ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 446 (เล่ม 45)

(เครื่องมือฆ่าสัตว์ที่ทำไว้ประจำ) ๕. วิชชามยประโยค (อำนาจคุณแล
ไสยศาสตร์) ๖. อิทธิมยประโยค (การบันดาลด้วยฤทธิ์).
บรรดาประโยคทั้ง ๖ อย่างนั้น ประโยค (การฆ่า) ที่บังเกิดขึ้นด้วย
มือของตน ชื่อว่า สาหัตถิกประโยค ประโยคที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการ
สั่งบังคับผู้อื่น ชื่อว่า อาณัตติกประโยค ประโยคที่เป็นไปแล้ว ด้วยสามารถ
แห่งการยิงด้วยลูกศร และพุ่งด้วยหอกเป็นต้นออกไป ชื่อว่า นิสสัคคิย-
ประโยค ประโยคที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการขุดหลุมพรางเป็นต้น ชื่อว่า
ถาวรประโยค ประโยคที่สำเร็จด้วยการร่ายมนต์ เหมือนการร่ายเวทย์ของ
หมออาถรรพ์เป็นต้น ชื่อว่า วิชชามยประโยค ประโยคที่สำเร็จด้วยฤทธิ์
อันเกิดแต่กรรมวิบาก พึงเห็นเหมือนประโยคของผู้มีฤทธิ์ ให้สัตว์มีพิษขบกัด
เป็นต้น.
ในข้อนี้มีผู้กล่าวท้วงว่า ในเมื่อสังขารทั้งหลายมีการดับอยู่ทุก ๆ ขณะ
เป็นสภาพ ใครเล่าเป็นผู้ฆ่า หรือใครถูกฆ่า ถ้าความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก
มีอยู่ ความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหวั่นไหวได้
ทั้งใคร ๆ ก็ให้หวั่นไหวไม่ได้ ด้วยสามารถแห่งการสับและการทุบเป็นต้น
เพราะไม่มีรูปร่างไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น การสืบต่อแห่งรูปอันใดมีอยู่ การ
สืบต่อแห่งรูปนั้น อุปมาเหมือนดุ้นฟืนและท่อนไม้ เพราะหาเจตนามิได้
เพราะฉะนั้น จะหาปาณาติบาตไม่ได้ ในการสืบต่อแห่งรูปนั้น ด้วยการสับ
เป็นต้น เหมือนแม้ประโยคในร่างที่ตายแล้ว ปาณาติบาตก็จะพึงมีประโยค
มีการประหาร และไม่ประหารเป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว ในสัตว์และสังขารที่
เป็นอดีต เป็นอนาคต หรือปัจจุบัน. ก่อนอื่นในกาลทั้ง ๓ นั้น ประโยค
ตามที่กล่าวแล้ว จะไม่เกิดมีในอดีตและอนาคต เพราะอดีตและอนาคตเหล่านั้น
เป็นสภาวะไม่มีอยู่ ประโยคในปัจจุบัน ที่กำลังบ่ายหน้าไปสู่ความสิ้นสูญไป

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 447 (เล่ม 45)

