พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 336 (เล่ม 45)

บทว่า นิพฺพิทาย ได้แก่ เพื่อความเบื่อหน่ายธรรมชาติอันเป็นไป
ในภูมิ ๓ อันได้แก่ ขันธปัญจก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพลววิปัสสนา
(วิปัสสนาแรงกล้า) ด้วยบทนี้. บทว่า วิราคาย ได้แก่ เพื่อวิราคะคือเพื่อ
คลายกำหนัด ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงมรรค บทว่า
นิโรธาย ได้แก่เพื่อดับแม้ด้วยบทนี้พระองค์ก็ทรงแสดงถึงมรรคเหมือนกัน
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นิโรธาย พระองค์ทรงแสดงถึงอนุปาทิเสสนิพพาน
พร้อมด้วย ปฏิปัสสัทธินิโรธ (การดับด้วยความสงบ). บทว่า เอวํ
จกฺขุมนฺโต ปสฺสนฺติ ได้แก่ ผู้มีปัญญาจักษุย่อมเห็นจตุสัจจธรรมด้วยจักษุ
คือมรรคปัญญาโดยส่วนอันมีในเบื้องต้นอย่างนี้.
ในคาถาทั้งหลายพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้. บทว่า โย ภูตํ ภูตโต
ทิสฺวา ความว่า พระอริยสาวกใดเห็นขันธปัญจกที่เกิดแล้ว โดยความเป็น
จริง คือ โดยสภาพที่ไม่วิปริต ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา
ด้วยบทนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงปริญญาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยกำหนดรู้).
บทว่า ภูตสฺส จ อติกฺกมํ ได้แก่ ภาวนาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยภาวนา).
จริงอยู่ อริยมรรคท่านกล่าวว่า ก้าวล่วงขันธปัญจกที่เกิดแล้ว เพราะเป็นเหตุ
ก้าวล่วงขันธปัญจกที่เกิดแล้ว. บทว่า ยถาภูเต ได้แก่ น้อมไปในนิพพาน
อันมีสภาพเป็นสัจจธรรมไม่วิปริต. ด้วยบทนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงสัจฉิกิริยา-
ภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง). บทว่า ภวตณฺหาปริกฺขยา ได้แก่
เพราะสิ้นไป คือ เพราะตัดขาดภวตัณหา ด้วยประการทั้งปวง. ด้วยบทนี้
พระองค์ทรงแสดงถึง สมุทยปหาน (การละตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์).
ก็บทว่า สเจ ในบทว่า สเจ ภูตํ ปริญฺโญ โส นี้ เป็นเพียงนิบาต.
อธิบายว่า ถ้าว่า อริยสาวกนั้น กำหนดรู้ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว คือ กำหนด

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 337 (เล่ม 45)

รู้ขันธ์ เพราะสิ้นภวตัณหาด้วยมรรคอันเป็นอุบายก้าวล่วงขันธปัญจกะที่เกิดแล้ว
แต่นั้นก็น้อมไปในนิพพานตามเป็นจริง. บทว่า ภวาภเว ความว่า ภิกษุ
ปราศจากตัณหา คือ ทำลายกิเลสได้แล้ว ในภพน้อยและภพใหญ่ หรือใน
เพราะการเห็นความขาดสูญเป็นต้น ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ คือถึงความเป็นผู้ไม่มี
บัญญัตินั่นเอง เพราะความไม่เกิด คือ ไม่เกิดอีกต่อไปแห่งอัตภาพ อันได้แก่
อุปาทานขันธ์ที่เกิดแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยอนุปาทิเสส-
นิพพานธาตุ.
พระองค์ตรัสถึงวัฏฏะในสูตรที่ ๑๑ ในวรรคนี้ ตรัสถึงวัฏฏะและ
วิวัฏฏะในสูตรที่ ๓-๔-๕ และในสูตรสุดท้าย ด้วยประการฉะนี้. แม้ในสูตร
ที่เหลือก็พึงทราบว่า เป็นวิวัฏฏะอย่างเดียว.
จบอรรถกถาทิฏฐิสูตรที่ ๑๒
จบอรรถกถาทุกนิบาตอิติวุตตกะแห่งอรรถกถา
ขุททกนิกาย ชื่อว่า ปรมัตถวิภาวินี
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วิตักกสูตร ๒. เทศนาสูตร ๓. วิชชาสูตร ๔. ปัญญาสูตร
๕. ธรรมสูตร ๖. อชาตสูตร ๗. ธาตุสูตร ๘. สัลลานสูตร ๙. สิกขาสูตร
๑๐. ชาคริยสูตร ๑๑. อปายสูตร ๑๒. ทิฎฐิสูตร และอรรถกถา.
จบทุกนิบาต

