ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 416 (เล่ม 45)

ได้แก่ถูกมารนั้นบังคับให้ผูกเอง. อีกอย่างหนึ่ง บ่วงมาร พึงเป็นของที่เขา
สวมแล้ว. พึงทราบอธิบาย ในธรรมฝ่ายขาวต่อไปนี้ บทว่า โอมุกฺกสฺส
ความว่า บ่วงมารนั้น พึงเป็นของอันเขาเปลื้อง คือแก้แล้ว ได้แก่ตั้งอยู่ไม่ได้.
คำที่เหลือพึงทราบตามบรรยายที่ตรงข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว.
ในพระสูตรนี้ คาถามีมาแล้ว ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นฝ่ายขาว
เท่านั้น ในพระคาถานั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ พระอริยะทั้งหลายมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวถึงพระอริยบุคคล
ผู้สำรอกราคะ โทสะ และอวิชชาออกแล้ว คือให้ดับไปแล้ว ด้วย
มรรคอันเลิศ (อรหัตผล) ผู้มีกายอันอบรมแล้ว ว่าเป็นผู้ประเสริฐ คือเป็น
พระพรหม หรือเป็นผู้ประเสริฐสุด คือบรรลุพระอรหัตแล้ว องค์ใดองค์หนึ่ง
คือองค์หนึ่ง ภายในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ชื่อว่าอบรมตนแล้ว เพราะ
ที่ศีล สมาธิ และปัญญา พระขีณาสพอื่น ๆ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ
คือปุรพูปนิสัยมาแล้ว และท่านเหล่านั้น ถึงแล้วคือบรรลุแล้ว ซึ่งพระนิพพาน
ด้วยมัชฌิมาปฏิปทาที่สงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์ เว้น
จากส่วนสุดทั้งสอง อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้น แทงตลอดลักษณะที่แท้จริง
แห่งขันธ์เป็นต้น ตามความเป็นจริง ท่านเหล่านั้นรู้ยิ่งแล้วซึ่งทุกข์เป็นต้น
อันเป็นธรรทที่แท้จริง โดยไม่ผิดพลาด และท่านเหล่านั้น เห็นอารมณ์
ทั้งหลายมีเป็นต้น ด้วยสามารถเพียงเห็นเท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง พระอริยบุคคล
๘ จำพวกเหล่านี้ มีวาจาเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งอริยโวหารอย่างเดียว
โดยเว้นโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ มีกายเป็นไปแล้วเหมาะสมแก่วาจา และ
มีวาจาเป็นไปแล้ว เหมาะสมแก่กาย ฉันใด พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น กล่าวคือเรียก ได้แก่สรรเสริญบุคคลนั้น ผู้ไปแล้วอย่างนั้น ท่านว่า
ผู้นี้เป็นพระอริยบุคคล ผู้ชื่อว่า รู้แล้ว เพราะรู้อริยสัจ ๔ ผู้ก้าวล่วงบุคคลเวร

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 417 (เล่ม 45)

(เวรเกิดจากบุคคล) กิเลสเวร (เวรเกิดจากกิเลส) และภัยมีการติเตียนตน
เป็นต้น ชื่อว่าเป็นผู้ล่วงพ้นเวรภัย ผู้ชื่อว่าละกิเลสทุกอย่างได้ เพราะละกิเลส
และอภิสังขารเป็นต้นทั้งมวลได้ ฉันนั้น.
จบอรรถกถาปฐมราคสูตรที่ ๙
๑๐. ทุติยราคสูตร
ว่าด้วยผู้ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก
[๒๔๗] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ ผู้ใดผู้หนึ่งเป็น
ภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว ผู้นี้เรากล่าวว่า ข้ามสมุทรที่มีคลื่น
มีระลอก มีน้ำวน มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำไม่ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราคะ
โทสะ โมหะ ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว ผู้นี้เรากล่าวว่า
ข้ามพ้นสมุทรที่มีคลื่น มีระลอก มีน้ำวน มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำได้แล้ว
ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
เรากล่าวว่า ผู้ใดสำรอกราคะ โทสะ
โมหะ และอวิชชาได้แล้ว ผู้นั้นข้ามพ้น
สมุทรที่มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำ มีคลื่น

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 418 (เล่ม 45)

