ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 276 (เล่ม 45)

ในบทเหล่านั้น บทว่า กึ อกุสลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงถึงวิธีพิจารณาอกุศลโดยกิจว่า อะไรชื่อว่าอกุศล โดยสภาวะ อะไรชื่อว่า
เป็นลักษณะ หรืออะไรชื่อว่าเป็นรส เป็นเครื่องปรากฏ และเป็นปทัฏฐานแห่ง
อกุศลนั้น. อนึ่ง วิตกนี้มาแล้วโดยอาทิกรรมิกะ (ผู้ทำกรรมครั้งแรก). บททั้ง
สองนี้ว่า กึ อปฺปหีนํ กึ ปชหาม มาแล้วโดยพระเสกขะ (ผู้ยังต้องศึกษา).
เพราะฉะนั้น บทว่า กึ อปฺปหีนํ ได้แก่ ในบรรดาอกุศลทั้งหลายมีกามราค-
สังโยชน์เป็นต้น อกุศลอะไรที่เราทั้งหลายยังตัดไม่ได้ด้วยมรรค บทว่า กึ
ปชหาม ได้แก่เราจะถอนอกุศลอะไร. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กึ ปชหาม
ความว่า บัดนี้ เราจะละอกุศลส่วนอะไรในวิตก ปริยุฎฐาน และอนุสัย. แต่
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กิมปฺปหีนํ อกุศลอะไรที่เรายังละไม่ได้. ท่านอธิบาย
ว่า บรรดาอกุศลหลายอย่าง เช่นทิฏฐิและสังโยชน์เป็นต้น อกุศลอะไรที่เรา
ยังละไม่ได้โดยประการไร หรือโดยมรรคอะไร. บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าว
แล้วนั้นแล.
ในคาถาทั้งหลายมีอธิบายดังต่อไปนี้. บทว่า พุทฺธํ ความว่า ชื่อว่า
พุทธะ เพราะตรัสรู้ เพราะแทงตลอดธรรมไม่ผิดไปจากอริยสัจ ๔ ด้วยพระ
สยัมภูญาณ คือ เพราะไม่มีไญยธรรมนอกจากสัจธรรม. สมดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ
ปหาตพฺพํ ปหีนำ เม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ
ดูก่อนพราหมณ์ กิจที่ควรรู้ยิ่งเรา
รู้แล้ว กิจที่ควรเจริญเราเจริญแล้ว กิจที่
ควรละเราได้ละแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึง
เป็นพุทธะ ดังนี้.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 277 (เล่ม 45)

พระพุทธเจ้าชื่อว่า ผู้ข่มมารอันผู้อื่นไม่พึงข่มได้ เพราะอดกลั้น เพราะนำไป
ซึ่งพระโพธิสัมภารและพระมหากรุณาธิคุณทั้งสิ้น อันผู้อื่นข่มไม่ได้ อนึ่ง
เพราะอดกลั้น เพราะครอบงำมารทั้งหลาย ๕ อันผู้อื่นข่มไม่ได้ เพราะยาก
เพื่อจะอดกลั้น เพื่อจะครอบงำ เพราะอดกลั้น เพราะนำไปซึ่งพุทธกิจอันผู้
อื่นข่มไม่ได้ อันได้แก่การพร่ำสอนด้วยทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายยิก-
ประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ แก่เหล่าเวไนยสัตว์ ตามสมควร ด้วยการตรัสรู้
แจ้งมีอาสยะ (อัธยาศัย) อนุสยา (กิเลสอันนอนเนืองอยู่ในสันดาน) จริยา-
ธิมุตติ (ความพอใจในความประพฤติ) เป็นต้น หรือเพราะประกาศสาธุการ
ในพุทธกิจนั้น เฉพาะคนอื่นเว้นพระโพธิสัตว์ไม่สามารถ เพื่ออดกลั้น เพื่อ
นำไปได้.
บทว่า นํ ในบทว่า สมุทาจรนฺติ นํ เป็นเพียงนิบาตหรือมี
ความเท่ากับ นํ ตถาคตํ. พระมุนีชื่อ ตโมนุทะ เพราะบรรเทา คือ ซัด
ไปซึ่งอันธการ คือ โมหะ กล่าวคือความมืดในสันดานของตนและผู้อื่น. พระ
มุนีชื่อว่า ปารคตะ เพราะถึงฝั่ง คือ นิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปารคตะ
เพราะถึงฝั่ง คือ ที่สุดแห่งสังสารทุกข์ทั้งสิ้น อันเป็นอภินิหารใหญ่ซึ่งเป็นไป
แล้วโดยนัยมีอาทิว่า มุตฺโต โมเจสฺสามิ เราพ้นแล้วจักให้สัตว์พ้นบ้างดังนี้
หรือแห่งคุณ คือ พระสัพพัญญูทั้งหลาย. พระมุนีนั้นผู้บรรเทาความมืด ผู้ถึง
ฝัง. อธิบายว่า พระพุทธเจ้าผู้ถึงคุณอันควรถึงจากการถึงฝั่งนั้นนั่นเอง คือ ถึง
คุณทั้งปวงมีศีลเป็นต้นและมีทศพลญาณเป็นต้น อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง
หลายพึงถึง. บทว่า วสิมํ ความว่า พระมุนีชื่อว่า วสิมา เพราะมีความ
เป็นผู้ชำนาญ มีอาวัชชนะเป็นต้นอย่างยิ่ง อันเนื่องด้วยความหวังในฌานเป็น
ต้นและความเป็นผู้ชำนาญทางจิตอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ได้แก่ฤทธิ์อันเป็นอริยะ.
พระมุนีนั้นผู้มีความชำนาญ. อธิบายว่า ผู้มีอำนาจ. พระมุนีชื่อว่า อนาสวะ