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 338 (เล่ม 45)

อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๑
๑. อกุศลมูลสูตร
ว่าด้วยอกุศลมูล ๒ ประการ
[๒๒๘] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูล ๓ ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือ โลภะเป็นอกุศลมูล ๑ โทสะเป็นอกุศลมูล ๑ โมหะเป็น
อกุศลมูล ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูล ๓ ประการนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
โลภะ โทสะ และโมหะ เกิดแล้ว
ในตน ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้มีจิตอันลามก
เหมือนขุยไผ่ ย่อมเบียดเบียนไม้ไผ่
ฉะนั้น.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบอกุศลอมูลสูตรที่ ๑

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 339 (เล่ม 45)

ติกนิบาตวรรณนา
วรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาอกุศลมูลสูตร
ในอกุศลมูลสูตรที่ ๑ แห่งติกนิบาต พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตีณิ เป็นการกำหนดนับจำนวน. บทว่า อิมานิ เป็นคำ
ชี้ชัดถึงสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า. บทว่า อกุสลมูลานิ เป็นตัวอย่างแห่งธรรมที่
ทรงกำหนดไว้. ในบทว่า อกุสลมูลานิ นั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ กิเลสชาติ
ชื่อว่า เป็นอกุศลมูล เพราะมันเป็นทั้งอกุศล เป็นทั้งรากเง่า (ของอกุศล).
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นอกุศลมูล เพราะเป็นรากเง่า (ของอกุศลทั้งหลาย)
โดยความหมายว่า เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นปกวะ (แดนเกิดก่อน) เป็น
ชนกะ (ผู้ให้กำเนิด) เป็นสมุฏฐาปกะ (ผู้สถาปนา) เป็นนิพพัตตกะ
(ผู้ให้เกิด) แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย คือเป็นทั้งการณะ (เหตุ) แห่งอกุศลธรรม
ทั้งหลาย. เพราะว่าการณะ ท่านเรียกว่า เหตุ เพราะเป็นแดน คือเป็นไป
แห่งผล เรียกว่า ปัจจัย เพราะเป็นเหตุให้ผลอาศัยเป็นไป เรียกว่า ปภวะ
เพราะเป็นแดงเกิดก่อนแห่งผล เรียกว่า ชนกะ เพราะยังผลของตนให้เกิด
เรียกว่า สมุฏฐาปกะ เพราะให้เผล็ดผล และเรียกว่า นิพัตตกะ เพราะยัง
ผลให้เกิดขึ้น ฉันใด กิเลสชาติมีโลภะเป็นต้น ชื่อว่าเป็นรากเง่า เพราะอรรถ
ว่าเป็นที่ตั้ง (แห่งอกุศลทั้งหลาย) ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า บทว่า
อกุสลมูลานิ หมายความว่า เป็นเหตุให้ (อกุศลธรรมทั้งหลาย) สำเร็จความ
เป็นธรรมที่ตั้งไว้สมบูรณ์แล้ว.

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 340 (เล่ม 45)

ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความโลภที่ให้อกุศลทั้งหลายสำเร็จ
ความเป็นอกุศล เป็นมูลฐานของอกุศลทั้งหลาย มีโลภเป็นต้น เหมือนพืช
(พันธุ์) ของข้าวสาลีเป็นต้น เป็นมูลฐานของข้าวสาลีเป็นต้น และเหมือนน้ำ
ใสดุจแก้วมณี เป็นต้น เป็นมูลฐานของประกาย ของอัญญมณีเป็นต้น ฉะนั้น.
เมื่อเป็นเช่นนั้น ในรูปที่มีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน ไม่พึงมีความที่อกุศลธรรม
เหล่านั้น เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพราะว่า รูปที่มีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐานเหล่านั้น
ให้สำเร็จความเป็นอกุศลธรรมแก่มันไม่ได้ แต่ว่าไม่ใช่จะเป็นปัจจัยไม่ได้
สมจริง ดังคำที่ตรัสไว้ว่า เหตุเป็นปัจจัย โดยเหตุปัจจัย แก่ธรรมทั้งหลายที่
สัมปยุตด้วยเหตุ และรูปทั้งหลาย ที่มีธรรมสัมปยุตด้วยเหตุเหล่านั้น เป็น
สมุฏฐาน.
ก็ความที่มีโมหะเป็นอกุศล ไม่พึงมีแก่อเหตุกสัตว์ เพราะไม่มีรากเง่า
อย่างอื่น ที่ให้สำเร็จความเป็นอกุศล. อนึ่ง ความที่ธรรมทั้งหลายมีโลภะ
เป็นต้น เป็นอกุศลเป็นต้น สำเร็จแล้วโดยสภาวะพึงมีได้ แต่ความที่ธรรม
ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยโลภะเป็นต้นเหล่านั้นเป็นอกุศลเป็นต้น เป็นธรรม
เนื่องด้วยโลภะเป็นต้น พึงมีได้ดังนี้ แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ความที่อกุศลธรรม
ทั้งหลาย แม้มีอโลภะเป็นต้น เป็นกุศลสำเร็จได้โดยสภาวะ เหมือนความที่
โสภะเป็นต้น เป็นอกุศลสำเร็จได้โดยสภาวะนั้น ดังนั้น อโลภะเป็นต้น พึงเป็น
กุศลอย่างเดียว ไม่เป็นอัพยากฤตและไม่มีอยู่ด้วย. เพราะฉะนั้น นักศึกษา
ควรแสวงหาสภาพของกุศลธรรมเป็นต้น แม้ในรากเง่าทั้งหลายเหมือนใน
สัมปยุตธรรมทั้งหลาย. บัณฑิตพึงถือเอามูล (รากเง่านั่นแหละ) ว่าเป็นเหตุ
ดุจโยนิโสมนสิการเป็นต้น เป็นเหตุแห่งความเป็นกุศล (และ) ดุจอโยนิโส-
มนสิการเป็นต้น เป็นเหตุแห่งความเป็นอกุศล. เมื่อไม่ถือเอามูลฐานแห่งความ
โลภเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการยังความเป็นอกุศลให้สำเร็จ แล้วถือเอา

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 341 (เล่ม 45)

(มูลฐาน) ด้วยอำนาจแห่งการยังความเป็นธรรมที่ประดิษฐานไว้อย่างดีแล้ว ให้
สำเร็จอย่างนี้ ก็ไม่มีโทษอะไร. เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุและปัจจัยแล้ว
จะประดิษฐานมั่นคง เหมือนต้นไม้ที่มีรากแผ่ไพศาล ส่วนธรรมที่เว้นจากเหตุ
จะไม่ประดิษฐานมั่นคง เหมือนงาและสาหร่ายมีพืชเป็นต้น เพราะฉะนั้น
กิเลสทั้ง ๓ อย่าง จึงชื่อว่าเป็นอกุศลมูล เพราะเป็นมูลเหตุที่เป็นอุปการะ
แก่อกุศลธรรมทั้งหลาย โดยความหมายมีเหตุเป็นต้น. แต่เพราะเหตุที่จิต-
ตุปบาทที่เป็นอกุศลที่พ้นจากกิเลสที่เป็นรากเง่าย่อมไม่มี ฉะนั้น พึงทราบว่า
ด้วยกิเลสที่เป็นมูลทั้ง ๓ พระองค์ทรงแสดงคลุมเอากองอกุศลทั้งหมดไว้.
เพื่อจะทรงแสดงอกุศลมูลเหล่านั้น โดยสรุป จึงตรัสคำมีอาทิว่า โลโภ
อกุสลมูลํ ความโลภเป็นอกุศลมูล ดังนี้. บรรดาคำเหล่านั้น คำที่จะต้องกล่าว
ในความโลภเป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล้วทั้งนั้น ก็ใน
ตอนนั้นความโลภเป็นต้น อันมรรคที่ ๓ จะพึงฆ่ามีมาแล้ว แต่ในพระสูตรนี้
ความโลภเป็นต้น ไม่มีเหลือเลย นี่แหละเป็นข้อที่แตกต่างกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาดังต่อไปนี่ บทว่า ปาปเจตสํ ได้แก่
จิตลามก เพราะประกอบด้วยอกุศลธรรม. บทว่า หึสนฺติ ความว่า ย่อม
เบียดเบียนในขณะแห่งความเป็นไปของตน และในขณะแห่งวิบากในอนาคต.
บทว่า อตฺตสมฺภูตา ความว่า เกิดแล้วในตน. บทว่า ตจสารํ ได้แก่
ไม้มีหนาม อธิบายว่า ไม้ไผ่. บทว่า สมฺผลํ ได้แก่ ผลของตน. มีอธิบาย
ว่า ไม่เป็นไม้มีแก่นข้างใน เหมือนไม้ตะเคียน และไม้ประดู่ลายเป็นต้น
(แต่) เป็นไม้ไผ่เป็นต้น ที่ได้นามว่า ตจสาระ เพราะมีแก่นอยู่ข้างนอก คือ
ความโลภเป็นต้นที่เกิดในคนนั่นเอง จะยังบุคคลผู้มีจิตลามก ปราศจากแก่น
คือศีลในภายในให้พินาศไป เหมือนขุยไผ่ที่เกิดในตนนั่นเอง ย่อมเบียดเบียน
คือให้ต้นไผ่พินาศไป ฉะนั้น.

