ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 426 (เล่ม 45)

๓. นิสสรณสูตร
ว่าด้วยธาตุที่สลัดออก ๓ อย่าง
[๒๕๐] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ อย่างนี้ ๓ อย่าง
เป็นไฉน ? คือ เนกขัมมะ (รูปฌาน) เป็นที่สลัดออกซึ่งกามทั้งหลาย ๑
อรูปฌานเป็นที่สลัดออกซึ่งรูปทั้งหลาย ๑ นิโรธเป็นที่สลัดออกซึ่งธรรมชาติ
ที่เกิดแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุ
เป็นที่สลัดออก ๓ อย่างนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ภิกษุผู้มีความเพียร รู้ธรรมเป็นที่
สลัดออกซึ่งกาม และอุบายเป็นเครื่อง
ก้าวล่วงรูปทั้งหลาย ถูกต้องธรรมเป็นที่
ระงับสังขารทั้งปวงในกาลทุกเมื่อ ภิกษุ
นั้นแลเป็นผู้เห็นโดยชอบ ย่อมน้อมไปใน
ธาตุนั้น ภิกษุนั้นแลอยู่จบอภิญญา สงบ-
ระงับ ก้าวล่วงโยคะได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบนิสสรณสูตรที่ ๓

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 427 (เล่ม 45)

อรรถกถานิสสรณสูตร
ในนิสสรณสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิสฺสรณิยา ความว่า ปฏิสังยุตด้วยธาตุที่สลัดออกไป. บทว่า
ธาตุโย ได้แก่ สภาพที่ว่างจากสัตว์. บทว่า กามานํ ได้แก่ กิเลสกาม
และวัตถุกาม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กามานํ ได้แก่กิเลสกาม เพราะว่าธาตุ
ทั้งหลายเป็นที่ออกไปจากกิเลสกาม ถึงวัตถุกามก็ออกไปเหมือนกัน ไม่ใช่
ออกไปโดยประการอื่น. สมดังที่ตรัสไว้ว่า
อารมณ์ที่วิจิตรทั้งหลายในโลกไม่ใช่
กาม แต่ความกำหนัดที่เกิดจากความดำริ
ของคน (ต่างหาก) เป็นกาม อารมณ์ที่
วิจิตรทั้งหลาย ก็สถิตอยู่ในโลกอย่างนั้น
นั่นแหละ แต่ธีรชนจะนำความพอใจใน
กามนั้นออกไป.
การปราศไป ชื่อว่า นิสสรณะ. บทว่า เนกฺขมฺม ได้แก่ปรมฌาน.
โดยพิเศษแล้ว เนกขัมมะนั้น พึงเห็นว่า มีอสุภะเป็นอารมณ์ แต่ผู้ใดทำฌาน
นั้นให้เป็นเบื้องบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย บรรลุมรรคที่ ๓ แล้ว จึงทำ
ให้แจ้งซึ่งพระนิพพานด้วยอนาคามิผล จิตของผู้นั้น จะสลัดออกจากกาม
ทั้งหลายโดยส่วนเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เนกขัมมะนี้ พึงทราบว่าเป็นการสลัดออก
ซึ่งกามทั้งหลาย อย่างอุกฤษฏ์. บทว่า รูปานํ ได้แก่ รูปธรรมทั้งหลาย โดย
พิเศษแล้วก็คือ รูปาวจรธรรมทั้งหมด แยกประเภทเป็นกุศลวิบาก และกิริยา
พร้อมด้วยอารมณ์ทั้งหลาย. บทว่า อรุปฺปํ ได้แก่ รปาวจรฌาน แต่อาจารย์

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 428 (เล่ม 45)