ก็จะหาประโยชน์มิได้ เพราะสังขารทั้งหลายเป็นไปชั่วขณะ (และ) เพราะ
สังขารทั้งหลายมีการดับไปตามหน้าที่ของตนนั่นแหละ เป็นสภาพ ความตาย
เป็นตัวเหตุแห่งประโยคมีการประหาร และไม่ประหารเป็นต้นก็จะไม่มี เพราะ
เว้นจากเหตุแห่งการสูญในรูป และใครเล่าจะเป็นเจ้าของประโยค เพราะสังขาร
ทั้งหลายไม่มีจิตใจ ปาณาติบาตจะเป็นกรรมพันธ์ของใครเล่า เพราะสังขาร
ที่แตกสลายตลอดเวลาที่พอเหมาะกับการประสงค์จะฆ่านั่นเอง ไม่หยุดอยู่จน
ให้ถึงเวลาสิ้นสุดการกระทำ เนื่องจากเป็นไปชั่วขณะ.
ข้าพเจ้าจะกล่าวเฉลยต่อไป กองสังขารกล่าวคือสัตว์ ที่พร้อมเพรียง
ไปด้วยวธกเจตนา ตามที่กล่าวแล้ว (นั่นแล) เป็นผู้ฆ่า กองแห่งรูปธรรม
และอรูปธรรม ที่มีประโยคแห่งการฆ่า อันกองสังขารให้เป็นไปแล้ว เป็น
เครื่องหมาย อันเป็นที่ตั้งแห่งการกล่าวว่า ชีวิตินทรีย์คือวิญญาณที่ปราศจาก
ไออุ่น ตายแล้วซึ่งควรแก่การเป็นไปในเบื้องบน (สืบต่อกันไปในอนาคต)
เหมือนที่เป็นไปแล้วในกาลก่อน (นั่นแหละ) ถูกฆ่า ในเพราะกระทำประโยค
แห่งการฆ่าตามที่กล่าวแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง การสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก (นั่นเอง)
ถูกฆ่า. แม้เมื่อความที่แห่งการสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก ไม่เป็นอารมณ์ของ
ประโยคแห่งการฆ่ามีอยู่ การสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก แม้นั้นจะขาดสูญไป
โดยการขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งประโยคที่กระทำแล้วในภูตรูป
ทั้งหลาย เพราะความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกนั้น มีพฤติกรรมไม่หย่อนไปกว่า
การสืบต่อแห่งรูป ในปัญจโวการภพ (ขันธ์ ๕) เพราะฉะนั้น ปาณาติบาต
จะไม่เกิดก็หาไม่ ทั้งไม่ใช่ไม่เป็นเหตุ และจะเป็นประโยคที่ไร้ประโยชน์ก็หาไม่
มรณะไม่ใช่ไม่มีเหตุ เพราะ (เหตุ ๓ ประการ) คือ ๑. เพราะสังขาร (นาม)
และกลาปะ (รูป) ที่ควรจะเกิดขึ้นถัดจากนั้น ก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนอย่างนั้น
ด้วยสามารถประโยคที่ทำแล้วในสังขารทั้งหลาย ที่เป็นปัจจุบัน ๒. เพราะ

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 448 (เล่ม 45)

ขณิกมรณะของสังขารทั้งหลาย ที่มีอยู่ชั่วขณะพระองค์ไม่ทรงประสงค์เอาโดย
เป็นมรณะในที่นี้และ ๓. เพราะการดับแห่งสันตติ เป็นสิ่งที่มีเหตุตามนัยที่
ได้กล่าวมาแล้ว. สังขารท่านกล่าวว่า ทำเหตุที่มีการยังผลให้เกิดขึ้น โดยสมควร
แก่ตน ๆ แน่นอนด้วยเหตุสักว่า ความมีอยู่ (อัตถิตา) นั่นเอง เพราะเกิดขึ้น
ตามปัจจัย ในสังขารทั้งหลาย แม้ที่ปราศจากเจตนา. ดวงประทีปย่อมส่องสว่าง
ฉันใด เพราะฉะนั้น การเรียกว่าการฆ่า ย่อมปรากฏชัดฉันนั้น และไม่ปรารถนา
เอาปาณาติบาต แห่งจิตเจตสิก (นาม) และกลาปะ (รูป) ที่เกิดพร้อมกับ
ความประสงค์จะฆ่าอย่างเดียว แต่ประสงค์เอาปาณาติบาตแห่งจิต เจตสิกและ
กลาปะ ที่กำลังเป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อเท่านั้น เพราะฉะนั้นกรรมพันธุ์
เพราะปาณาติบาต จึงมีอยู่ทีเดียว และการทำประโยชน์ย่อมปรากฏแก่ประทีป
เป็นต้น ที่กำลังส่องแสงอยู่ด้วยสามารถแห่งการต่อเนื่องกัน ดังนี้แล. ก็แม้ใน
อทินนาทานเป็นต้น ข้อวิจารณ์นี้ควรอธิบายให้ชัด ตามสภาพที่เป็นจริง.
เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตนั้น. ชื่อว่า อปฺปฏิวิรตา เพราะไม่เว้นขาด.
การถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ชื่อว่า อทินนาทาน. ท่านกล่าว
อธิบายไว้ว่า การนำของผู้อื่นไป คือการลักได้แก่ความเป็นขโมย. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ของที่คนอื่นหวงแหน. คนอื่นเมื่อถึงความ
เป็นผู้ทำตามชอบใจ ในของที่ผู้อื่นหวงแหนอันใด (แม้) ไม่ควรได้รับโทษ
ทัณฑ์ และไม่ควรถูกตำหนิ เถยยเจตนา (ความตั้งใจลัก) ของผู้ที่มีความ
สำคัญในสิ่งของที่ผู้อื่นหวงแหนนั้น ว่าเป็นของที่ผู้อื่นหวงแหน ยังความพยายาม
ถือเอาสิ่งของนั้นให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า อทินนาทาน.
อทินนาทานนั้นชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะของผู้อื่นเลว (ราคาน้อย)
ชื่อว่ามีโทษมากในเพราะของผู้อื่นประณีต (ราคามาก) เพราะเหตุไร ? เพราะ
วัตถุประณีต ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะของผู้อื่นน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก
ในเพราะของผู้อื่นมาก ก็เช่นเดียวกันนั้น. เพราะเหตุไร ?

