พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 326 (เล่ม 45)

สมาธิ เพราะมีสมาธิอันเป็นธรรมเอก คือประเสริฐที่สุดผุดขึ้น. ชื่อว่า
เอโกทิภูโต เพราะมีสมาธิอันเป็นธรรมเอกผุดขึ้น. พึงเห็นคำอันเป็นบท
แห่งภูตศัพท์ ในบทนี้ ดุจบทแห่งศัพท์ว่า อคฺคิอาหิตาทิ ไฟถูกจุดแล้ว . อีก
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอโกทิภูโต เพราะเป็นธรรมเอกผุดขึ้นคือถึงแล้ว. ใน
บทว่า เอโกทิ นี้ ท่านประสงค์เอาสมาธิอันเลิศ. ก็ในบทว่า สมาหิโต นี้
ได้แก่ วิปัสสนาสมาธิ พร้อมด้วยสมาธิอันมีฌานเป็นบาท. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
กาเลน คือโดยกาลแทงตลอดมรรค. บทว่า สมฺมา ธมฺมํ ปริวีมํสมาโน
ได้แก่ พิจารณาจตุสัจจธรรม ด้วยปริญญาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้)
เป็นต้นโดยชอบ คือ ตรัสรู้ด้วยเอกาภิสมัย (ตรัสรู้ธรรมเป็นเอก). บทว่า
เอโกทิภูโต ได้แก่ ชื่อว่า เอโกทิ เพราะเป็นธรรมเอก คือประเสริฐ
ไม่มีธรรมร่วมผุดขึ้น. ทำกิจ ๔ ให้สำเร็จ คือตั้งไว้โดยชอบ. ธรรมนั้นเป็น
ธรรมเอกผุดขึ้นแล้ว. บททั้งปวงเช่นกับบทก่อนนั่นเอง. บทว่า วิหเน ตมํ
โส ได้แก่ พระอริยสาวกผู้เป็นอย่างนี้นั้นพึงกำจัด คือพึงตัดความมืด คือ
อวิชชา ด้วยอรหัตมรรคโดยไม่เหลือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่การปฏิบัติไม่เป็นโมฆะ
ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงชี้ชวนให้มั่นคงในข้อนั้น จึงตรัสคาถา
สุดท้ายว่า ตสฺมา หเว ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะการเจริญสมถะและ
วิปัสสนาของผู้ตื่นอยู่ ด้วยการไม่อยู่ปราศจากสติเป็นต้น ย่อมถึงความบริบูรณ์
อริยมรรคย่อมปรากฏโดยลำดับ จากนั้นวัฏภัยทั้งหมดย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น.
บทว่า หเว คือ มั่นคงโดยส่วนเดียว. บทว่า ภเชถ แปลว่า พึงคบ.
อธิบายว่า ภิกษุคบธรรมเป็นเครื่องตื่นอยู่อย่างนี้ และประกอบด้วยคุณ มี

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 327 (เล่ม 45)

ความเป็นผู้มีความเพียรเป็นต้นทำลายสังโยชน์ พึงถูกต้อง คือพึงบรรลุสัม-
โพธิญาณอันยอดเยี่ยม ได้แก่ญาณอันเป็นผลเลิศ. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแล.
จบอรถกถาชาคริยสูตรที่ ๑๐
๑๑. อปายสูตร
ว่าด้วยชน ๒ พวก เกิดในอบาย
[๒๒๖] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชน ๒ พวกนี้จักเกิดในอบาย จักเกิดในนรก
เพราะไม่ละความประพฤติชั่วช้า ๒ พวกเป็นไฉน คือ ผู้ไม่ใช่พรหมจารีปฏิ-
ญาณว่าเป็นพรหมจารี ๑ ผู้ตามกำจัดชนผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์
บริบูรณ์ ด้วยอพรหมจรรย์อันไม่มีมูล ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชน ๒ พวกนี้แล
จักเกิดในอบาย จักเกิดในนรก เพราะไม่ละความประพฤติชั่วช้านี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ชนผู้กล่าวคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก
ก็หรือชนใดทำบาปกรรมแล้วกล่าวว่า ไม่-
ได้ทำ แม้คนทั้ง ๒ นั้น ย่อมเข้าถึงนรก
เหมือนกัน ชนทั้ง ๒ พวกนั้น เป็นมนุษย์
ผู้มีกรรมอันเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็น

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 328 (เล่ม 45)

