พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 366 (เล่ม 45)

วิวตฺตยิ สํโยชนํ ความว่า หมุนสังโยชน์ ๑๐ อย่างไปได้โดยรอบ คือทำให้
ไม่มีราคะ. บทว่า สมฺมา ได้แก่โดยเหตุ คือโดยการณ์. บทว่า มานาภิสมยา
ความว่า เพราะตรัสรู้ด้วยการเห็น หรือเพราะตรัสรู้ด้วยการละซึ่งมานะ.
อธิบายว่า อรหัตมรรคเห็นมานะ ด้วยอำนาจแห่งกิจ นี้เป็นการบรรลุ
ด้วยการเห็นซึ่งมานะนั้น. ก็มานะที่อริยมรรคเห็นแล้วนั้น อันอริยมรรคนั้น
ย่อมละได้ในทันใดนั้นเอง เหมือนชีวิตของสัตว์ที่ถูกกัดแล้ว ย่อมละได้ด้วยพิษ
ที่กัดแล้ว นี้เป็นการบรรลุด้วยการละซึ่งมานะนั้น. บทว่า อนฺตมกาสิ
ทุกฺขสฺส ความว่า พระอริยสาวกได้ทำที่สุดกล่าวคือเงื่อน ได้แก่สุดสาย
ปลายทาง แห่งวัฏทุกข์ทั้งหมด. มีอธิบายว่า ได้การทำทุกข์ให้เหลือไว้เพียง
ร่างกายในชาติสุดท้าย.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ บทว่า โย ได้แก่
พระอริยสาวกใด. บทว่า อทฺทา แปลว่า ได้เห็นแล้ว. อธิบายว่า เห็น
สุขเวทนาโดยเป็นทุกข์. แท้จริง สุขเวทนาเป็นเสมือนโภชนะที่เจือด้วยยาพิษ
ในเวลาบริโภคจะให้ความอร่อย ในเวลาเปลี่ยนแปลงไป ย่อมเป็นทุกข์อย่าง
เดียว. บทว่า ทุกฺขมทกฺขิ สลฺลโต ความว่า ทุกขเวทนาเมื่อเกิดขึ้นก็ดี
ถึงฐิติขณะ (ดำรงด์อยู่) ก็ดี แตกดับไปก็ดี ย่อมเบียดเบียนทั้งนั้น เหมือน
ลูกศรกำลังเสียบเข้าสรีระก็ดี หยุดอยู่ก็ดี กำลังถอนออกก็ดี ย่อมให้เกิดความ
เจ็บปวดทั้งนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เห็นทุกข์นั้น
โดยเป็นลูกศร. บทว่า อทกฺขิ นํ อนิจฺจโต ความว่า เห็นอทุกขมสุข-
เวทนานั้น แม้ที่เกิดขึ้นละเอียดกว่า เพราะเป็นภาวะที่ละเอียดกว่าสุขและทุกข์
โดยความไม่เที่ยง เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด. บทว่า สเว สมฺมทฺทโส
ความว่า พระอริยสาวกนั้นเอง มีปกติเห็นเวทนาทั้ง ๓ โดยเป็นทุกข์เป็นต้น

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 367 (เล่ม 45)

โดยถูกต้องถ่องแท้. บทว่า ยโต ก็เท่ากับ ยสฺมา (แปลว่า เพราะเหตุใด).
บทว่า ตตฺถ แปลว่า ในเวทนา. บทว่า วิมุจฺจติ ความว่า ย่อมพ้น
ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทวิมุตติ. มีคำอธิบายดังนี้ เพราะเหตุที่ท่านเห็นสุข
เป็นต้น โดยความเป็นทุกข์เป็นต้น ฉะนั้น ท่านจึงหลุดพ้นในเวทนานั้น
ด้วยสามารถแห่งการตัดขาด เพราะละฉันทราคะ ที่เนื่องด้วยเวทนานั้น. ด้วยว่า
เมื่อกล่าวถึง ยํ ศัพท์ ก็ควรนำเอา ตํ ศัพท์มากล่าวไว้ด้วย.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยโต ความว่า สำรวมแล้ว คือมีตนอันระวัง
แล้ว ด้วยกาย วาจา และใจ อีกอย่างหนึ่ง พระอริยสาวกชื่อว่า ยโต เพราะ
พยายาม คือเริ่มตั้งความเพียร อธิบายว่า สืบต่อกัน ไป. บทว่า อภิญฺญา-
โวสิโต ความว่า เสร็จสิ้นแล้ว คือทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยอภิญญา ๖ เพราะ
เจริญกรรมฐาน มีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์ โดยมีเวทนาเป็นหลัก. บทว่า สนฺโต
ได้แก่ผู้สงบแล้ว ด้วยการสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า โยคาติโค ความว่า
พระโยคาวจร ผู้ก้าวล่วงโยคะทั้ง ๔ อย่าง มีกามโยคะเป็นต้น ชื่อว่า มุนี
เพราะรู้ประโยชน์เกื้อกูลทั้งสองอย่าง.
จบอรรถกถาทุติยเวทนาสูตรที่ ๔
๔. ปฐมเอสนาสูตร
ว่าด้วยการแสวงหา ๓ ประการ
[๒๓๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ ประการนี้ ๓ ประการ

