ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 406 (เล่ม 45)

บรรดาภพทั้งหลาย ภพไหนๆ อีกต่อไป คือถึงความเป็นผู้หาบัญญัติไม่ได้เลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจบเทศนาลง ด้วยอนุปาทาปรินิพพาน ด้วยประการ
ดังพรรณนามานี้.
จบอรรถกถาอัทธาสูตรที่ ๔
๕. ทุจริตสูตร
ว่าด้วยทุจริต ๓ อย่าง
[๒๔๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุจริต ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน ?
คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุจริต
๓ อย่างนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลผู้มีปัญญาทราม กระทำกาย-
ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และกระทำ
อกุศลกรรมอย่างอื่นอันประกอบด้วยโทษ
ไม่กระทำกุศลกรรม กระทำอกุศลกรรม
เป็นอันมาก เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงนรก.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบทุจริตสูตรที่ ๕

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 407 (เล่ม 45)

อรรถกถาทุจริตสูตร
ในทุจริตสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
การประพฤติชั่ว หรือการประพฤติสิ่งเลวร้าย ชื่อว่าทุจริต. การ-
ประพฤติชั่วด้วยกายหรือการประพฤติชั่วที่เป็นไปแล้วทางกาย ชื่อว่ากายทุจริต.
แม้ในบททั้งหลายที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็ทุจริตเหล่านี้ ควรจะกล่าวตามบัญญัติบ้าง กล่าวตามกรรมบถบ้าง.
บรรดาทั้งสองอย่างนั้น จะกล่าวตามบัญญัติก่อน การละเมิดสิกขาบทที่ทรง
บัญญัติไว้ ทางกายทวาร เป็นกายทุจริต การละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้
แล้ว ทางวจีทวาร เป็นวจีทุจริต การละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ทั้ง ๒ ทาง
เป็นมโนทุจริต นี้แล คือการกล่าวตามบัญญัติ. ส่วนเจตนา ๓ มีปาณาติบาต
เป็นต้น ที่เกิดขึ้นทั้งทางกายทวาร ทั้งทางวจีทวาร ชื่อว่าเป็นกายทุจริต.
เจตนาทั้ง ๔ มีมุสาวาทเป็นต้น ก็เช่นนั้น (ที่เกิดในทางกายทวารและวจีทวาร)
ชื่อว่าเป็นวจีทุจริต ธรรมที่ประกอบด้วยเจตนา ๓ อย่าง คือ อภิชฌา พยาบาท
มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าเป็นมโนทุจริต นี้แลคือการกล่าวตามกรรมบถ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้ บาปธรรม ที่ถึงกรรมบถ
นั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยความเป็นกายทุจริตเป็นต้น เพราะ
ฉะนั้น เพื่อจะทรงสงเคราะห์เอาบาปธรรมอย่างอื่นนั้นเข้าด้วย พระองค์จึง
ตรัสว่า อญฺจญฺญํ โทสสณฺหิตํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โทสสณฺหิตํ ได้แก่ ประกอบด้วยกิเลส
มีราคะเป็นต้น. คำที่เหลือ เข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาทุจริตสูตรที่ ๕

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 408 (เล่ม 45)

๖. สุจริตสูตร
ว่าด้วยสุจริต ๓ อย่าง
[๒๔๓] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตร
นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุจริต ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน ?
คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สุจริต ๓ อย่างนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลผู้มีปัญญา ละกายทุจริต วจี-
ทุจริต มโนทุจริต และไม่กระทำอกุศล-
กรรมอย่างอื่น อันประกอบด้วยโทษ กระ
ทำกุศลเป็นอันมาก เมื่อตายไป ย่อมเข้า
ถึงสวรรค์.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบสุจริตสูตรที่ ๖

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 409 (เล่ม 45)

อรรถกถาสุจริตสูตร
ในสุจริตสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
ความประพฤติดี หรือความประพฤติงาม ชื่อว่าสุจริต. ความประพฤติดี
ด้วยกาย หรือความประพฤติดีที่เป็นไปแล้วทางกาย ชื่อว่า กายสุจริต. แม้ใน
บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็แม้ในพระสูตรนี้ มีกล่าวถึง ๒ อย่างเหมือนกัน คือด้วยสามารถ
แห่งบัญญัติ และด้วยสามารถแห่งกรรมบถ. การไม่ละเมิดสิกขาบทที่ทรง
บัญญัติไว้แล้ว ทางกายทวาร ชื่อว่า เป็นกายสุจริต การไม่ละเมิดสิกขาบทที่
ทรงบัญญัติไว้แล้ว ทางวจีทวาร ชื่อว่าเป็น วจีสุจริต การละละเมิดสิกขาบท
ที่ทรงบัญญัติไว้แล้วทั้ง ๒ ทวาร ชื่อว่า เป็นมโนสุจริต เพราะฉะนั้น บรรดา
กถาทั้งสองอย่างนั้น นี้ เป็นบัญญัติกถา ส่วน เจตนาบ้าง วิรัติบ้าง ๓ อย่าง
ที่เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ากายสุจริต. เจตนา
บ้าง วิรัติบ้าง ๔ อย่างที่เกิดขึ้นแต่ผู้งดเว้นไปจากมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่าเป็น
วจีสุจริต. ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนา ๓ อย่าง คือ อนภิชฌา อัพยาบาท
สัมมาทิฏฐิเป็นมโนสุจริต. นี้แลคือการกล่าวตามกรรมบถ. คำที่เหลือมีนัยดัง
กล่าวแล้ว.
จบอรรถกถาสุจริตสูตรที่ ๖

