ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 306 (เล่ม 45)

อรรถกถาธาตุสูตร
ในธาตุสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เทฺวมา ตัดบทเป็น เทฺว อิมา. ตัณหาท่านเรียกว่า วานะ.
ชื่อว่า นิพพาน เพราะออกจากตัณหา หรือเป็นที่ไม่มีตัณหา หรือเมื่อ
บรรลุนิพพานแล้วตัณหาไม่มี. ชื่อว่า นิพพานธาตุ เพราะนิพพานนั้นชื่อว่า
ธาตุ เพราะอรรถว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีชีวะ และเพราะอรรถว่า เป็นสภาพทั่วไป.
แม้ผิว่า นิพพานธาตุนั้นไม่ต่างกันโดยปรมัตถ์ แต่ปรากฏโดยปริยาย
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เทฺวมา ภิกฺขเว นิพฺพานธาตุโย
ดังนี้ ทรงหมายถึงความต่างกันโดยปริยายนั้น เพื่อทรงแสดงถึงประเภทตาม
พระประสงค์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สอุปาทิเสสา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ขันธบัญจกชื่อว่า อุปาทิ เพราะให้เกิดโดยความเป็น
ผลจากกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น. อุปาทิที่เหลือชื่อว่า อุปาทิเสสะ. ชื่อ
ว่า อุปาทิเสสา เพราะพร้อมกับอุปาทิเสสะ. เพราะความไม่มีสอุปาทิเสสะ
นั้น จึงชื่อว่า อนุปาทิเสสา
บทว่า อรหํ ได้แก่ ไกลจากกิเลส อธิบายว่า มีกิเลสอยู่ไกล. สมดัง
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหํ โหติ
อารกาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สํกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา
สตรีา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณิยา เอวํ โข ภิกฺขเว อรหํ
โหติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นอรหันต์ นั้นอย่างไร
ภิกษุนั้นเป็นผู้ไกลจากอกุศลธรรมอันลามก ความเศร้าหมอง การมีภพใหม่
ความกระวนกระวาย วิบากแห่งทุกข์ ชาติชรามรณะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 307 (เล่ม 45)

อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นอรหันต์. บทว่า ขีณาสโว ความว่าชื่อว่า ขีณาสพ
เพราะอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น ของพระอรหันต์สิ้นแล้ว ตัดขาดแล้ว
ละได้แล้ว สงบแล้ว ไม่ควรจะเกิด ถูกไฟคือญาณเผาแล้ว. บทว่า วุสิตวา
ความว่า ชื่อว่าอยู่จบแล้ว เพราะอยู่แล้ว อยู่อาศัยแล้ว อาศัยแล้ว สะสมจรณะ
แล้วในครุสังวาสบ้าง ในอริยมรรคบ้าง ในอริยวาส ๑๐ บ้าง. บทว่า กตกร-
ณีโย ความว่า ชื่อว่าทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว เพราะพระเสกขะ ๗ ตั้งแต่
กัลยาณชนผู้เป็นปุถุชน ชื่อว่า ทำกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔ กิจที่ควรทำทั้งหมด
พระขีณาสพทำเสร็จ คือเสร็จสิ้นแล้ว กิจที่ควรทำเพื่อบรรลุความสิ้นทุกข์ยิ่ง
กว่านี้ไม่มี. แม้ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า
ตสฺส สมฺมา วิมุตฺตสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน
กตสฺส ปฏิจโย นตฺถิ กรณียํ น วิชฺชติ
ภิกษุผู้มีจิตสงบแล้ว พ้นแล้วโดย
ชอบนั้น กระทำเสร็จแล้ว ไม่มีการสะสม
กิจที่ควรทำไม่มี ดังนี้.
บทว่า โอหิตภาโร ได้แก่ ภาระ ๓ อย่าง คือ ขันธภาระ ๑
กิเลสภาระ ๑ อภิสังขารภาระ ๑. ภาระแม้ ๓ อย่างนี้เหล่านี้ อันภิกษุนั้น
ปลงแล้ว คือยกลงแล้ว วางแล้ว ทำให้ตกไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
โอหิตภาโร (ปลงภาระลงได้แล้ว). บทว่า อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ได้แก่
บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว. ท่านกล่าวว่า สกตฺถํ (ประโยชน์ของตน) ก็มี.
เปลี่ยน ท เป็น ก. ชื่อว่า อนุปฺปตฺตสทตฺโถ เพราะประโยชน์ของตน
อันภิกษุบรรลุแล้ว. พึงทราบ พระอรหัตว่า สทฺตโถ. จริงอยู่ พระอรหัตนั้น
ชื่อว่า เป็นประโยชน์ตน เพราะเป็นประโยชน์ตน ด้วยอรรถว่าเนื่องด้วยตน

