ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 456 (เล่ม 45)

ว่าโดยกรรม การงดเว้นจากมุสาวาทเป็นวจีกรรม (ส่วน) ที่เหลือเป็น
กายกรรม. ว่าโดยสมาทาน ผู้ไม่ได้รับการสมาทานนั้นในสำนักของผู้อื่นที่เป็น
ครุฏฐานิยบุคคล สมาทานศีล ๕ ด้วยตนเองเป็นเอกัชฌสมาทาน หรือเป็น
ปัจเจกสมาทาน ก็ย่อมเป็นอันสมาทานแล้ว. ว่าโดยการขาด สำหรับคฤหัสถ์
ทั้งหลาย สิกขาบทใดที่ล่วงเกินแล้ว จะขาดเฉพาะสิกขาบทนั้น ๆ เท่านั้น
นอกนี้ไม่ขาด. เพราะเหตุไร ? เพราะคฤหัฤส์ทั้งหลายมีศีล ไม่เกี่ยวเนื่องกัน
(เป็นปัจเจกสมาทาน) รักษาเฉพาะสิกขาบทที่สามารถรักษาได้เท่านั้น. ส่วน
สำหรับบรรพชิต เมื่อล่วงละเมิดสิกขาบทเดียว ก็ขาดทั้งหมด.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ผลโต ดังต่อไปนี้ กับบรรดา เวรมณี
เหล่านี้ ปาณาติปาตาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้คือ องฺคปจฺจงฺคสมนฺ-
นาคตา (ความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่) ๑ อาโรหปริณาทสมฺ-
ปตฺติ (ความถึงพร้อมด้วยส่วนสูงและส่วนกว้าง) ๑ ชวนสมฺปตฺติ (ความถึง
พร้อมด้วยเชาว์ไวไหวพริบ) ๑ สุปติฏฺฐิตปาทตา (ความเป็นผู้มีเท้าตั้งอยู่
เหมาะสม) ๑ จารุตา (ความสวยงาม) ๑ มุทุตา (ความเป็นผู้อ่อนโยน) ๑
สุจิตา (ความสะอาด) ๑ สูรตา (ความกล้าหาญ) ๑ มหาพลตา (ความเป็น-
ผู้มีกำลังมาก) ๑ วิสฏฺฐวจนตา (ความเป็นผู้มีถ้อยคำสละสลวย) ๑ สตฺตานํ
ปิยุมนาปตา (ความเป็นผู้น่ารัก น่าพอใจ ของสัตว์ทั้งหลาย) ๑ อภิชฺช-
ปริสตา (ความเป็นผู้มีบริษัทไม่แตกแยกกัน) ๑ อฉมฺภิตา (ความเป็นผู้ไม่-
สะดุ้งหวาดเสียว) ๑ ทุปฺปธํสิยตา (ความเป็นผู้อันใคร ๆ กำจัดได้ยาก) ๑
ปรูปกฺกเมน อมรณตา (ความเป็นผู้ไม่ตายดับการปองร้ายของผู้อื่น) ๑
มหาปริวารตา (ความเป็นผู้มีบริวารมาก) ๑ สุวณฺณตา (ความเป็นผู้มีผิว-
ดังทอง) ๑ สุสณฺฐานตา (ความเป็นผู้มีทรวดทรงงาม) ๑ อปฺปาพาธตา

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 457 (เล่ม 45)

(ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย) ๑ อโสกตา (ความเป็นผู้ไม่เศร้าโศก) ๑ ปิยม-
นาเปหิ อวิปฺปโยคตา (ความเป็นผู้ไม่พลัดพราก จากของรักของชอบใจ) ๑
ทีฆายุตา (ความเป็นผู้มีอายุยืน) ๑.
อทินนาทานา เวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้คือ มหาธนธญฺญตา
(ความเป็นผู้มีทรัพย์ และข้าวเปลือกมาก) ๑ อนนฺตโภคตา (ความเป็นผู้มี
โภคะ อเนุกอนันต์) ๑ ถิรโภคตา (ความเป็นผู้มีโภคะยั่งยืน) ๑ อิจฺฉิตานํ
โภคานุํ ขิปฺปปฏิลาโภ (การได้โภคทรัพย์ตามที่ต้องการอย่างฉับพลัน) ๑
ราชาทีหิ อสาธารณโภคตา (การมีโภคะไม่ทั่วไปกับพระราชาเป็นต้น ) ๑
อุฬารโภคตา (ความเป็นผู้มีโภคะโอฬาร) ๑ ตตฺถ ตตฺถ เชฏฺฐกภาโว
(ความเป็นหัวหน้าในที่นั้น ๆ) ๑ นตฺถิภาวสฺส อชานนตา (ความเป็นผู้
ไม่รู้จักคำว่าไม่มี) ๑ สุขวิหารตา (ความเป็นผู้อยู่อย่างสบาย) ๑.
อพฺรหฺมจริยา เวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้ คือ วิคตปจฺจตฺถิกตา
ความเป็นผู้ปราศจากข้าศึก) ๑ สพฺพสตฺตานํ ปิยมนาปตา (ความเป็น
ที่รักเป็นที่พอใจของสรรพสัตว์) ๑ อนฺนปานวตฺถจฺฉาทนาทีนํ ลาภิตา
(ความเป็นผู้มีปกติได้ของต่าง ๆ เช่น ข้าว น้ำ ผ้า และวัตถุเครื่องปกปิด) ๑
สุขสุปนตา (การนอนหลับสบาย) ๑ สุขปฏิพุชฺฌนตา (การตื่นขึ้นมา
สบาย) ๑ อปายภยวิโมกฺโข (การพ้นจากภัยในอบาย) ๑ อิตฺถีภาวนปุํ-
สกภาวานํ อภพฺพตา (ความไม่ควรแก่การเกิดเป็นหญิง เป็นกะเทย) ๑
อกฺโกธนตา (ความเป็นผู้ไม่โกรธ) ๑ สจฺจการิตา (ความเป็นผู้มีปกติ
ทำจริง) ๑ อมงฺกุภูตตา (ความเป็นผู้ไม่เก้อเขิน) ๑ อาราธนสุขตา (ความ
เป็นผู้มีความสุขด้วยการรับเชิญ) ๑ ปริปุณฺณินฺทฺริยตา (ความเป็นผู้มีอินทรีย์
บริบูรณ์) ๑ นิราสงฺกตา (ความเป็นผู้ปราศจากความระแวง) ๑ อปฺโปสฺกุกฺ-
กตา (ความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย) ๑ สุขวิหารตา (ความเป็นผู้อยู่อย่าง-

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 458 (เล่ม 45)

