พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 356 (เล่ม 45)

ที่ไม่ใช่รูป ดังนั้นจึงรวมเป็นเพียงขันธ์ ๕. แท้จริง เบญจขันธ์ที่จะพ้นจาก
นามรูป หรือนามรูป ที่จะพ้นจากเบญจขันธ์ไปเป็นไม่มี. เธอเมื่อใคร่ครวญ
อยู่ว่าเบญจขันธ์เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ ก็เห็นว่ามีอวิชชาเป็นเหตุ แต่นั้นจะ
ยกเบญจขึ้นธ์ขึ้นสู่ไตรลักษณ์ด้วยสามารถแห่งนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยว่า นาม
รูปนี้เป็นทั้งปัจจัย เป็นทั้งปัจจัยเกิดขึ้น ไม่มีสัตว์หรือบุคคลอย่างอื่น
มีเพียงกองสังขารล้วน ๆ เท่านั้น แล้วท่องเที่ยวพิจารณาตามลำดับวิปัสสนาว่า
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้. เธอจำนงหวัง ปฏิเวธ (การตรัสรู้ ) อยู่ว่า
(เราจะตรัสรู้) ในวันนี้ ๆ ในสมัยเช่นนั้น ได้ฤดูเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย
โภชนะเป็นที่สบายหรือการฟังธรรมเป็นที่สบายแล้ว นั่งโดยบัลลังก์เดียวเท่า
นั้น ยังวิปัสสนาให้ถึงที่สุด ย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตผล. พึงทราบกรรม-
ฐานจนถึงพระอรหัต ของชน ๓ เหล่า ดังที่พรรณนามานี้. แต่ในพระสูตร
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสอรูปกรรมฐาน ตามอัธยาศัยของผู้ที่จะตรัสรู้
ด้วยสามารถแห่งเวทนา จึงตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งเวทนา.
ปกิณณกกถา
ในพระสูตรนี้ พึงทราบปกิณณกะดังนี้คือ
ลักษณะ ๑ อธิฏฐาน ๑ อุปปัตติ ๑
อนุสัย ๑ ฐานะ ๑ ปวัตติกาล ๑ อันทรีย์ ๑
ทุวิธาทิตา ๑.
บรรดาปกิณณกะ ๘ อย่างนั้น ลักษณะข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในหนหลัง
แล้วทีเดียว. ผัสสะ ชื่อว่า อธิฏฐาน. ก็เพราะพระบาลีว่า ผสฺสปจฺจยา
เวทนา เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาดังนี้ ผัสสะจึงเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา.
จริงอย่างนั้น ผัสสะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมากับ
แม่โคที่เขาถลกหนังแล้ว เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา. บรรดาเวทนา

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 357 (เล่ม 45)