ผู้เสมอกันในโลกหน้า คนเป็นอันมากอัน
ผ้ากาสาวะพันคอ มีธรรมอันลามกไม่สำ-
รวม คนลามกเหล่านั้นย่อมเข่าถึงนรก
เพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย ก้อนเหล็ก
ร้อนเปรียบด้วยเปลวไฟ อันผู้ทุศีลบริโภค
แล้ว ยังประเสริฐกว่า ผู้ทุศีล ไม่สำรวม
พึงบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะ
ประเสริฐอะไร.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.
จบอปายสูตรที่ ๑๑
อรรถกถาอปายสูตร
ในอปายสูตรที่ ๑๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปายิกา ชื่อว่า อบาย เพราะจักเกิดในอบาย. ชื่อว่า
นรก เพราะจักเกิดในนรก. บทว่า อิทมฺปหาย ได้แก่ เพราะไม่ละ
ความประพฤติชั่วช้า ๒ อย่างอันจะกล่าวถึงในบัดนี้. อธิบายว่า เพราะไม่สละ
วาจา จิต และทิฏฐิ อันเป็นไปแล้วด้วยการปฏิบัติมาอย่างนั้น ยกย่องมา
อย่างนั้น. บทว่า อพฺรหฺมจารี ความว่า ชื่อว่า พรหมจารี เพราะ
พระพฤติพรหมจรรย์ คือ ธรรมอันประเสริฐที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
พรหมจารี เพราะมีความประพฤติพรหมจรรย์อันประเสริฐที่สุด ชื่อว่า

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 329 (เล่ม 45)

อพฺรหฺมจารี เพราะไม่ใช่พรหมจารี. อธิบายว่า คนทุศีลเป็นพรหมจารีปลอม.
บทว่า พฺรหฺมจารีปฏิญฺโญ ได้แก่ มีปฏิญญาอย่างนี้ว่า เราเป็นพรหมจารี.
บทว่า ปริปุณฺณํ ได้แก่ ไม่พิกล เพราะไม่มีอวัยวะหักเป็นต้น. บทว่า ปริสุทฺธํ
ได้แก่ บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส. บทว่า อมูลเกน ได้แก่ ด้วยอพรหม-
จรรย์ คือ ด้วยความประพฤติไม่ประเสริฐ เว้นจากข้อมูลมีเหตุเป็นต้น คือ
เว้น จากการท้วงอันไม่มีมูลเหล่านั้น คือ ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว ได้รังเกียจแล้ว.
บทว่า อนุทฺธํเสติ ได้แก่ ทั้งที่รู้อยู่ว่า ผู้นี้บริสุทธิ์ ยังกำจัด รุกราน ท้วง
หรือด่า.
บทว่า อภูตวาที ได้แก่ ยังไม่เห็นโทษของผู้อื่นเลย กล่าวมุสาวาท
โดยไม่เป็นจริง ไร้ประโยชน์ แล้วตู่ผู้อื่น. บทว่า กตฺวา ได้แก่ ก็หรือผู้ใด
กระทำกรรมลามกแล้วยังกล่าวว่า เรามิได้ทำกรรมนี้. บทว่า อุโภปิ เต
เปจฺจ สมา ได้แก่ ชนแม้ ๒ พวกเหล่านั้น ครั้นไปสู่โลกอื่นจากโลกนี้แล้ว
เป็นผู้เสมอกันโดยคติ เพราะเข้าถึงนรก. ในนรกนั้นกำหนดคติของชน ๒ พวก
ไว้ แต่ไม่ได้กำหนดอายุของพวกเขาไว้. เพราะคนทำบาปมาก ย่อมไหม้ใน
นรกนาน คนทำบาปน้อย ย่อมไหม้ในนรกตลอดกาลเล็กน้อย ก็เพราะกรรม
ของชน ๒ พวกเหล่านั้น ลามกเหมือนกัน ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ ชนทั้ง ๒ เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทรามละโลก
นี้ไปแล้ว ดังนี้. ควรเชื่อมบทว่า ปรตฺถ ด้วยบทว่า ปรโต เปจฺจ ดังนี้ .
อธิบายว่า ผู้มีกรรมเลวทรามละไปแล้ว คือ ไปจากโลกนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้
เสมอกันในโลกหน้า ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงวิบากแห่งมุสาวาทอันเป็นไป
แล้ว ด้วยการกล่าวตู่คำที่ไม่เป็นจริง และปกปิดโทษที่เป็นจริง บัดนี้ เพื่อให้

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 330 (เล่ม 45)

