ซึ่งอารมณ์นั้น ๆ เพราะว่าการแยกความรู้สึกออกจากความจำได้ คือการรู้ชัด
อารมณ์ ได้แก่ญาณ (อุปลัทธิ) ชื่อว่า วิญญาณ. บทว่า วิราคธมฺมํ คือ
มีการเสื่อมคลายเป็นธรรมดา อธิบายว่า มีการแตกดับไปเป็นธรรมดา. บทว่า
สพฺเพ อุปธีติ ความว่า อุปธิเหล่านี้คือ อุปธิคือขันธ์ อุปธิคือกิเลส
อุปธิคืออภิสังขาร (กรรม) อุปธิคือเบญจกามคุณ ที่หมายรู้กันว่าอุปธิ
เพราะอรรถว่า เป็นที่เข้าไปทรงทุกข์ไว้ แม้ทั้งหมดได้แก่อุปาทานขันธ์ กิเลส
เป็นอภิสังขารเป็นเบญจกามคุณ ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี.
ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าเกิดขึ้น และเสื่อมไป และบีบคั้น ชื่อว่ามีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะอรรถว่าละปกติเหตุเป็นสภาวะที่ต้องเปลี่ยน-
แปลงไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ชรากับมรณะ.
ด้วยประการดังที่พรรณนามานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงวาระแห่ง
การพิจารณา (สัมมัสสนญาณ) ตามอัธยาศัย แห่งบุคคลผู้รู้อย่างนั้น โดยมุข
คือ อนิจจานุปัสสนา และทุกขาวิปัสสนา ทรงแยกรูปธรรมและวิญญาณออก
จากกัน แล้วทรงรวมธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมดเข้าเป็นอันเดียวกัน
โดยทรงจำแนกออกเป็นอุปธิอีก เพราะบรรดาลักษณะทั้ง ๓ นี้ อนิจจลักษณะ
เห็นได้ง่าย. ก็ในบรรดาลักษณะทั้ง ๓ นี้ ลักษณะ ๒ อย่างเท่านั้น มีมาใน
พระบาลี ก็จริง ถึงกระนั้น โดยพระบาลีว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
พึงเข้าใจว่า แม้อนัตตลักษณะ พระองค์ก็ทรงแสดงไว้แล้ว เหมือนกันด้วย
ทุกขลักษณะนั่นเอง.
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาดังต่อไปนี้ บทว่า อุปธีสุ ภยํ ทิสฺวา
ความว่า เห็นภัยในอุปธิทั้ง ๓ ด้วยสามารถแห่งภยตูปัฏฐานญาณ คือเห็นความ
ที่อุปธิเหล่านั้นเป็นของน่ากลัว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวิปัสสนาที่มี