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 308 (เล่ม 45)

ด้วยอรรถว่าไม่ละตน และด้วยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของตน. บทว่า ปริกฺ-
ขีณภวสํโยชโน ได้แก่ ชื่อว่า สังโยชน์ในภพ เพราะสังโยชน์เหล่านั้น คือ
กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
ภวราคะ อิสสา มัจฉริยะ และอวิชชาสังโยชน์ย่อมประกอบ คือ เข้าไปผูก
สัตว์ทั้งหลายไว้ในภพ หรือภพด้วยภพ. ชื่อว่ามีสังโยชน์ในภพสิ้นแล้ว เพราะ
สังโยชน์เหล่านั้นของพระอรหันต์สิ้นแล้ว คือท่านละได้แล้ว ถูกไฟคือญาณ
เผาแล้ว. บทว่า สมฺมทญฺญา ในบทว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต นี้ได้
แก่ เพราะรู้โดยชอบ. ข้อนี้ท่านอธิบายไว้ว่า เพราะรู้ คือ พิจารณา ไตร่
ตรอง แจ่มแจ้ง ทำให้ชัด ตามความเป็นจริงโดยชอบ ซึ่งการตั้งอยู่แห่ง
ขันธ์ทั้งหลายโดยเป็นขันธ์ แห่งอายตนะทั้งหลายโดยเป็นอายตนะ แห่งธาตุ
ทั้งหลายโดยเป็นของสูญ แห่งทุกข์โดยการบีบคั้น แห่งสมุทัยโดยเป็นที่เกิด
แห่งทุกข์ แห่งนิโรธโดยเป็นความสงบแห่งมรรคโดยเป็นทัสสนะ หรือซึ่ง
ประเภทมีอาทิอย่างนี้ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวง
ไม่เที่ยง ดังนี้.
บทว่า วิมุตฺโต ได้แก่ วิมุตติ ๒ อย่าง คือ จิตวิมุตติ และ
นิพพาน. จริงอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่า พ้นด้วยจิตวิมุตติบ้าง ชื่อว่า พ้นใน
นิพพานบ้าง เพราะพ้นจากกิเลสทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต (พ้นเพราะรู้โดยชอบ).
บทว่า ตสฺส ติฏฺฐนฺเตว ปญฺจินฺทริยานิ ความว่า อินทรีย์ ๕
มีจักขุนทรีย์เป็นต้น ของพระอรหันต์นั้น ยังตั้งอยู่ตราบเท่ากรรมอันเป็นเหตุ
ให้เกิดในภพสุดท้าย ยังไม่สิ้นไป. บทว่า อวิคตตฺตา ได้แก่ เพราะยังไม่ดับ
ด้วยการดับคือความไม่เกิด. บทว่า มนาปามนาปํ ได้แก่ อารมณ์มีรูปที่น่า
พอใจ และไม่น่าพอใจเป็นต้น. บทว่า ปจฺจนุโภติ ได้แก่ ย่อมเสวย คือ

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 309 (เล่ม 45)

