ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 316 (เล่ม 45)

ปัญญายิ่ง มีวิมุตติเป็นสาระ มีสติเป็นใหญ่อยู่เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
เธอทั้งหลายมีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญายิ่ง มีวิมุตติเป็นสาระ มีสติเป็น
ใหญ่อยู่ พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบัน
หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
เรากล่าวมุนีผู้มีสิกขาบริบูรณ์ มี
ความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา มีปัญญายิ่ง มี
ปกติเห็นที่สุด คือความสิ้นไปแห่งชาติ
ผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุดนั้นแล ว่า
ผู้ละมาร ผู้ถึงฝั่งแห่งชรา เพราะเหตุนั้น
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดี
ในฌาน มีจิตตั้งมั่นแล้วในกาลทุกเมื่อ
มีความเพียร มีปกติเห็นที่สุด คือ ความ
สิ้นไปแห่งชาติ ครอบงำมารพร้อมด้วย
เสนาได้แล้ว เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งชาติ และ
มรณะ.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.
จบสิกขาสูตรที่ ๙

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 317 (เล่ม 45)

อรรถกถาสิกขาสูตร
ในสิกขาสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า สิกฺขา ในบทว่า. สิกฺขานิสํสา นี้ เพราะต้องศึกษา.
สิกขานั้นมี ๓ อย่าง คือ อธิสีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑
ซึ่งว่า สิกฺขานิสํสา เพราะมีสิกขา ๓ อย่างนั้นเป็นอานิสงส์ มิใช่ลาภ สักการะ
และความสรรเสริญ บทว่า วิหรถ ได้แก่ เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสิกขาเป็น
อานิสงส์อยู่เถิด. อธิบายว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้เห็นอานิสงส์ในสิกขา ๓ อย่าง
นั้น คือ เห็นอานิสงส์ที่ควรจะได้ด้วยสิกขา ๓ อย่างนั้นอยู่เถิด. บทว่า
ปญฺญตรา ความว่า ชื่อว่า มีปัญญายิ่ง เพราะในสิกขา ๓ อย่างนั้นมี
ปัญญา ได้แก่ อธิปัญญาสิกขา มีปัญญานั้นยิ่ง คือ เป็นประธานประเสริฐสุด.
อธิบายว่า ผู้ที่มีสิกขาเป็นอานิสงส์อยู่ เป็นผู้มีปัญญายิ่ง ดังนี้. บทว่า วิมุตฺติ-
สารา ได้แก่ ชื่อว่า มีวิมุตติเป็นสาระ เพราะมีวิมุตติอันได้แก่ อรหัตผลเป็น
สาระ. อธิบายว่า ถือเอาวิมุตติตามที่กล่าวแล้วนั่นแล โดยความเป็นสาระแล้ว
ตั้งอยู่. จริงอยู่ ผู้ที่มีสิกขาเป็นอานิสงส์และมีปัญญายิ่ง ย่อมไม่ปรารถนาภพวิ-
เศษ. อีกอย่างหนึ่ง ชนทั้งหลายหวังความเจริญ ย่อมปรารถนาวิมุตติเท่านั้นโดย
ความเป็นสาระ. บทว่า สตาธิปเตยฺยา ได้แก่ชื่อว่า มีสติเป็นใหญ่ เพราะ
มีสติเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่า ทำให้เจริญ. อธิปติ นั่นแลทำให้เป็น อธิปเตยฺยํ
อธิบายว่า มีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ ขวนขวายในการเจริญสมถะและวิปัสสนา
ด้วยหลักวิปัสสนามีกายานุปัสสนาเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความในบทนี้
อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสิกขาเป็นอานิสงส์
กระทำการศึกษาสิกขา ๓ อย่าง ในการได้ขณะที่ได้ยากเห็นปานนี้ ให้เป็น

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 318 (เล่ม 45)