จบอรรถกถาอกุศลมูลสูตรที่ ๑

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 342 (เล่ม 45)

๒. ธาตุสูตร
ว่าด้วยธาตุ ๓ อย่าง
[๒๒๙] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตร
นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน ?
คือ รูปธาตุ ๑ อรูปธาตุ ๑ นิโรธธาตุ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุ ๓
อย่างนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตนนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ชนเหล่าใดกำหนดรู้รูปธาตุแล้ว ไม่
ดำรงอยู่ในอรูปธาตุ น้อมไปในนิโรธ
ชนเหล่านั้นเป็นผู้ละมัจจุเสียได้พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าผู้หาอาสวะนี้ได้ ถูกต้องอมต-
ธาตุอันหาอุปธิมิได้ ด้วยนามกาย แล้ว
กระทำให้แจ้งซึ่งการสละคืนอุปธิ ย่อม
แสดงบทอันไม่มีความโศก ปราศจากธุลี.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบธาตุสูตรที่ ๒

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 343 (เล่ม 45)

อรรถกถาธาตุสูตร
ในธาตุสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ธาตุโย ความว่า ชื่อว่าธาตุ เพราะหมายความว่า ทรงไว้
ซึ่งผล และสภาวะของตน. เพราะว่า บรรดาผล และสภาวะ ทั้ง ๒ อย่างนี้
สิ่งที่ให้เกิดผล ชื่อว่า ธาตุ เพราะหมายความว่า ทรงไว้ซึ่งผลของตน และ
สภาวะของตน นอกจากนี้ ชื่อว่า ธาตุ เพราะหมายความว่า ทรงไว้เฉพาะ
สภาวะอย่างเดียว. รูปภพ ชื่อว่า รูปธาตุ ที่มาของธาตุ พึงกำหนดด้วยภพ
ที่มาของภพ พึงกำหนดด้วยธาตุ ดังนั้น ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
การกำหนดด้วยภพ. เพราะฉะนั้น รูปธาตุ คือรูปาวจรธรรมที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า รูปาวจรธรรม คืออะไร ? คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ
ที่ท่องเที่ยวไปในภพนี้ คือนับเนื่องในภพนี้ โดยเบื้องต่ำ กำหนดเอาเทวโลก
เป็นที่สุด เบื้องบนกำหนดเทพ (พรหม) ชั้นอกนิฏฐา ไว้ในภายในธรรม
เหล่านี้ ชื่อว่ารูปาวจร.
อรูปภพ ชื่อว่า อรูปธาตุ ถึงในพระสูตรนี้ ก็ตรัสถึงการกำหนด
ด้วยภพ. ดังนั้น อรูปธาตุ คือ อรูปาวจรธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้อย่างนี้ว่า อรูปาวจรธรรม คืออะไร ? คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ
ที่ท่องเที่ยวไปในภพนี้ คือนับเนื่องในภพนี้โดยเบื้องต่ำกำหนดด้วยเทพ (พรหม)
ผู้เกิดในชั้นอากาสานัญจายตนะไว้ในภายใน เบื้องบนกำหนดด้วยเทพ (พรหม)
ที่เกิดในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อรูปาวจรธรรม.
พระนิพพาน พึงทราบว่า ชื่อว่า นิโรธธาตุ.

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 344 (เล่ม 45)