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 449 (เล่ม 45)

เพราะวัตถุใหญ่ และเพราะประโยคใหญ่ แต่เมื่อมีวัตถุเสมอกัน
อทินนาทาน ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะวัตถุของผู้มีคุณธรรมสูง ชื่อว่ามีโทษ
น้อย เพราะวัตถุของผู้มีคุณธรรมต่ำกว่าผู้มีคุณธรรมสูงนั้น ๆ โดยหมายเอา
คุณธรรมที่สูงนั้น ๆ เป็นเกณฑ์ แต่เมื่อวัตถุและคุณไม่เท่ากัน อทินนาทาน
ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะความที่กิเลสและประโยคเป็นของอ่อน ชื่อว่ามีโทษมาก
เพราะกิเลสและประโยคเป็นของกล้า.
อทินนาทานนั้น มีองค์ประกอบ ๕ อย่าง คือ ๑. ปรปริคฺคหิตํ
(ของที่เจ้าของหวงแหน) ๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา (รู้อยู่ว่าเป็นของที่
เจ้าของเขาหวงแหน) ๓. เถยฺยจิตฺตํ (จิตคิดจะลัก) ๔. อุปกฺกโม
(ทำความพยายามที่จะลัก) ๕. เตน หรณํ (ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น)
ประโยคมี ๖ อย่าง มีสาหัตถิกประโยคเป็นต้นเหมือนกัน ก็แลประโยคเหล่านั้น
เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งอวหารเหล่านี้ คือ เถยฺยาวหาร (การลักด้วย
ความขโมย) ๑ ปสยฺยาวหาร (ลักด้วยความข่มขู่) ๑ ปริกปฺปาวหาร
(ลักตามที่กำหนดไว้) ๑ ปฏิจฺฉนฺนาวการ (ลักด้วยกิริยาปกปิด) ๑ กุสาวหาร
(ลักด้วยการสับเปลี่ยนสลาก) ๑. ก็ในบรรดาประโยคเหล่านั้น การลักของ ๆ
ผู้อื่นไปด้วยการร่ายมนต์ ชื่อว่า วิชชามยประโยค การบันดาลมาซึ่งของ ๆ
ผู้อื่น ด้วยกายประโยคและวจีประโยค อันสำเร็จแล้วด้วยอานุภาพของฤทธิ์
เช่นนั้น เว้นจากมนต์ พึงทราบว่า ชื่อว่า อิทธิมยประโยค.
บทว่า กาเมสุ ได้แก่ เมถุนสมาจาร. บทว่า มิจฺฉาจาโร ได้แก่
อาจาระอันลามก ที่ท่านตำหนิไว้แล้วโดยส่วนเดียว. แต่โดยลักษณะ เจตนา
ที่คิดจะล่วงละเมิด อคมนียัฏฐาน (ฐานะที่ไม่ควรล่วงละเมิด) อันเป็นไปแล้ว
ทางกายทวารด้วยความประสงค์จะเสพอสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจาร
บรรดาอคมนียัฏฐานเหล่านั้น หญิง ๒๐ จำพวก คือหญิง ๑๐ จำพวก มีหญิง

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 450 (เล่ม 45)