เหล่านั้น ผัสสะที่ให้เสวยสุข เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ผัสสะที่ให้เสวยทุกข์
เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ผัสสะที่ให้เสวยอทุกขมสุขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่ง
อทุกขมสุขเวทนา อธิบายว่า ได้แก่อาสันนการณ์ (เหตุใกล้).
ถามว่า เวทนา เป็นปทัฏฐานของอะไร. ตอบว่า เวทนาเป็นปทัฏฐาน
ของตัณหา โดยมีความปราถนายิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยพระบาลีว่า เวทนาปจฺจยา
ตณฺหา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี.
ถามว่า สุขเวทนา เป็นปทัฏฐานแห่งตัณหา จงยกไว้ก่อน แต่เวทนา
นอกนี้ (ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา) เป็นปทัฏฐานแห่งตัณหาได้อย่างไร.
ข้าพเจ้าจะเฉลยต่อไป ก่อนอื่น แม้ผู้พรั่งพร้อมด้วยความสุขยังปรารถนาความสุข
เช่นนั้น หรือความสุขที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้ที่ถูกความ
ทุกข์ครอบงำ. และอทุกขมสุข ท่านเรียกว่าสุขเหมือนกัน เพราะเป็นความ
สงบ เวทนาแม้ทั้ง ๓ จึงเป็นปทัฏฐานแห่งตัณหา.
เหตุเป็นที่เกิด ชื่อว่า อุปปัตติ. แท้จริง สัตว์และสังขารทั้งหลาย
ที่เป็นอิฎฐารมณ์ เป็นเหตุเป็นที่เกิดขึ้นแห่งสุขเวทนา. สัตว์และสังขารเหล่านั้น
นั่นแหละ ที่เป็นอนิฎฐารมณ์ เป็นเหตุเป็นที่เกิดขึ้นแห่งทุกขเวทนา ที่เป็น
มัชฌัตตารมณ์ เป็นเหตุเป็นที่เกิดขึ้นแห่งอทุกขมสุขเวทนา ก็ในอุปัตติเหตุนี้
พึงทราบความเป็นอิฎฐารมณ์และอนิฎฐารมณ์ โดยการถือเอาอาการของเวทนา
นั้นจากวิบาก.
บทว่า อนุสโย ความว่า ในบรรดาเวทนาทั้ง ๓ เหล่านี้ เพราะ
สุขเวทนา ราคานุสัยจึงนอนเนื่องอยู่ เพราะทุกขเวทนา ปฏิฆานุสัย จึงนอน
เนื่องอยู่ เพราะอทุกขมสุขเวทนา อวิชชานุสัย จึงนอนเนื่องอยู่. สมดัง
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ เพราะเวทนาเป็นสุขแล ราคานุสัย
จึงนอนเนื่องอยู่ ดังนี้เป็นต้น. นักศึกษาพึงจัด ทิฏฐานุสัย และมานานุสัย

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 358 (เล่ม 45)

ที่เป็นฝักฝ่ายของราคะ เข้าในราคานุสัยนี้ด้วย. เพราะผู้มีทิฏฐิทั้งหลาย ย่อม
เชื้อมั่นในสักกายะ (กายของตน) โดยนัยมีอาทิว่า เป็นของยั่งยืน เพราะเพลิด
เพลินกับความสุข. และผู้มีมานะมาแต่กำเนิด อ้างมานะโดยนัยมีอาทิว่า เรา
เป็นผู้ประเสริฐที่สุด. ส่วนวิจิกิจฉานุสัย ที่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งอวิชชา ก็ต้อง
จัดเข้าไว้ด้วย. สมดังที่ตรัสไว้ในปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
วิจิกิจฉาจึงมี. และอนุสัยทั้งหลาย ยังมีการดำเนินไปด้วยกำลังอยู่ เพราะภาวะ
ที่ยังละไม่ได้ในสันดานนั้น ๆ. เพราะฉะนั้น คำว่า สุขาย เวทนาย ราคา-
นุสโย อนุเสติ จึงได้ความว่า ราคะที่ควรแก่การเกิดขึ้น ในเมื่อได้เหตุที่
เหมาะสม จึงเป็นเสมือนนอนอยู่ในสันดานนั้น เพราะยังละไม่ได้ด้วยมรรค.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บทว่า ฐานํ ความว่า กายและจิตเป็นฐานของเวทนา. สมดังที่ตรัส
ไว้ว่า ในสมัยนั้น ความสุขทางกาย ความยินดี การเสวยสุข อันเกิดแต่กาย
สัมผัสอันใด และว่า ในสมัยนั้น ความสุขทางใจ ความยินดี การเสวยสุข
อันเกิดแต่สัมผัสทางใจอันใด ดังนี้.
ปวัตติขณะและการนับความเป็นไป ชื่อว่า ปวัตติกาล อธิบายว่า
ความที่สุขเวทนาเป็นสุขและความที่ทุกขเวทนาเป็นทุกข์ ท่านกำหนดแล้วด้วย
ปวัตติขณะ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ เวทนาที่เป็นสุขแล
เป็นฐิติสุข (สุขในฐิติขณะ) แต่เป็นวิปริณามทุกข์ (ทุกข์เมื่อเปลี่ยนแปลง)
ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ เวทนาที่เป็นทุกข์แล เป็นฐิติทุกข์ (ทุกข์ในฐิติขณะ)
แต่เป็นวิปริณามสุข (สุขเมื่อเปลี่ยนแปลง). อธิบายว่า ความมีอยู่แห่งสุขเวทนา
เป็นความสุข ความไม่มีแห่งสุขเวทนา เป็นทุกข์ ความมีอยู่แห่งทุกขเวทนา
เป็นทุกข์ ความไม่มีอยู่แห่งทุกขเวทนา เป็นสุข. การนับความเป็นไปแห่ง
อทุกขมสุขเวทนา คือการนับ การไม่นับ ได้แก่ การรู้ การไม่รู้ ซึ่งความ