ย่อมได้. บทว่า สุขทุกฺขํ ปฏิสํเวเทติ ได้แก่ ย่อมเสวยสุขและทุกข์อัน
เป็นวิบาก คือย่อมได้ด้วยไตรทวาร.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงอุปาทิเสสะ ด้วยเหตุเพียงนี้แล้ว
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตสฺส โย
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ยังมีสอุปาทิเสสะ
นั้น. บทว่า โย ราคกฺขโย ได้แก่ ความสิ้นไป คืออาการสิ้นไป ความ
ไม่มี ความไม่เกิดในที่สุดแห่งราคะ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. เป็นอันแสดง
ถึงสอุปาทิเสสนิพพานธาตุอันสิ้นราคะเป็นต้น ด้วยเหตุเพียงนี้.
บทว่า อิเธว ได้แก่ ในอัตภาพนี้แล. บทว่า สพฺพเวทยิตานิ
ได้แก่ เวทนาทั้งหมดมี สุขเวทนาเป็นต้น. อัพยากตเวทนา กุสลากุสลเวทนา
ท่านละได้ก่อนแล้ว. บทว่า อนภินนฺทิตานิ ได้แก่ อันกิเลสมีตัณหาเป็นต้น
ให้เพลิดเพลินไม่ได้แล้ว. บทว่า สีติภวิสฺสนฺติ ได้แก่ จักเย็น ด้วยความ
สงบส่วนเดียว ได้แก่ความสงบระงับความกระวนกระวายในสังขาร คือ จักดับ
ด้วยการดับอันไม่มีปฏิสนธิ. มิใช่เพียงเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น จักดับ แม้
ขันธ์ ๕ ทั้งหมดในสันดานของพระขีณาสพก็จักดับ. ท่านใช้เทศนาด้วยหัวข้อ
ว่า เวทยิตะ.
ในคาถาทั้งหลายพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้. บทว่า จกฺขุมตา ได้แก่
ผู้มีจักษุด้วยจักษุทั้งหลาย ๕ คือ พุทธจักษุ ธรรมจักษุ ทิพจักษุ ปัญญาจักษุ
สมันตจักษุ. บทว่า อนิสฺสิเตน ได้แก่ ไม่อาศัยธรรมไร ๆ โดยเป็นที่อาศัย
ของตัณหาและทิฏฐิ หรือไม่ผูกพันด้วยเครื่องผูกคือราคะเป็นต้น . บทว่าตาทินา
ได้แก่ ผู้คงที่อันมีลักษณะคงที่ กล่าวคือความเป็นผู้มีสภาพเป็นหนึ่ง ใน
อารมณ์ทั้งปวง มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ด้วยอุเบกขามีองค์ ๖. บทว่า ทิฏฺฐ-
ธมฺมิกา ได้แก่ นิพพานธาตุอันมีคือ เป็นไปในอัตภาพนี้. บทว่า ภวเนตฺติ-

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 310 (เล่ม 45)

สํขยา ได้แก่ เพราะสิ้นตัณหาอันนำไปสู่ภพ. บทว่า สมฺปรายิกา ได้แก่
อันมีในเบื้องหน้า คือในส่วนอื่นจากทำลายขันธ์. บทว่า ยมฺหิ ได้แก่ ใน
อนุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า ภวานิ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส อุบัติภพ
ไม่เหลือโดยประการทั้งปวงย่อมดับ คือ ย่อมไม่เป็นไป บทว่า เต ได้แก่
ชนเหล่านั้นมีจิตพ้นแล้วอย่างนี้. บทว่า ธมฺมสาราธิคมา ได้แก่ เพราะ
เป็นผู้มีวิมุตติเป็นสาระคือเพราะบรรลุพระอรหัตอันป็นสาระในธรรมทั้งหลาย
แห่งธรรมวินัยนี้. บทว่า ขเย ได้แก่ยินดี ยินดียิ่งแล้วในนิพพานอันเป็นที่
สิ้นกิเลสมีราคะเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง อันเป็นสาระในธรรมทั้งหลาย โดย
ความเป็นของเที่ยง และโดยความเป็นของประเสริฐที่สุด เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มีธรรมเป็นสาระ คือนิพพาน. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
วราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ วิราคะประเสริฐ
กว่าธรรมทั้งหลาย และวิราคะท่านกล่าวว่า เลิศกว่าธรรมเหล่านั้น. ชนทั้ง
หลายยินดีแล้วในอนุปาทิเสสนิพพานเป็นที่สิ้นสังขารทั้งปวง เพราะเหตุบรรลุ
ธรรมอันเป็นสาระนั้น. บทว่า ปหํสุ คือ ละแล้ว. บทว่า เต เป็นเพียง
นิบาต. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาธาตุสูตรที่ ๗
๘. สัลลานสูตร
ว่าด้วยการหลีกเร้นมีผล ๒ อย่าง
[๒๒๓] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่มา

