บทว่า ธมฺมํ สรณํ คตา ความว่า ก็สภาพที่ชื่อว่า พระธรรม
เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ได้บรรลุอริยมรรคแล้ว ทำให้แจ้งนิโรธแล้ว ปฏิบัติตามที่
ทรงสอนอยู่ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้ง ๔. พระธรรมนั้น โดยเนื้อความได้แก่
พระอริยมรรค และพระนิพพานนั่นเอง. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะ. (มีปัจจัยปรุงแต่ง)
มีประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ เราตถาคตกล่าวว่า ล้ำเลิศกว่าสังขตธรรม
เหล่านั้น ดังนี้. ความพิสดาร ควรทราบดังต่อไปนี้ พระธรรมไม่ใช่ ได้แก่
อริยมรรค และพระนิพพานเพียงเท่านั้น ที่แท้ได้แก่พระปริยัติธรรมพร้อม
ทั้งพระอริยมรรค และอริยผลด้วย สมจริง ดังที่ตรัสไว้ในฉัตตมาณวก-
วิมานวัตถุว่า
ท่านจงเข้าถึงพระธรรมอันเป็นธรรม
คลายความกำหนัด เป็นธรรมไม่หวั่นไหว
ไม่มีความเศร้าโศก อันปัจจัยอะไรปรุง-
แต่งไม่ได้ ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมไพเราะ
ซื่อตรง เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ทรงจำแนกดีแล้วนี้ เพื่อเป็นสรณะคือ
ที่พึงเถิด.
ก็บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น มรรคพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ราค-
วิราคะ ธรรมเป็นเครื่องคลายกำหนัด (อรหัต) ผลตรัสเรียกว่า อเนชํ อโสกํ
(ไม่หวั่นไหว ไม่มีความเศร้าโศก). พระนิพพานตรัสเรียกว่า อสังขตธรรม
(อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้) ธรรมขันธ์ทั้งหมด ที่ทรงจำแนกไว้โดยปิฎกทั้ง ๓
ตรัสเรียกว่า อปฺปฏิกูลํ (ไม่ปฏิกูล) มธุรํ (ไพเราะ) ปคุณํ ซื่อตรง