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 368 (เล่ม 45)

เป็นไฉน ? คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหา
พรหมจรรย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ ประการนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้มีจิตตั้งมั่น
ผู้รู้ทั่ว มีสติ ย่อมรู้ชัดซึ่งการแสวงหา
ทั้งหลายเหตุเกิดแห่งการแสวงหาทั้งหลาย
ธรรมเป็นที่ดับแห่งการแสวงหาทั้งหลาย
และมรรคอันให้ถึงความสิ้นไปแห่งการ
แสวงหาทั้งหลาย ภิกษุหายหิวแล้ว ดับ
รอบแล้ว เพราะควานสิ้นไปแห่งการ
แสวงทาทั้งหลาย.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบปฐมเอสนาสูตรที่ ๕
อรรถกถาปฐมเอสนาสูตร
ในปฐมเอสนาสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
การแสวงหา คือการเสาะหา ได้แก่การค้นหา ชื่อว่า เอสนา.
เพื่อจะทรงแสดงการแสวงหาเหล่านั้น โดยจำแนกออกไป จึงตรัสคำมีอาทิว่า
กาเมสนา.

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 369 (เล่ม 45)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสนา คือการแสวงหากามหรือ
การแสวงหากล่าวคือกาม ชื่อว่า กาเมสนา. สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า บรรดาเอสนา (การแสวงหา) เหล่านั้น กาเมสนา เป็นไฉน คือ
ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลิดเพลินในกาม ความสิเนหา
ในกาม ความกระวนกระวายในกาม ความสยบในกาม การหยั่งลงสู่กาม ในกาม
ทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า กาเมสนา เพราะฉะนั้น กามราคะพึงทราบว่า
เป็น กามเอสนา. แม้ในภเวสนา (การแสวงหาภพ) ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า บรรดา เอสนา เหล่านั้น ภเวสนา เป็นไฉน ความพอใจ
ในภพ ฯลฯ การหยั่งลงสู่ภพในภพทั้งหลาย อันใด นี้เราตถาคตเรียกว่า ภวเอ-
สนา เพราะฉะนั้น ความกำหนัด ในการแสวงหากาม คือความปรารถนารูปภพ
และอรูปภพ พึงทราบว่าเป็น ภวเอสนา.
การแสวงหาพรหมจรรย์ ชื่อว่า พรหมจริยเอสนา. เหมือนอย่าง
ที่ตรัสไว้ว่า บรรดาเอสนาเหล่านั้น พรหมจริยเอสนา เป็นไฉน ทิฏฐิ
ทิฏฐิคตะ รกชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความ
ดิ้นรนคือทิฏฐิ สังโยชน์คือทิฏฐิ การถือเอา การรับ การยึดมั่น
การลูบคลำ ทางที่ผิด คัลลองที่ผิด ความเห็นผิด ลัทธิ การยึดถือ
การแสวงหาที่ผิด ชนิดนี้ใด ว่า ๑. โลกเที่ยง ๒. โลกไม่เที่ยง
๓. โลกมีที่สุด ๔. โลกไม่มีที่สุด ๕. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น
๖. ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระเป็นอย่างหนึ่ง ๗. สัตว์หลังจากตายแล้ว
ยังมี ๘. สัตว์หลังจากตายแล้ว ไม่มี ๙. สัตว์หลังจากตายแล้ว
มีบ้าง ไม่มีบ้าง ๑๐. สัตว์หลังจากตายแล้ว มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่
นี้เราตถาคตเรียกว่า พรหมจริยเอสนา เพราะฉะนั้น การแสวงหาพรหม-

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 370 (เล่ม 45)