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 410 (เล่ม 45)

๗. สุจิสูตร
ว่าด้วยความสะอาด ๓ อย่าง
[๒๔๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระ
สูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพ-
เจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้สะอาด ๓ อย่างนี้
๓ อย่างเป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้สะอาดทางกาย ๑ ความเป็นผู้สะอาดทาง
วาจา ๑ ความเป็นผู้สะอาดทางใจ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้สะอาด
๓ อย่างนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น ได้กล่าวบุคคลผู้สะอาดทางกาย
ผู้สะอาดทางวาจา ผู้สะอาดทางใจ ผู้หา
อาสวะมิได้ ว่าเป็นผู้สะอาด ผู้ถึงพร้อม
ด้วยความเป็นผู้สะอาด ผู้ละกิเลสทั้งปวง
เสียได้.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพ-
เจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบสุจิสูตรที่ ๗

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 411 (เล่ม 45)

อรรถกถาสุจิสูตร
ในสุจิสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โสเจยิยานิ ได้แก่ความสะอาด. บทว่า กายโยเจยฺยํ ได้
แก่ กายสุจริต. แม้วจีโสเจยยะ และ มโนโสเจยยะ ก็ได้แก่วจีสุจริตและ
มโนสุจริตนั่นเอง. สมจริงดังคำที่ตรัสไว้มีอาทิว่า บรรดาโสเจยยะ ๓ อย่าง
นั้น กายโสเจยยะ คืออะไร ? คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต.
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาดังต่อไปนี้ ชื่อว่าความสะอาดทางกาย
เพราะละกายทุจริตทุกอย่างได้แล้ว ด้วยสามารถแห่งการตัดขาด เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า กายสุจิ. บทว่า โสเจยฺยสมฺปนฺนํ ความว่า เข้าถึงแล้วด้วย
โสเจยยสมบัติที่บริสุทธิดีแล้ว เพราะระงับกิเลสได้แล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสุจิสูตรที่ ๗
๘. มุนีสูตร
ว่าด้วยผู้รู้ ๓ อย่าง
[๒๔๕] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระ-
สูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพ-
เจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่าง
เป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้รู้ทางกาย ๑ ความเป็นผู้รู้ทางวาจา ๑ ความเป็น
ผู้รู้ทางใจ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ ๓ อย่างนี้แล.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 412 (เล่ม 45)

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น ได้กล่าวบุคคลผู้รู้ทางกาย ผู้รู้
ทางวาจา ผู้รู้ทางใจ ผู้หาอาสวะมิได้ว่า
เป็นมุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี มี
บาปอันล้างแล้ว.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพ-
เจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบมุนีสูตรที่ ๘
อรรถกถามุนีสูตร
ในมุนีสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า โมเนยฺยานิ นี้ บุคคลชื่อว่า มุนิ เพราะรู้ทั้งโลกนี้และ
โลกหน้า และทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น ได้แก่ พระเสกขะบุคคล ๗ จำพวก
พร้อมด้วยกัลยาณปุถุชน และพระอรหันต์. แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอาพระ-
อรหันต์เท่านั้น. ความเป็นแห่งมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โมเนยยะ ได้แก่
กายสมาจาร วจีสมาจาร และมโนสมาจารของพระอรหันต์. อีกอย่างหนึ่ง
ธรรมคือ โมเนยยปฏิปทา ที่ทำให้เป็นมุนี ชื่อว่า โมเนยยะ.
โมเนยยะเหล่านั้น มีความพิสดารดังต่อไปนี้ บรรดาโมเนยยะทั้ง ๓ นั้น
กายโมเนยยะเป็นอย่างไร ? คือการละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า กายโมนยยะ

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 413 (เล่ม 45)

กายสุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า กายโมเนยยะ ญาณในธรรมที่มีกายเป็นอารมณ์
ชื่อว่า กายโมเนยยะ การกำหนดรู้กาย ชื่อว่า กายโมเนยยะ มรรคที่สหรคต
ด้วยการกำหนดรู้กาย ชื่อว่า กายโมเนยยะ การละฉันทราคะในกาย ชื่อว่า
กายโมเนยะ การเข้าจตุตถฌาน มีการดับกายสังขาร ชื่อว่า กายโมเนยยะ.
บรรดาโมเนยยะทั้ง ๓ นั้น วจีโมเนยยะ เป็นอย่างไร คือการละวจีทุจริต
๔ อย่าง ชื่อว่า วจีโมเนยยะ วจีสุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่า วจีโมเนยยะ
ญาณในธรรมมีวาจาเป็นอารมณ์ ชื่อว่า วจีโมเนยยะ การกำหนดรู้วาจา ชื่อว่า
วจีโมเนยยะ มรรคที่สหรคตด้วยการกำหนดรู้วาจา ชื่อว่า วจีโมเนยยะ
การละฉันทราคะในวาจา ชื่อว่า วจีโมเนยยะ การเข้าทุติยฌาน มีการดับ
วจีสังขาร ชื่อว่า วจีโมเนยยะ. บรรดาโมเนยยะทั้ง ๓ อย่างนั้นมโนโมเนยยะ
เป็นอย่างไร ? คือการละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า มโนโมเนยยะ มโนสุจริต
๓ อย่าง ชื่อว่า มโนโมเนยยะ ญาณในธรรมมีใจเป็นอารมณ์ ชื่อว่า
มโนโมเนยยะ การกำหนดรู้ใจ ชื่อว่า มโนโมเนยยะ มรรคที่สหรคต
ด้วยการกำหนดรู้ใจ ชื่อว่า นโนโมเนยยะ การละฉันทราคะในใจ ชื่อว่า
มโนโมเนยยะ การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีการดับจิตสังขาร ชื่อว่า
มโนโมเนยยะ แล.
บทว่า นินฺหาตปาปกํ ความว่า ผู้มีมลทินคือบาปอันล้างดีแล้วด้วย
น้ำอันเลิศ คืออัษฎางคิกมรรค.
จบอรรถกถามุนีสูตรที่* ๘
* ม. โมเนยยสูตร

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 414 (เล่ม 45)

๙. ปฐมราคสูตร
ว่าด้วยผู้ถูกมารผูกไว้
[๒๔๖] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยัง
ละไม่ได้แล้ว บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า เป็นผู้อันมารผูกไว้แล้ว สวมบ่วงแล้ว
และถูกมารผู้มีบาปพึงกระทำได้ตามความพอใจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราคะ
โทสะ โมหะ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งละได้แล้ว บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า มารผูกไม่ได้
สวมบ่วงไม่ได้ และมารผู้มีบาปกระทำตามความพอใจไม่ได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น ได้กล่าวบุคคลผู้สำรอกราคะ
โทสะ โมหะ และอวิชชาได้แล้ว ผู้มีตน
อันอบรมแล้วผู้ใดผู้หนึ่ง ว่าเป็นผู้ประเสริฐ
ผู้ไปแล้วอย่างนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ล่วงเวร
และภัย ผู้ละกิเลสทั้งปวงเสียได้.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบปฐมราคสูตรที่ ๙

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 415 (เล่ม 45)

อรรถกถาปฐมราคสูตร
ในปฐมราคสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยสฺส กสฺสจิ เป็นคำกล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้กำหนดแน่นอน.
เพราะฉะนั้น อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม. บทว่า
ราโค อปฺปหีโน ความว่า กิเลส ชื่อว่า ราคะ เพราะอรรถว่า กำหนัด
อันผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้แล้ว ด้วยสามารถแห่งการตัดขาด (สมุจเฉทปหาน)
คือ ไม่ให้ถึงการไม่ให้เกิดขึ้นเป็นธรรมดาด้วยมรรค. แม้ในโทสะและโมหะ
ทั้งหลายก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บรรดากิเลสเหล่านั้น ราคะ โทสะ โมหะ
ที่จะให้ไปอบาย จะละได้ด้วยปฐมมรรค กามราคะอย่างหยาบ และโทสะ-
อย่างหยาบ จะละได้ด้วยทุติยมรรค กามราคะและโทสะเหล่นั้นแหละ จะละ
ไม่มีเหลือเลย ได้ด้วยตติยมรรค. ภวราคะ และโมหะที่เหลือ จะได้ด้วย
มรรคที่ ๔. เมื่อละกิเลสเหล่านี้ได้อย่างนี้ กิเลสแม้ทั้งหมด ก็ย่อมละได้
เหมือนกัน เพราะตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกิเลสเหล่านั้น . ราคะเป็นต้นเหล่านี้
ตามที่พรรณนามานี้ ผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม
อุบาสิกาก็ตาม ยังละไม่ได้แล้วด้วยมรรค.
บทว่า พนฺโธ มารสฺส ความว่า บุคคลนี้ เราตถาคตเรียกว่า
ถูกมารคือกิเลสผูกไว้แล้ว และเขาถูกกิเลสมารผูกไว้แล้วด้วยบ่วงอันเลิศใด
ก็เป็นอันถูกแม้อภิสังขารมารเป็นต้นผูกไว้แล้ว ด้วยบ่วงอันเลิศนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ปฏิมุกฺกสฺส มารปาโส ความว่า กิเลสกล่าวคือบ่วงแห่งมาร
เป็นอันเขาคือบุคคลนี้ ผู้ยังละกิเลสไม่ได้สวมไว้แล้ว เพราะยังละกิเลสไม่ได้
นั้นนั่นเอง อธิบายว่า คล้องไว้แล้ว คือสอดเข้าไปแล้ว ในจิตสันดานของตน

415