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 311 (เล่ม 45)

ยินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้น ประกอบจิตของตนไว้ในสมถะในภายใน
เนื่อง ๆ มีฌานไม่เสื่อม ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคารอยู่เถิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายมีความหลีกเร้นเป็นที่มายินดี ยินดีแล้ว
ในความหลีกเร้น ประกอบจิตของตนไว้ในสมถะในภายในเนือง ๆ มีฌาน
ไม่เสื่อม ประกอบด้วยวิปัสสนาพอกพูนสุญญาคารอยู่ พึงหวังได้ผล ๒ อย่าง
คือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ความเป็นพระ-
อนาคามี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ชนเหล่าใดมีจิตสงบแล้ว มีปัญญา
เป็นเครื่องรักษาตน มีสติ มีฌาน ไม่มี
ความเพ่งเล็งในตามทั้งหลาย ย่อมเห็นแจ้ง
ธรรมโดยชอบ เป็นผู้ยินดีแล้วในความไม่
ประมาท มีปกติเห็นภัยในความประมาท
ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อม
รอบ ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานเทียว.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบสัลลานสูตรที่ ๘

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 312 (เล่ม 45)

อรรถกถาสัลลานสูตร
ในสัลลานสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปฏิสลฺลานารามา ได้แก่ เป็นผู้หลีกเลี่ยงจากสัตว์และสังขาร
เหล่านั้น ๆ แล้วหลีกเร้นอยู่ผู้เดียว ชื่อว่ามีกายวิเวก เพราะเสพเอกมรรค. ชื่อว่า
ปฏิสลฺานารามา เพราะเป็นผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่ยินดีถือเป็นที่ชอบใจ.
บาลีว่า ปฏิสลฺลานารามา ดังนี้บ้าง. ชื่อว่าปฏิสลฺลานารามา เพราะเป็น
ผู้มีความหลีกเร้นดังกล่าวแล้วเป็นที่มายินดี เพราะควรมายินดี. บทว่า วิหรถ
ความว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้เป็นอย่างนี้อยู่เถิด. ชื่อว่าปฏิสลฺลานรตาเพราะ
เป็นผู้ยินดีแล้ว คือ ยินดีเป็นนิจ เบิกบานแล้วในความหลีกเร้น.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ การประกอบความเพียรและความเป็นผู้มีการหลีก
เร้น อันเป็นนิมิตแห่งการประกอบความเพียรนั้น ท่านแสดงไว้แล้ว. การ
ประกอบความเพียรเว้นจากธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือ สีลสังวร ความเป็นผู้มี
ทวารคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ สติ
และสัมปชัญญะ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าธรรมแม้เหล่านั้น
ท่านกล่าวไว้ในที่นี้โดยเนื้อความเท่านั้น.
บทว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนฺยุตฺตา ได้แก่ประกอบจิตของตน
ไว้ในสมถะ. บทว่า อชฺฌตฺตํ อตฺตโน นี้ ความอย่างเดียวกัน พยัญชนะ
เท่านั้นต่างกัน . บทว่า สมถํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ
โดยประกอบตามศัพท์. บทว่า อนิรากตชฺฌานา ได้แก่ มีฌานไม่นำออกไป
ภายนอกหรือมีฌานไม่เสื่อม. บทนี้ว่า การนำออกหรือความเสื่อมชื่อว่านิรากตํ
ดุจในคำมีอาทิว่า ถมฺภํ นิรํกตฺวา นิวาตวุตฺติ การประพฤติอ่อนน้อมเพราะ

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 313 (เล่ม 45)