จรรย์ที่สมมติกันว่าเป็นทิฏฐิ พึงทราบว่า ได้แก่การแสวงหาทิฏฐิพรหมจรรย์
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงราคะและทิฏฐิว่าเป็น
เอสนา.
ก็ไม่ใช่เพียงราคะและทิฏฐิอย่างเดียวที่ทรงแสดงว่าเป็นเอสนา แม้
กรรมที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับราคะและทิฏฐินั้น ก็ทรงแสดงว่าเป็นเอสนา แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า บรรดา เอสเนา เหล่านั้น กามเอสนา
คืออะไร ? คือ กามราคะ (และ) กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็น
อกุศล ตั้งอยู่ในที่อันเดียวกันกับกามราคะ นี้เราตถาคตเรียกว่า กามเอสนา.
บรรดาเอสนาเหล่านั้น ภวเอสนา คืออะไร ? คือ ภวราคะและกายกรรม
วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นอกุศล ตั้งอยู่ในที่อันเดียวกันกับภวราคะนั้น
นี้เราตถาคตเรียกว่า ภวเอสนา. บรรดาเอสนาเหล่านั้น พรหมจริเยสนา
คืออะไร ? คือ อันตคาหิกทิฏฐิ (และ) กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ที่เป็นอกุศล ตั้งอยู่ในที่อันเดียวกับอันตคาหิกทิฏฐินั้น นี้เราตถาคตเรียกว่า
พรหมจริเยสนา พึงทราบเอสนา ๓ เหล่านั้น ดังพรรณนามานี้.
พึงทราบวินิจฉัย ในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้ ธรรมทั้งหลายที่มีอวิชชา
เป็นต้น และตัณหาที่เป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นแห่งเอสนา ชื่อว่า
สนฺภโว ในคำว่า สมฺภวํ นี้ อธิบายว่า ได้แก่สมุทัย. บทว่า ยตฺถ
เจตา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า พรหมจริยเอสนา ย่อมดับไปด้วยปฐมมรรค
กามเอสนา ย่อมดับไปด้วยอนาคามิมรรค ภวเอสนา ย่อมดับไปด้วยอรหัต-
มรรค พึงทราบตามที่พรรณนามานี้. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาปฐมเอสนาสูตรที่ ๕

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 371 (เล่ม 45)

๖. ทุติยเอสนาสูตร
ว่าด้วยที่ตั้งแห่งทิฏฐิ
[๒๓๓] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหม-
จรรย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ ประการนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
การแสวงหากาม การแสวงหาภพ
กับการแสวงหาพรหมจรรย์ การยึดมั่นว่า
จริงดังนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิที่เกิดขึ้น การ
แสวงหาทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ
พระอรหันต์ผู้ไม่ยินดีแล้วด้วยความยินดี
ทั้งปวง ผู้น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา
สละคืนเสียแล้ว ถอนขึ้นได้แล้ว ภิกษุ
เป็นผู้ไม่มีความหวัง ไม่มีความสงสัย
เพราะความสิ้นไปแห่งการแสวงหาทั้ง-
หลาย.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบทุติยเอสนาสูตรที่ ๖

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 372 (เล่ม 45)

อรรถกถาทุติยเอสนาสูตร
ในทุติยเอสนาสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า พฺรหฺมจริเยสนา สห ความว่า พร้อมกับด้วยการแสวงหา
พรหมจรรย์. ก็ด้วยการลบวิภัตติออกเสีย ศัพท์ว่า พฺรหฺมจริเยสนา นี้
จึงเป็นศัพท์นิเทศ อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พฺรหฺมจริยเอสนา นี้ เป็นปฐมาวิภัตติ
(แต่) ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ กามเอสนา ภวเอสนา
รวมกับ พรหมจริยเอสนา จึงเป็นเอสนา ๓ อย่าง. ในบรรดาเอสนาเหล่านั้น
เพื่อจะทรงแสดงพรหมจริยเอสนาโดยสรุป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ไว้ว่า
อิติ สจฺจปรานาโส ทิฏฺฐิฏฐานา สมุสฺสยา การยึดมั่นว่าจริง ดังนี้
เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิที่เกิดขึ้น ดังนี้ .
คำนั้นมีอธิบายดังนี้ การยึดมั่นว่า สิ่งนี้เป็นจริงอย่างนี้ ด้วยประการ
อย่างนี้ ชื่อว่า อิตสจฺจปรามาโส. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอาการ
คือ ความเป็นไปแห่งทิฏฐิไว้ว่า "สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ" ทิฏฐิ
นั่นแหละ ชื่อว่า ทิฏฺฐิฏฐานา เพราะเป็นเหตุแห่งอนัตถะทุกอย่าง สมดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวโทษที่จะ
พึงตำหนิว่า มีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่งดังนี้ และมีคำอธิบายว่า มิจฉาทิฏฐิ
เหล่านั้นแหละ ทั้งที่เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งเป็นที่เกิดขึ้น โดยเป็นที่เกิดแห่ง
กิเลส มีโลภะเป็นต้น ทิฏฐิทั้งหลายที่ยึดมั่นผิด ๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่น
เป็นโมฆะ ดังนี้ เป็นทั้งเหตุแห่งอนัตถะทุกอย่าง เป็นทั้งเหตุแห่งการก่อทุกข์
คือกิเลส จึงชื่อว่า พฺรหฺมจริยเอสนา. ด้วยบทแห่งพระคาถาว่า อิติสจฺจ-
ปรามาโส ทิฏฺฐฐฏฺฐานา สมุสฺสยา นี้ พึงทราบว่า เป็นอันพระองค์