บางพวกกล่าวเนื้อความของบทว่า กามานํ ไว้ว่า ได้แก่ กามาวจรธรรม
ทั้งหมด และกล่าวเนื้อความของบทว่า เนกขัมมะ ว่าได้แก่รูปาวจรฌานทั้ง ๕.
คำนั้นไม่มีในอรรถกถาทั้งหลาย และไม่ถูกด้วย. บทว่า ภูตํ แปลว่าเกิดแล้ว.
บทว่า สงฺขตํ ความว่า ที่ปัจจัยทั้งหลายจัดแจง คือ ปรุงแต่ง ทำแล้ว.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ความว่า เกิดขึ้นจากเหตุ. ด้วยบทแม้ทั้ง ๓ ย่อม
ครอบคลุมไปถึงธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ โดยไม่เหลือ. พระนิพพาน ชื่อว่า
นิโรธ. ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรู้กามไว้ด้วยธาตุแรก การ-
กำหนดรู้รูปด้วยธาตุที่ ๒ การกำหนดรู้ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งหมดด้วยธาตุ
ที่ ๓ จึงเป็นอันตรัสการก้าวล่วงภพไว้ครบถ้วน.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ บทว่า กามนิสฺสรณํ
ญตฺวา ความว่า รู้ว่า นี้เป็นการสลัดออกจากกาม และการสลัดออกจากกาม
มีโดยอาการอย่างนี้. ชื่อว่า อติกฺกโม เพราะเป็นเหตุก้าวล่วงคืออุบายแห่ง
การก้าวล่วง. รู้เหตุก้าวล่วงนั้น คืออรูป. ธรรมชื่อว่า สัพพสังขารสมถะ
เพราะเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งมวล ได้แก่พระนิพพาน. เห็นอยู่ซึ่งพระ-
นิพพานนั้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นเอง.
จบอรรถกถานิสสรณสูตรที่ ๓

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 429 (เล่ม 45)

๔. รูปสูตร
ว่าด้วยอรูปละเอียดกว่ารูป
[๒๕๑] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อรูปละเอียดกว่ารูป นิโรธละเอียดกว่า
อรูป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปภพ และสัตว์
เหล่าใดดำรงอยู่ในอรูปภพ สัตว์เหล่านั้น
ไม่รู้ชัดซึ่งนิโรธเป็นผู้ยังต้องกลับมาสู่ภพ-
ใหม่ ส่วนชนเหล่าใด กำหนดรู้รูปภพแล้ว
ไม่ดำรงอยู่ในอรูปภพชนเหล่านั้นย่อม
น้อมไปในนิโรธ เป็นผู้ละมัจจุเสียได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หาอาสวะมิได้
ถูกต้องอมตธาตุ อันไม่มีอุปธิด้วยนามกาย
แล้ว กระทำให้แจ้งซึ่งการสละคืนอุปธิ
ย่อมแสดงบทอันไม่มีความโศก ปราศจาก
ธุลี.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบรูปสูตรที่ ๔

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 430 (เล่ม 45)

อรรถกถารูปสูตร
ในรูปสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รูเปหิ ความว่า กว่ารูปาวจรธรรมทั้งหลาย. บทว่า สนฺตตรา
ความว่า สงบดีกว่า ด้วยว่ารูปาวจรธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าสงบแล้ว เพราะข่ม
กิเลสไว้ได้ เพราะละองค์ที่หยาบมีวิตกเป็นต้นได้ และเพราะมีภูมิมั่นคงแล้ว
ส่วนอรูปธรรมทั้งหลาย มีพฤติกรรมสงบดีกว่ารูปธรรมแม้เหล่านั้น เพราะมี
องค์สงบ และเพราะมีอารมณ์สงบ เพราะฉะนั้น อรูปธรรมเหล่านั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สนฺตตรา (สงบกว่า). พระนิพพาน ชื่อว่า นิโรธ
เพราะว่าผลสมาบัติก็สงบกว่าอรูปฌานที่ ๔ ที่แม้ยังไม่มีความสุขุมเกิด โดย
ที่ยังมีสังขารเหลืออยู่ เพราะสงบความกระวนกระวายอันเกิดแต่กิเลส และ
เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมเป็นที่สงบแห่ง
สังขารทั้งปวง คือพระนิพพาน เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
อรูเปหิ นิโรโธ สนฺตตโร (นิโรธสงบกว่าอรูปทั้งหลาย).
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า รูปฺปคา แปลว่า
ผู้เข้าถึงรูปภพ. จริงอยู่ รูปภพในคาถานี้ พระองค์ตรัสเรียกว่า รูป เหมือน
ในประโยคมีอาทิว่า ยังมรรคให้เจริญเพื่อเข้าถึงรูป. บทว่า อรูปฏฺฐานิโย
ได้แก่อรูปาวจรทั้งหลาย. ด้วยบทว่า นิโรธํ อปฺปชานนฺโต อาคนฺตาโร
ปุนพฺภวํ สัตว์เหล่านั้นผู้ไม่รู้ชัดซึ่งนิโรธจะมาสู่ภพใหม่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงว่า นิโรธเป็นธรรมสงบกว่ารูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายนั่นเอง.
บทว่า อรูเปสุ อสณฺหิตา มีอธิบายว่า ชนเหล่าใดไม่ดำรงอยู่ในอรูปภพ
ทั้งหลาย ด้วยความกำหนัดในอรูป คือกำหนดรู้อยู่ แม้ซึ่งอรูปภพเหล่านั้น.
บทว่า เย ในคำว่า นิโรเธ เย วิมุจฺจนฺติ เป็นเพียงนิบาต. คำที่เหลือ
มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังทั้งนั้น.
จบอรรถกถารูปสูตรที่ ๔

