ที่ไม่ใช่รูป ดังนั้นจึงรวมเป็นเพียงขันธ์ ๕. แท้จริง เบญจขันธ์ที่จะพ้นจาก
นามรูป หรือนามรูป ที่จะพ้นจากเบญจขันธ์ไปเป็นไม่มี. เธอเมื่อใคร่ครวญ
อยู่ว่าเบญจขันธ์เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ ก็เห็นว่ามีอวิชชาเป็นเหตุ แต่นั้นจะ
ยกเบญจขึ้นธ์ขึ้นสู่ไตรลักษณ์ด้วยสามารถแห่งนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยว่า นาม
รูปนี้เป็นทั้งปัจจัย เป็นทั้งปัจจัยเกิดขึ้น ไม่มีสัตว์หรือบุคคลอย่างอื่น
มีเพียงกองสังขารล้วน ๆ เท่านั้น แล้วท่องเที่ยวพิจารณาตามลำดับวิปัสสนาว่า
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้. เธอจำนงหวัง ปฏิเวธ (การตรัสรู้ ) อยู่ว่า
(เราจะตรัสรู้) ในวันนี้ ๆ ในสมัยเช่นนั้น ได้ฤดูเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย
โภชนะเป็นที่สบายหรือการฟังธรรมเป็นที่สบายแล้ว นั่งโดยบัลลังก์เดียวเท่า
นั้น ยังวิปัสสนาให้ถึงที่สุด ย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตผล. พึงทราบกรรม-
ฐานจนถึงพระอรหัต ของชน ๓ เหล่า ดังที่พรรณนามานี้. แต่ในพระสูตร
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสอรูปกรรมฐาน ตามอัธยาศัยของผู้ที่จะตรัสรู้
ด้วยสามารถแห่งเวทนา จึงตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งเวทนา.
ปกิณณกกถา
ในพระสูตรนี้ พึงทราบปกิณณกะดังนี้คือ
ลักษณะ ๑ อธิฏฐาน ๑ อุปปัตติ ๑
อนุสัย ๑ ฐานะ ๑ ปวัตติกาล ๑ อันทรีย์ ๑
ทุวิธาทิตา ๑.
บรรดาปกิณณกะ ๘ อย่างนั้น ลักษณะข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในหนหลัง
แล้วทีเดียว. ผัสสะ ชื่อว่า อธิฏฐาน. ก็เพราะพระบาลีว่า ผสฺสปจฺจยา
เวทนา เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาดังนี้ ผัสสะจึงเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา.
จริงอย่างนั้น ผัสสะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมากับ
แม่โคที่เขาถลกหนังแล้ว เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา. บรรดาเวทนา