ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 246 (เล่ม 45)

พร้อมด้วยวาสนา โดยที่สมณะ ฯลฯ หรือพรหมไร ๆ ไม่สามารถท้วง
พระองค์ ด้วยความเป็นธรรมได้ว่า กิเลสเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงละ
ไม่ได้ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงอันตรายิกธรรม อันต่างด้วยกรรมวิบาก
กิเลส การกล่าวโทษ การล่วงละเมิดอาชญา ว่าควรเพื่ออันตรายโดยส่วน-
เดียว โดยที่สมณะ ฯลฯ หรือพรหมไร ๆ ไม่สามารถท้วงพระองค์ได้ว่า
อันตรายิกธรรมเหล่านั้นไม่ควรเพื่ออันตรายโดยการเสพ. อนึ่ง พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์อย่างเยี่ยม มีอริยมรรคเป็น
อันดับแรก มี ๗ ส่วน เป็น ๓๗ ประเภท สงเคราะห์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
เพื่อความสลัดออกจากวัฏทุกข์โดยไม่เหลือ ธรรมนั้นย่อมนำผู้ปฏิบัติออกจากวัฏ-
ทุกข์ โดยส่วนเดียว โดยที่สมณะหรือพราหมณ์ ฯลฯ หรือพรหมไร ๆ ไม่สามารถ
ท้วงพระองค์ โดยความเป็นธรรมได้ว่า ธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์ที่พระ-
องค์ทรงแสดงไม่นำออกจริง ดังนี้. ดังที่มีผู้กล่าวว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงรู้ธรรมเหล่านั้น พระองค์มิได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ จริงดังนี้. พึงทราบ
ความพิสดารต่อไป. จตุเวสารัชชญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นไปแล้ว
โดยอาการไม่วิปริต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้ ของความวิเศษแห่งญาณปหานะ
และเทศนาของพระองค์ ชื่อว่า จริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น. พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงรู้ความจริงแท้ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง คติมี ๕ อย่าง คือ นิรยคติ ๑ ติรัจฉานคติ ๑ เปตคติ ๑
มนุษยคติ ๑ เทวคติ ๑. ในคติ ๕ อย่างนั้น คติทั้งหมดนี้ คือ มหานรก
๘ ขุม มีสัญชีวนรกเป็นต้น อุสสทนรก ๑๖ ขุม มีกุกกุลนรก เป็นต้น และ
โลกันตนรก ชื่อว่านรก เพราะไม่มีความชื่นใจ มีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว และ
ชื่อว่าคติ เพราะต้องไปด้วยกรรมของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่านิรยคติ.

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 247 (เล่ม 45)

แม้สีตนรกซึ่งมืดตื้อ ก็รวมอยู่ภายในนรกเหล่านั้น. สัตว์ทั้งหลายมีหนอน แมลง
ตั๊กแตน งู นก สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ชื่อติรัจฉาน เพราะเป็น
สัตว์ไปขวาง. ชื่อติรัจฉานคติ เพราะไปสู่ความเป็นเดียรัจฉานนั่นเอง. ชื่อว่า
เปตะ เพราะเปรตทั้งหลาย มีปรทัตตูปชีวิเปรต และนิชฌามตัณหิกเปรต
เป็นต้น มีแต่ความหิวกระหายไป คือ ปราศจากความสุขสบาย มากไปด้วย
ความทุกข์. ชื่อว่า เปตคติ เพราะไปสู่ความเป็นเปรตนั่นเอง. แม้พวกอสูร
มีกัญชิกาสูรเป็นต้น ก็อยู่ภายในเปรตเหล่านั้น.
ผู้อยู่ในมหาทวีป ๔ มีชมพุทวีปเป็นต้น กับผู้อยู่ในทวีปเล็ก ๆ ชื่อว่า
มนุษย์ เพราะเป็นผู้มีใจสูง. ชื่อว่ามนุษยคติ เพราะไปสู่ความเป็นมนุษย์นั่นเอง.
หมู่เทพ ๒๖ เหล่านี้ คือ ตั้งแต่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา จนถึงเทพ
ผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมเพลิดเพลิน คือเล่นกีฬา และรุ่งเรื่อง
ด้วยฤทธานุภาพของตน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เทวะ. ชื่อว่า เทวคติ เพราะ
ไปสู่ความเป็นเทวดานั่นเอง.
ก็คติเหล่านี้ เพราะความต่างกันของอุบัติภพ อันเกิดด้วยกรรมวัฏฏะ
(ความหมุนเวียนแห่งกรรม) นั้น ๆ ฉะนั้น โดยเนื้อความได้แก่ วิบากขันธ์
และกฏัตตารูป (รูปเกิดแต่กรรม).
ในคตินั้น ญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมเป็นไปโดยฐานะ โดยเหตุ
ด้วยอำนาจเหตุผล การจำแนก และการกำหนดตามความสามารถว่า คติชื่อนี้
ย่อมเกิดด้วยกรรมชื่อนี้. หมู่สัตว์เหล่านี้แตกต่างกัน โดยการจำแนกอย่างนี้
เป็นส่วนหนึ่ง เพราะกรรมนั้นแตกต่างกัน โดยการจำแนกอย่างนี้ ด้วยความ
ต่างของปัจจัย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ปญฺจ
โข อิมา สารีปุตฺต ฯเปฯ ตญฺจ ปชานามิ ความว่า ดูก่อนสารีบุตร
คติ ๕ เหล่านี้แล คติ ๕ เป็นไฉน คติ ๕ คือ นรก ๑ กำเนิดเดียรัจฉาน ๑