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 278 (เล่ม 45)

เพราะไม่มีอาสวะมีกามาสวะเป็นต้นทั้งหมด. พระมุนีชื่อว่า วิสันตระ เพราะ
ละความไม่เป็นระเบียบมีความไม่เป็นระเบียบทางกายเป็นต้น หรือเพราะข้าม
มลทิน คือ กิเลสทั้งปวง กล่าว คือยาพิษ หรือข้ามภัยอันเป็นทุกข์ในวัฏฏะทั้ง
สิ้นอันเป็นยาพิษแล้วข้ามไป. พระมุนีนั้นผู้ข้ามวัฏทุกข์อันเป็นยาพิษ. พระ
มุนีผู้น้อมไปแล้วในอรหัตผล และนิพพานอันเป็นที่สิ้นตัณหา. ชื่อว่า มุนี
เพราะประกอบด้วยความดีเยี่ยมด้วยญาณ คือ ความเป็นผู้นิ่งหรือด้วยความเป็น
ผู้นิ่งทางกายเป็นต้น เพราะไปในอรหัตผลและนิพพาน.
ก็บทว่า มุนี ความว่า มุนีมีหลายอย่าง คือ อาคาริยมุนี ๑ อนา-
คาริยมุนี ๑ เสกขมุนี ๑ อเสกขมุนี ๑ ปัจเจกมุนี ๑ มุนิมุนี ๑. ในมุนี
เหล่านั้น คฤหัสถ์ผู้บรรลุผล ผู้รู้แจ้งคำสอน ชื่อว่า อาคาริยมุนี. บรรพชิต
เช่นเดียวกันนั้น ชื่อว่า อนาคาริยมุนี. พระเสกขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสกขมุนี.
พระขีณาสพชื่อว่า อเสกขมุนี. พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า ปัจเจกมุนี พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า มุนิมุนี. ในที่นี้ประสงค์เอาพระมุนิมุนีนี้.
พระมุนีชื่อว่า อันติมเทหธารี เพราะเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมี
ในที่สุด คือสุดท้าย เพราะไม่มีภพใหม่อีกต่อไป. พระมุนีนั้นผู้ทรงไว้ซึ่ง
ร่างกาย้อนมีในที่สุด. พระมุนี ชื่อว่า มารชหะ เพราะสละกิเลสมารเป็นต้นได้
โดยชอบ. พระมุนี ชื่อว่า ปารคู เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งชราทั้งปวง มีชรา
ปรากฏเป็นต้น ด้วยบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน เพราะตัดขาดเหตุแห่งชราเสียได้.
ก็ในที่นี้ พึงเห็นว่าท่านกล่าวการถึงฝั่ง แห่งชาติ มรณะ โสกะเป็นต้น
ด้วยหัวข้อแห่งชรา. เชื่อมความว่า เรากล่าวว่าวิตก ๒ ประการ ของพระตถาคต
ผู้เป็นอย่างนั้น ๆ ย่อมเป็นไปเนือง ๆ ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงวิตก ๒ ประการ ด้วยคาถาที่ ๑ จากนั้นทรงแสดงปวิเวกวิตกด้วย

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 279 (เล่ม 45)