เป็นสุข) ๑ อกุโตภยตา (ความเป็นผู้ไม่มีภัยจากที่ไหน ๆ) ๑ ปิยวิปฺปโย-
คาภาโว (ความเป็นผู้ไม่มีการพลัดพรากจากของรัก) ๑. แม้ผลของการงด
เว้นจากมิจฉาจาร ก็รวมอยู่ในผลของการงดเว้นจากการไม่ประพฤติพรหมจรรย์
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อพฺรหฺมจริยา เวรมณี ดังนี้.
มุสาวาทาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้ คือ วิปฺปสนฺนินฺทฺริยตา
(ความเป็นผู้มีอินทรีย์ผ่องใส) ๑ วิสฏฺฐมธุรภาณิตา (ความเป็นผู้มีปกติ
พูดด้วยคำสละสลวย อ่อนหวาน) ๑ สมสิตสุทฺธทนฺตตา (ความเป็นผู้มีฟัน
เรียบเสมอ ทั้งขาว ทั้งสะอาด) ๑ นาติถูลตา (ความเป็นผู้ไม่อ้วนจนเกินไป) ๑
นาติกีสตา (ความเป็นผู้ไม่ผอมจนเกินไป) ๑ นาติรสฺสตา (ความเป็นผู้
ไม่ต่ำเกินไป) ๑ นาติทีฆตา (ความเป็นผู้ไม่สูงเกินไป) ๑ สุขสมฺผสฺสตา
(ความเป็นผู้มีสัมผัสเป็นสุข) ๑ อุปฺปลคนฺธมุขตา (ความเป็นผู้มีกลิ่นปาก-
หอมเหมือนกลิ่นดอกอุบล) ๑ สุสฺสูสกปริสตา (ความเป็นผู้มีบริษัท เชื่อฟัง
ตั้งอยู่ในโอวาท) ๑ อาเทยฺยวจนตา (ความเป็นผู้มีวาจาเชื่อถือได้) ๑
กมลทลสทิสมุทุโลหิตนยชิวฺหตา (ความเป็นผู้มีลิ้น อ่อน แดง และ
บางเหมือนกลีบดอกอุบล) ๑ อลีนตา (ความเป็นผู้ไม่หดหู่) ๑ อนุทฺธตตา
(ความเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน) ๑.
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรนณี มีผลมีอาทิอย่างนี้ คือ อตีตา-
นาคตปจฺจุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ อปฺปมาทตา (ความเป็นผู้ไม่ประมาท
ในกิจและกรณียกิจ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน) ๑ ญาณวนฺตตา
(ความเป็นผู้มีญาณ) ๑ สทา อุปฏฺฐิตสติตา (ความเป็นผู้มีสติปรากฏอยู่
ทุกเมื่อ) ๑ อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ สพฺพฏฺฐานุปฺตฺติกปฏิภาณวนฺ-

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 459 (เล่ม 45)

ตตา (ความเป็นผู้มีปฏิภาณ เกิดขึ้นทุกสถาน ในเมื่อมีกิจและกรณียกิจเกิดขึ้น) ๑
อนลสตา (ความเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน) ๑ อชฬตา (ความเป็นผู้ไม่โง่เขลา) ๑
อมูคตา (ความเป็นผู้ไม่บ้าใบ้) ๑ อจฺฉมฺภิตา (ความเป็นผู้ไม่หวาดสะดุ้ง) ๑
อสารมฺภตา (ความเป็นผู้ไม่มีการแข็งดี) ๑ อนิสฺสุกิตา (ความเป็นผู้ไม่มี
ความริษยา) ๑ อมจฺฉริตา (ความเป็นผู้ไม่ตระหนี่) ๑ สจฺจวาทิตา
(ความเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์) ๑ อปิสุณ อผรุส อสมฺผปฺปลาปวาทิตา
(ความเป็นผู้มีปกติไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ) ๑ กตญฺญุตา
(ความเป็นคนกตัญญู) ๑ กตเวทิตา (ความเป็นผู้มีกตเวที) ๑ โภควนฺตตา
(ความเป็นผู้มีโภคะ) ๑ สีลวนฺตตา (ความเป็นผู้มีศีล) ๑ อุชุคตา (ความ
เป็นผู้ซื่อตรง) ๑ มหตฺตตา (ความเป็นผู้ไม่โกรธ) ๑ หิโรตฺตปฺปสสมฺ-
ปนฺนตา (ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตัปปะ) ๑ อุชุทิฏฺฐิตา (ความ
เป็นผู้มีความเห็นตรง) ๑ มหตฺตตา (ความเป็นผู้มีใจใหญ่) ๑ ปณฺฑิตตา
(ความเป็นผู้ฉลาด) ๑ อตฺถานตฺถกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็น-
ประโยชน์ และสิ่งมิใช่ประโยชน์) ๑. ในอธิการนี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยสภาวะ
เป็นต้น แม้แห่งปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้น ดังพรรณนามานี้.
บทว่า สีลวา ได้แก่ เป็นผู้มีศีล ด้วยสามารถแห่งเบญจศีลตามที่
กล่าวแล้ว. บทว่า กลฺยาณธมฺโม ได้แก่ เป็นผู้มีธรรมอันงาม อธิบายว่า
มีปัญญาประกอบด้วยทิฏฐิสมบัติ อันส่องถึงสรณคมน์ ก็บุตรคนใด เมื่อมารดา
บิดาไม่มีศรัทธา และเป็นผู้ทุศีล ตนเองก็เป็นเช่นนั้น แม้บุตรนั้นพึงทราบว่า
เป็นอวชาตบุตรทีเดียว. เพราะว่าความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า
เป็นลักษณะของความเป็นอวชาตบุตรในที่นี้ และความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น
นั้น มีอยู่ในอวชาตบุตรนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกความที่บุตรเป็น
อติชาตบุตรเป็นต้น โดยเปรียบเทียบมารดาบิดา.

