ได้แก่ถูกมารนั้นบังคับให้ผูกเอง. อีกอย่างหนึ่ง บ่วงมาร พึงเป็นของที่เขา
สวมแล้ว. พึงทราบอธิบาย ในธรรมฝ่ายขาวต่อไปนี้ บทว่า โอมุกฺกสฺส
ความว่า บ่วงมารนั้น พึงเป็นของอันเขาเปลื้อง คือแก้แล้ว ได้แก่ตั้งอยู่ไม่ได้.
คำที่เหลือพึงทราบตามบรรยายที่ตรงข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว.
ในพระสูตรนี้ คาถามีมาแล้ว ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นฝ่ายขาว
เท่านั้น ในพระคาถานั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ พระอริยะทั้งหลายมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวถึงพระอริยบุคคล
ผู้สำรอกราคะ โทสะ และอวิชชาออกแล้ว คือให้ดับไปแล้ว ด้วย
มรรคอันเลิศ (อรหัตผล) ผู้มีกายอันอบรมแล้ว ว่าเป็นผู้ประเสริฐ คือเป็น
พระพรหม หรือเป็นผู้ประเสริฐสุด คือบรรลุพระอรหัตแล้ว องค์ใดองค์หนึ่ง
คือองค์หนึ่ง ภายในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ชื่อว่าอบรมตนแล้ว เพราะ
ที่ศีล สมาธิ และปัญญา พระขีณาสพอื่น ๆ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ
คือปุรพูปนิสัยมาแล้ว และท่านเหล่านั้น ถึงแล้วคือบรรลุแล้ว ซึ่งพระนิพพาน
ด้วยมัชฌิมาปฏิปทาที่สงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์ เว้น
จากส่วนสุดทั้งสอง อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้น แทงตลอดลักษณะที่แท้จริง
แห่งขันธ์เป็นต้น ตามความเป็นจริง ท่านเหล่านั้นรู้ยิ่งแล้วซึ่งทุกข์เป็นต้น
อันเป็นธรรทที่แท้จริง โดยไม่ผิดพลาด และท่านเหล่านั้น เห็นอารมณ์
ทั้งหลายมีเป็นต้น ด้วยสามารถเพียงเห็นเท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง พระอริยบุคคล
๘ จำพวกเหล่านี้ มีวาจาเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งอริยโวหารอย่างเดียว
โดยเว้นโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ มีกายเป็นไปแล้วเหมาะสมแก่วาจา และ
มีวาจาเป็นไปแล้ว เหมาะสมแก่กาย ฉันใด พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น กล่าวคือเรียก ได้แก่สรรเสริญบุคคลนั้น ผู้ไปแล้วอย่างนั้น ท่านว่า
ผู้นี้เป็นพระอริยบุคคล ผู้ชื่อว่า รู้แล้ว เพราะรู้อริยสัจ ๔ ผู้ก้าวล่วงบุคคลเวร