ที่มารดารักษาแล้วเป็นต้น และอีก ๑๐ จำพวก มีหญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์-
เป็นต้น ชื่อว่าเป็นอคมนียัฏฐานของบุรุษทั้งหลายก่อน แต่ว่าบุรุษอื่นเป็น
อคมนียัฏฐาน สำหรับหญิง ๑๒ จำพวกคือ หญิงที่มีอารักขา และมีอาญา
รอบด้าน ๒ จำพวก และหญิงที่ซื้อมาได้ด้วยทรัพย์เป็นต้นอีก ๑๐ จำพวกใน
จำพวกหญิงทั้งหลาย.
มิจฉาจารนี้นั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะอคมนียัฏฐานที่เว้นจาก
คุณความดีมีศีลเป็นต้น ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะถึงพร้อมด้วยคุณความดี มีศีล
เป็นต้น อนึ่ง แม้ในอคมนียัฏฐานที่ปราศจากคุณความดี มิจฉาจารของผู้
ประพฤติผิดเพราะข่มขืนก็มีโทษมาก. แต่ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะคนทั้งสอง
มีฉันทะร่วมกัน. ถึงเมื่อคนทั้งสองจะมีฉันทะร่วมกัน กาเมสุมิจฉาจาร ชื่อว่า
มีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อน ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะกิเลส
และความพยายามแรงกล้า.
กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีองค์ ๔ คือ อคมนียวัตถุ (วัตถุที่จะพึงล่วงเกิน)
๑ ตตฺถ เสวนจิตฺตํ (จิตคิดจะเสพในอคมนียวัตถุนั้น) ๑ เสวนปโยโค
(ประโยคในการเสพ) ๑ มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติอธิวาสนํ (การยังมรรค
ให้ดำเนินไปทางมรรคหรือหยุดอยู่) ๑ ในบรรดาองค์. เหล่านั้น กาเมสุมิจ-
ฉาจารของผู้ที่ให้เป็นไปตามความพอใจของตนมีองค์ ๓ ส่วนของผู้ที่ให้เป็น
ไปแล้วโดยพลการ มีองค์ ๓ เพราะฉะนั้น พึงเห็นว่ามีองค์ ๔ โดยถือเอา
ไม่ให้มีส่วนเหลือ แต่ความสำเร็จประโยชน์จะมีได้ก็ด้วยองค์ ๓ เท่านั้น
กาเมสุมิจฉาจาร มีประโยคเดียว คือสาหัตถิกประโยคเท่านั้น.
บทว่า มุสา ได้แก่กายประโยค และวจีประโยค ที่มุ่งหักราน
ประโยชน์ของผู้มุ่งจะกล่าวให้ผิด เจตนาที่ยังกายประโยคและวจีประโยคในการ
กล่าวให้ผิดต่อผู้อื่น ของผู้นั้น ด้วยความประสงค์จะกล่าวให้ผิดพลาด ชื่อว่า

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 451 (เล่ม 45)

มุสาวาท อีกนัยหนึ่ง เรื่องที่ไม่เป็นจริงชื่อว่ามุสา. การยังผู้อื่นให้เข้าใจเรื่อง
ที่ไม่เป็นจริงนั้น ว่าจริง ว่าแท้ ชื่อว่า วาทะ เพราะฉะนั้น เจตนาของผู้
ประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องที่ไม่จริง ว่าจริง ที่ยังประโยคในการให้ผู้อื่น
เข้าใจนั้น ให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า มุสาวาท.
มุสาวาทนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะประโยชน์ที่ตนจะหักรานนั้น
มีน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะประโยชน์ที่ตนหักรานมีมาก. อีกอย่างหนึ่ง
สำหรับคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่าไม่มี เพราะไม่ประสงค์
จะให้ของ ๆ ตน (แก่ผู้อื่น) ชื่อว่ามีโทษน้อย (แต่) ที่กล่าวโดยเป็นพยาน
หักล้างผลประโยชน์ ชื่อว่ามีโทษมาก. สำหรับบรรพชิต มุสาวาทที่เป็นไปแล้ว
โดยนัยแห่งปูรณกถา ว่าวันนี้ ที่บ้าน น้ำมันเห็นจะไหลไปเหมือนแม่น้ำโดย
ประสงค์จะหัวเราะ เพราะได้น้ำมัน หรือเนยใสนิดหน่อย ชื่อว่ามีโทษน้อย
แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ได้เห็นเลยโดยนัยมีอาทิว่า ได้เห็น มุสาวาทชื่อว่า
มีโทษมาก อนึ่ง มุสาวาทชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ที่ตนหักรานประโยชน์
มีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้ที่ตนหักรานประโยชน์มีโทษมาก. และ
ความที่มุสาวาทมีโทษน้อย หรือมีโทษมาก จะมีได้ ก็ด้วยสามารถกิเลสอ่อน
และแรงกล้านั่นเอง.
องค์ของมุสาวาทนั้นมี ๔ คือ อตถํ วตฺถุ (เรื่องไม่จริง) ๑ วิสํวาท-
นจิตฺตํ (จิตคิดจะพูดให้ผิด) ๑ ตชฺโช วายาโม (ความพยายามอันเกิดแต่
จิตนั้น) ๑ ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ (การให้ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น) ๑.
จริงอยู่ แม้การให้ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น พึงทราบว่าเป็นองค์ (ประกอบ)
ข้อ ๑ เพราะแม้เมื่อทำประโยค กล่าวโดยประสงค์จะพูดให้ผิด เมื่อผู้อื่น
ไม่เข้าใจเนื้อความนั้น การพูดให้ผิด ก็ไม่สำเร็จ (ความประสงค์). ส่วน

