ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 256 (เล่ม 45)

ธรรมเวไนย แม้เหล่านั้นอันพระสาวกเป็นต้น แนะนำแล้วก็ย่อมเข้าถึงและ
จักเข้าถึงข้อแนะนำ ด้วยประการฉะนี้. การตรัสรู้ยิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ปรารถนาประโยชน์อันใดไว้ การตรัสรู้ยิ่งเพื่อความสำเร็จประโยชน์นั้นโดย
ส่วนเดียว เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น.
อีกอย่างหนึ่ง การตรัสรู้ยิ่งแม้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ยิ่ง
ซึ่งสภาวะแห่งไญยธรรมที่ควรตรัสรู้ โดยไม่เหลือไม่วิปริต ด้วยพระญาณของ
พระองค์อันเกี่ยวเนื่องเพียงนึก ดุจมะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือฉะนั้น ดังนี้
ก็เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตรวจดูวิธีที่ควรแสดงอย่างนั้น ๆ แห่งธรรมเหล่านั้น ๆ และอัธยาศัย กิเลส
อันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน และความพอใจในความประพฤติของสัตว์เหล่า
นั้น ๆ ไม่ทรงละความเป็นธรรม ไม่ทรงเร่งรีบให้เป็นไปเพียงโวหาร ทรง
ประกาศความเป็นธรรม ทรงพร่ำสอนตามความผิด ตามอัธยาศัย และตาม
ความเป็นธรรม ทรงแนะนำแล้ว เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้เวไนยสัตว์บรรลุถึง
อริยภูมิ. แม้การประกาศธรรมวินัยของพระองค์ เพื่อความสำเร็จประโยชน์นั้น
และเพื่อความเป็นไปตามเป็นจริง ก็เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุ อมตมหานิพพานธาตุ อันยังมี
เบญจขันธ์อยู่ พ้นจากสภาวะที่เป็นรูปและไม่เป็นรูป มีผัสสะ เวทนาเป็นต้น
ล่วงสภาวะแห่งโลก เพราะไม่มีการแตกทำลาย ไม่มีแสงสว่างด้วยอะไร ๆ
เพราะไม่มีเกี่ยวข้อง เว้นจากภาวะมีคติเป็นต้น เพราะไม่มีแสงสว่างนั่นเอง
ไม่มีที่อาศัย ไม่มีอารมณ์ ท่านเรียกว่า อนุปาทิเสสบ้าง เพราะไม่มีแม้เพียง
กิเลสแห่งการยึดถือเป็นต้น อันได้แก่ขันธ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว
ตทายตนํ ฯเปฯ เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 257 (เล่ม 45)

ในอายตนะที่มีอยู่ ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญ-
จายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีโลกนี้ ไม่มี
โลกหน้า และไม่มีพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราไม่กล่าวถึงการมา การไป การตั้งอยู่ การจุติ การอุปบัติ การไม่มีที่
อาศัย การไม่เป็นไป การไม่มีอารมณ์นั่นแล นี้แลที่สุดแห่งทุกข์. การดับ
อุปาทานขันธ์ทั้งหลายทั้งปวง การสงบสังขารทั้งปวง การสละกิเลสทั้งปวง
การสงบทุกข์ทั้งปวง การถอนอาลัยทั้งปวง การตัดขาดวัฏฏะทั้งปวง อมต-
มหานิพพานธาตุ นั้นมีลักษณะสงบโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า จริงแท้
แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ว่าในกาลไหน ๆ เพราะไม่ผิดสภาวะตามที่กล่าว
แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อ ตถาคต เพราะเสด็จไป เสด็จเข้าถึง เสด็จถึง
ทรงปฏิบัติ คือบรรลุอภิชาติเป็นต้นเหล่านี้ เหมือนอย่างนั้น. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเหมือนอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะเป็นอย่างนั้น คือ
อย่างไร. ตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในก่อนเป็นอย่างใด แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นอย่างนั้น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ท่านอธิบายไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น เป็นอย่างใด โดยย่อ คือ ด้วยมรรคศีล
ผลศีล โลกิยศีล โลกุตรศีลแม้ทั้งหมด ด้วยมรรคสมาธิ ผลสมาธิ โลกิย-
สมาธิ โลกุตรสมาธิแม้ทั้งหมด ด้วยมรรคปัญญา ผลปัญญา โลกิยปัญญา
โลกุตรปัญญาแม้ทั้งหมด ด้วยสมาปัตติวิหารธรรมสองล้านสี่แสน ที่ทรง
ปฏิบัติตามทุก ๆ วัน ด้วยตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิ-
ปัสสัทธิวิมุตติ นิสสรณวิมุตติ แต่โดยพิสดาร พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นเป็น
อยู่ใด ด้วยอานุภาพอันเป็นอจินไตย ไม่มีที่สุดประมาณไม่ได้ ด้วยคุณคือ
ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้น.