อานิสงส์อยู่เถิด และเมื่ออยู่อย่างนี้ จงเป็นผู้มีปัญญายิ่ง คือ ยิ่งด้วยปัญญา
จงเป็นผู้ประกอบด้วยโลกุตรปัญญาอยู่เถิด ครั้นเป็นอย่างนี้แล้ว จงเป็นผู้มี
วิมุติเป็นสาระ มีนิพพานเป็นสาระ ไม่มีอย่างอื่นเป็นสาระอยู่เถิด ข้อที่เธอ
ทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติเป็นใหญ่ จงเป็นผู้ขวนขวายในการเจริญสติปัฏฐาน หรือ
จงเป็นผู้มีจิตมีสติรักษาในที่ทั้งปวงอยู่เถิด นั้นเป็นอุบายของความเป็นอย่างนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชักชวนภิกษุทั้งหลายในสิกขา ๓ ด้วยประการ
ฉะนี้ ทรงแสดงถึงอุบายที่จะให้สิกขา ๓ ที่ควรศึกษาถึงความบริบูรณ์โดย
สังเขป บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศถึงความปฏิบัตินั้นไม่เป็นโมฆะด้วยเห็นผล
วิเศษของผู้ปฏิบัติตามที่ได้สอนไว้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สิกฺขานิสํสานํ ดังนี้
ข้อนั้นมีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้ว.
ในคาถาทั้งหลายมีอธิบายดังต่อไปนี้ บทว่า ปริปุณฺณสิกฺขํ ได้แก่
พระอเสกขะผู้มีสิกขาบริสุทธิ์ด้วยการบรรลุผลอันเลิศ. วิมุตติทั้งหลายอันกำเริบ
ท่านเรียกว่า หานธรรม (มีความเสื่อมเป็นธรรมดา) ในบทว่า อปหานธมิมํ
นี้. ก็ปหานธรรม ได้แก่ มีความเสื่อมเป็นธรรม มีความกำเริบเป็นธรรมดา.
ชื่อว่า อปหานธมฺโม เพราะไม่มีความเสื่อมเป็นธรรมดา. บาลีว่า อกุปฺป-
ธมฺโม อปหานธมฺโม ดังนี้บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน. ชื่อว่า ขยนฺโต
เพราะมีความสิ้นไปเป็นที่สุด. ความสิ้นไปแห่งชาติ ชื่อว่า ชาติขยนฺโต
ได้แก่ นิพพานนั้นเอง. ชื่อว่า ชาติขยนฺตทสฺสี เพราะเห็นนิพพานนั้น.
บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะที่สุดแห่งการถึงฝั่งแห่งชรานี้ เป็นอานิสงส์
แห่งการทำสิกขาให้บริบูรณ์. บทว่า สทา คือ ตลอดกาลทั้งหมด. บทว่า
ณานรตา ได้แก่ ยินดีแล้วในฌาน ๒ อย่าง คือ ลักขณูปนิชฌาน (การ
เข้าไปเพ่งลักษณะ) ๑ อารัมมณูปนิชฌาน (การเข้าไปเพ่งอารมณ์) ๑ คือ

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 319 (เล่ม 45)

มีจิตตั้งมั่นจากฌานนั้น. บทว่า มารํ สเสนํ อภิภุยฺย ได้แก่ ครอบงำ
มาร ๔ อย่างพร้อมด้วยเสนามาร อันได้แก่ เสนา คือ กิเลส และเสนา คือ
ความพินาศ ไม่ให้เหลือ. จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายท่านเรียกว่า เสนา เพราะ
เข้าถึงความเป็นสหายแม้ของเทวบุตตมารในการฆ่าคุณความดี อนึ่ง ความพินาศ
มีโรคเป็นต้น ก็เป็นเสนาของมัจจุมาร. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า
กามา เต ปฐมา เสนา ทุติยา อรติ วุจฺจติ
ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ
ปญฺจมี ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺฐา ภิรู ปวุจฺจติ
สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ จ อฏฺฐโม
โลโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉา ลทฺโธ จ โย ยโส
โย จตฺตานํ สมุกฺกํโส ปเร จ อวชานติ
เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหฺสสาภิปฺปหาริณี
น นํ อสุโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขํ
กามทั้งหลายเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า
เป็นเสนาที่ ๑ ความริษยาเป็นเสนาที่ ๒
ความอยากความกระหายเป็นเสนาที่ ๓
ตัณหาเป็นเสนาที่ ๔ ถีนมิทธะเป็นเสนาที่
๕ ความขลาดเป็นเสนาที่ ๖ ความสงสัย
เป็นเสนาที่ ๗ ความลบหลู่ ความหัวดื้อ
ความโลภ ความสรรเสริญ สักการะ ความ
เห็นผิด ยศที่ได้รับแล้ว การยกตน และ
การข่มผู้อื่นเป็นเสนาที่ ๘ สารทำลายนั้น