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 452 (เล่ม 45)

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มุสาวาทมีองค์ประกอบ ๓ คือ อภูตวจนํ (พูดไม่จริง)
๑ วิสํราทนจิตฺตํ (จิตคิดจะพูดให้ผิด) ๑ ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ (การ
ให้ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น) ๑ ก็ถ้าบุคคลอื่น พิจารณาแล้วจึงรู้ความหมายนั้น
เพราะรู้ได้ช้า เจตนาที่เป็นเหตุให้กิริยาตั้งขึ้น ย่อมเกี่ยวเนื่องกับมุสาวาทกรรม
ในชั่วขณะนั่นเอง เพราะเจตนาที่เป็นเหตุให้ตกลงใจเป็นไปแล้ว.
บทว่า สุรา ได้แก่สุรา ๕ อย่างคือ ปิฏฺฐสุรา (สุราทำด้วยแป้ง) ๑
ปูวสุรา (สุราทำด้วยขนม) ๑ โอทนสุรา (สุราทำด้วยข้าวสุก) ๑ กิณฺณปกฺ-
ขิตฺตา (สุราที่เติมด้วยส่าเหล้า) ๑ สมฺภารสํยุตฺตา (สุราที่ประกอบด้วย
เครื่องปรุง) ๑. บทว่า เมรยํ ได้แก่ ของหมักดอง ๕ อย่าง คือ ปุปผาสวะ
(เครื่องดองด้วยดอกไม้) ๑ ผลาสวะ (เครื่องดองด้วยผลไม้) ๑ มัธวาสวะ
(เครื่องดองด้วยน้ำผึ้ง) ๑ คุฬาสวะ (เครื่องดองด้วยน้ำอ้อยงบ) ๑ สัมภาร-
สังยุตตะ (เครื่องดองที่ประกอบด้วยเครื่องปรุง) ๑ แม้ทั้งสองอย่างนั้นชื่อว่า
มัชชะ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเมา เจตนาเป็นเหตุดื่มน้ำเมานั้น
ชื่อว่า ปมาทัฏฐานะ เพราะเป็นเหตุแห่งความประมาท. แต่โดยลักษณะ
เจตนาที่ประมาท อันเป็นไปแล้วทางกายทวาร ด้วยสามารถแห่งความมึนเมา
เริ่มแต่เชื้อน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัย ตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่า สุราเมรัยมัชช-
ปมาทัฏฐาน.
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน มีองก์ประกอบ ๔ อย่างคือ มชฺชภาโว
(ความเป็นของเมา) ๑ ปาตุกมฺยตาจิตฺตํ (จิตคิดจะดื่ม) ๑ ตชฺโช
วายาโม (ความพยายามอันเกิดแต่จิตนั้น ) ๑ อชฺโฌหรณํ (กลืนให้ล่วงลง
ในลำคอ) ๑.