คาถาที่ ๒ บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงเขมวิตก จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า เสเล ยถา
ดังนี้เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต ได้แก่
เปรียบเหมือนบุรุษยืนอยู่บนยอดภูเขาทึบลูกเดียว สำเร็จด้วยหิน. เมื่อยืนอยู่
บนภูเขานั้น ไม่มีการยกคอตั้ง และเหยียดมือเป็นต้น. บทว่า ตถูปมํ คือ
เปรียบด้วยภูเขาหิน อันเทียบกันได้กับผู้มีปัญญานั้น. พึงทราบความสังเขปใน
ข้อนี้ ดังต่อไปนี้ บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาหิน พึงเห็นหมู่ชนโดยรอบได้
ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญางาม มีพระจักษุรอบคอบ
ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม คือ สำเร็จด้วยปัญญา
ผู้ปราศจากความโศก ย่อมพิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ถึงหมู่สัตว์ผู้ยัง
ข้ามความโศกไม่ได้ ถูกชาติชราครอบงำ. ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ เหมือน
อย่างว่า บุรุษกระทำนากว้างใหญ่โดยรอบที่เชิงภูเขา แล้วปลูกกระท่อมใน
แนวทุ่งที่นานั้น พึงก่อไฟตอนกลางคืน ปรากฏความมืดประกอบด้วยองค์ ๔
ที่นั้น เมื่อบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาแลดูภูมิประเทศ นาไม่ปรากฏ
แนวทุ่งไม่ปรากฏ กระท่อมไม่ปรากฏ คนนอนในที่นั้นไม่ปรากฏ พึงปรากฏ
เพียงเปลวไฟที่กระท่อมเท่านั้น ฉันใด เมื่อพระตถาคตขึ้นสู่ปราสาทสำเร็จ
ด้วยธรรม ทางตรวจดูหมู่สัตว์ ก็ฉันนั้น สัตว์ที่มิได้ทำความดี แม้นั่งที่ข้างขวา
ในวิหารเดียวกัน ก็มิได้มาสู่คลองแห่งพุทธญาณ เป็นดุจลูกศรที่ซัดไปในตอน
กลางคืน แต่เวไนยบุคคลผู้ทำความดี แม้ยืนอยู่ในที่ไกล ก็มาสู่คลองของ
พระตถาคตนั้น ดุจไฟ ดุจภูเขาหิมพานต์. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโต จ ปพฺพโต
อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺตึ ขิตฺตา ยถา สรา

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 280 (เล่ม 45)

สัตบุรุษ ย่อมปรากฏในที่ไกล ดุจ
ภูเขาหิมพานต์ อสัตบุรุษย่อมไม่ปรากฏ
ในที่นี้ เหมือนลูกศรที่ซัดไปในเวลา
กลางคืน ฉะนั้น.
ในสูตรนี้ และในคาถาทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกระทำ
พระองค์ดุจผู้อื่น.
จบอรรถกถาวิตักกสูตรที่ ๑
๒. เทศนาสูตร
ว่าด้วยพระธรรมเทศนา ๒ ประการ
[๒๑๗] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนา ๒ ประการ ของพระตถาคต-
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมมีโดยปริยาย ๒ ประการเป็นไฉน คือ ธรรม
เทศนาประการที่ ๑ นี้ว่า เธอทั้งหลายจงเห็นบาปโดยความเป็นบาป ธรรม
เทศนาประการที่ ๒ แม้นี้ว่า เธอทั้งหลายครั้นเห็นบาปโดยความเป็นบาปแล้ว
จงเบื่อหน่าย จงคลายกำหนัด จงปลดเปลื้องในบาปนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเทศนา ๒ ประการนี้ ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมมี
โดยปริยาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 281 (เล่ม 45)

เธอจงเห็นการแสดงโดยปริยายของ
พระตถาคต พระพุทธเจ้าผู้อนุเคราะห์สัตว์
ทุกหมู่เหล่า ก็ธรรม ๒ ประการ พระ-
ตถาคต พระพุทธเจ้า ผู้อนุเคราะห์สัตว์
ทุกหมู่เหล่าประกาศแล้ว. เธอทั้งหลาย
ผู้ฉลาดจงเห็นบาป จงคลายกำหนัดใน
บาปนั้น เธอทั้งหลายผู้มีจิตคลายกำหนัด
จากบาปนั้นแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์
ได้.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบเทศนาสูตรที่ ๒
อรรถกถาเทศนาสูตร
ในเทศนาสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ปริยายศัพท์ในบทว่า ปริยาเยน นี้ มาในความว่า เทศนาในบทมี
อาทิว่า มธุปิณฺฑิกปริยาโย เตฺวว นํ ธาเรหิ ท่านจงทรงจำเทศนานั้นไว้ว่า
เป็นมธุปิณฑิกปริยายเทศนา ดังนี้ . มาในความว่า เหตุในบทมีอาทิว่า อตฺถิ
เขฺวส พฺราหฺมณ ปริยาโย เยน มํ ปริยายน สมฺมา วทมาโน วเทยฺย
อกิริยวาโท สมโณ โคตโม ดูก่อนพราหมณ์ เหตุนี้มีอยู่แล เมื่อจะกล่าว
กะเราโดยชอบด้วยเหตุ พึงกล่าวว่า สมณโคดม เป็นอกิริยวาท (วาทะว่า