อีกนัยหนึ่ง ความเป็นไปแห่งธรรมที่ประกอบด้วยรูป คือเนื่องด้วยรูป
ชื่อว่า รูปธาตุ ได้แก่ ปัญจโวการภพ และเอกโวการภพ. กามภพและ
รูปภพทั้งสิ้น สงเคราะห์เข้ากับปัญจโวการภพและเอกโวการภพนั้น ความ
เป็นไปแห่งธรรม ที่เว้นจากรูป ชื่อว่า อรูปธาตุ ได้แก่ จตุโวการภพ.
อรูปภพ สงเคราะห์เข้ากับอรูปธาตุนั้น ดังนั้น ด้วยบททั้งสอง จึงเป็นอัน
ทรงแสดงถึงภพ ๓ อันเป็นไปในสังสารทั้งหมด. แต่ด้วยบทที่ ๓ ทรงสงเคราะห์
อสังขตธรรมเท่านั้น ดังนั้น ในสูตรนี้ มรรคและผลทั้งหลายจึงชื่อว่า เป็น.
ธรรมที่พ้นจาก ๓ ภพ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่าด้วยบททั้งสองว่า ธรรมที่
เป็นสภาวะของรูป ชื่อว่า รูปธาตุ ธรรมที่เป็นสภาวะของอรูป ชื่อว่า อรูปธาตุ
ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงถึงเบญจขันธ์โดยไม่มีส่วนเหลือ และว่า
ธรรมที่เป็นอารมณ์ของรูปตัณหา ชื่อว่า รูปธาตุ ที่เป็นอารมณ์ของอรูปตัณหา
ชื่อว่า อรูปธาตุ. คำทั้งหมดนั้น มิได้ทรงประสงค์เอาในสูตรนี้ เพราะฉะนั้น
พึงทราบเนื้อความตามนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า รูปธาตุํ ปริญฺญาย
ความว่า กำหนดรู้ความเป็นไปแห่งธรรมอันเนื่องด้วยรูป ด้วยปริญญา ๓
มีญาตปริญญาเป็นต้น. บทว่า อรูเปสุ อสณฺฐิตา ความว่า ไม่ประดิษฐาน
อยู่แล้ว คือไม่พัวพันอยู่ในธรรมทั้งหลายที่เป็นอรูปาวจร ด้วยอำนาจภวราคะ
และด้วยอำนาจภวทิฏฐิ. ภิกษุทั้งหลายสวดกันว่า อรูเปสุ อสณฺฑิตา ก็มี
ความหมายก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสการกำหนดรู้ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า นิโรเธ เย วิมุจฺ-
จนฺติ ความว่า ชนผู้เป็นพระขีณาสพเหล่าใด พ้นจากกิเลสโดยไม่มีเหลือ
ในพระนิพพานที่เป็นอารมณ์ด้วยสมุจเฉท (วิมุตติ) และปฏิปัสสัทธิ (วิมุตติ)

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 345 (เล่ม 45)

ด้วยสามารถแห่งมรรคผลชั้นสูง. บทว่า เต ชนา มจฺจุหายิโน ความว่า
ชนผู้เป็นพระขีณาสพเหล่านั้น ล่วงพ้นความตายได้แล้ว.
พระผู้มีพระเจ้า ครั้นทรงแสดง การบรรลุอมตธรรม โดยการ
ก้าวล่วงธาตุทั้ง ๓ อย่างนี้แล้ว เมื่อจะยังอุตสาหะในการบรรลุอมตธรรมนั้น
แก่ชนเหล่านั้นว่า ปฏิปทานี้ด้วย ทางที่เราตถาคตดำเนินไปแล้วด้วย เ รา
ตถาคตแสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลายดังนี้ จึงตรัสพระคาถาที่สอง (ต่อไป).
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน ความว่า ด้วยนามกาย (หรือ)
ด้วยมรรคและผลทั้งหลาย. บทว่า ผุสิตฺวา แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า
นิรูปธึ ความว่า เว้นจากอุปธิทุกอย่างมีขันธูปธิเป็นต้น. บทว่า อุปธิ-
ปฏินิสฺสคฺคํ ได้แก่ เหตุเป็นเครื่องสละ คือ อุปธิเหล่านั้นนั่นแหละ เพราะว่า
อุปธิทั้งหมด เป็นอันพระขีณาสพสละคืนแล้ว ด้วยการกระทำให้แจ้งซึ่งพระ-
นิพพาน ด้วยมรรคญาณ เพราะฉะนั้น การกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ด้วย
มรรคญาณนั้น จึงเป็นเหตุแห่งการสละคืนอุปธิเหล่านั้น. บทว่า สจฺฉิกตฺวา
ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หาอาสวะมิได้ ทรงกระทำ (อมตธาตุ) ให้
ประจักษ์แก่พระองค์ด้วยการเข้าผลสมาบัติ ตามกาลที่สมควร ทรงแสดงบท
คือ พระนิพพานนั่นแหละ ที่ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี เพราะฉะนั้น
บัณฑิตควรกระทำความขะมักเขม้น เพื่อบรรลุบท คือ พระนิพพานนั้น.
จบอรรถกถาธาตุสูตรที่ ๒

345