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 460 (เล่ม 45)

บทว่า โย โหติ กุลคนฺธโน ได้แก่ บุตรผู้ทำลายตระกูล คือ
ทำตระกูลให้พินาศ. จริงอยู่ คนฺธ ศัพท์ ในที่นี้ มีความหมายว่า ทำลาย
ดังในประโยคเป็นต้นว่า อุปฺปลคนฺธปจฺจตฺถิกา ดังนี้. แต่อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า กุลธํสโน ดังนี้บ้าง. เนื้อความก็เช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า เอเต
โข ปุตฺตา โลกสฺมึ ความว่า บุตร ๓ จำพวก มีอติชาตบุตรเป็นต้น
เหล่านี้นั่นแหละ ชื่อว่า บุตรมีอยู่ในสัตวโลกนี้ พ้นจากโลกนี้ไปจะมีก็หามิได้.
ก็บรรดาบุตร ๓ จำพวกเหล่านี้ บุตรจำพวกใดเป็นอุบาสก คือบุตรเหล่าใด
เป็นอุบาสกเพราะถึงพร้อมด้วยสรณคมน์ คือเข้าใจหลักธรรม ด้วยกัมมัสสก-
ตาญาณ บุตรเหล่านั้น เป็นบัณฑิตมีปัญญา ถึงพร้อมคือบริบูรณ์ด้วยศีล ๕
และศีล ๑. ชื่อว่า วทัญญู เพราะรู้ (เข้าใจ) คำพูดของยาจกทั้งหลาย โดยการ
ยังความประสงค์ของยาจกเหล่านั้นให้เต็ม โดยเพียงเห็นสีหน้าเท่านั้น อีกอย่าง-
หนึ่ง ชื่อว่า วทัญญู เพราะวิเคราะห์ว่า ได้ยินคำของยาจกเหล่านั้นว่า
โปรดให้ทานเถิด ดังนี้ ก็รู้ความหมายนั้น โดยบริจาค (ทรัพย์) แก่ยาจก
เหล่านั้น ด้วยคิดว่า คนเหล่านี้ไม่เคยให้ทานในกาลก่อน จึงเป็นเช่นนี้
ส่วนเราไม่ควรเป็นอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วทัญญู เพราะวิเคราะห์ว่า
เข้าใจถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลาย ที่แสดงถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน
เป็นต้น ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า "ปทัญญู" อธิบายว่า เป็นผู้มีปกติ
บริจาคด้วยการเพิ่มให้ ชื่อว่าปราศจากความตระหนี่ เพราะปราศจากมลทินคือ
ความตระหนี่ ในทันใดนั้นเอง. บทว่า อพฺภฆนา ความว่า บุตรเหล่านั้น
ย่อมรุ่งโรจน์ อธิบายว่า งดงาม ในบริษัททั้งหลายมีอุบาสกเป็นต้น และใน
บริษัททั้งหลาย มีกษัตริย์เป็นต้น ดุจพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆ กล่าวคือหมอก
หรือพ้นจากเมฆที่หนาทึบ ฉะนั้น.
จบอรรถกถาปุตตสูตรที่ ๕