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 320 (เล่ม 45)

เป็นเสนาของท่าน มีปกติทำลายความ
ชั่วร้าย อสูรชนะมารนั้นไม่ได้ ก็ครั้น
ชนะได้แล้ว ย่อมได้ความสุข.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา
ควรทำความเพียร ในวันนี้ทีเดียว
ใครจะรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะ
การผัดเพี้ยนความตายอันมีเสนาใหญ่นั้น
ของเราทั้งหลายมีไม่ได้เลย ดังนี้.
บทว่า ภวถ ชาติมรณสฺส ปารคา ได้แก่ เธอทั้งหลายจงเป็น
ผู้ถึงฝั่งแห่งชาติและมรณะ คือ ถึงนิพพานเถิด.
จบอรรถกถาสิกขาสูตรที่ ๙
๑๐. ชาคริยสูตร
ว่าด้วยผู้ตื่นอยู่ มีผล ๒ อย่าง
[๒๒๕] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพึงเป็นผู้มีความเพียรเป็นเครื่องตื่น
มีสติสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น เบิกบาน ผ่องใส และพึงเป็นผู้เห็นแจ้งใน
กุศลธรรมทั้งหลาย สมควรแก่กาลในการประกอบกรรมฐานนั้นเนือง ๆ เถิด

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 321 (เล่ม 45)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีความเพียรเป็นเครื่องตื่น มีสติสัมปชัญญะ
มีจิตตั้งมั่น เบิกบาน ผ่องใส เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลายสมควรแก่กาล
ในการประกอบกรรมฐานนั้นเนือง ๆ พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ อรหัตผลในปัจจุบันหรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ความเป็นพระอนาคามี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
เธอทั้งหลายคืนอยู่ จงฟังคำนี้ เธอ
เหล่าใดผู้หลับแล้ว เธอเหล่านั้นจงตื่น
ความเป็นผู้ตื่นจากความหลับเป็นคุณประ-
เสริฐ เพราะภัยย่อมไม่มีแก่ผู้ตื่นอยู่ ผู้ใด
ตื่นอยู่ มีสติสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น
เบิกบาน และผ่องใส พิจารณาธรรมอยู่
โดยชอบโดยกาลอันควร ผู้นั้นมีสมาธิ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแล้ว พึงกำจัดความ
มืดเสียได้ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุพึงคบ
ธรรมเครื่องเป็นผู้ตื่น ภิกษุผู้มีความเพียร
มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน มีปกติได้
ฌาน ตัดกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ด้วย
ชาติและชราได้แล้ว พึงถูกต้องญาณอัน
เป็นเครื่องตรัสรู้อย่างยอดเยี่ยมในอัตภาพ
นี้แล.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบชาคริยสูตรที่ ๑๐

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 322 (เล่ม 45)

อรรถกถาชาคริยสูตร
ในชาคริยสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชาคโร ได้แก่ เป็นผู้มีความเพียรเป็นเครื่องตื่น คือ
ปราศจากความหลับ ประกอบความเพียร ขวนขวายในการมนสิการกรรมฐาน
ตลอดคืนและวัน. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุในศาสนานี้
ชำระจิตจากอาวรณียธรรม (ธรรมเครื่องกัน) ด้วยการนั่งจงกรมตลอดวัน
ชำระจิตจากอาวรณียธรรม ด้วยการนั่งจงกรมตลอดปฐมยามของราตรี สำเร็จ
สีหไสยาโดยข้างเบื้องขวาตลอดมัชฌิมยามของราตรี มีสติสัมปชัญญะด้วยการ
ทับเท้าด้วยเท้า มนสิการถึงอุฏฐานสัญญา (ความสำคัญในการลุกขึ้น) แล้ว
ชำระจิตจากอาวรณียธรรม ด้วยการลุกขึ้นนั่งจงกรมตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี
อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ประกอบความเพียร เป็นเครื่องตื่นอยู่ตลอดราตรีต้น
และราตรีปลาย.
จ ศัพท์เป็นสัมปิณฑนัตถะ (มีอรรถรวบรวม). เมื่อพูดตั้งร้อย
เป็นต้น ย่อมประมวลด้วย จ ศัพท์. บทว่า อสฺส แปลว่า พึงเป็น. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ชาคโร จ ภิกฺขุ วิหเรยฺย ภิกษุพึงมีความเพียรอยู่.
บทว่า สโต ได้แก่ มีสติโดยไม่อยู่ปราศจากสติ ด้วยไม่ละกรรมฐานในที่
ทั้งปวง และโดยกาลทั้งปวง. บทว่า สนฺปชาโน ได้แก่ มีสัมปชัญญะด้วย
อำนาจแห่งสัมปชัญญะ ๔ อย่าง อันเป็นไปในฐานะของสัตว์. บทว่า สมาหิโต
ได้แก่มีจิตตั้งมั่น คือมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.
บทว่า ปมุทิโต ได้แก่ เบิกบาน คือมากด้วยความปราโมทย์ เพราะเห็น
อานิสงส์แห่งการปฏิบัติ และเพราะเห็นการปรารภความเพียรไม่เป็นโมฆะ