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 258 (เล่ม 45)

อันที่จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง มีความต่างกันด้วย
ความต่างกัน ๕ ประการเหล่านี้ คือ ความต่างกันด้วยอายุ ๑ ความต่างกัน
ด้วยขนาดพระวรกาย ๑ ความต่างกันด้วยตระกูล ๑ ความต่างกันด้วยการ
บำเพ็ญทุกรกิริยา ๑ ความต่างกันด้วยพระรัศมี ๑. แต่ไม่มีความต่างกันไร ๆ
ในวิสุทธิ มีศีลวิสุทธิเป็นต้น และในคุณที่พระองค์ทรงแทงตลอด ในการปฏิบัติ
สมถะและภาวนา. ที่แท้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะเหล่านั้น ไม่ต่างกัน
และกันดุจทองคำที่แตกในท่ามกลาง. เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งหลายในก่อนเป็นอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เป็นอย่างนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะเป็นเหมือนอย่างนั้น ด้วยประการ
ฉะนี้. อนึ่ง คต ศัพท์ในบทว่า ตถาคโต นี้ มีความว่า วิธะ. แต่ชาวโลก
กล่าวคตศัพท์ ประกอบด้วยวิธศัพท์ ลงในอรรถว่า ประการ.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรงเป็นไปเหมือน
อย่างนั้น เป็นอย่างไร. ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะมีการ
ถึง การไป การดำเนินไป คือความเป็นไปทางกาย วาจา และจิต เหมือน
อย่างนั้นตามความชอบใจ เพราะประกอบด้วยอิทธานุภาพอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น
เพราะได้อนาวรณญาณเพื่อการปฏิบัติบารมีขั้นอุกฤษฏ์ แห่งอัตถปฏิสัมภิทา
เป็นต้น และเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีการกระทบกระทั่งในที่ไหน ๆ ใน
ความเป็นไปทางกายเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะเป็นไป
เหมือนอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ไปจากความจริงแท้เป็นอย่างไร.
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ่า ชื่อว่า อคตะ เพราะพระองค์ไม่มีการไป. กล่าว
คือความเป็นไปอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงแท้นั้น ในการสำเร็จโพธิสมภาร.
ก็ความไม่ไปของพระองค์นั้นนั้น ไม่วิปริต ในการบำเพ็ญทานเพื่อขจัดความ

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 259 (เล่ม 45)

ตระหนี่เป็นต้น ด้วยพระญาณอันเป็นไปโดยนัยมีการพิจารณาโทษและอานิสงส์
เป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะไม่ไปจากญาณอันจริงแท้.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อ อคตะ เพราะไม่มีการไปในคติ ๕
กล่าวคือ ความเป็นไปในการปรุงแต่งกิเลส หรือความเป็นไปแห่งขันธ์. ความ
ไม่ไปของพระองค์นั้น เพราะเป็นไปด้วยสอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสส-
นิพพาน ด้วยอริยมรรคญาณอันจริงแท้. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต
เพราะไม่ไปจากความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะความที่พระองค์
เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร. ตอบว่า บทว่า ตถาคตภาเวน ได้แก่
เพราะความเป็นจริงของพระตถาคต อธิบายว่า เพราะความมีจริง. ถามว่า
ก็ตถาคตนั้นคือใคร พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะมีอะไร. ตอบว่า
มีพระสัทธรรม. เพราะสัทธรรมคืออริยมรรค ไปแล้วเหมือนอย่างที่ควรไป
ด้วยการละเด็ดขาด โดยถอนฝ่ายของกิเลสไม่ให้เหลือ ด้วยกำลังสมถะและ
วิปัสสนาอันแนบแน่น.
ผลธรรมไปแล้ว คือ เป็นไปเหมือนอย่างที่ควรไป ด้วยการละอย่าง
สงบ ตามสมควรแก่มรรคของตน ส่วนนิพพานธรรม พระพุทธเจ้าเป็นต้น
ทรงรู้คือทำให้แจ้งเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรู้ คือแทงตลอดด้วยปัญญา สำเร็จ
ด้วยการสงบทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น ด้วยเหตุนั้น พระธรรมจึงชื่อว่า ตถาคต.
แม้ปริยัติธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทรงรู้ ทรงประกาศ ทรงให้
เป็นไปเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าแต่ก่อน ให้เป็นไปแล้วตามสมควร มี
อัธยาศัยเป็นต้น ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจสุตตะ เคยยะ เป็นต้น
และด้วยอำนาจการประกาศความเป็นไปเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระธรรม
จึงชื่อว่า ตถาคต. พระธรรมอันสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า รู้แล้ว