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 359 (เล่ม 45)

เป็นไป แห่งอทุกขมสุขเวทนา เป็นเครื่องกำหนคความเป็นสุขและเป็นทุกข์.
ก็แลแม้คำนี้ ท่านก็กล่าวไว้ว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ เวทนาที่ไม่ใช่สุข ไม่ใช่
ทุกข์แล เป็นญาณสุข (สุขเพราะรู้) แต่เป็นอญาณทุกข์ (ทุกข์เพราะไม่รู้).
บทว่า อินฺทริยํ ความว่า จริงอยู่ เวทนา ๓ มีสุขเวทนาเป็นต้น
เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ โดยอินทรีย์ ๕ ประการ คือ
สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ เพราะ
อรรถว่าเป็นอธิบดี. อธิบายว่า ความยินดีทางกาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เรียกว่า สุขินทรีย์. ความไม่ยินดี ตรัสเรียกว่า ทุกขินทรีย์. ส่วนความ
ยินดีทางใจ ตรัสเรียกว่า โสมนัสสินทรีย์. ความไม่ยินดี ตรัสเรียกว่า
โทมนัสสินทรีย์. แม้ทั้งสองอย่าง ไม่ตรัสเรียกว่า ความยินดี ความไม่ยินดี
เป็นอุเบกขินทรีย์. ถามว่า ในข้อนี้มีอะไรเป็นเหตุเล่า. ตอบว่า เพราะไม่มี
ความแตกต่างกันว่า อทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสจำแนกไว้
เหมือนสุขเวทนาทุกขเวทนา ทางกายและทางใจที่ตรัสจำแนกไว้ว่า สุขินทรีย์
โสมนัสสินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ดังนี้. เพราะว่า สุขเวทนา
มีการอนุเคราะห์เป็นสภาพ ส่วนทุกขเวทนามีการแผดเผาเป็นสภาพ อย่างหนึ่ง
ทำการอนุเคราะห์กาย อีกอย่างหนึ่งทำการแผดเผาใจ ฉันใด อทุกขสุขเวทนา
ไม่เหมือนอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิได้ตรัสจำแนกไว้
เพราะไม่มีความแตกต่างกัน.
บทว่า ทุวิธาทิตา ความว่า แท้จริง เวทนาแม้ทั้งหมด โดยความหมาย
ว่า เสวยอารมณ์ ก็มีอย่างเดียวเท่านั้น แต่โดยแยกที่อาศัย ก็มีสองอย่าง
คือ เวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ. (โดยอารมณ์) มี ๓ อย่าง คือ
สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา โดยอำนาจกำเนิด ๔
มี ๔ อย่าง โดยอำนาจอินทรีย์ และโดยอำนาจคติมี ๕ อย่าง โดยอำนาจทวาร

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 360 (เล่ม 45)

