ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 436 (เล่ม 45)

บทว่า ธมฺมํ สรณํ คตา ความว่า ก็สภาพที่ชื่อว่า พระธรรม
เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ได้บรรลุอริยมรรคแล้ว ทำให้แจ้งนิโรธแล้ว ปฏิบัติตามที่
ทรงสอนอยู่ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้ง ๔. พระธรรมนั้น โดยเนื้อความได้แก่
พระอริยมรรค และพระนิพพานนั่นเอง. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะ. (มีปัจจัยปรุงแต่ง)
มีประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ เราตถาคตกล่าวว่า ล้ำเลิศกว่าสังขตธรรม
เหล่านั้น ดังนี้. ความพิสดาร ควรทราบดังต่อไปนี้ พระธรรมไม่ใช่ ได้แก่
อริยมรรค และพระนิพพานเพียงเท่านั้น ที่แท้ได้แก่พระปริยัติธรรมพร้อม
ทั้งพระอริยมรรค และอริยผลด้วย สมจริง ดังที่ตรัสไว้ในฉัตตมาณวก-
วิมานวัตถุว่า
ท่านจงเข้าถึงพระธรรมอันเป็นธรรม
คลายความกำหนัด เป็นธรรมไม่หวั่นไหว
ไม่มีความเศร้าโศก อันปัจจัยอะไรปรุง-
แต่งไม่ได้ ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมไพเราะ
ซื่อตรง เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ทรงจำแนกดีแล้วนี้ เพื่อเป็นสรณะคือ
ที่พึงเถิด.
ก็บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น มรรคพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ราค-
วิราคะ ธรรมเป็นเครื่องคลายกำหนัด (อรหัต) ผลตรัสเรียกว่า อเนชํ อโสกํ
(ไม่หวั่นไหว ไม่มีความเศร้าโศก). พระนิพพานตรัสเรียกว่า อสังขตธรรม
(อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้) ธรรมขันธ์ทั้งหมด ที่ทรงจำแนกไว้โดยปิฎกทั้ง ๓
ตรัสเรียกว่า อปฺปฏิกูลํ (ไม่ปฏิกูล) มธุรํ (ไพเราะ) ปคุณํ ซื่อตรง

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 437 (เล่ม 45)

สุวิภตฺตํ (ทรงจำแนกไว้ดีแล้ว) ผู้ถึงซึ่งพระธรรมนั้นว่าเป็น สรณะ ตามนัย
ที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ. (ส่วน) ผู้ถึงโดยนัยตรงกันข้าม
จากที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่ถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ.
ชื่อว่า พระสงฆ์ เพราะประกอบด้วยความสม่ำเสมอกันด้วยศีลและ
ทิฏฐิ. พระสงฆ์นั้น โดยใจความก็ได้แก่ ชุมนุมแห่งพระอริยบุคคล ๘ จำพวก
สมดัง คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในวิมานวัตถุนั่นแหละว่า
บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวทานอันบุคคล
ให้แล้ว ในพระอริยสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ เป็นคู่
แห่งบุรุษ ๔ เป็นบุรุษบุคคล ๘ เพราะเหตุ
ได้เห็นธรรม ว่ามีผลมาก ท่านจงเข้าถึง
พระสงฆ์นี้ เพื่อเป็นที่พึ่งเถิด ดังนี้.
ผู้ถึงซึ่งพระสงฆ์นั้นว่าเป็นสรณะ ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ชื่อว่าถึง
พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ส่วนผู้ถึงโดยนัยตรงข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว ไม่ชื่อว่า
ถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ.
ก็ในเรื่องการถึงสรณคมน์นี้ เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในสรณคมน์ พึง-
ทราบวิธีดังนี้ คือ สรณะ ๑ สรณคมน์ ๑ ผู้ถึงสรณคมน์ ๑ ประเภท
แห่งสรณคมน์ ๑ ผล (แห่งสรณคมน์) ๑ ความเศร้าหมอง (แห่งสรณ-
คมน์) ๑ การขาด (แห่งสรณคมน์) ๑ ความผ่องแผ้ว (แห่งสรณคมน์) ๑.
พึงทราบวินิจฉัย ในวิธีเหล่านั้น โดยอรรถแห่งบทก่อน. ชื่อว่า
สรณะ เพราะกำจัด (ทุกข์ภัยเป็นต้น ) อธิบายว่า รัตนะ คือพระพุทธเจ้า
เป็นต้น ย่อมขจัดภัย ความหวาดกลัวทุกข์ ทุคติ กิเลสทั่วไปได้ คือยังภัย
เป็นต้นให้พินาศไป เพราะการถึงสรณะนั้นนั่นแหละ ของผู้ถึงสรณะทั้งหลาย