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 282 (เล่ม 45)

ไม่เป็นอันทำ) ดังนี้. มาในความว่า วาระในบทมีอาทิว่า กสฺส นุ โข
อานนฺท อชฺช ปริยาโย ภิกฺขุนิโย โอวทิตุํ ดูก่อนอานนท์ วันนี้ถึง
วาระของใครจะสอนภิกษุณีทั้งหลาย ดังนี้. ก็ในที่นี้ สมควรทั้งในวาระ ทั้งใน
เหตุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ธรรมเทศนา ๒ อย่าง ของตถาคต
ย่อมมีขึ้นโดยเหตุ และโดยวาระตามสมควร ดังนี้ นี้เป็นอธิบายในบทนี้.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า บางครั้งทรงจำแนกกุศลธรรมและอกุศล-
ธรรม ตามสมควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ โดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ควรเสพ ธรรมเหล่านี้ไม่ควรเสพ ดังนี้ ทรงแสดงให้รู้โดยไม่ปน
อกุศลธรรมเข้ากับกุศลธรรม ทรงแสดงธรรมว่า พวกเธอจงเห็นบาปโดยความ
เป็นบาป. บางครั้งทรงประกาศโทษ โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ปาณาติบาตที่บุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ให้เป็นไปในนรก
ให้เป็นไปในกำเนิดเดียรัจฉาน ให้เป็นไปในเปรตวิสัย ปาณาติบาตที่เบากว่า
บาปทั้งปวง ทำให้มีอายุน้อย ดังนี้ ทรงให้พรากจากบาปด้วยนิพพิทาเป็นต้น
ทรงแสดงธรรมว่า พวกเธอจงเบื่อหน่าย จงคลายกำหนัด ดังนี้.
บทว่า ภวนฺติ ได้แก่ ย่อมมี คือ ย่อมเป็นไป. บทว่า ปาปํ
ปาปกโต ปสฺสถ ความว่า พวกเธอจงเห็นธรรมอันลามกทั้งปวง โดยเป็น
ธรรมลามก เพราะนำสิ่งไม่เป็นประโยชน์ และทุกข์มาในปัจจุบันและอนาคต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพินฺทถ ความว่า พวกเธอเห็นโทษมีอย่างต่างๆ
กัน โดยนัยมีอาทิว่า บาปชื่อว่าเป็นบาป เพราะเป็นของลามก โดยความ
เป็นของเลวส่วนเดียว ชื่อว่า เป็นอกุศล เพราะเป็นความไม่ฉลาด ชื่อว่า
เป็นความเศร้าหมอง เพราะทำจิตที่เคยประภัสสร และผ่องใสให้พินาศจาก

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 283 (เล่ม 45)