และโดยอำนาจอารมณ์มี ๖ อย่าง โดยการประกอบกับวิญญาณธาตุ ๗ มี ๗ อย่าง
โดยมีโลกธรรม ๘ เป็นปัจจัย มี ๘ อย่าง โดยการจำแนกสุขเป็นต้น แต่ละอย่าง
ออกเป็นอดีตเป็นต้น มี ๙ อย่าง. เวทนาเหล่านั้นแหละ โดยแยกเป็นภายใน
และภายนอก มี ๑๘ อย่าง โดยแยกอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น ออกเป็นอย่างละ ๓
ตามอำนาจของสุขเป็นต้น ก็ (๑๘) เท่านั้นเหมือนกัน. อธิบายว่า ในรูปารมณ์
สุขบ้าง ทุกข์บ้าง อทุกขมสุขบ้างเกิดขึ้น. แม้ในอารมณ์มีสัททารมณ์เป็นต้น
นอกนี้ก็เช่นนั้นเหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจมโนปวิจาร ๑๘ เวทนา
ก็มี ๑๘. สมดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลเห็นรูปด้วย
จักษุแล้ว ย่อมเข้าไปพิจารณารูป อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ย่อมพิจารณารูป
อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ย่อมเข้าไปพิจารณารูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ได้ยิน
เสียงด้วยโสต ฯลฯ รู้ธรรมด้วยใจ ย่อมเข้าไปพิจารณาธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง
โสมนัส ย่อมเข้าไบ่พิจารณาธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ย่อมเข้าไปพิจารณา
ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เวทนาจึงมี ๑๘
อย่าง. อีกประการหนึ่ง เวทนาเป็น ๓๖ อย่างนี้ คือ เคหสิตโสมนัส (โสมนัส
ที่เป็นเจ้าเรือน) ๖ เคหสิตโทมนัส (โทมนัสที่เป็นเจ้าเรือน) ๖ เคหสิตอุเบกขา
(อุเบกขาที่เป็นเจ้าเรือน) ๖ โสมนัสเป็นต้นที่อาศัยเนกขัมมะ ก็มีเหมือนกัน.
เวทนามีถึง ๑๐๘ คือ เวทนาในอดีต ๓๖ ในอนาคต ๓๖ ในปัจจุบัน ๓๖.
ในอธิการแห่งเวทนาน พึงทราบความที่เวทนามี ๒ อย่างเป็นต้น ดังพรรณนา
มานี้แล.
จบปกิณณกถา

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 361 (เล่ม 45)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า สมาหิโต ความว่า
เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ แยกประเภทเป็น อุปจารสมาธิ และอัปปนา-
สมาธิ. ด้วยบทว่า สมาหิโต นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงการ
ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสมถภาวนา. บทว่า สมฺปชาโน ความว่า รู้ชัดอยู่
โดยชอบ ด้วยสัมปชัญญะ ๔ ประการ มีสาตถกสัมปชัญญะเป็นต้น. ด้วยบทว่า
สมฺปชาโน นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงการประกอบเนือง ๆ ซึ่ง
วิปัสสนา. บทว่า สโต ความว่า เป็นผู้ตั้งสติ ด้วยบทว่า สโต นั้น ธรรม
ทั้งหลายย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา โดยนัยแห่งสมถะและวิปัสสนา. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนานุโยคนั้น. บท
ว่า เวทนา จ ปชานาติ ความว่า พุทธสาวกเมื่อกำหนดรู้ ด้วยปริญญา
๓ ในส่วนเบื้องต้น โดยจำแนกตามความเป็นจริงว่า เวทนาเหล่านี้ เวทนามี
เท่านี้ และโดยลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นว่า เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนี้แล้ว เจริญวิปัสสนา ย่อมรู้ชัดด้วย
การแทงตลอด ด้วยการกำหนดรู้ ด้วยอริยมรรค. บทว่า เวทนาญฺจ สมฺภวํ
ได้แก่ สมุทยสัจ. บทว่า ยตฺถ เจตา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ เวทนาย่อมดับไปในที่ใด ที่นั้นเป็นนิโรธสัจ. บทว่า ขยคามินํ เชื่อม
ความว่า รู้อริยมรรคที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นไปแห่งเวทนาด้วย. บทว่า
เวทนานํ ขยา ความว่า เพราะคับโดยไม่ให้เกิดขึ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย
ด้วยอริยมรรคที่แทงตลอด สัจจะทั้ง ๔ ดังนี้. บทว่า นิจฺฉาโต ปริพฺพุโต
ความว่า หมดตัณหา คือ ละตัณหาได้ เป็นผู้ปรินิพพานแล้ว ด้วยกิเลสปริ-
นิพพาน และขันธปรินิพพาน.
จบอรรถกถาปฐมเวทนาสูตรที่ ๓

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 362 (เล่ม 45)