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 431 (เล่ม 45)

๕. ปุตตสูตร
ว่าด้วยบุตร ๓ จำพวก
[๒๕๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตร
นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตร ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๓ จำพวกเป็นไฉน คือ อติชาตบุตร ๑ อนุชาตบุตร ๑ อวชาตบุตร ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อติชาตบุตร เป็นอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มารดาบิดาของบุตรในโลกนี้ ไม่ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็น
สรณะ ไม่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้ทุศีล
มีธรรมอันลามก ส่วนบุตรของมารดาและบิดาเหล่านั้น เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาท มีศีล มีธรรมอันงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อติชาตบุตรเป็น
อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อนุชาตบุตรเป็นอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มารดาบิดาของบุตรในโลกนี้ ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็น
สรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การ
ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีศีล มีธรรม
อันงาม ส่วนบุตรของมารดาบิดาเหล่านั้น ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 432 (เล่ม 45)

การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้มีศีล
มีธรรมอันงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุชาตบุตรเป็นอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อวชาตบุตรเป็นอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มารดาบิดาของบุตรในโลกนี้ ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็น
สรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การ
ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้มีศีล มีธรรม
อันงาม ส่วนบุตรของมารดาบิดาเหล่านั้น ไม่ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม
พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ไม่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิด
ในกาม พูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวชาตบุตร
เป็นอย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตร ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมปรารถนา
อติชาตบุตร และอนุชาตบุตรไม่ปรารถนา
อวชาตบุตร ซึ่งเป็นผู้ทำลายตระกูล ส่วน
บุตรเหล่าใดเป็นอุบาสก บุตรเหล่านั้นแล
ชื่อว่าเป็นบุตรในโลก บุตรเหล่านั้นมี
ศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ผู้(โอบอ้อมอารี)
รู้ความประสงค์ ปราศจากความตระหนี่
ย่อมรุ่งเรื่องในบริษัททั้งหลาย เปรียบ
เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 433 (เล่ม 45)

เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบปุตตสูตรที่ ๕
อรรถกถาปุตตสูตร
ในปุตตสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ลูกที่เกิดจากอก คือกำเนิดจากตน หรือแม้ลูกบุญธรรม ชื่อว่า บุตร.
บทว่า สนฺโต แปลว่า มีอยู่. บทว่า สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ความว่า
หาได้ในโลกนี้. ชื่อว่าสันโต เพราะว่ามีอยู่ ชื่อว่า วิชฺชมานา เพราะว่าปรากฏ
แล้ว. บทว่า อติชาโต ความว่า เกิดมาเหนือมารดาบิดาด้วยคุณของตน.
อธิบายว่า มีคุณสูงกว่ามารดาบิดาเหล่านั้น. บทว่า อนุชาโต ความว่า เกิด
มาเป็นผู้ทัดเทียมแก่มารดาบิดาด้วยคุณทั้งหลาย อธิบายว่า มีคุณเสมอด้วย
มารดาบิดาเหล่านั้น. บทว่า อวชาโต ความว่า เกิดมาไม่เท่ามารดาบิดา
ด้วยคุณทั้งหลาย อธิบายว่า มีคุณต่ำกว่ามารดาบิดาเหล่านั้น.
ก็บุตรผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่าใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
ประสงค์เอาแล้วว่า เป็นผู้ยิ่งกว่ามารดาบิดา เสมอมารดาบิดา และต่ำกว่า
มารดาบิดา เพื่อจะทรงแสดงจำแนกคุณธรรมเหล่านั้น จึงทรงตั้งเป็นกเถตุ-
กัมยตาปุจฉา (ถามเพื่อจะตอบเสียเอง) ว่า กถญฺจ ภิกฺขเว ปุตฺโต
อติชาโต โหติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อติชาตบุตรเป็นไฉน ? ดังนี้แล้ว
จึงทรงปรารภนิเทศไว้ โดยนัยมีอาทิว่า อิธ ภิกฺขเว ปุตฺตสฺส ดังนี้.