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 373 (เล่ม 45)

ทรงแสดงพรหมจริยเอสนาไว้แล้ว โดยอาการแห่งการเป็นไป และโดยความ
สำเร็จ. บทว่า สพฺพราควิรตสฺส ความว่า พระอรหันต์ผู้คลายความกำหนัด
จากกามราคะ และภวราคะทั้งหลาย ทั้งปวง ดังแต่นั้นไป ก็ชื่อว่า ผู้หลุดพ้น
เพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เพราะพ้น ในเพราะพระนิพพาน กล่าวคือ
ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา. บทว่า เอสนา ปฏินิสฺสฏฺฐา ความว่า
กามเอสนาและภวเอสนา เป็นอันท่านสลัดออกแล้ว คือละแล้วโดยประการ
ทั้งปวง. บทว่า ทิฏฺฐิฏฺฐานา สมูหตา ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิกล่าวคือ
พรหมจริยเอสนา และถูกถอนขึ้นด้วยปฐมมรรคนั่นเอง. บทว่า เอสนานํ ขยา
ความว่า เพราะสิ้นไป คือ เพราะดับไปโดยไม่เกิดขึ้น แห่งการแสวงหา
ทั้ง ๓ อย่างเหล่านี้ ตรัสเรียกว่า ภิกษุ เพราะทำลายกิเลสได้แล้ว ตรัสเรียกว่า
นิราโส เพราะหาความหวังมิได้ โดยประการทั้งปวง และตรัสเรียกว่า อก-
ถังกถี เพราะละการกล่าวถ้อยคำว่าอย่างไร ด้วยความสงสัยที่เป็นทิฏฐิได้แล้ว.
จบอรรถกถาทุติยเอสนาสูตรที่ ๖
๗. ปฐมอาสวสูตร
ว่าด้วยอาสวะ ๓ ประการ
[๒๓๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน ?
คือ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อาสวะ ๓ ประการนี้แล.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 374 (เล่ม 45)

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
สาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีจิตตั้งมั่น
ผู้รู้ทั่ว มีสติ ย่อมรู้ชัด ซึ่งอาสวะทั้งหลาย
เหตุเกิดแห่งอาสวะทั้งหลาย ธรรมเป็นที่
ดับแห่งอาสวะทั้งหลาย และมรรคอันให้
ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ภิกษุ
หายหิวแล้ว ดับรอบแล้ว เพราะความสิ้น
ไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.
จบปฐมอาสวสูตรที่ ๗
อรรถกถาปฐมอาสวสูตร
ในปฐมอาสวสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อาสวะในกามทั้งหลาย ชื่อว่า กามาสวะ อีกอย่างหนึ่ง อาสวะ
กล่าวคือกาม ชื่อว่า กามาสวะ แต่โดยเนื้อความ กามราคะ และความ
ยินดียิ่งในรูปเป็นต้น ชื่อว่า กามสวะ. ฉันทราคะ ในรูปภพและอรูปภพ
ความใคร่ในฌาน ราคะอันสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ และความปรารถนาในภพ
ชื่อว่า ภวาสวะ. อวิชชานั่นแหละ ชื่อว่า อวิชชาสวะ.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 375 (เล่ม 45)

ในบทว่า อาสวานญฺจ สมฺภวํ นี้ อโยนิโสมนสิการ และ
กิเลสทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ชื่อว่า เป็นเหตุเกิดแห่งอาสวะทั้งหลาย. สมดังคำ
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวิชชาเกิดก่อน ความ
ไม่ละอายแก่ใจ ความไม่เกรงกลัวต่อบาป จะคล้อยตามการถึงพร้อมแห่ง-
อกุศลธรรมทั้งหลาย. บทว่า มคฺคญฺจ ขยคามินํ ความว่า ซึ่งพระอริยมรรค
อันเป็นเหตุให้ถึงธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะด้วย. บรรดาอาสวะเหล่านั้น
กามาสวะจะละได้ด้วยอนาคามิมรรค ภวาสวะ และอวิชชาสวะ จะละได้
ด้วยอรหัตมรรค. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า แม้กามาสวะ ก็ถูกมรรค
เบื้องปลายฆ่า เหมือนกามุปปาทาน. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปฐมอาสวสูตรที่ ๗
๘. ทุติยอาสวสูตร/H2
ผู้สิ้นอาสวะย่อมชนะมารพร้อมทั้งพาหนะ
[๒๓๕] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน
คือ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓
ประการนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

375