกอบความเพียรในการ
เจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ ประการ ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออก
ไปในเหล่าเทวดาว่า พระอริยสาวกนั้นทำสงครามกับมาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นเสียงของเทวดา ข้อที่ ๒ ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัย
แต่สมัย.
อีกประการหนึ่ง ในสมัยใด พระอริยสาวกกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่า
เทวดาว่า พระอริยสาวกนี้พิชิตสงความ ชนะแดนแห่งสงครามนั้นแล้ว
ครอบครองอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๓ ย่อมเปล่ง
ออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียง เทวดา ๓ ประการนี้แล ย่อมเปล่งออกไป
ในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย.

495