น่าพึงกลัว ข้ามได้โดยยาก ได้แล้ว ผู้นั้น
ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ละมัจจุราช หา
อุปธิมิได้ ละทุกข์เพื่อความไม่เกิดอีก ถึง
ความขาดสูญแล้ว ย่อมไม่ถึงการนับได้
เธอยังมัจจุราชให้หลงได้แล้ว.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบทุติยราคสูตรที่ ๑๐
จบวรรคที่ ๒
อรรถกถาทุติยราคสูตร
ในทุติยราคสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น อตริ แปลว่า ข้ามไม่ได้แล้ว. บทว่า สมุทฺทํ ได้แก่
ทะเลคือสงสาร หรือทะเลคืออายตนะ มีจักขุอายตนะเป็นต้น สงสารและ
อายตนะแม้ทั้งสองอย่างนั้น ชื่อว่า สมุทร เพราะเป็นเหมือนทะเล โดยความ
หมายว่า เต็มได้ยาก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสมุทร เพราะอรรถว่า เป็นเหมือน
สมุทร อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นเหมือนสมุทร เพราะเป็นทีอยู่อาศัยของกิเลส คือ
เพราะสันดานของสัตว์เป็นเรือนของกิเลส. บทว่า สวิจึ ความว่า มีระลอก
โดยระลอกคือความโกรธ และความแค้น . สมดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
คำว่าภัยคือระลอกนี้แล เป็นชื่อของความโกรธและความแค้น . บทว่า สาวฏฺฏํ
ความว่า พร้อมด้วยวังวน โดยวังวนคือกามคุณ ๕. สมจริงตามที่ตรัสไว้ว่า

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 419 (เล่ม 45)

ดูก่อนภิกษุ คำว่า อาวัฏฏะ นี้ เป็นชื่อของกามคุณที่ ๕. บทว่า สคหํ สรกฺขสํ
ความว่า ชื่อว่าประกอบด้วยบุคคลที่เป็นวิสภาคกัน (ศัตรู) เช่นกับด้วยมังกรดุ
ปลาร้าย และผีเสื้อสมุทร เพราะให้เกิดอนัตถะแก่ผู้ไปสู่แหล่งหากินของตน.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่า สคหํ สรกฺขสํ
นี้แล เป็นชื่อของมาตุคาม. บทว่า อตริ ความว่า ข้ามพ้นทะเลตามที่กล่าว
แล้ว ด้วยเรือคือมรรคปัญญา. บทว่า ติณฺโณ แปลว่า ข้ามพ้นไปแล้ว. บทว่า
ปารคโต ได้แก่ ผู้เข้าถึงฝั่ง คือฝั่งข้างโน้นของทะเลนั้น ได้แก่นิโรธ. บทว่า
ถเล ติฏฺฐติ ความว่า ต่อจากนั้นไป เราตถาคตเรียกเขาว่าเป็นพราหมณ์
ผู้ลอยบาปแล้ว ยืนอยู่บนบก คือ ฝั่งโน้น ได้แก่พระนิพพาน เพราะข้าม
ห้วงน้ำใหญ่มีกามเป็นต้น.
แม้ในพระสูตรนี้ คาถาก็มีมาแล้ว ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นฝ่าย
ขาวเหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุมฺมิภยํ ได้แก่ คลื่นและภัย
ตามที่กล่าวแล้ว คลื่นนั้นชื่อว่าเป็นภัย เพราะเป็นแดนน่าสะพึงกลัว. บทว่า
ทุตฺตรํ ได้แก่ ข้ามได้ยากเหลือเกิน. บทว่า อจฺจตริ แปลว่า ได้ข้ามพ้นแล้ว.
บทว่า สงฺคาติโค ความว่า ชื่อว่าผ่านเครื่องข้องไปแล้ว เพราะเป็นผู้ก้าวเลย
คือละเครื่องข้อง ๕ อย่าง มีราคะเป็นต้นได้แล้ว. บทว่า อฏฺฐงฺคโต โส
น ปมาณเมติ ความว่า ผู้นั้นเป็นอย่างนั้น คือเป็นพระอรหันต์ ชื่อว่า ผู้ถึง
ความขาดสูญแล้ว เพราะกิเลสมีราคะเป็นต้น ที่เป็นธรรมทำประมาณถึงความ
ดับสูญไปโดยส่วนเดียวโดยแท้. และต่อแต่นั้นไป เป็นผู้ไม่อาจที่ใคร ๆ จะ
นับได้ว่า บุคคลนั้นเป็นเช่นนี้ โดยศีล โดยสมาธิ โดยปัญญา เพราะความ
บริบูรณ์ แห่งธรรมขันธ์มีศีลเป็นต้น ชื่อว่าไม่ถึงการนับได้. อีกอย่างหนึ่ง
ท่านผู้นั้นถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ กล่าวคือ อนุปาทิเสสนิพพาน ชื่อว่า ย่อม

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 420 (เล่ม 45)