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 438 (เล่ม 45)

คำว่าสรณะนี้ เป็นชื่อของพระรัตนตรัย อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าชื่อว่าเป็น
สรณะ เพราะกำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลายด้วยการให้หันเข้าหาประโยชน์ และให้
หันเหออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล พระธรรม ชื่อว่าเป็นสรณะ เพราะ
กำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลายได้โดยการให้ข้ามพ้นกันดารคือภพ และให้ความ
สบายใจ พระสงฆ์ชื่อว่าเป็นสรณะ (เพราะกำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลายได้)
โดยการทำผู้บำเพ็ญ (บุญ) แม้น้อย ให้ได้รับผลไพบูลย์ เพราะฉะนั้น พระ-
รัตนตรัย จึงชื่อว่าเป็นสรณะ โดยบรรยายแม้นี้. จิตตุปบาท ที่กำจัดกิเลสได้
ด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น และความเป็นผู้ตระหนักในพระรัตนตรัย
นั้น ที่เป็นไปแล้ว โดยอาการ คือความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่เป็นไป
ในเบื้องหน้า ชื่อว่าสรณคมน์. สัตว์ผู้พร้อมเพรียงด้วยพระรัตนตรัยนั้น ชื่อว่า
ถึงสรณะ อธิบายว่า เข้าถึงด้วยจิตตุปบาทมีประการดังที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า
รัตนะทั้ง ๓ เหล่านี้ เป็นสรณะของเรา รัตนะทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นที่เป็นไปใน
เบื้องหน้าของเราดังนี้. พึงทราบวิธี ๓ อย่างนี้คือ สรณะ ๑ สรณคมน์ ๑
ผู้ถึงสรณคมน์ ๑ เท่านี้ก่อน.
ว่าโดยประเภท สรณคมน์มี ๒ อย่าง คือ โลกิยสรณคมน์และโลกุตร-
สรณคมน์ ใน ๒ อย่างนั้น โลกุตรสรณคมน์ โดยอารมณ์ เป็นสรณคมน์
มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยกิจย่อมสำเร็จ เพราะพระรัตนตรัยแม้ทั้งสิ้น
แก่ผู้เห็นสัจจะแล้ว ด้วยการถึงสรณะและการตัดขาดอุปกิเลส ในขณะแห่งมรรค
(ส่วน) โลกิยสรณคมน์โดยอารมณ์ เป็นสรณคมน์นีพุทธาทิคุณเป็นอารมณ์
ย่อมสำเร็จแก่ปุถุชนทั้งหลาย ด้วยการถึงสรณะ และด้วยการข่มอุปกิเลสไว้.
โลกิยสรณคมน์นั้นโดยความหมาย ตรัสเรียกว่า เป็นการได้เฉพาะซึ่งศรัทธา
ในวัตถุทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๑ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาในวัตถุ
ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเป็นมูล ๑ เป็นทิฏฐชุกรรม ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 439 (เล่ม 45)

โลกิยสรณคมน์ นี้นั้น เป็นไปแล้วโดยอาการ ๔ คือ (๑) อัตต-
สันนิยาตนะ การมอบกายถวายตน (๒) ตัปปรายนตา ความมีพระ-
รัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. (๓) สิสสภาวูปคมนะ การเข้าถึง
ความเป็นศิษย์ (๔) ปณิปาตะ การนอบน้อม. ในอาการ ๔ อย่างนั้น
การพลีชีพเพื่อพระพุทธเจ้าเป็นต้น อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอมอบตนแด่พระ-
พุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้ ชื่อว่า
อัตตสันนิยาตนะ
ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้น เป็นที่พึ่งอาศัย คือความเป็นผู้มีพระ-
รัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นที่ไป
ในเบื้องหน้า มีพระธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีพระสงฆ์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่า ตัปปรายนะ.
การเข้าถึงความเป็นศิษย์ อย่างนี้ว่า ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้
อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอันเตวาสิก ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่า สิสสภาวูปคมนะ.
การนอบน้อมอย่างยิ่ง ในพระพุทธเจ้าเป็นต้นอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า
ขอกระทำการอภิวาท การต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรมแก่วัตถุทั้ง ๓
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั่นแหละ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้น ไป ดังนี้ ชื่อว่า ปณิปาตะ.
จริงอยู่ ผู้ทำการ ๔ อย่างเหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นอันถือเอา
สรณคมน์ แล้วทีเดียว อีกประการหนึ่ง พึงทราบการมอบกายถวายตน แม้
อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอสละตน สละชีวิต เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อพระธรรม
เพื่อพระสงฆ์ ทั้งตน ทั้งชีวิต เป็นอันข้าพเจ้าสละแล้วทีเดียว ข้าพาเจ้าขอถึง
พระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ขอ