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 248 (เล่ม 45)

เปรตวิสัย ๑ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑ ดูก่อนสารีบุตร เรารู้นรก เหตุที่สัตว์ไป
สู่นรก และทางปฏิบัติให้สัตว์ไปสู่นรก เรารู้ถึงผู้ปฏิบัติตายไปแล้ว จะต้อง
เข้าถึงบาย ทุคติ วินิบาต นรกด้วย. ก็ญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านี้
ข้อว่า เป็นญาณจริงแต่แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดพลาดด้วยความ
เป็นไปแห่งอาการวิปริตในวิสัยนั้น ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต
เพราะตรัสรู้ความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง การประกาศความต่างกัน มีความเป็นผู้มีธุลี คือ กิเลสน้อย
เละธุลีคือกิเลสมากเป็นต้น ด้วยการตรัสรู้ถึงความขาดแคลน แห่งโยคะมีศรัทธา
เป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปแล้วโดยอาการ ๕๐ นั้นเป็นพระปรีชากำหนด
รู้ถึงความหย่อนและยิ่งของอินทรีย์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. สมดังที่ท่านกล่าว
ไว้ว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีธุลีคือกิเลสน้อย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นผู้มี
ธุลีคือกิเลสมาก ดังนี้.
พึงทราบความพิสดารต่อไปนี้. อัธยาศัยเป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลาย
โดยนัยมีอาทิว่า บุคคลนี้มีธุลีคือกิเลสน้อย บุคคลนี้เป็นสัสสตทิฏฐิ บุคคลนี้
เป็นอุจเฉททิฏฐิ บุคคลนี้ตั้งอยู่ในขันติอันเป็นอนุโลม (ผ่อนผัน) บุคคลนี้
ตั้งอยู่ในยถาภูตญาณ (กำหนดรู้ตามความเป็นจริง) บุคคลนี้เป็นกามาสยะ
(มีอัธยาศัยไปในกาม) บุคคลนี้ไม่มีอัธยาศัยไปในเนกขัมมะเป็นต้น บุคคลนี้
เป็นเนกขัมมาสยะ (มีอัธยาศัยมุ่งไปในการออกจากกาม) บุคคลนี้ไม่มีอัธยาศัย
ไปในกามเป็นต้น และโดยนัยมีอาทิว่า กามราคะของบุคคลนี้จัดมาก แต่ไม่
มีปฏิฆะ (ความคับแค้น) เป็นต้น ปฏิฆะของบุคคลนี้แรงมาก แต่ไม่มีกามราคะ
เป็นต้น บุญญาภิสังขาร (สภาพตกแต่งบุญ) ของบุคคลนี้ยิ่ง อปุญญาภิสังขาร
(สภาพตกแต่งบาป) อเนญชาภิสังขาร (สภาพตกแต่งความไม่หวั่นไหว) ไม่ยิ่ง

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 249 (เล่ม 45)