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 461 (เล่ม 45)

๖. อวุฏฐิกสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนฝน ๓ จำพวก
[๒๕๓] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก
๓ จำพวกเป็นไฉน ? คือ บุคคลผู้เสมอด้วยฝนไม่ตก ๑ ผู้ดุจฝนตกในที่บาง-
ส่วน ๑ ผู้ดุจฝนตกในที่ทั่วไป ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเสมอด้วยฝนไม่ตกเป็นอย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้ ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้
ที่นอน ที่พัก เครื่องอุปกรณ์แสงสว่าง แก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คน
เดินทาง วนิพกและยาจกทุกหมู่เหล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เสมอ
ด้วยฝนไม่ตกเป็นอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ดุจฝนตกในที่บางส่วนเป็นอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม
เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องอุปกรณ์แสงสว่าง แก่สมณพราหมณ์
คนกำพร้า คนเดินทาง วนิพกและยาจกบางพวก ไม่ให้แก่บางพวก ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ดุจฝนตกในที่บางส่วนเป็นอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ดุจฝนตกในที่ทั่วไปเป็นอย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้ ย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้
ที่นอน ที่พัก เครื่องอุปกรณ์แสงสว่าง แก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คน-
เดินทาง วนิพก และยาจกทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลดุจฝนตก
ในที่ทั่วไปเป็นอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 462 (เล่ม 45)

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลได้พบสมณะ พราหมณ์ คน-
กำพร้า คนเดินทาง วนิพกแล้ว ย่อมไม่
แบ่งข้าว น้ำ และเครื่องบริโภคให้ บัณฑิต
ทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้เป็นบุรุษต่ำช้า
นั้นแลว่า เป็นผู้เสมอด้วยฝนไม่ตก บุคคล
ใดย่อมไม่ให้ไทยธรรมแก่บุคคลบางพวก
ย่อมให้แก่บุคคลบางพวก ชนผู้มีปัญญา
ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ดุจฝนตกในที่
บางส่วน บุรุษผู้มีวาจาว่า ภิกษาดี ผู้อนุ-
เคราะห์สัตว์ทั่วหน้า มีใจยินดีประดุจ
โปรยไทยธรรม กล่าวอยู่ว่า จงให้ ๆ ดังนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นเช่นนั้น
รวบรวมทรัพย์ที่ตนได้แล้วด้วย ความหมั่น
โดยชอบธรรม ยังวนิพกทั้งหลายผู้มาถึง-
แล้ว ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำโดยชอบ
เปรียบเหมือนเมฆบันลือ กระหึ่มแล้ว
ย่อมยังฝนให้ตก ยังน้ำให้ไหลนองเต็มที่
ดอนและที่ลุ่ม ฉะนั้น.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบอวุฏฐิกสูตรที่ ๖

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 463 (เล่ม 45)