ไม่ถึง คือไม่เข้าถึงการนับได้ เพราะเป็นผู้ที่ใคร ๆ ไม่สามารถจะนับได้ว่า
พระอรหันต์นั้น เป็นผู้ดำรงอยู่แล้ว โดยคติชื่อนี้ และเป็นผู้เช่นนี้ โดยชื่อ
และโคตร. ต่อแต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจบพระธรรมเทศนาลง ด้วย
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั่นแหละว่า เราตถาคตกล่าวว่า เธอยังมัจจุราชให้
หลงได้แล้ว คือเป็นผู้ที่พญามัจจุราชไม่สามารถจะติดตามได้.
ในวรรคนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวัฏฏะไว้ในสูตร
ที่ ๑ ที่ ๕ และที่ ๖ ตรัสวิวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๒ ที่ ๗ และที่ ๘ ตรัสทั้ง
วัฏฏะและวิวัฏฏะ ไว้ในพระสูตรที่เหลือ ด้วยประการดังพรรณนามานี้.
จบอรรถกถาทุติยราคสูตรที่ ๑๐
จบวรรควรรณนาที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร ๒. จักขุสูตร ๓. อินทรียสูตร ๔. อัทธา-
สูตร ๕. ทุจริตสูตร ๖. สุจริตสูตร ๗. สุจิสูตร ๘. มุนีสูตร ๙. ปฐม-
ราคสูตร ๑๐. ทุติยราคสูตร และอรรถกถา.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 421 (เล่ม 45)

อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๓
๑. มิจฉาทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเข้าถึงนรก
[๒๔๘] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตร
นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้เห็นสัตว์ผู้ประกอบด้วย
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดมั่น
การกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวคำนั้นแลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้
เห็นสัตว์ผู้ประกอบด้วยกายทุจริต...เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ
ได้ฟังต่อสมณะหรือพราหมณ์อื่นก็หามิได้ ก็แต่ว่า เราตถาคตรู้มาเอง เห็น
มาเอง ทราบมาเอง จึงกล่าวคำนั้นแลว่า เราตถาคตเห็นสัตว์ผู้ประกอบด้วย
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดมั่น
การกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลในโลกนี้ ตั้งใจไว้ผิด กล่าว
วาจาผิด กระทำการงานผิดด้วยกาย ผู้มี
การสดับน้อย ทำกรรมอันไม่เป็นบุญไว้

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 422 (เล่ม 45)

ในชีวิตอันมีประมาณน้อย ในมนุษยโลกนี้
เขาผู้มีปัญญาทราม เมื่อตายไป ย่อมเข้า
ถึงนรก.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบมิจฉาทิฏฐิสูตรที่ ๑
วรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถามิจฉาทิฏฐิสูตร
ในมิจฉาทิฏฐิสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทิฏฐา มยา ความว่า สัตว์ทั้งหลายอันเราตถาคตเห็นแล้ว
คือ อันเราตถาคตเห็นแล้ว ได้แก่รู้ประจักษ์แล้ว ด้วยสมันตจักษุ และทิพย-
จักษุ. ด้วยคำว่า ทิฏฺฐา มยา นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงคัดค้านการ
ได้ฟังตาม ๆ กันมาเป็นต้น และความข้อนี้จักมีมาในพระบาลี ในบัดนี้แหละ.
บทว่า กายทุจฺจริเตน สมนฺ นาคตา ความว่า เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วย
กายทุจริต. บทว่า อริยานํ อุปวาทกา ความว่า เป็นผู้ว่าร้ายคือด่า ได้แก่
ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น โดยที่สุดแม้พระโสดาบัน
ผู้เป็นคฤหัสถ์ โดยการกล่าวตู่ที่ไม่เป็นจริง อันเป็นเหตุกำจัดคุณความดี
(ของท่าน). บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิกา ได้แก่ ผู้มีความเห็นผิด. บทว่า มิจฺฉา-
ทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา ความว่า ผู้ได้สมาทานกรรมนานาชนิด เหตุที่มีความ

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 423 (เล่ม 45)