อปุญญาภิสังขาร ของบุคคลนี้ยิ่ง บุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ไม่ยิ่ง
อเนญชาภิสังขารของบุคคลนี้ยิ่ง บุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร ไม่ยิ่ง
กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตของบุคคลนี้ยิ่ง บุคคลนี้น้อมไปในความเลว
บุคคลนี้น้อมไปในความประณีต บุคคลนี้ประกอบด้วยอาวรณกรรม บุคคลนี้
ประกอบด้วยอาวรณกิเลส บุคคลนี้ประกอบด้วยอาวรณวิบาก บุคคลนี้ไม่
ประกอบด้วยอาวรณกรรม บุคคลนี้ไม่ประกอบด้วยอาวรณกิเลส บุคคลนี้ไม่
ประกอบด้วยอาวรณวิบาก นั้น เป็นอาสยานุสยญาณ (ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัย
และกิเลสอันนอนเนืองอยู่ในสันดาน) ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นไปแล้วโดย
อาการ ประกาศให้แจ้งตามความเป็นจริง.
พระบาลีมีอาทิว่า อิธ ตถาคโต สตฺตานํ อาสยํ ชานาติ
อนุสยํ ชานาติ จริตํ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ ภพฺพาภพฺเพ
สตฺเต ชานาติ ความว่า พระตถาคตในศาสนานี้ ทรงรู้อัธยาศัย ทรงรู้
กิเลสอันนอนเนืองในสันดาน ทรงรู้จริต ทรงรู้อธิมุตติ (ความมุ่งหมาย)
ของสัตว์ทั้งหลาย ทรงรู้ภัพสัตว์ และอภัพสัตว์ทั้งหลาย ท่านกล่าวหมายถึง
อาสยานุสยญาณ. ยมกปาฏิหาริยญาณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีการกระทำ
หลายอย่าง และการเนรมิตด้วยฤทธิ์อันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ปรากฏเป็นกองไฟ
และท่อน้ำ ออกจากพระวรกายเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องหน้า และเบื้องหลัง
จากพระเนตรขวาซ้าย จากพระกรรณ พระนาสิก จะงอยพระอังสา พระปรัศว์
พระหัตถ์และพระบาท และจากขุมพระโลมาในระหว่างนิ้วพระหัตถ์ และ
พระบาท. พระบาลีมีอาทิว่า อิธ ตถาคโต ยมกปาฏิหาริยํ กโรติ ฯเปฯ
อุทกธารา ปวตฺตติ ความว่า พระตถาคตในศาสนานี้ ทรงการทำยมก-
ปาฏิหาริย์ อันไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย กองไฟพลุ่งขึ้นจากพระวรกาย
เบื้องบน ท่อน้ำพุ่งจากพระวรกายเบื้องล่าง กองไฟพลุ่งขึ้นจากพระวรกาย

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 250 (เล่ม 45)

เบื้องล่าง ท่อน้ำพุ่งจากพระวรกายเบื้องบน ดังนี้ ท่านกล่าวหมายถึง
ยมกปาฏิหาริย์.
ญาณคือพระมหากรุณาสมาบัติ อันเป็นปัจจัยหยั่งลงสู่พระมหากรุณา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นไปแล้วโดยนัยต่าง ๆ ด้วยมีพระประสงค์จะนำ
หมู่สัตว์ ซึ่งถูกทุกข์และธรรมมากมายมีราคะและชาติเป็นต้น เบียดเบียนออกไป
จากทุกข์และธรรมนั้น. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่าญาณคือพระมหากรุณาสมาบัติ
ของพระตถาคตเป็นไฉน ท่านได้จำแนกไว้โดยอาการ ๘๙ อย่าง โดยนัยมีอาทิ
ว่าพระมหากรุณาหยั่งลงในสัตว์ทั้งหลาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะ
ทรงเห็นด้วยอาการมาก. พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น
เป็นไปต่อเนื่อง เพียงทรงหวังเพื่อสามารถให้รู้ถึงธรรมธาตุเพียงใด สังขตธรรม
และอสังขตธรรมเป็นต้นเพียงใด ทั้งหมดนั้นโดยอาการทั้งปวง เว้นคำชี้แจง
ผู้อื่น ชื่อสัพพัญญุตญาณ เพราะตรัสรู้สังขตธรรมอสังขตธรรมและสมมติสัจ
โดยตลอดทุกเมื่อ ท่านเรียกว่า อนาวรณญาณ หมายถึงความเป็นไปอันไม่ข้อง
เพราะหมดอาวรณ์ในสิ่งนั้น. นี้เป็นสังเขปในเรื่องนี้ ส่วนความพิสดารจักมี
ข้างหน้า อสาธารณญาณ ๖ อย่าง ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านี้ ชื่อว่า
จริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดพลาดแห่งวิสัย ตามความสามารถ
โดยไม่เป็นไปในอาการวิปริต พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะ
ทรงรู้ความจริงแท้ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ญาณประกาศโพชฌงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นไปแล้วโดย
สรุปอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิ-
สัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ ดังนี้ โดย
สามัญลักษณะอย่างนี้ว่า ธรรมสามัคคีมีสติเป็นต้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่อ

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 251 (เล่ม 45)