เกิดสังเวชด้วยการเห็นวิบากแห่งกรรมชั่ว ของภิกษุชั่วมากซึ่งนั่งอยู่ในที่นั้น
จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ด้วยประการฉะนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กาสาวกณฺฐา ได้แก่ มีคอพันด้วยผ้ากาสาวะ
เพราะมีรสฝาดและสีเหลือง. บทว่า ปาปธมฺมา ได้แก่ ธรรมลามก. บทว่า
อสฺญฺญตา ได้แก่ เว้นจากการสำรวมทางกายเป็นต้น . บทว่า ปาปา ได้แก่
บุคคลลามกเห็นปานนั้น เกิดด้วยกรรมลามก ย่อมเสวยทุกข์ใหญ่ตามนัยที่กล่าว
แล้วในลักขณสังยุตมีอาทิว่า แม้ร่างกายของเขาก็ร้อนโพลง มีไฟลุก แม้สังฆาฏิ
ก็ร้อน ดังนี้.
ในคาถาที่ ๓ พึงทราบความย่อต่อไปนี้. บทว่า ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย
ได้แก่ คนทุศีล คือ ไม่มีศีล ไม่สำรวมด้วยกายเป็นต้น ปฏิญาณว่าเราเป็น
สมณะ รับก้อนข้าวที่ชาวแว่นแคว้นให้ด้วยศรัทธา บริโภคก้อนเหล็กร้อนมี
แสงไฟอันผู้ทุศีลบริโภคยังประเสริฐกว่า คือ ดีกว่าคนทุศีลนั้น. ถามว่า เพราะ
เหตุไร. ตอบว่า เพราะการบริโภคก้อนเหล็กเป็นเหตุ เขาก็พึงไหม้ในอัตภาพ
เดียวเท่านั้น. ส่วนคนทุศีลบริโภคของที่เขาให้ด้วยศรัทธา เขาพึงไปเกิดในนรก
หลายร้อยชาติ.
จบอรรถกถาอปายสูตรที่ ๑๑
๑๒. ทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยเรื่องทิฏฐิพัวพันพาไป
[๒๒๗] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 331 (เล่ม 45)

มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอันทิฏฐิ ๒ อย่าง
พัวพันแล้ว บางพวกย่อมติดอยู่ บางพวกย่อมแล่นเลยไป ส่วนพวกที่มีจักษุ
ย่อมเห็น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมติดอยู่อย่างไรเล่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายมีภพเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วใน
ภพ เพลิดเพลินด้วยดีในภพ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับภพ จิต
ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ดำรงอยู่
ด้วยดี ย่อมไม่น้อมไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อม
ติดอยู่อย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมแล่นเลยไปอย่างไร
เล่า ก็เทวดาและมนุษย์บางพวกอึดอัด ระอา เกลียดชังอยู่ด้วยภพนั่นแล
ย่อมเพลิดเพลินความขาดสูญว่า แน่ะท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อใด
คนนี้เมื่อตายไป ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่เกิดอีก
นี้ละเอียด นี้ประณีต นี้ถ่องแท้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวก
ย่อมแล่นเลยไปอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็นอย่างไรเล่า ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ย่อมเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็น (ขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว)
จริง ครั้นเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็นจริง ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความ
เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็นอย่างนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 332 (เล่ม 45)

อริยสาวกใดเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว
และธรรมเป็นเครื่องก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่
เกิดแล้วโดยความเป็นจริง ย่อมน้อมไปใน
นิพพานตามความเป็นจริงเพราะภวตัณหา
หมดสิ้นไป ถ้าว่าอริยสาวกนั้นกำหนดรู้
ขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว ปราศจากตัณหาในภพ
น้อยและภพใหญ่แล้วไซร้ ภิกษุทั้งหลาย
ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ เพราะความไม่เกิด
แห่งอัตภาพที่เกิดแล้ว.
เนื้อควานแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.
จบทิฏฐิสูตรที่ ๑๒
จบวรรคที่ ๒
อรรถกถาทิฏฐิสูตร
ในทิฏฐิสูตรที่ ๑๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเตหิ นี้ ทิฏฺฐิคต ก็คือทิฏฐินั่นแหละ ดุจ
ในบทมีอาทิว่า คูธคตํ มุตฺตคตํ (คูถ มูตร) ดังนี้. ทิฏฐิทั้งหลายอันมี
ฐานะเป็นทิฏฐิ เพราะเป็นเพียงถึงทิฏฐิโดยประการที่ว่างจากอาการถือเอา ด้วย
ทิฏฐิเหล่านั้น. บทว่า ปริยุฏฺฐิตา ได้แก่ ครอบงำหรือพัวพัน. ศัพท์ว่า

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 333 (เล่ม 45)