เห็นผิดนั่นแหละ จะสมาทานกรรมแม้อย่างอื่นอีก มีกายกรรมเป็นต้น ที่มี
มิจฉาทิฏฐิเป็นมูลฐาน.
ก็เมื่ออริยุปวาทกรรม และมิจฉาทิฏฐิ พระองค์ทรงถือเอาแล้ว ด้วย
ศัพท์วจีทุจริต และมโนทุจริตนั่นแหละ ในที่นี้แล้ว การตรัสซ้ำอีก ก็เพื่อจะ
ทรงแสดงว่า อริยุปวาทกรรม และมิจฉาทิฏฐิมีโทษมาก ด้วยว่า บรรดา ๒
อย่างนั้น อริยุปวาทมีโทษมาก เท่ากับอนันตริยกรรม. สมดังที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ
ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงกระหยิ่มพระอรหัตผลในปัจจุบันทีเดียว ฉันใด ดูก่อน
สารีบุตร ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราตถาคตกล่าวว่า ผู้นั้นไม่ละวาจา
นั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรก
ดังนี้.
กรรมอื่นที่ชื่อว่า จะมีโทษมากว่ามิจฉาทิฏฐิ ไม่มี. สมดังที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตไม่พิจารณาเห็นธรรมอย่างอื่น ที่เป็นธรรม
อย่างเอก ที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ
ทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรารภคำมีอาทิว่า ตํ โข ปน ไว้เพื่อ
ทรงแสดงยืนยันเนื้อความตามที่ตรัสไว้ ว่าเป็นธรรมที่ประจักษ์แก่พระองค์เอง
คำนั้นเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว .
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า มิจฺฉา มนํ
ปณิธาย ความว่า ตั้งจิตไว้โดยไม่แยบคาย ด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลาย
มีอภิชฌาเป็นต้น. บทว่า มิจฺฉาวาจํ อภาสิย ความว่า กล่าววาจาผิด
ด้วยสามารถแห่งมุสาวาทเป็นต้น. บทว่า มิจฺฉา กมฺมานิ กตฺวาน ความว่า
ทำกายกรรม ด้วยสามารถแห่งปาณาติบาตเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 424 (เล่ม 45)

มิจฺฉา มนํ ปณิธาย ความว่า ตั้งจิตไว้พลาด ด้วยสามารถแห่งมิจฉาทิฏฐิ.
แม้ในบททั้งสองที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงถึงเหตุ ในการประพฤติทุจริตอย่างนั้น ของเขา.
บทว่า อปฺปสฺสุโต มีอธิบายว่า เว้นจากสุตะที่จะนำประโยชน์เกื้อกูล
มาให้ตนและผู้อื่น. บทว่า อปุญฺญกโร ความว่า ต่อนั้นไปนั่นเอง จะทำ
ความผิด คือจะมีความชั่วเป็นธรรมดา เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาดในอริยธรรม.
บทว่า อิมสฺมึ อิธ ชีวิเต ความว่า ในชีวิตอันนิดหน่อย ในโลกนี้คือ
มนุษยโลก. สมดังที่ตรัสไว้ว่า ผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้นาน ก็อยู่ได้เพียงร้อยปี หรือ
เกินไปเล็กน้อย. และตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายมีอายุน้อย เพราะฉะนั้น ผู้ที่
เป็นพหูสูต มีปัญญา เร่งรีบทำบุญ แล้วจะได้ไปสวรรค์ หรือดำรงอยู่ใน
พระนิพพาน. ส่วนผู้ใดศึกษาน้อย ไม่บำเพ็ญบุญ ผู้นั้นจะเป็นคนมีปัญญาทราม
เข้าถึงนรก เพราะกายแตกสลายไป.
จบอรรถกถามิจฉาทิฏฐิสูตรที่ ๑
๒. สัมมาทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยผู้เป็นสัมมาทิฏฐิเข้าถึงสวรรค์
[๒๔๙] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตร
นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตเห็นสัตว์ผู้ประกอบด้วย
กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ
ถือมั่นการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 425 (เล่ม 45)

ก็เราตถาคตกล่าวคำนั้นแลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้เห็นสัตว์ผู้
ประกอบด้วยกายสุจริต... เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะได้ฟังต่อสมณะ
หรือพราหมณ์อื่นก็หามิได้ ก็แต่ว่าเรารู้มาเอง เห็นมาเอง ทราบนาเอง จึง
กล่าวว่า เราตถาคต ได้เห็นสัตว์ผู้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ถือมั่นการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลในโลกนี้ ตั้งใจไว้ชอบ กล่าว
วาจาชอบ กระทำการงานชอบด้วยกาย
ผู้มีการสดับมา ผู้กระทำธรรมเป็นบุญไว้
ในชีวิตอันมีประมาณน้อย ในมนุษยโลกนี้
บุคคลนั้น เป็นผู้มีปัญญา เมื่อตายไป ย่อม
เข้าถึงสวรรค์.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบสัมมาทิฏฐิสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ พึงทราบความตามบรรยายที่ตรงกันข้าม จากที่กล่าวไว้
แล้วในสูตรที่ ๑

425