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 260 (เล่ม 45)

รู้ทั่วถึงแล้ว เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ เพราะเหตุนั้น
พระธรรมจึงชื่อว่า ตถาคต. ด้วยประการฉะนี้ แม้พระสัทธรรมทั้งหมด
ก็ชื่อว่า ตถาคต. สมดังที่ท้าวสักกะจอมเทพตรัสไว้ว่า
ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
ธมฺมํ นมสฺสาม สุวติถิ โหตุ
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรม คือ
พระตถาคต อัน เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
เถิด ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีพระสัทธรรมนั้น. อนึ่ง
แม้พระอริยสงฆ์ก็เหมือนอย่างพระธรรม. พระสงฆ์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะ
บรรลุธรรมนั้น ๆ เหมือนอย่างที่ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และเพื่อประโยชน์
ผู้อื่นมุ่งปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นให้บริสุทธิ์ แล้วพึง
บรรลุด้วยมรรคนั้น ๆ ฉะนั้น อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ ชื่อว่า ตถาคต
เพราะตรัสรู้ และเพราะบอกได้เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงนัย
มีปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ฉะนั้น. สมดังที่ท้าวสักกเทวราชตรัสไว้ว่า
ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
สํฆํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหติ
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ คือ
พระตถาคตผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
เถิด ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะมีพระสงฆ์เป็นสาวก. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะความที่พระองค์เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 261 (เล่ม 45)

ข้อนี้ก็เป็นเพียงพูดกัน ในการแสดงถึงความที่พระตถาคต เสด็จไป
เหมือนอย่างนั้นเท่านั้น. แต่โดยแท้จริงแล้ว พระตถาคตเท่านั้นพึงพรรณนา
ความที่พระตถาคตเสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. เพราะข้อนี้เป็นบทบาทของพระ-
ตถาคต เป็นมหาคติ มหาวิสัยที่ใหญ่หลวง. ไม่ควรพูดว่า พระธรรมกถึก
อ้างพุทธพจน์อันเป็นไตรปิฎกเหมือนพุทธพจน์แห่งบทอัปปมาทะโดยเป็นความ
ยุติ เป็นพระธรรมกถึกนอกรีตนอกรอย ดังนี้. ในข้อนั้นท่านกล่าวไว้ว่า
ยเถว โลเก ปุริมา มเหสิโน
สพฺพญฺญุภาวํ มุนโย อิธาคตา
ฯเปฯ
ตถาคโต เตน สมงฺคิภาวโต
พระมุนีทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่แต่ก่อนมาสู่ความเป็นพระสัพพัญญูใน
โลกนี้ฉันใด แม้พระศากยมุนีนี้ก็เสด็จมา
ฉันนั้น ท่านจึงเรียกว่า ตถาคต.
พระชินะทั้งหลาย ละมลทินมีกาม
เป็นต้นโดยไม่เหลือแล้วไปด้วยสมาธิญาณ
ฉันใด พระศากยมุนีผู้มีปัญญารุ่งเรือง
แต่ก่อนเสด็จไปแล้วอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น
จึงชื่อว่า ตถาคต.
พระชินะผู้เป็นศากยะ ผู้เลิศตรัสรู้
ลักษณะมีธาตุ และอายตนะเป็นต้นอย่าง
จริงแท้ โดยจำแนกเป็นสภาวะและสามัญ
ด้วยพระสยัมภูญาณ เหมือนอย่างนั้นจึง
ชื่อว่า ตถาคต.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 262 (เล่ม 45)