๔. ทุติยเวทนาสูตร
ว่าด้วยเวทนา ๓ ประการ
[๒๓๑] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตร
นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ ดูก่อน-
ภิกษุทั้งหลาย พึงเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ พึงเห็นทุกขเวทนาโดย
ความเป็นลูกศร พึงเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ภิกษุเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ เห็น
ทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร เห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นพระอริยะผู้เห็นโดยชอบ ตัดตัณหา
ขาดแล้ว ล่วงสังโยชน์แล้ว ได้กระทำแล้วซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ เพราะการละมานะ
โดยชอบ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุก
ได้เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร ได้เห็น
อทุกขมสุขอันละเอียดโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นโดยชอบ

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 363 (เล่ม 45)

ย่อมหลุดพ้นในเวทนานั้น ภิกษุนั้นแลอยู่
จบอภิญญา ระงับแล้ว ก้าวล่วงโยคะ
ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.
จบทุติยเวทนาสูตรที่ ๔
อรรถกถาทาติเวทนาสูตร
ในทุติยเวทนาสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทุกฺขโต ทฏฺฐพฺพา ความว่า สุขเวทนาพึงเห็นด้วยญาณ-
จักษุว่าเป็นทุกข์ ด้วยอำนาจแห่งวิปริณามทุกข์. บทว่า สลฺลโต ทฏฺฐพฺพา
ความว่า ทุกขเวทนาพึงเห็นว่าเป็นเหมือนลูกศร เพราะความเป็นทุกขทุกข์
(เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้) โดยหมายความว่า นำออกไปได้ยาก คือโดย
ความหมายว่า รบกวนได้แก่ มีความหมายว่า บีบคั้นในภายใน. บทว่า
อนิจฺจโต ความว่า อทุกขมสุขเวทนา พึงเห็นว่าไม่เที่ยง เพราะมีแล้วกลับ
ไม่มี เพราะมีการเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปในที่สุด เพราะเป็นของชั่วคราว และ
เพราะเป็นของขัดแย้งกับความเที่ยง.
ก็ในเรื่องเวทนานี้ ถึงเวทนาทั้งหมด ต้องเห็นโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงก็จริง แต่เพราะพระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า การเห็น
ทุกข์เป็นเครื่องหมายแห่งวิราคะ เป็นความยินดียิ่งกว่าการเห็นความไม่เที่ยง
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุขเวทนาพึงเห็นโดยความเป็นทุกข์ ทุกข-

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 364 (เล่ม 45)

เวทนาพึงเห็นโดยความเป็นเหมือนลูกศร. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสคำนี้ไว้อย่างนั้น เพื่อจะให้เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย ที่ปุถุชน
ยึดมั่นว่าเป็นสุข. ด้วยคำว่า ทุกฺขโต นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึง
ความที่สุขเวทนานั้นว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ประจำสังขาร. เพราะเหตุที่
ความสุขเป็นวิปริณามทุกข์ โดยพระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุขเวทนาต้องเห็น
โดยความเป็นทุกข์ ดังนี้แล้ว เพราะเหตุที่ทุกขเวทนาเป็นทุกขทุกขะ (ทุกข์
เพราะทนอยู่ไม่ได้) สำหรับชนทั้งหลายผู้คิดอยู่ว่า แม้ความสุขยังเป็นถึงเช่นนี้
ความทุกข์จะถึงขนาดไหนเล่า ? ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า ทุกขเวทนาต้องเห็นโดย
เป็นเหมือนลูกศร. แต่เมื่อจะทรงแสดงว่า เวทนานอกนี้เป็นทุกข์ เพราะเป็น
สังขารทุกข์นั่นเอง จึงได้ตรัสว่า อทุกขมสุขเวทนาต้องเห็นโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง ดังนี้.
อนึ่ง บรรดาคำเหล่านั้น ด้วยคำนี้ว่า สุขเวทนาต้องเห็นโดยความ
เป็นทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงอุบาย สำหรับถอนราคะ เพราะว่า
ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ (ในสันดาน) เพราะสุขเวทนา. ด้วยคำนี้ว่า ทุกขเวทนา
ต้องเห็นโดยเป็นเหมือนลูกศร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุบายสำหรับ
ถอนโทสะ เพราะปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ (ในสันดาน) เพราะทุกขเวทนา.
ด้วยคำนี้ว่า อทุกขมสุขเวทนาต้องเห็นโดยความไม่เที่ยง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงอุบายสำหรับถอนราคะ โทสะ โมหะ เพราะอวิชชานุสัยนอนเนื่อง
อยู่ (ในสันดาน) เพราะอทุกขมสุขเวทนา.
ทำนองเดียวกันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงการละสังกิเลสคือ
ตัณหาด้วยพุทธพจน์ข้อแรก เพราะสังกิเลสคือตัณหานั้น เป็นเหตุให้พอใจ
ในสุข. ทรงแสดงการละสังกิเลสคือทุจริต ด้วยพระพุทธพจน์ข้อที่ ๒ เพราะ