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 440 (เล่ม 45)

พระพุทธเจ้าจงเป็นที่ระลึกเป็นที่ต้านทาน เป็นที่หลีกเร้น (ทุกข์ภัย) ของ
ข้าพเจ้า พึงเห็นการเข้าถึงความเป็นศิษย์ เหมือนการเข้าถึงสรณะ ของพระ-
มหากัสสปเถระอย่างนี้ว่า เราพบพระศาสดา ก็เป็นอันพบพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วย เราพบพระสุคตก็เป็นอันพบพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เราพบพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าก็เป็นอันพบพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย.
พึงทราบความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเหมือน
การถึงสรณะของอาฬวกยักษ์เป็นต้น อย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้านั้นจักออกจากบ้าน ไปสู่
บ้าน ออกจากเมือง ไปสู่เมือง เที่ยว
นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และความ
ที่พระธนรมเป็นธรรมดี.
การนบนอบพึงทราบอย่างนี้ว่า ครั้งนั้นแล พรหมายุพราหมณ์ลุกจาก
อาสนะแล้ว ห่มผ้าเฉวียงบ่า ซบเศียรแทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า จุมพิต
พระบาทของพระองค์ด้วยปาก ใช้มือนวดพระบาท และประกาศนาม (ของตน)
ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อพรหมายุพราหมณ์ ข้าแต่พระ-
โคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อพรหมายุพราหมณ์ ก็การนบนอบนี้นั้นมี ๔ อย่าง
ด้วยสามารถแห่งการเป็นญาติ ๑ กลัว ๑ เป็นอาจารย์ ๑ เป็นทักขิไณยบุคคล ๑
ใน ๔ อย่างนั้น การถึงสรณะ มีด้วยการนบนอบพระทักขิเณยยบุคคล มิใช่
ด้วยเหตุอื่น. เพราะว่าคนจะถึงสรณะด้วยอำนาจแห่งคุณที่ล้ำเลิศ (ของพระ-
รัตนตรัย) นั่นเอง จะขาดก็ด้วยสามารถแห่งการยึดสิ่งอื่นว่า ประเสริฐ (กว่า)
เพราะฉะนั้น ผู้ใดไหว้ด้วยคิดว่า ท่านผู้นี้เท่านั้น เป็นผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์
เป็นทักขิเณยยบุคคลผู้เลิศในโลก สรณะเป็นอันผู้นั้นถือเอาแล้ว ส่วนผู้ไหว้

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 441 (เล่ม 45)

โดยสำคัญว่า เป็นญาติ เป็นภัย เป็นอาจารย์ หาชื่อว่าถือเอาสรณะไม่. เมื่อ
อุบาสก หรืออุบาสิกาผู้ถึงสรณะอย่างนี้ เมื่อไหว้ญาติผู้แม้บวชในสำนักเดียรถีย์
ทั้งหลาย ด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นญาติของเรา สรณะย่อมไม่ขาด จะป่วยกล่าว
ไปไยถึงสรณะของผู้ที่ไหว้ผู้ที่ยังไม่ได้บวชในสำนักเดียรถีย์เป็นต้น เมื่อไหว้
พระราชาเพราะกลัวก็เป็นเช่นนั้น คือสรณะไม่ขาด เพราะว่าพระราชานั้น
เมื่อไม่ไหว้คงจะทำอนัตถะให้ก็ได้ เพราะเป็นผู้ที่ราษฎรบูชา (กราบไหว้)
ดังนี้แล. อนึ่ง ถึงเดียรถีย์ผู้ให้การศึกษาศีลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงจะไหว้
สรณะก็ไม่ขาด ประเภทของสรณคมน์พึงทราบด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ในสรณคมน์ ๒ อย่างนี้ โลกุตรสรณคมน์ มีสามัญผล ๔ เป็น
วิบากผล มีความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งมวล เป็นอานิสงสผล สมดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ส่วนผู้ใด ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม
และพระสงฆ์ เป็นสรณะ ฯลฯ ผู้นั้น
อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นต้นเป็นสรณะ จะ-
พ้นจากทุกข์ทั้งมวล ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง อานิสงสผลแห่งโลกุตรสรณคมน์นั้น พึงทราบ (ด้วย
สามารถแห่ง) การไม่เข้าถึงสังขาร โดยเป็นของเที่ยงเป็นต้น. สมดังคำที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ฐานะ. ไม่ใช่โอกาส
ที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงเข้าถึงสังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเป็น
ของเที่ยง เข้าถึงสังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเป็นสุข เข้าถึงธรรมบางอย่าง
โดยเป็นอัตตา ปลงชีวิตมารดา ปลงชีวิตบิดา ปลงชีวิตพระอรหันต์ มีจิต
คิดประทุษร้าย ทำโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ อ้าง (นับถือ) ศาสดาอื่น นี้ไม่