ความประภัสสรเป็นต้น ชื่อว่า ทำให้มีภพใหม่ เพราะทำให้เกิดทุกข์ในภพบ่อยๆ
ชื่อว่ามีความกระวนกระวาย เพราะเป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย คือ
ความเดือดร้อน ชื่อว่า มีทุกข์เป็นวิบาก เพราะให้ผลเป็นทุกข์อย่างเดียว ชื่อว่า
เป็นเหตุให้มีชาติ ชรา และมรณะต่อไป เพราะทำให้มีชาติ ชรา และมรณะ
ในอนาคตตลอดกาลนานไม่มีกำหนด สามารถกำจัดประโยชน์สุขทั้งหมดได้
และเห็นอานิสงส์ในการละบาปนั้นด้วยปัญญาชอบ จงเบื่อหน่าย คือ ถึงความ
เบื่อหน่ายในธรรมอันลามกนั้น เมื่อเบื่อหน่ายพึงเจริญวิปัสสนาแล้วจงคลาย
กำหนัด และจงปลดเปลื้องจากบาปนั้นโดยความเป็นบาป ด้วยบรรลุอริยมรรค
หรือจงคลายกำหนัดด้วยการคลายอย่างเด็ดขาด ด้วยมรรค แต่นั้นจงปลดเปลื้อง
ด้วยปฏิปัสสัทธิวิมุตติด้วยผล.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปาปํ ได้แก่ ชื่อว่า บาป เพราะเป็นของลามก.
ถามว่า ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ตอบว่า ชื่อว่า บาป เพราะเป็นสิ่งน่ารังเกียจ
คือ พระอริยะเกลียดโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นต้น ยังสัตว์ให้ถึง
ทุกข์ในวัฏฏะ. ถามว่า ก็บาปนั้นเป็นอย่างไร. ตอบว่า เป็นธรรมชาติทำให้
เกิดในภูมิ ๓ พวกเธอเห็นบาปโดยความเป็นบาป มีเนื้อความตามที่กล่าวแล้ว
เจริญวิปัสสนาโดยนัยมีอาทิว่า โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นโรค โดยความเป็นลูกศร โดยความเป็นของชั่ว โดยความ
เบียดเบียน ดังนี้ จงเบื่อหน่ายในบาปนั้น. บทว่า อยมฺปิ ทุติยา ได้แก่
ธรรมเทศนาประการที่ ๒ นี้ เป็นการเลือกปฏิบัติจากธรรมนั้น อาศัยธรรม-
เทศนาประการที่ ๑ อันแสดงถึงสิ่งไม่เป็นประโยชน์และความฉิบหายโดยความ
แน่นอน.
พึงทราบอธิบายในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้. บทว่า พุทฺธสฺส ได้แก่
พระสัพพัญญพุทธเจ้า. บทว่า สพฺพภูตานุกมฺปิโน ได้แก่ พระพุทธเจ้า

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 284 (เล่ม 45)

ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งหมดด้วยมหากรุณา. บทว่า ปริยายวจนํ ได้แก่ การกล่าว
คือ การแสดงโดยปริยาย. บทว่า ปสฺส คือ ทรงร้องเรียกบริษัท. ท่านกล่าว
หมายถึง บริษัทผู้เป็นหัวหน้า. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสว่า ปสฺส หมายถึงพระองค์เท่านั้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในบาปนั้น.
บทว่า วิรชฺชถ ความว่า พวกเธอจงละความกำหนัด. บทที่เหลือมีนัยดัง
ได้กล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาเทศนาสูตรที่ ๒
๓. วิชชาสูตร
ว่าด้วยวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งกุศลธรรม
[๒๑๑] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลธรรม อหิริกะ
อโนตตัปปะเป็นไปตาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนวิชชาแลเป็นหัวหน้าแห่งการ
ถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม หิริและโอตตัปปะเป็นไปตาม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในโลกนี้
และในโลกหน้า ทั้งหมดมีอวิชชาเป็นมูล
อันความปรารถนาและความโลภก่อขึ้น ก็
เพราะเหตุที่บุคคลเป็นผู้มีความปรารถนา

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 285 (เล่ม 45)

ลามก ไม่มีหิริ ไม่เอื้อเฟื้อ ฉะนั้น จึงย่อม
ประสบบาป ต้องไปสู่อบาย เพราะบาปนั้น
เพราะเหตุนั้น ภิกษุสำรอกฉันทะ โลภะ
และอวิชชาได้ ให้วิชชาบังเกิดขึ้นอยู่ พึง
ทุคติทั้งปวงเสียได้.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบวิชชาสูตรที่ ๓
อรรถกถาวิชชาสูตร
ในวิชชาสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปุพฺพงฺคมา ได้แก่ เป็นหัวหน้าโดยอาการ ๒ อย่าง คือ
โดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย. หรือเป็นประธานแห่งอกุศลธรรมเบื้อง-
หน้า. จริงอยู่ การเกิดขึ้นแห่งอกุศล เว้นจากอวิชชาเสียแล้วย่อมมีไม่ได้.
บทว่า สมาปตฺติยา ได้แก่ ความเป็นไปเพื่อได้ความจริงอันถึงเฉพาะหน้า.
ความเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยความเป็นปัจจัยแห่ง
อโยนิโสมนสิการด้วยการปกปิดโทษแห่งความเป็นไปของอกุศล และโดยความ
ที่ยังละไม่ได้ ย่อมปรากฏในความนั้น.
คติแม้ทั้งหมด ชื่อว่า ทุคติในคาถานี้ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์มีพยาธิ
และมรณะเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง กายทุจริต วจีทุจริต
และมโนทุจริต ชื่อว่า ทุคติ เพราะคติที่ถูกกิเลสมีราคะเป็นต้นประทุษร้าย

285