พระชินะตรัสรู้สัจธรรมทั้งหลาย
จริงแท้ด้วยสมันตจักษุ ทำให้แจ้งอิทัป-
ปัจจยตา (สิ่งนี้เป็นเหตุของสิ่งนี้) ที่แท้
จริงโดยประการทั้งปวง โดยที่ไม่มีผู้อื่น
แนะนำ เหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้นจึง
ชื่อว่า ตถาคต.
การเห็นอันแท้จริงของพระชินะ ใน
โลกธาตุ แม้มีประเภทไม่น้อยในโคจร-
ธรรมมีรูปายตนะเป็นต้น อันมีประเภท
วิจิตร ด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต
ผู้เห็นโดยรอบ.
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรม
อันแท้จริงเท่านั้น ทรงกระทำสมควรตาม
พระดำรัสของพระองค์ ทรงปกครองโลก
ให้ประพฤติด้วยคุณทั้งหลาย แม้ด้วยเหตุ
นั้น จึงชื่อว่า ตถาคต ผู้แนะนำโลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรู้ด้วยการ
กำหนดรู้เหมือนอย่างนั้น อย่างแท้จริงโดย
ประการทั้งปวง ทรงก้าวล่วงโลกอันเป็น
แดนเกิด ทรงถึงความดับด้วยการกระทำ
อันประจักษ์ และทรงถึงอริยมรรค จึง
ชื่อว่า ตถาคต.

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 263 (เล่ม 45)

พระนาถะเพราะเสด็จมาเพื่อประ-
โยชน์แก่โลกด้วยปฏิญญา อันแท้จริง
เหมือนอย่างนั้นโดยประการทั้งปวง และ
เสด็จไปด้วยพระกรุณา อันแท้จริงในกาล
ทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น พระชินะ จึงชื่อว่า
ตถาคต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้พระญาณ
อันแท้จริงโดยตรัสรู้วิสัยตามความเป็นจริง
เสด็จมาเหมือนอย่างนั้นตั้งแต่เกิด จึงชื่อว่า
ตถาคต เพราะยังประโยชน์ให้ถึงพร้อม.
ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ แต่-
ก่อนเหล่านั้นเป็นอย่างใด แม้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เป็นอย่างนั้น วาจาที่
เปล่งออกมาตามความพอใจ เหมือนอย่าง
นั้น เพราะเป็นตัวของตัวเอง จึงชื่อว่า
ตถาคต บุคคลผู้เลิศ.
การไปก่อนโดยเป็นข้าศึกแห่ง โพธิ-
สมภาร ย่อมไม่มีหรือแม้การท่องเที่ยวไป
ในสงสาร ของพระนาถะนั้นก็ไม่มี ทิฏฐิ
ของพระนาถะผู้เห็นที่สุดภพ ย่อมไม่มี
เพราะฉะนั้น ท่านผู้ไม่ไปจากความจริงแท้
จึงชื่อว่า ตถาคต.

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 264 (เล่ม 45)