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 442 (เล่ม 45)

เป็นฐานะที่จะมีได้ ดังนี้. ส่วนโลกิยสรณคมน์ มีภวสมบัติบ้าง โภคสมบัติบ้าง
เป็นผลเหมือนกัน สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธ-
เจ้าว่าเป็นที่พึ่ง ชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่
อบายภูมิ (เขา) ละร่างอันเป็นของมนุษย์
แล้ว จักยังกายทิพย์ให้บริบูรณ์ ดังนี้.
พระธรรมสังคาหกาจารย์ ได้กล่าวคำแม้อื่นไว้อีกว่า ครั้งนั้นแล
ท้าวสักกะจอมเทพ พร้อมด้วยเทวดา ๘๔,๐๐๐ ได้เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะ
ถึงที่อยู่ ฯลฯ ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้ กะท้าวสักกะจอมเทพ
ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่งว่า ขอถวายพระพรท่านจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้า
ว่าเป็นที่พึ่ง เป็นการดีแล ดูก่อนจอมเทพ เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้า
เป็นสรณะแล สัตว์บางจำพวกจึงเข้าถึงสุคติ คือโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว
เพราะร่างกายแตกสลายไป ด้วยประการฉะนี้. พวกเขาจะได้รับทิพย์อย่างอื่น
สิบสถาน คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์
รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ดังนี้. พึงทราบ
ความพิเศษแห่งผลของสรณคมน์ ด้วยสามารถแห่งเวลามสูตรเป็นต้น. ผลแห่ง
สรณคมน์ พึงทราบดังพรรณนามานี้ก่อน.
ก็ในสองอย่างนี้ โลกิยสรณคมน์จักเศร้าหมองด้วยความไม่รู้ ความ
สงสัย และความเห็นผิด ในวัตถุ ๓ ประการ (พระรัตนตรัย) เป็นต้น ไม่
โชติช่วง ไม่กว้างขวาง. ส่วนโลกุตรสรณคมน์ ไม่มีความเศร้าหมอง. อนึ่ง
การขาดแห่งโลกิยสรณคมน์มีสองอย่างคือ (ขาด)ที่มีโทษ และ(ขาด)ที่ไม่มีโทษ
บรรดา ๒ อย่างนั้น ความขาดที่มีโทษ มิได้ เพราะการมอบตนในศาสดาอื่น

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 443 (เล่ม 45)