ไม่ยอมรับความดื้อ. บทว่า วิปสฺสนาย สมนฺนาคตา ได้แก่ประกอบแล้ว
ด้วยอนุปัสสนา ๗ อย่าง.
อนุปัสสนา ๗ อย่าง คือ อนิจจานุปัสสนา (การเห็นว่าไม่เที่ยง) ๑
ทุกขานุปัสสนา (ความเห็นว่าเป็นทุกข์) ๑ อนัตตานุปัสสนา (ความเห็นว่าไม่-
เป็นตัวตน) ๑ นิพพิทานุปัสสนา (ความเห็นด้วยความเบื่อหน่าย) ๑ วิราคานุ-
ปัสสนา (ความเห็นในการปราศจากราคะ) ๑ นิโรธานุปัสสนา (ความเห็นใน-
การดับทุกข์) ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา (ความเห็นในการสละทิ้ง) ๑ วิปัสสนา
เหล่านั้นพิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า พฺรูเหตาโร สุญฺญาคารานํ ได้แก่ เจริญสุญญาคาร.
อนึ่ง ในบทว่า สุญฺญาคารานํ นี้ ได้แก่ ความสงัดอย่างใดอย่างหนึ่งเป็น
ฐานะอันสมควรแก่การบำเพ็ญภาวนา. ภิกษุทั้งหลายเรียนกรรมฐานทั้งสมถ-
กรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานแล้ว เข้าไปยังสุญญาคารตลอดคืนและวัน
นั่งบำเพ็ญภาวนาพึงทราบว่าเป็นผู้พอกพูนสุญญาคาร. ส่วนผู้อยู่แม้ในปราสาท
ชั้นเดียวเป็นต้นเพ่งอยู่ ก็พึงทราบว่าเป็นผู้พอกพูนสุญญาคารเหมือนกัน.
ความเป็นผู้มีกายหลีกเร้นอยู่อันใดที่ท่านตั้งไว้ในบทนี้ว่า ปฏิสลฺลา-
นา รามา ภิกฺขเว วิหรถ ปฏิสลฺลานรตา ความเป็นผู้มีกายหลีกเร้นอยู่นั้น
ย่อมมีแก่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีศีลหรือมีศีลไม่บริสุทธิ์ เพราะผู้มี
ศีลบริสุทธิ์นั้นไม่มีการหมุนกลับจิตจากรูปารมณ์เป็นต้น. อรรถแห่งความ
พยายามท่านกล่าวไว้ในบทว่า สีลวิสุทฺธิ ทสฺสิตา สีลวิสุทธิท่านแสดงไว้
แล้ว. ท่านกล่าวถึงสมาธิภาวนาด้วยบท ๒ บทว่า อชฺฌตฺตญฺเจโตสมถม-
นุยุตฺตา (การประกอบจิตของตนไว้ในสมถะในภายใน) ๑ อนิรากตชฺฌานา
(มีฌานไม่เสื่อม) ๑. ท่านจัดปัญญาภาวนาไว้ด้วยบทนี้ว่า วิปสฺสนาย สมนฺ-
นาคตา ดังนี้. ท่านแสดงสิกขา ๓ เป็นโลกิยะ.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 314 (เล่ม 45)