ปริยุฏฐาน มีอรรถว่า พัวพันดุจในบทมีอาทิว่า โจรา มคฺเค ปริยุฏฺฐึสุ
พวกโจรดักอยู่ที่หนทาง ดังนี้. บทว่า เทวา ได้แก่ อุบัติเทพ. ก็อุบัติเทพ
เหล่านั้นท่านเรียกว่า เทวา เพราะเล่น คือ เล่นด้วยกามคุณอันยิ่งและสูงสุด
และด้วยฌานเป็นต้น หรือถึง คือ บรรลุประโยชน์ที่ตนปรารถนาด้วยอานุภาพ
แห่งฤทธิ์. ชื่อว่า มนุสฺสา เพราะเป็นผู้มีใจสูง. อนึ่ง บทนี้ท่านกล่าวด้วย
การชี้แจงเป็นเยี่ยมเหมือนอย่างที่ว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาแห่ง
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า โอลิยนฺติ เอเก ความว่า เทวดาและ
มนุษย์บางพวกย่อมพัวพัน ย่อมติด ย่อมถึงการซบ ย่อมไม่ออกไปจากนั้น
ด้วยควานเห็นว่าเที่ยง อันเป็นการติดและการยึดมั่นในภพทั้งหลายว่า สสฺสโต
อตฺตา จ โลโก จ ตน และโลกเที่ยง ดังนี้. บทว่า อติธาวนฺติ
ความว่า ไม่ถือความสัมพันธ์โดยความเป็นเหตุผลของสภาวธรรม แม้มีสภาพ
ทำลายไปโดยปรมัตถ์ ย่อมแล่นไปในภพนั้น ๆ เอง ด้วยการถือแม้นัยอันเป็น
ความต่างกัน เพราะฉะนั้น ย่อมแล่นไป คือ ก้าวล่วงความเป็นธรรมในการ
ทักท้วง การปฏิบัติเพื่อดับภพในความสูญว่า อุจฺฉิชฺชติ อตฺตา จ โลโก จ
นโหติ ปรมฺมรณา ตนและโลกย่อมขาดสูญ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่มี.
จ ศัพท์ในบทว่า จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสติ ลงในอรรถแย้งกัน. ก็เทวดาและ
มนุษย์ผู้มีปัญญาจักษุด้วยความแก่กล้าของญาณ แห่งการถึงพร้อมด้วยการ
ประกอบในเบื้องตน ไม่อาศัยที่สุดทั้งสอง คือ ความเที่ยง และความขาดสูญ
ด้วยปัญญาจักษุนั้นแล กระทำให้ประจักษ์ด้วยการเห็นข้อปฏิบัติสายกลาง. จริงอยู่
เทวดา เละมนุษย์เหล่านั้นย่อมเห็นโดยไม่คิดว่า ธรรมชาตินี้อาศัยเพียงนามรูป
เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เที่ยงก็ไม่ใช่ แม้ขาดสูญก็ไม่ใช่ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า กถญฺจ ภิกฺขเว ดังนี้ เพื่อ
ทรงแสดงถึงความติดเป็นต้น โดยบุคลาธิษฐาน ด้วยประการฉะนี้.

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 334 (เล่ม 45)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ภวา ได้แก่ กามภพ รูปภพ อรปภพ. ยังมี
ภพอื่นอีก ๓ คือ สัญญีภพ (ภพของผู้มีสัญญา) อสัญญีภพ (ภพของผู้ไม่มี-
สัญญา) เนวสัญญีนาสัญญีภพ (ภพของผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่).
ยังมีภพอื่นอีก ๓ คือ เอกโวการภพ (ภพของผู้มีขันธ์เดียว) จตุโวการภพ
(ภพของผู้มีขันธ์ ๔) ปัญจโวการภพ (ภพของผู้มีขันธ์ ๕). ชื่อว่า ภวารามา
เพราะยินดีพอใจด้วยภพเหล่านั้น ชื่อว่า ภวรตา เพราะยินดี คือยินดียิ่งใน
ภพทั้งหลาย. ชื่อว่า ภวสมุทฺทิตา เพราะเพลิดเพลินด้วยดีในภพทั้งหลาย.
บทว่า ภวนิโรธาย ได้แก่เพื่อดับภพเหล่านั้นให้สิ้นสุด คือ เพื่อไม่ให้เกิดต่อ
ไป. บทว่า ธมฺเม เทสิยมาเน ได้แก่ เมื่อนิยยานิกธรรม อันพระตถาคต
ทรงประกาศแล้ว คือ ทรงบอกอยู่. บทว่า น ปกฺขนฺทติ ได้แก่
จิตไม่เข้าไป คือ ไม่หยั่งลง เพราะมีความหดหู่เป็นธรรมดาเพราะยึดมั่น
ในความเป็นของเที่ยง. บทว่า น ปสีทติ ได้แก่ ไม่ถึงความเลื่อมใส คือ
ไม่เชื่อธรรมนั้น. บทว่า น สนฺติฏฺฐติ ได้แก่จิตไม่ดำรงอยู่ คือ ไม่ตั้งอยู่
ไม่น้อมไปในเทศนานั้น. เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมคิดอยู่ในภพด้วยความ
ยึดมั่นในความเป็นของเที่ยง. บทว่า อฏฺฏิยมานา ความว่า เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายเห็นชราโรคและมรณะเป็นต้น และการฆ่า การจองจำ การตัดเป็นต้น
แล้วถูกความทุกข์เหล่านั้นบีบคั้นด้วยภพ อันมีทุกข์เหล่านั้นพร้อม เป็นผู้ยึด
มั่นในทุกข์. บทว่า หรายมานา ได้แก่ ระอา. บทว่า ชิคุจฺฉมานา ได้แก่
เผาอยู่โดยเป็นของปฏิกูล. บทว่า วภวํ ได้แก่ความขาดสูญ บทว่า อภินนฺทติ
ได้แก่ย่อมเพลิดเพลินเพราะความพะวง ด้วยความยินดีตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า
ยโต โข กิร โภ เป็นต้น แสดงถึงอาการยินดีของเทวดาและมนุษย์
เหล่านั้น.