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 453 (เล่ม 45)

ก็ภาวะที่สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานนั้น มีโทษโดยส่วนเดียวเพราะเขา
ดื่มด้วยจิตเป็นอกุศลอย่างเดียว. แต่สุรานั้นไม่ไหลเข้าปากของพระอริยสาวก
ทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้วัตถุ (ว่าเป็นน้ำเมา). จะป่วยกล่าวไปไยถึงที่รู้อยู่. การ
ดื่มน้ำเมาเพียงเล็กน้อยก็มีโทษน้อย การดื่มน้ำเมาเพียงครั้งอาฬหกะ มากกว่า
น้ำเมาเล็กน้อยนั้น มีโทษมาก. เมื่อดื่มน้ำเมามากแล้วยังสามารถให้กาย
เคลื่อนไหวไปทำกรรมมีการปล้นชาวบ้านเป็นต้น มีโทษมากทีเดียว.
จริงอยู่ การทำชั่วในพระขีณาสพ ถึงขั้นปาณาติบาต มีโทษมาก. การ
ทำชั่วในสำนักของพระขีณาสพ ถึงขั้นอทินนาทาน มีโทษมาก. บาปกรรม
ในเพราะการล่วงเกินภิกษุณี ผู้เป็นพระขีณาสพ ถึงชั้นมิจฉาจาร มีโทษมาก.
การทำชั่วในเพราะการทำลายสงฆ์ (ให้แตกกัน) ด้วยมุสาวาท ถึงขั้นมุสาวาท
มีโทษมาก. การทำชั่วในเพราะกรรมมีการดื่มน้ำเมามาก จนสามารถให้กาย
เคลื่อนไหว ปล้น ฆ่าชาวบ้านเป็นต้น เพราะสุราบาน มีโทษมาก. การทำ
สงฆ์ให้แตกกันด้วยมุสาวาทอย่างเดียว มีโทษมากกว่าบาปกรรมเหล่านี้แม้ทั้ง
ทั้งหมด. เพราะผู้ทำสังฆเภทนั้น ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป.
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัย ในบาปกรรมเหล่านั้นโดยอาการ ๖ อย่างคือ
โดยสภาพ ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูล ๑ โดยกรรม ๑
โดยผล ๑.
บรรดาอาการทั้ง ๖ อย่างนั้น ว่าโดยสภาพปาณาติบาตเป็นต้นแม้ทั้ง
หมด เป็นสภาพของเจตนาอย่างเดียว. ว่าโดยอารมณ์ ปาณาติบาต มีสังขาร
เป็นอารมณ์ โดยมีชิวิตินทรีย์เป็นอารมณ์. อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง
มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง. มิจฉาจาร มีสังขารเป็นอารมณ์ด้วยอำนาจโผฏฐัพพะ.
(แต่) อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัตว์เป็นอารมณ์ มุสาวาทมีสัตว์เป็น

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 454 (เล่ม 45)

อารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง การดื่มสุรามีสังขารเป็นอารมณ์. ว่า
โดยเวทนา ปาณาติบาตมีเวทนาเป็นทุกข์. อทินนาทานมีเวทนา ๓. มิจฉาจาร
มีเวทนา ๒ ด้วยอำนาจแห่งสุขเวทนาและมัชฌัตตา (อทุกขมสุขเวทนา) สุรา
บานก็เหมือนกัน (คือมีเวทนา ๒) แต่ทั้งสองอย่าง (คือมิจฉาจารและสุราบาน)
ไม่ใช่มีเวทนาเป็นกลาง ๆ (คืออทุกขมสุข) ด้วยจิตที่เป็นเหตุให้ตกลงใจ
มุสาวาทมีเวทนา ๓. ว่าโดยมูลฐาน ปาณาติบาตมีมูล ๒ ด้วยสามารถแห่งโทสะ
และโมหะ. อทินนาทานและมุสาวาท มีมูล ๒ ด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะ
หรือด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ. มิจฉาจารและสุราบาน มีมูล ๒ ด้วยสามารถ
แห่งโลภะและโมหะ. ว่าโดยกรรม บรรดาบาปกรรมทั้ง ๕ นี้ มุสาวาทอย่าง
เดียวเป็นวจีกรรม. ที่เหลือทั้ง ๔ ข้อ เป็นกายกรรมทั้งนั้น. ว่าโดยผล ทุก ๆ
ข้อมีผลให้เกิดในอบายทั้งนั้น และถึงในสุคติ ก็ให้ผลไม่น่าปรารถนานานา
ชนิด มีความเป็นผู้มีอายุน้อยเป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงทราบวินิจฉัยในบาป
กรรมเหล่านี้ โดยสภาพเป็นต้นดังพรรณนามานี้.
บทว่า อปฺปฏิวิรตา ได้แก่ ไม่เป็นผู้เว้นขาด เพราะไม่มีสมาทานวิรัติ
และสัมปัตตวรัติ. บทว่า ทุสฺสีลา ความว่า ถัดจากนั้นไป ก็เป็นคนไม่
มีศีล เพราะไม่มีแม้เพียงเบญจศีล. บทว่า ปาปธมฺมา ได้แก่ธรรมที่ลามก
คืออาจาระที่เลวทราม. บทว่า ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต ความว่าเป็นผู้งด
เว้น คือตั้งอยู่ไกลจากปาณาติบาต เพราะการสมาทานสิกขาบท. แม้ในบทที่
เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้.
แม้ในที่นี้ พึงทราบวินิจฉัย โดยสภาพ ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดย-
เวทนา ๑ โดยมูลฐาน ๑ โดยธรรม ๑ โดยการสมาทาน ๑ โดย-
การขาด ๑ โดยผล ๑ แห่งเวรมณีทั้งหลาย มี ปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้น
ดังต่อไปนี้.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 455 (เล่ม 45)