อรรถกถาอวุฏฐิกสูตร
ในอวุฏฐิกสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อวุฏฺฐิกสโม ความว่า เช่นกับด้วยเมฆที่ไม่ทำฝนให้ตก.
เพราะเมฆบางกลุ่ม หนาตั้ง ๑๐๐ ชั้น ๑,๐๐๐ ชั้น ตั้งขึ้น ร้องกระหึ่ม แลบ
แปลบปลาบ ไม่ให้ฝนแม้หยดเดียวตกลงมา แล้วผ่านเลยไป พระผู้มีพระภาค-
เจ้า เมื่อจะทรงแสดงว่า บุคคลบางจำพวกก็มีอุปมาเช่นนั้น จึงตรัสว่า
อวุฏฺฐิกสโม (บุคคลผู้เสมอด้วยฝนไม่ตก) ดังนี้. บทว่า ปเทสวสฺสี
ความว่า เช่นกับเมฆที่ทำฝนให้ตกบางท้องที่อธิบายว่า บุคคลชื่อว่า ปเทสวาสี
เพราะเป็นเหมือนกับเมฆที่ทำฝนให้ตกบางท้องที่ เมฆบางกลุ่ม เมื่อคนทั้ง
หลายยืนอยู่ในที่แห่งเดียวกันนั่นเอง ตกหยิม ๆ โดยที่คนบางพวกก็เปียก บาง
พวกก็ไม่เบียก พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงบุคคลบางพวก ผู้มีอุปมาอย่าง
นั้น ว่าเป็นเหมือนฝนตก เฉพาะบางท้องที่. บทว่า สพฺพตฺถาภิวสฺสี ความว่า
เสมอกับเมฆที่ให้ฝนตกทั่วไป ทุกแห่งหนคือ ในประเทศ คือแผ่นดินมีพื้น
ปฐพี ภูเขา และสมุทรเป็นต้น อธิบายว่า เมฆบางกลุ่ม กระจายไปทั่วสากล
จักรวาล ให้ฝนตกทั่วทุกหนทุกแห่งทีเทียว พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า
สพฺพตฺถาภิวสฺสี ดังนี้ โดยทรงเปรียบเทียบมหาเมฆที่ตั้งขึ้นใน ๔ ทิศนั้น
กับบุคคลบางจำพวก. บทว่า สพฺเพสานํ เท่ากับ สพฺเพสํ. อีกอย่าง
หนึ่ง ปาฐะ (ในพระบาลี) ก็เป็นอย่างนี้แหละ บทว่า น ทาตา โหติ
ความว่า เป็นผู้มีปกติไม่ให้ทาน. อธิบายว่า ไม่ให้อะไรแก่ใคร ๆ เพราะเป็น
ผู้ตระหนี่เหนียวแน่น.

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 464 (เล่ม 45)

บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดง เขต และไทยธรรม โดยการจำแนกจึงตรัส
คำมีอาทิว่า สมณพฺราหฺมณา ดังนี้. ในคำว่า สมณพฺราหมณา นั้นพระ-
องค์ทรงประสงค์เอาทั้งสมณะที่ลอยบาปแล้ว ทั้งสมณะเพียงสักว่าบรรพชา
ทั้งพราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว และพราหมณ์เพียงกำเนิดในที่นี้. คนตกยากคือ
คนเข็ญใจ ชื่อว่า กปณะ (คนกำพร้า) คนเดินทางที่สิ้นสะเบียง ชื่อว่า
อัทธิกา (คนเดินทาง) คนเหล่าใด เชิญชวนคนใน (การทำ) ทาน เที่ยวชม
เชยสรรเสริญทาน โดยนัยมีอาทิว่า ท่านทั้งหลาย จงมีจิตใจสูง มีจิตเลื่อมใส
บริจาคของที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาโทษมิได้ ตามกาล ท่านทั้ง
หลาย จะไปสู่สุคติ จะไปสู่พรหมโลก คนเหล่านั้นชื่อว่า วณิพฺพกา (วณิพก).
คนเหล่าใดเที่ยวขอของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเดียวว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้
เพียงกำมือเดียว เพียงกอบเดียว เพียงขันเดียวเถิดดังนี้ คนเหล่านั้น ชื่อว่า
ยาจก (ผู้ขอ). บรรดาศัพท์เหล่านั้น ด้วยศัพท์ว่า สมณะและพราหมณ์ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงถึงขอบเขตของคุณความดี และขอบเขตของอุปการะ
ด้วยศัพท์ว่า สมณพราหมณะ ทรงแสดงถึงเขตแห่งกรุณา ด้วยศัพท์ว่า กปณะ
เป็นต้น.
บทว่า อนฺนํ ได้แก่ ของควรเคี้ยว และของควรบริโภคอย่างใด
อย่างหนึ่ง. บทว่า ปานํ ได้แก่ เครื่องดื่ม มีน้ำดื่มที่คั้นจากผลมะม่วงเป็นต้น.
บทว่า วตฺถํ ได้แก่เครื่องปกปิด มีผ้านุ่ง และผ้าห่มเป็นต้น. บทว่า ยานํ
ได้แก่ วัตถุที่ยังการเดินทางให้สำเร็จ มีรถและวอเป็นต้น โดยที่สุดจนถึงรองเท้า.
บทว่า มาลา ได้แก่ ดอกไม้ทุกชนิด แยกประเภทออกเป็นดอกไม้ที่ร้อยและ
ไม่ได้ร้อย. บทว่า คนฺธํ ได้แก่ คันชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง และอุปกรณ์แห่ง
เครื่องหอม ทั้งที่บดแล้ว และยังไม่ได้บด. บทว่า วิเลปนํ ได้แก่ เครื่อง
ประเทืองผิว. บทว่า เสยฺยา ได้แก่เครื่องนอน มีเตียงและตั่งเป็นต้น และ