พระตถาคต ผู้ทรงธรรม ทรงละ
มลทิน อันผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พึงละ
อย่างใด ท่านผู้เป็นอริยะ ผู้แนะนำอย่าง
วิเศษ ก็ไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ตถาคต เพราะความเป็นผู้มีความพร้อม
เพรียง.
อธิบายบทว่า อรหา ในบทว่า อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ นี้
ได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้ว. ชื่อว่า สัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง
โดยชอบและด้วยพระองค์เอง. ท่านอธิบายไว้ว่า เพราะตรัสรู้ธรรมที่ควร
แนะนำ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยพระองค์เอง โดยไม่วิปริต จากอาการทั้งปวง
แห่งธรรมทั้งหมดนั้น. ด้วยบทนี้เป็นอันท่านแสดงถึงการบรรลุสัพพัญญุตญาณ
อันได้แก่ อนาวรณญาณ อันเนื่องด้วยความหวังสามารถให้บรรลุธรรมทั้งปวง
โดยอาการทุกอย่าง เว้นการสอนผู้อื่น.
ถามว่า อนาวรญาณอื่นจากสัพพัญญุตญาณมิใช่หรือ คำที่ว่า
อสาธารณญาณ ๖ เป็นพุทธญาณโดยประการอื่นก็ผิดน่ะซิ. ตอบว่า ไม่ผิด
เพราะความที่ญาณเดียวเท่านั้นท่านกล่าวเป็นสองอย่าง เพื่อแสดงความไม่ทั่วไป
ด้วยญาณเหล่าอื่น โดยประเภทอันเป็นไปแห่งวิสัย เพทะว่าญาณนั้นอย่างเดียว
เท่านั้น ท่านกล่าวว่า เป็นสัพพัญญุตญาณ เพราะเป็นวิสัยแห่งธรรมที่สมมติ
ว่าเป็นสังขตะและอสังขตะโดยไม่เหลือ และท่านกล่าวว่า เป็นอนาวรณญาณ
อาศัยความประพฤติที่หมดความข้อง เพราะไม่มีเครื่องกั้นในญาณนั้น เหมือน
อย่างที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาเป็นอาทิว่า ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะ
รู้สังขตะและอสังขตะทั้งหมดไม่มีเหลือ ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะไม่มี
เครื่องกั้นในญาณนั้น. เพราะฉะนั้นโดยเนื้อความ ญาณทั้งสองนั้นจึงไม่มีความ

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 265 (เล่ม 45)

ต่างกัน พึงปรารถนาญาณนี้โดยส่วนเดียวเท่านั้น. ความที่สัพพัญญุตญาณและ
อนาวรณญาณ เป็นญาณทั่วไป และไม่เป็นอารมณ์แห่งธรรมทั้งหมด พึงประสบ
โดยประการอื่น. จริงอยู่ พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีเครื่องกั้น แม้
เพียงอณูหนึ่ง. อนึ่ง ความที่อนาวรณญาณเป็นโดยประการอื่นจากความไม่เป็น
อารมณ์แห่งธรรมทั้งปวง เป็นไปไม่ได้ ความเป็นอนาวรณญาณ เพราะ
ความเป็นเองโดยเป็นเครื่องกั้นในญาณก็จะมีไม่ได้.
อีกอย่างหนึ่ง อนาวรณญาณอื่นจากสัพพัญญุตญาณจงยกไว้. แต่ใน
ที่นี้ท่านประสงค์เอาสัพพัญญุตญาณเท่านั้นว่าเป็นอนาวรณญาณ เพราะเป็นไป
โดยไม่มีอะไรกระทบในที่ทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัพพัญญู
ทรงรู้ทุกอย่าง เพราะบรรลุพระสัพพัญญุตญาณนั้นนั่นเอง ท่านจึงกล่าวว่า
เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ. เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่คราวเดียวเท่านั้น.
อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า บัญญัติมีวิโมกข์เป็นที่สุดนี้ พร้อมกับการ
ได้การทำให้แจ้งพระสัพพัญญุตญาณ ณ โคนโพธิ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
เป็นพุทธะนี้ คือ พุทโธ ดังนี้. จริงอยู่ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
สมารถบรรลุธรรมไม่มีเหลือ ในพระสันดานย่อมมีได้ โดยการบรรลุญาณ
อันสามารถให้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวง. ในที่นี้ท่านกล่าวว่า ก็ญาณเมื่อเป็นไป
ย่อมเป็นไปในวิสัยทั้งหมดคราวเดียวเท่านั้นหรือ หรือว่าเป็นไปตามลำดับ
ดังนี้. ก็ในข้อนี้ ผิว่า ญาณเป็นไปในวิสัยทั้งหมดเพียงคราวเดียวเท่านั้น
การตรัสรู้โดยจำแนก ดุจของผู้เพ่งจิตแต่ไกล ในการเข้าไปตั้งร่วมกันของ
สังขตธรรมทั้งหลาย อันแตกต่างกัน มีอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน
และภายนอกเป็นต้น และสมมติธรรมอันเป็นสังขตะ ก็ไม่พึงมีหรือ. ก็
เมื่อเป็นอย่างนั้น ญาณย่อมต้องกันในข้อว่า ธรรมทั้งปวงย่อมเป็นวิสัย
แห่งพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยรูปที่สลายไป ดุจโดยอาการ

265