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 335 (เล่ม 45)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโต แปลว่า เมื่อใด. บทว่า โภ เป็นอาลปนะ.
บทว่า อยํ อตฺตา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงสิ่งที่พระองค์กำหนดด้วย
ความเป็นตัวการเป็นต้น. บทว่า อุจฺฉิชฺชติ แปลว่าขาดสูญ บทว่า วินฺสสติ
ได้แก่ไม่ปรากฏ ถึงความพินาศ คือ ความไม่มี. บทว่า น โหติ ปรมฺมรณา
ได้แก่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก. บทว่า เอตํ สนฺตํ ได้แก่ความขาดสูญเป็นต้น
ของตนนี้ ชื่อว่า สงบ เพราะสงบจากอารมณ์ทั้งปวงและเพราะสงบจากความ
เดือนร้อนทั้งปวง ชื่อว่า ประณีต เพราะความเป็นของละเอียด ชื่อว่า ถ่องแท้
เพราะไม่ผิดจากความจริง. ในบทเหล่านั้น เทวดาและมนุษย์กล่าวบททั้งสองนี้
ว่า สนฺตํ ปณีตํ ด้วยความยินดียิ่งในตัณหา. กล่าวบทว่า ยาถาวํ ด้วยความ
ยินดียิ่งในทิฏฐิ. กล่าวบทว่า เอวํ ด้วยยึดมั่นในความขาดสูญตามที่กล่าวแล้ว
อย่างนี้. บทว่า ภูตํ ได้แก่ขันธบัญจก. ด้วยว่า ขันธบัญจักนั้นท่านกล่าวว่า
ภูตํ เพราะเกิดด้วยปัจจัยและเพราะมีอยู่โดยปรมัตถ์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภูตมิทํ ภิกฺขเว สมนุปสฺสถ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงพิจารณาขันธบัญจกนี้. ภิกษุย่อมเห็นโดยความเป็นจริง โดยไม่
วิปริต โดยมีลักษณะและโดยสามัญลักษณะ. เพราะขันธบัญจกนี้เป็นเพียงนาม-
รูป อธิบายว่า ภิกษุย่อมเห็นขันธบัญจกนี้เป็นเพียงนามรูป ด้วยการเห็นนามรูป
พร้อมด้วยปัจจัยอย่างนี้ ในนามรูปนั้น ธรรมทั้งหลายมีปฐวีธาตุเป็นต้น เหล่านี้
เป็นรูป ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นเหล่านี้เป็นนาม ขันธบัญจกเหล่านี้เป็น
ลักษณะเป็นต้นของนามรูปเหล่านั้น อวิชชาเป็นต้นเหล่านั้นเป็นปัจจัยของนาม-
รูปเหล่านั้น และด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้ทั้งหมด
ไม่มีแล้วเกิดมี มีแล้วเสื่อม เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายจึงไม่เที่ยง เพราะไม่
เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ จึงเป็นอนัตตา ดังนี้. ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้เป็นอันทรงแสดงวิปัสสนาภูมิ อันมีตรุณวิปัสสนา (วิปัสนาอย่างอ่อน)
เป็นที่สุด.

335