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 323 (เล่ม 45)

ด้วยการบรรลุความวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป. บทว่า วิปฺปสนฺโน ได้แก่ ผ่องใส
ด้วยดี เพราะเป็นผู้มากด้วยศรัทธา ในสิกขาอันเป็นข้อปฏิบัติจากความเบิกบาน
นั้น และในพระศาสนาผู้ทรงแสดงข้อปฏิบัติ. พึงเชื่อมความว่า สพฺพตฺถ
อสฺส พึงมีในที่ทั้งปวง. หรือเชื่อม สพฺพตฺถ วิหเรยฺย พึงอยู่ในที่ทั้งปวง.
บทว่า ตตฺถ กาลวิปสฺสี จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ เห็นแจ้ง
ในกาลนั้น หรือเห็นแจ้งสมควรแก่กาลในการประกอบกรรมฐานนั้น. ถามว่า
ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ตอบว่า ภิกษุเริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วพิจารณา ด้วยการ
พิจารณาเป็นกลุ่มก้อนเป็นต้น เว้นอสัปปายธรรม ๗ มีอาวาสเป็นต้น แล้วเสพ
สัปปายธรรม ไม่ถึงความสิ้นสุดลงในระหว่าง มีตนส่งไปแล้ว กำหนดอาการ
ที่จิตตั้งมั่น ประพฤติอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ในลำดับโดยเคารพ พึงเป็นผู้
เห็นแจ้ง สมควรแก่กาลในกาลนั้น ๆ หรือในการประกอบกรรมฐานนั้นอย่างนี้
คือ ในกาลใดวิปัสสนาจิตหดหู่ ในกาลนั้นพึงเห็นแจ้ง ในโพชฌงค์มีธัมม-
วิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์ ก็ในกาลใดจิตฟุ้งซ่าน
ในกาลนั้นพึงเห็นแจ้งในธรรมคือโพชฌงค์ อันหาโทษมิได้เป็นกุศล ได้แก่
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดังนี้. แต่
สติสัมโพชฌงค์พึงปรารถนาในทุก ๆ กาลทีเดียว สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพติถกํ วทามิ ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย เรากล่าวว่าสติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ดังนี้ . ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงความเพียรเป็นเครื่องตื่น ด้วยเทศนา
อันเป็นบุคลาธิษฐาน แล้วจึงทรงประกาศธรรมอันมีการประกอบความเป็น
เครื่องตื่นสมบูรณ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวาระแห่งการพิจารณา พร้อมด้วย
อุบการกธรรม (ธรรมเกื้อหนุนกัน ) ของภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนา โดยสังเขปแล้ว

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 324 (เล่ม 45)