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 365 (เล่ม 45)

ว่าสัตว์ทั้งหลายไม่รู้จักทุกข์ตามความเป็นจริง จึงประพฤติทุจริต เพื่อแก้ทุกข์
นั้น. ทรงแสดงการละสังกิเลสคือทิฏฐิ ด้วยพระพุทธพจน์ข้อที่ ๓ เพราะผู้ที่
เห็น อทุกขมสุข โดยความไม่เที่ยงอยู่ จะไม่มีสังกิเลสคือทิฏฐิ. อนึ่ง ทรงแสดง
อทุกขมสุขเวทนา ว่าเป็นเครื่องหมายแห่งอวิชชา เพราะความที่สังกิเลสคือ
ทิฏฐิ เป็นเครื่องหมายแห่งอวิชชา อีกอย่างหนึ่ง ด้วยพระพุทธพจน์ข้อแรก
ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้วิปริณามทุกข์. ด้วยข้อที่ ๒ ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้
ด้วยทุกขทุกขะ. ด้วยข้อที่ ๓ ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้สังขารทุกข์. อีกอย่างหนึ่ง
ด้วยพุทธพจน์ข้อแรก ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้อิฏฐารมณ์. ด้วยพระพุทธพจน์
ข้อที่ ๒ ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้อนิฏฐารมณ์. ด้วยพระพุทธพจน์ข้อที่ ๓ ทรง
แสดงถึงการกำหนดรู้ด้วยมัชฌัตตารมณ์ เพราะเมื่อคลายกำหนัดธรรมารมณ์
เหล่านั้นแล้ว แม้อารมณ์ทั้งหลาย ก็เป็นอันคลายกำหนัดไปด้วย พึงทราบดัง
พรรณนามานี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า การหลุดพ้นโดยไม่มีที่ตั้ง ด้วยทุกขา-
นุปัสสนา เป็นอันทรงแสดงแล้ว ด้วยการกำหนดการละราคะเป็นข้อแรก. การ
หลุดพ้นโดยไม่มีนิมิต ด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นอันทรงแสดงแล้ว ด้วยการ
กำหนดการละโทสะ เป็นข้อที่ ๒. การหลุดพ้นโดยเป็นของว่างเปล่า ด้วย
อนัตตานุปัสสนา เป็นอันทรงแสดงแล้ว ด้วยการกำหนดการละโมหะเป็น
ข้อที่ ๓.
บทว่า ยโต เท่ากับ ยทา หรือ ยสฺมา (แปลว่า เมื่อใดหรือ
เพราะเหตุใด). บทว่า อริโย ความว่า เป็นผู้อยู่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย คือ
เป็นผู้บริสุทธิ์. บทว่า สมฺมทฺทโส ความว่า มีปกติเห็นเวทนาทั้งหมด หรือ
สัจจะทั้ง ๔ ไม่ผิดพลาดไป. บทว่า อจฺเฉจฺฉิ ตณฺหํ ความว่า ตัดตัณหา
อันมีเวทนาเป็นราก ด้วยมรรคเบื้องปลาย ได้แก่ตัดขาดโดยไม่เหลือ. บทว่า

365