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 465 (เล่ม 45)

ผ้าปาวาร ผ้าโกเชาว์ เป็นต้น (ผ้ามีขนอ่อน และผ้าทำด้วยขนแกะ). ก็แม้
อาสนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้ว ด้วยศัพท์ว่า เสยฺย ในคำว่า
เสยฺยาวสถํ นี้. บทว่า อาวสถํ ได้แก่ ที่อาศัย อันเป็นเครื่องบรรเทาอันตราย
มีลมและแดดเป็นต้น. บทว่า ปทีเปยฺยํ ได้แก่เครื่องอุปกรณ์แห่งแสงสว่าง
มีประทีปและตะเกียงเป็นต้น.
บทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ความว่า เมื่อไทยธรรมมีอยู่ บุคคลไม่
ให้ ของที่จะต้องให้อย่างนี้ แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง ย่อมเป็น
เช่นกับเมฆที่ไม่ให้ฝนตก. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมฆ
หนา ๑๐๐ ชั้น ๑,๐๐๐ ชั้น ตั้งขึ้นแล้ว ไม่โปรยอะไร ๆ ลงมาเลย จางหายไปฉันใด
คนใดรวบรวมสมบัติอันโอฬาร และไพบูลย์ อยู่ครอบครองเรือนก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ไม่ให้ภิกษาแม้ทัพพีเดียว หรือข้าวยาคู เพียงกระบวยเดียวแก่ใคร ๆ
หลีกไปเสีย. หมดอำนาจ ย่อมไปสู่ปากแห่งมัจจุ คนผู้นั้นย่อมชื่อว่าเหมือน
เมฆ ที่ไม่ให้ฝนตกดังนี้. แม้ในบทที่เหลือ พึงทราบพระดำรัส ตรัสย้ำโดย
นัยนี้.
ก็ในบุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ บุคคลพวกแรกพึงถูกตำหนิ โดยส่วน
เดียวเท่านั้น. คนพวกที่สอง น่าสรรเสริญ คนพวกที่สาม น่าสรรเสริญกว่า
(คนพวกที่สอง). อีกนัยหนึ่ง บุคุคลพวกแรก พึงทราบว่าเลวกว่าบุคคลทุก
ประเภท พวกที่ ๒ พึงทราบว่า ปานกลาง พวกที่ ๓ พึงทราบว่าสูงสุดดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้. บทว่า สมเณ เป็น
พหูพจน์ โดยเป็นทุติยาวิภัตติ. แม้ในบทที่เหลือก็เช่นนั้น. บทว่า ลทฺธาน
แปลว่า ได้ (ปฏิคาหก) แล้วปรารถนา สมณะผู้เป็นทักขิไณยบุคคลแล้วถูก
ถามแล้ว ก็ไม่จัดแบ่งให้. บทว่า อนฺนปานญฺจ โภชนํ ความว่า ไม่จัด
แบ่งข้าวหรือน้ำ หรือโภชนะอันควรแก่การบริโภคอย่างอื่น ที่มีอยู่. ก็ในพระ

465