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงความไม่ดูแคลน ต่อการปฏิบัติของผู้ปฏิบัติอยู่อย่างนั้น
จึงตรัสคำมีอาทิว่า ชาครสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ดังนี้.
การยึดถือสติสัมปชัญญะในการประกอบความเพียรนั้น นำมาซึ่งความ
บันเทิงและความเลื่อมใส อันจำปรารถนาในที่ทั้งปวง. การถือเอาห้องแห่ง
วิปัสสนาอันถึงความแก่กล้าแล้ว ชื่อว่า วิปัสสนาสมควรแก่กาลในการประกอบ
กรรมฐานนั้น. เมื่อวิปัสสนาญาณกล้าแข็งดำเนินไปตามวิถี พ้นจากอุปกิเลส
แล้วนำไปอยู่ ความปราโมทย์ยิ่งและความเลื่อมใสของพระโยคี ย่อมมีในที่
ใกล้แห่งการบรรลุธรรมวิเศษ ด้วยความปราโมทย์และความเลื่อมใสนั้น. สมดัง
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ลภติ ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ
ปามุชฺชพหุโล ภิกฺขุ ปสนฺโน พทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ
เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นความเกิด
และความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งหลาย เมื่อนั้น
ผู้รู้แจ้งอมตธรรมนั้น ย่อมได้ปีติและปรา-
โมทย์ ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์
เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พึงบรรลุทาง
อันเป็นความสงบ อันเข้าไปสงบสังขาร
นำความสุขมาให้ ดังนี้.
บทว่า ชาครนฺตา สุณาเถตํ ความว่า เธอทั้งหลายตื่นอยู่ เพื่อตื่น
จากความหลับคือความประมาท ความหลับคืออวิชชาโดยส่วนเดียวเท่านั้น
คือประกอบความเพียรด้วยการขวนขวายธรรม มีสติสัมปชัญญะเป็นต้น จงฟัง

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 325 (เล่ม 45)

คำของเรานี้. บทว่า เย สุตฺตา เต ปพุชฺฌถ ความว่า เธอเหล่าใดเป็น
ผู้หลับ คือ เข้าถึงความหลับ ด้วยการนอนหลับตามที่กล่าวแล้ว เธอเหล่านั้น
จงยึดอินทรีย์ พละและโพชฌงค์ ด้วยการประกอบความเพียรแล ขวนขวาย
วิปัสสนา จงตื่นจากหลับนั้นด้วยการปฏิบัติความไม่ประมาทเถิด. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า ชาครนฺตา คือ เป็นนิมิตแห่งความเพียรเป็นเครื่องตื่น บทว่า เอตํ
ในบทว่า สุณาเถตํ นี้ ท่านกล่าวไว้แล้ว. ถามว่า คำนั้นคืออะไร. ตอบว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า เย สุตฺตา เต ปพุชฺฌถ เธอเหล่าใดหลับ
เธอเหล่านั้นจงตื่น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เย สุตฺตา ได้แก่ เธอเหล่าใดหลับแล้ว
ด้วยการนอนหลับคือกิเลส เธอเหล่านั้นจงตื่น ด้วยการตรัสรู้อริยมรรค. บทว่า
สุตฺตา ชาคาริยํ เสยฺโย นี้ เป็นคำกล่าวถึงเหตุแห่งการตรัสรู้. เพราะความ
เป็นผู้ตื่น คือการตื่นมีประการดังกล่าวแล้ว จากการหลับดังกล่าวแล้ว เป็น
คุณประเสริฐ คือน่าสรรเสริญ นำประโยชน์สุขมาให้แก่กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์
ฉะนั้น เธอทั้งหลายจงตื่น. บทว่า นตฺถิ ชาครโต ภยํ นี้แสดงถึงอานิสงส์
ในความเป็นผู้ตื่นนั้น. ด้วยว่าผู้ใดเป็นผู้ตื่น เพราะประกอบด้วยธรรมเป็น
เครื่องตื่น มีศรัทธาเป็นต้น ย่อมตื่นคือไม่เข้าถึงการหลับคือความประมาท
วัฏภัยแม้ทั้งหมด คืออัตตานุวาทภัย ปรานุวาทภัย ทัณฑภัย ทุคติภัย อันมี
ชาติเป็นต้นเป็นนิมิต ย่อมไม่มีแก่ผู้นั้น.
บทว่า กาเลน ได้แก่ โดยกาลแห่งอาวาสสัปปายะอันตนได้แล้ว.
บทว่า โส เป็นเพียงนิบาต. บทว่า สมฺมา ธมฺมํ ปริวิมํสมโน ความว่า
พิจารณาโดยรอบ คือเห็นแจ้งโดยอาการทั้งปวง โดยประการที่ความเบื่อหน่าย
และความคลายกำหนัดเป็นต้นย่อมเกิด ด้วยการรู้ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ อัน
เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาโดยชอบ. บทว่า เอโกทิภูโต ได้แก่ ชื่อว่า เอโกทิ

325