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงถึงผลอันมีแน่แท้ของผู้
ตั้งอยู่ในสิกขา ๓ เหล่านั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปฏิสลฺลานารามา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺรูเหตานํ คือ เจริญ. บทว่า ทวินฺนํ
ผลานํ ได้แก่ ผลที่ ๓ และที่ ๔. บทว่า ปาฏิกงฺขํ ได้แก่ พึงปรารถนา คือ
มีแน่แท้. บทว่า อญฺญา ได้แก่พระอรหัต. จริงอยู่ พระอรหัตนั้นท่าน
เรียกว่า อญฺญา เพราะรู้ไม่เกินขอบเขตที่รู้ได้ด้วยมรรคญาณเบื้องต่ำและ
เพราะไม่มีกิจที่จะต้องรู้เบื้องสูง เพราะพระอรหันต์เป็นผู้มีความรู้บริบูรณ์แล้ว.
บทว่า สติ วา อุปาทิเสเส ได้แก่ เมื่อยังมีกิเลสเหลืออยู่ไม่สามารถจะละได้
หรือเมื่อมีญาณยังไม่แก่กล้า กิเลสที่ควรจะละได้ด้วยญาณอันแก่กล้านั้นก็ละ
ไม่ได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงกิเลสนั้น จึงตรัสว่า สติ วา อุปาทิ-
เสเส ดังนี้. และเมื่อยังมีกิเลสอยู่ การปรุงแต่งขันธ์ทั้งหลายก็ยังคงอยู่นั้นเอง.
ในสูตรนี้ท่านแสดงธรรม ๒ อย่าง คือ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑
ด้วยประการฉะนี้. ในสูตร ๒ สูตรนี้อกจากนี้ก็เหมือนในสูตรนี้.
ในคาถาทั้งหลาย มีอธิบายดังต่อไปนี้. บทว่า เย สนฺตจิตฺตา ได้แก่
พระโยคาวรจรเหล่าใด ชื่อว่า มีจิตสงบแล้ว เพราะกิเลสสงบด้วยตทังคปหาน.
ปัญญาท่านเรียกว่า เนปกฺกํ (ปัญญาเครื่องรักษาตน). ชื่อว่า นิปกา เพราะ
ประกอบด้วยปัญญานั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงญาณเครื่องบริหารกรรม-
ฐานแก่ชนเหล่านั้น ด้วยบทว่า เนปกฺกํ นี้. บทว่า สติมนฺโต จ ฌายิโน
ได้แก่ ชื่อว่า มีสติ เพราะสติอันเป็นเหตุไม่ละกรรมฐาน ในการยืนและการนั่ง
เป็นต้น ชื่อว่ามีฌาน เพราะมีฌานมีลักษณะเข้าไปเพ่งอารมณ์. บทว่า สมฺมา
ธมฺมํ วิปสฺสนฺติ กาเมสุ อนเปกฺขิโน ความว่า ไม่มีความเพ่งเล็ง คือ
ไม่มีความต้องการในวัตถุกามและกิเลสกามโดยนัยมีอาทิว่า กามทั้งหลายเปรียบ
เหมือนโครงกระดูกในก่อนนั้นแล ด้วยพิจารณาถึงโทษ ครั้นละกามทั้งหลาย

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 315 (เล่ม 45)

เหล่านั้นแล้วกระทำอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิให้เป็นบาท แล้วกำหนด
นามรูปและปัจจัยแห่งนามรูปนั้น ย่อมเห็นธรรมคือขันธ์ ๕ ไม่วิปริตโดยชอบ
ตามลำดับมีการพิจารณากลาปะ (กลุ่มก้อน) เป็นต้น โดยความเป็นของไม่
เพียงเป็นต้น. บทว่า อปฺปมาทรตา ได้แก่ ยินดี คือยินดียิ่งในความไม่
ประมาท ด้วยการเจริญสมถะและวิปัสสนามีประการดังกล่าวแล้ว คือไม่ให้คืน
และวันล่วงไปด้วยความประมาทในธรรมนั้น . บทว่า สนฺตา แปลว่ามีอยู่. บาลี
ว่า สตฺตา ดังนี้บ้าง. อธิบายว่า ได้แก่บุคคล. บทว่า ปมาเท ภยทสฺสิโน
ได้แก่เห็นภัยในความประมาทมีการเข้าถึงนรกเป็นต้น. บทว่า อภพฺพาปริหา-
นาย ได้แก่ ชนเห็นปานนั้นเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อมรอบจากธรรม
คือสมถะและวิปัสสนา หรือจากมรรคผล. ด้วยว่าชนทั้งหลายไม่เสื่อมจาก
สมาบัติ คือ สมถวิปัสสนา และย่อมบรรลุมรรคผลที่ตนยังไม่บรรลุ. บทว่า
นิพพานสฺเสว สนฺติเก ได้แก่ ในที่ใกล้แห่งนิพพานและแห่งอนุปาทิเสส-
นิพพานนั้นเอง. ไม่นานนัก ชนเหล่านั้นจักบรรลุนิพพานนั้นด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสัลลานสูตรที่ ๘
๙. สิกขาสูตร
ว่าด้วยสิกขามีอานิสงส์ ๒ อย่าง
[๒๒๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสิกขาเป็นอานิสงส์ มี

315