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 434 (เล่ม 45)

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า น พุทฺธํ สรณํ คตา นั้น ดังต่อ
ไปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระคุณความดี เกินหมู่สัตว์ ที่คนทั้งหลายรู้จักกันทั่ว
แล้วว่า พุทฺโธ เพราะหมายเอาพระขันธ์สันดานที่ทรงอบรมแล้ว ด้วยการ
บรรลุวิโมกข์อันยอดเยี่ยม มีพระญาณในธรรมทั้งมวลที่ไม่มีอะไรขัดขวางได้
เป็นนิมิต หรือการบรรลุสัจจญาณ มีพระสัพพัญญุตญาณเป็นปทัฏฐาน. สมดัง
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัพพัญญู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้
พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยได้
ยินมาในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระสัพพัญญู ในธรรมเหล่านั้น
และถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในผลธรรมทั้งหลาย จึงทรงพระนามว่า พุทฺโธ
การขยายความศัพท์ว่า พุทฺโธ โดยเนื้อความมีเพียงเท่านี้ก่อน. แต่ว่า
พุทธะ โดยพยัญชนะ พึงทราบความตามนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีความรู้
มีความตื่นแล้ว โดยปราศจากความหลับคือกิเลส พร้อมทั้งวาสนาโดยส่วนเดียว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านผู้มีความเบิกบาน โดย-
ความเป็นผู้เบิกบานด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ. ผู้ตรัสรู้ (สัจจะ
ทั้ง ๔) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ ผู้ให้ผู้อื่นรู้ ผู้ยังหมู่สัตว์ให้รู้ตาม
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย ทรงพระนามว่า
พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะ
ทรงรู้ธรรมทั้งปวง ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวง
ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ทรงพระนามว่า พุทฺโธ
เพราะทรงเบิกบานแล้ว ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะมีธรรมกล่าวคือ
อาสวะสิ้นแล้ว ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะมีธรรมกล่าวคือ ไม่มีอุปกิเลส
ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ปราศจากราคะโดยส่วนเดียว ทรง

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 435 (เล่ม 45)

พระนามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว ทรง
พระนามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว ทรงพระ
นามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว ทรงพระนามว่า พุทฺโธ
เพราะอรรถว่า ทรงถึงแล้วซึ่งเอกายนมรรค ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะ
อรรถว่า ทรงเป็นผู้เดียวตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ
อันประเสริฐ ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะทรงกำจัดความไม่รู้ เพราะ
ทรงได้ปัญญาเครื่องตรัสรู้ และพระนามว่า พุทฺโธ นี้ พระมารดา บิดา
พี่น้องชาย พี่น้องหญิง มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา
มิได้ทำให้ โดยที่แท้แล้ว พระนามนี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามที่เกิด
ขึ้นในที่สุดแห่งการหลุดพ้น) พระนามว่า พุทฺโธ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พร้อม
ด้วยการบรรลุสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย
ผู้ตรัสรู้แล้ว ดังนี้.
สิ่งที่ชื่อว่า เป็นสรณะ เพราะเบียดเบียนทุกข์ภัยเป็นต้น. อธิบายว่า
เบียดเบียนคือให้พินาศ ได้แก่ กำจัดอนัตถะ อบายทุกข์ทุกอย่าง (และ) สังสาร-
ทุกข์ทั้งมวลได้. บทว่า สรณํ คตา ความว่า เป็นผู้ถึง คือเข้าถึง (พระ-
พุทธเจ้า) อย่างนี้ว่า เราทั้งหลายถึง คือคบ ได้แก่ ซ่องเสพ หมายความว่า
เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์นี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเป็นสรณะ (กำจัดภัยได้) ทรงเป็นคติ ทรงเป็นที่ดำเนินไปใน
เบื้องหน้า ทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทรงเป็นผู้ทำลายทุกข์ ทรงจัดแจงประโยชน์
เกื้อกูลของเราทั้งหลาย หรือเราทั้งหลายรู้คือตรัสรู้ (ตาม) อย่างนี้ ดังนี้ ชื่อว่า
เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ (ส่วน) ผู้ถึงโดยนัยตรงกันข้ามกับนัยที่ว่า
มาแล้วนั้น ไม่ชื่อว่าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ.

435