บทว่า นิพฺพิทาย ได้แก่ เพื่อความเบื่อหน่ายธรรมชาติอันเป็นไป
ในภูมิ ๓ อันได้แก่ ขันธปัญจก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพลววิปัสสนา
(วิปัสสนาแรงกล้า) ด้วยบทนี้. บทว่า วิราคาย ได้แก่ เพื่อวิราคะคือเพื่อ
คลายกำหนัด ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงมรรค บทว่า
นิโรธาย ได้แก่เพื่อดับแม้ด้วยบทนี้พระองค์ก็ทรงแสดงถึงมรรคเหมือนกัน
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นิโรธาย พระองค์ทรงแสดงถึงอนุปาทิเสสนิพพาน
พร้อมด้วย ปฏิปัสสัทธินิโรธ (การดับด้วยความสงบ). บทว่า เอวํ
จกฺขุมนฺโต ปสฺสนฺติ ได้แก่ ผู้มีปัญญาจักษุย่อมเห็นจตุสัจจธรรมด้วยจักษุ
คือมรรคปัญญาโดยส่วนอันมีในเบื้องต้นอย่างนี้.
ในคาถาทั้งหลายพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้. บทว่า โย ภูตํ ภูตโต
ทิสฺวา ความว่า พระอริยสาวกใดเห็นขันธปัญจกที่เกิดแล้ว โดยความเป็น
จริง คือ โดยสภาพที่ไม่วิปริต ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา
ด้วยบทนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงปริญญาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยกำหนดรู้).
บทว่า ภูตสฺส จ อติกฺกมํ ได้แก่ ภาวนาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยภาวนา).
จริงอยู่ อริยมรรคท่านกล่าวว่า ก้าวล่วงขันธปัญจกที่เกิดแล้ว เพราะเป็นเหตุ
ก้าวล่วงขันธปัญจกที่เกิดแล้ว. บทว่า ยถาภูเต ได้แก่ น้อมไปในนิพพาน
อันมีสภาพเป็นสัจจธรรมไม่วิปริต. ด้วยบทนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงสัจฉิกิริยา-
ภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง). บทว่า ภวตณฺหาปริกฺขยา ได้แก่
เพราะสิ้นไป คือ เพราะตัดขาดภวตัณหา ด้วยประการทั้งปวง. ด้วยบทนี้
พระองค์ทรงแสดงถึง สมุทยปหาน (การละตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์).
ก็บทว่า สเจ ในบทว่า สเจ ภูตํ ปริญฺโญ โส นี้ เป็นเพียงนิบาต.
อธิบายว่า ถ้าว่า อริยสาวกนั้น กำหนดรู้ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว คือ กำหนด