เป็นต้น และความขาดที่มีโทษนั้น มีผลไม่น่าปรารถนา. ส่วนความขาดที่
ไม่มีโทษ มีได้เพราะถึงแก่กรรม. ความขาดนั้นไม่มีผล เพราะไม่มีวิบาก
ส่วนโลกุตรสรณคมณ์ ไม่มีการขาดเลย เพราะว่า พระอริยสาวกแม้ในภพอื่น
ก็จะไม่อ้างศาสดาอื่น (ว่าเป็นสรณะ) เพราะฉะนั้น พึงทราบความเศร้าหมอง
และความขาดแห่งสรณคมน์ ดังพรรณนามานี้.
ส่วนความผ่องแผ้ว ก็มีได้เฉพาะโลกิยสรณคมน์เท่านั้น. เพราะว่า
ความเศร้าหมองเกิดขึ้นแก่โลกิยสรณคมน์ใด ความผ่องแผ้วพึงมี เฉพาะโลกิย-
สรณคมน์นั้นเท่านั้น. ส่วนโลกุตรสรณคมน์ ผ่องแผ้วอยู่เป็นนิตย์แล้ว
ฉะนั้นแล.
การยังสัตว์มีชีวิต ซึ่งมีอันจะต้องตกไปเป็นสภาพ โดยหน้าที่ของตน
นั่นเองให้ตกไป ชื่อว่า อติปาตะ ในบทว่า ปาณาติปาโต นี้ อธิบายว่า
ไม่ใช่ให้ค่อย ๆ ตกไป แต่ให้พลันตกไป. อีกอย่างหนึ่ง การใช้ศาสตราเป็นต้น
ครอบงำให้ล่วงตกไป ชื่อว่า อติปาตะ. อธิบายว่า การฆ่าสัตว์มีชีวิต อนึ่ง
ขันธสันดานที่เรียกกันว่าสัตว์ ชื่อว่า ปาณะ ในคำว่า ปาณาติปาโต นี้ ขันธ-
สันดานนั้นโดยปรมัตถ์ ได้แก่รูปชีวิตินทรีย์ และอรูปชีวิตินทรีย์. แท้จริง
เมื่อรูปชีวิตินทรีย์ที่บุคคลให้พินาศแล้ว อรูปชีวิตินทรีย์นอกนี้ก็พินาศไป
เพราะอรูปชีวิตินทรีย์ เนื่องกับรูปชีวิตินทรีย์นั้น. เจตนาคิดจะฆ่าของผู้มีความ
สำคัญในสัตว์มีชีวิตนั้น ว่าเป็นสัตว์มีชีวิต ที่ยังความพยายาม อันเข้าไปตัดขาด
ชีวิตินทรีย์ให้ตั้งขึ้นเป็นไปแล้ว ทางกายทวาร และวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง
ชื่อว่าปาณาติบาต. แท้จริง มหาภูตรูปทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยคือมหา-
ภูตรูป ที่เป็นเหตุให้ทำความพยายาม ที่เหมือนกับมหาภูตรูปก่อน ๆ จะยังไม่
เกิดขึ้นในภูตรูปเป็นที่อาศัยแห่งชีวิตินทรีย์ที่กำลังเป็นไป (เป็นปัจจุบัน) จะ

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 444 (เล่ม 45)

เกิดขึ้นเฉพาะที่ไม่เหมือนกันเท่านั้น ด้วยเจตนาอันใด เจตนาอันนั้น ที่ยัง
ประโยคเช่นนั้น ให้ตั้งขึ้น ชื่อว่าปาณาติบาต เพราะว่า ภูตทั้งหลายที่มีความ
พยายามอันได้แล้ว จะไม่ผ่องแผ้วเหมือนภูตก่อน ๆ เพราะฉะนั้น ภูตเหล่านั้น
จึงไม่เป็นเหตุ แห่งภูตทั้งหลายที่มีชาติเสมอกัน . คำว่า กายวจีทฺวารานํ
อญฺญตรทฺวารปฺปวตฺตา นี้ แสดงถึงความไม่มีแห่งการยังสัตว์มีชีวิตให้ตก
ล่วงไป (ปาณาติบาต) ด้วยวธกเจตนาที่เป็นไปแล้วในมโนทวาร. จริงอยู่
แม้ในกุลุมพสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาวิชชามยฤทธิว่า สมณะ
หรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญทางใจ ย่อมไม่เพ่งเล็ง
สัตว์ที่เกิดในครรภ์ ที่อยู่ในท้องของหญิงอื่น ด้วยใจที่ใฝ่ต่ำ และวิชชามยฤทธิ
นั้น ทิ้งวจีทวารเสียแล้ว ไม่อาจให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น วิชชามยฤทธินั้น
จึงสำเร็จด้วยอำนาจแห่งวจีทวารเท่านั้น. แต่วาทะของอาจารย์ที่กล่าวว่า ฤทธิ์ที่
สำเร็จด้วยการภาวนา ท่านประสงค์เอาในกุลุมพสูตรนั้น ผิดจากภูมิอื่นที่กล่าว
ไว้ในกุศลติกะ เวทนาติกะ และวิตักกติกะ.
ปาณาติบาตนี้นั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะสัตว์เดียรัจฉานเป็นต้น
ที่ปราศจากคุณ สัตว์มีชีวิตตัวเล็ก ๆ. ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะสัตว์มีชีวิต
ตัวใหญ่. เพราะเหตุไร ? เพราะมีประโยคใหญ่ (มีพิธีการมาก) แม้เมื่อมี
ประโยคเท่ากัน ปาณาติบาต ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีวัตถุใหญ่เป็นต้น.
ในบรรดามนุษย์เป็นต้นผู้มีคุณ ในเพราะผู้มีคุณน้อย ปาณาติบาต ก็มีโทษน้อย
ในเพราะมีคุณมากก็มีโทษมาก แต่เมื่อร่างกายและคุณเสมอกัน ปาณาติบาต
ชื่อว่า มีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อนกำลัง. ชื่อว่า มีโทษมาก
เพราะกิเลสและความพยายามแรงกล้า อนึ่งในเรื่องแห่งปาณาติบาตนี้ การที่
ปาณาติบาตมีโทษมาก เพราะมีประโยคและวัตถุใหญ่เป็นต้น พึงทราบโดย
ความมีเจตนาที่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยเหล่านั้นมีกำลัง. ความที่ประโยคเป็น