จริงอยู่ บรรดาอาการทั้ง ๘ อย่างนั้น โดยสภาพแล้วรมณีทั้ง ๕
เป็นเจตนาบ้าง เป็นวิรัติบ้าง แต่ว่าเทศนามีมาแล้ว ด้วยสามารถแห่งวิรัติ.
วิรัติของผู้ที่งดเว้น จากปาณาติบาตที่ประกอบด้วยกุศลจิต ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้
ว่า (ในสมัยนั้น วิรัตินั้น) ได้แก่การงด การเว้น จากปาณาติบาต ดังนี้
โดยประเภทมี ๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ สมุจ-
เฉทวิรัติ ๑ บรรดาวิรัติ ๓ อย่างนั้น วิรัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ได้สมาทานสิกขาบท
(มาก่อน) แต่พิจารณาเห็น ชาติ วัย และความเป็นพหูสูตเป็นต้น ของ
ตน แล้วไม่ฝ่าฝืน วัตถุที่มาประจวบเข้า ด้วยคิดว่า เรื่องนี้ไม่เหมาะแก่-
เราที่จะการทำ ดังนี้ ชื่อว่าสัมปัตตวิรัติ. ส่วนวิรัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้สมาทาน
สิกขาบท (มาก่อน) แล้ว แม้สละชีวิตของตนที่มีคุณค่ายิ่งกว่าสิกขาบทนั้น ก็
ไม่ล่วงละเมิดวัตถุ เพราะสมาทานสิกขาบทไว้ ชื่อว่าสมาทานวิรัติ. แต่วิรัติที่
สัมปยุตด้วยอริยมรรค ชื่อว่า สมุจเฉทวิรัติ ซึ่งเริ่มแต่เกิดขึ้นแล้ว แม้ความ
คิดว่า เราจักฆ่าสัตว์ ก็ไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคลทั้งหลาย. ในบรรดาวิรัติ
ทั้ง ๓ นั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสมาทานวิรัติ.
ว่าโดยอารมณ์ อารมณ์ของปาณาติบาตเป็นต้นนั่นเอง เป็นอารมณ์
ของปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้นนั้น. ด้วยว่า ขึ้นชื่อว่าการงดเว้น จะมีได้ก็
เพราะมีสิ่งที่จะต้องล่วงละเมิดนั่นเอง อนึ่ง กุศลธรรมเหล่านี้ ที่มีชีวิตินทรีย์
เป็นอารมณ์นั้นเอง ย่อมละความทุศีลทั้งหลาย มีปาณาติบาตเป็นต้นได้
เหมือนอริยมรรคที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลายได้ฉะนั้น.
ว่าโดยเวทนา วิรัติทั้งหมด เป็นสุขเวทนาทั้งนั้น. ว่าโดยมูลฐาน
กุศลธรรมเหล่านี้ ของผู้ที่งดเว้น ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยญาณ มีมูล ๓ ด้วย
สามารถแห่งอโลภะ อโทสะ และอโมหะ ของผู้ที่งดเว้นด้วยจิตที่เป็นญาณ-
วิปยุต มีมูล ๒ ด้วยสามารถแห่งอโลภะและอโทสะ.

455