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 445 (เล่ม 45)

ประโยคใหญ่ ที่ได้เพราะเจตนาอันเป็นตัวให้สำเร็จ ที่ยังกิจของตนให้สำเร็จลง
ด้วยสามารถยังประโยคตามที่ตนประสงค์ให้สำเร็จโดยเร็ว และที่ได้เสวนะ
ด้วยชวนะทั้งหลายที่เป็นไปมากครั้ง บางครั้งเมื่อประโยคเสมอกัน ทั้งในสัตว์
ที่มีชีวิตตัวเล็กและตัวใหญ่ แม้มีอยู่ เจตนาของผู้ฆ่าสัตว์ใหญ่ มีกำลังกล้ากว่า
จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น แม้ความที่วัตถุเป็นของใหญ่ จึงเป็นเหตุแห่งความ
ที่เจตนามีกำลังกว่า ดังนั้นทั้งสองอย่างนี้ จึงเป็นเหตุแห่งความที่ปาณาติบาต
มีโทษมาก โดยภาวะที่เจตนามีกำลังนั่นเอง. อนึ่ง เมื่อความที่สัตว์จะต้องฆ่ามี
คุณมาก ความที่ปาณาติบาตนั้นมีโทษมาก พึงเห็นได้ว่า แม้เจตนาที่ไม่เป็น
อุปการะ แก่การยังเขตพิเศษให้สำเร็จ เป็นเจตนาที่มีกำลังและแรงกล้ากว่า
จะเกิดขึ้น เหมือนเจตนาที่เป็นอุปการะที่เป็นไปแล้ว ในสัตว์ที่จะต้องฆ่านั้น
เพราะฉะนั้น แม้เมื่อความที่ปัจจัยทั้งหลายมีประโยคและวัตถุเป็นต้นไม้ใหญ่
ก็พึงทราบความที่ปาณาติบาตมีโทษมาก ด้วยสามารถแห่งความที่เจตนาเป็น
เจตนามีกำลัง เพราะปัจจัยทั้งหลาย มีความเป็นผู้มีคุณมากเป็นต้นนั่นเอง.
ปาณาติบาตนั้นมีองค์ประกอบ ๕ อย่าง คือ ๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า ๔.
อุปกฺกโม ความพยายามที่จะฆ่า ๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายาม
นั้น. ปาณาติบาตที่ประกอบไปด้วยองค์ ๕ ไม่พ้นไปจากองค์ ๕ พึงทราบว่า
เป็นปาณาติบาต. ในองค์ประกอบ ๕ อย่างนั้น การรู้ว่าสัตว์มีชีวิต และจิตคิด
จะฆ่า จัดเป็นบุพภาค (ของปาณาติบาต). ส่วนความพยายามที่จะฆ่า เป็น
องค์ประกอบให้วธกเจตนาปรากฏชัด. ปาณาติบาตนั้นมี ๖ ประโยค คือ ๑.
สาหัตถิกประโยค (ฆ่าด้วยมือตนเอง) ๒. อาณัตติกประโยค (ใช้ผู้อื่นฆ่า)
๓. นิสสัคคิยประโยค (การขว้างอาวุธไป ปล่อยอาวุธไป) ๔. ถาวรประโยค

445