อันตรายทั้งหลายไม่น้อย มีความหดหู่ ฟุ้งซ่าน การหน่วงเหนียว ประกอบ
ความเพียรมุ่งแต่กามสุข และทำคนให้ลำบาก ยึดมั่นความเห็นว่า ขาดสูญ
ความเห็นว่าเที่ยงเป็นต้นใด อริยสาวกตื่น คือ ลุกขึ้นจากความหลับคือกิเลส
แทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ด้วยธรรมสามัคคีใด
ธรรมสามัคคีนั้นท่านเรียกว่า โพธิ (ความตรัสรู้) ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะ
เป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีอันเป็นเหตุตรัสรู้นั้น อริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรม
สามัคคีตามที่กล่าวแล้ว ท่านก็เรียกว่า โพธิ ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็น
องค์แห่งการตรัสรู้นั้น ดังนี้. โดยลักษณะอันวิเศษอย่างนี้ว่า สติสัมโพชฌงค์
มีการเข้าไปตั้งไว้เป็นลักษณะ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีการสอดส่องธรรมเป็น
ลักษณะ วิริยสัมโพชฌงค์ มีการประคองไว้เป็นลักษณะ ปีติสัมโพชฌงค์
มีการแผ่ไปเป็นลักษณะ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีความสงบเป็นลักษณะ สมาธิ-
สัมโพชฌงค์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีการพิจารณา
เป็นลักษณะดังนี้ โดยแสดงความเป็นไปในขณะเดียวกัน ด้วยเป็นอุปการะ
ของกันและกันแห่งโพชฌงค์ ๗ โดยนัยมีอาทิว่า ในโพชฌงค์เหล่านั้น สติ-
สัมโพชฌงค์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติประกอบปัญญารู้รอบ-
ตอบ คือ สติอย่างยิ่ง ระลึกถึงตามระลึกถึงแม้สิ่งที่ทำ แม้คำที่พูดไว้นาน
แล้วได้ ดังนี้ โดยแสดงวิสัย การทำให้แจ้งและความเป็นไปแห่งโพชฌงค์
เหล่านั้นโดยนัยมีอาทิว่า ในโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน
สติมีอยู่ในธรรมทั้งหลายในภายใน สติมีอยู่ในธรรมทั้งหลายในภายนอก ดังนี้
โดยแสดงวิธีเจริญโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เจริญสติสัมโพชฌงค์ อาศัยความสงัด อาศัยความปราศจากราคะ อาศัยความ
ดับตัณหา น้อมไปในความเสียสละดังนี้ โดยอาการต่าง ๆ อย่างนี้ โดยจำแนก
ออกถึงเก้าหมื่นหกพันนัย มีอาทิว่า โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน สมัยใด ภิกษุใน

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 252 (เล่ม 45)

ธรรมวินัยนี้เจริญฌาน ฯลฯ สมัยนั้น โพชฌงค์ ๗ คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเกิด ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน
คือ สติ อนุสติ ดังนี้ ชื่อว่า เป็นญาณจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น
เพราะกล่าวไม่ผิดความนั้น ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้
ความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ คือ บรรลุ
ญาณอันแท้จริง ด้วยอำนาจแห่งปัญญาวิเศษอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น มีประเภท
ไม่มีที่สุดและหาประมาณมิได้ มีสติปัฏฐาน สัมมัปปธานและญาณอันทำให้แจ้ง
เป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วโดยสรุปอย่างนี้ว่า ในอริยสัจ ๔ นั้น อริยสัจ คือ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ
ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดังนี้ โดยสามัญลักษณะอย่างนี้ว่า ชื่อว่า อริยะ เพราะ
ไกลจากกิเลสทั้งปวง เพราะทำความเป็นอริยะ และเพราะได้อริยผล ชื่อว่า
อัฏฐังคิกะ (มีองค์ ๘) เพราะอริยะมี ๘ อย่าง อละเพราะเป็นเหตุโดยส่วนเดียว
เพื่อบรรลุถึงนิพพาน ชื่อว่า มรรค เพราะทำลายกิเลสให้สิ้นไป ผู้หวังประโยชน์
แสวงหา หรือแสวงหาพระนิพานด้วยตนเอง ดังนี้ โดยลักษณะวิเศษอย่างนี้ว่า
สัมมาทิฏฐิ มีการเห็นชอบเป็นลักษณะ สัมมาสังกัปปะมียกขึ้นชอบเป็นลักษณะ
สัมมาวาจา มีการกำหนดชอบเป็นลักษณะ สัมมากัมมันตะ มีการสร้างสรรค์
ชอบเป็นลักษณะ สัมมาอาชีวะ มีความผ่องใสชอบเป็นลักษณะ สัมมาวายามะ
มีการประคองไว้ชอบเป็นลักษณะ สัมมาสติ มีการตั้งไว้ชอบเป็นลักษณะ
สัมมาสมาธิ มีความไม่ฟุ้งซ่านชอบเป็นลักษณะ ดังนี้ โดยการจำแนกหน้าที่
อย่างนี้ว่า สัมมาทิฏฐิ ละมิจฉาทิฏฐิกับกิเลสอันเป็นข้าศึกของตนแม้อื่น กระทำ
พระนิพพานให้เป็นอารมณ์ และเห็นสัมปยุตธรรมโดยความไม่ลุ่มหลงด้วยการ
กำจัดโมหะอันปกปิดพระนิพพานนั้น แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็เหมือนกัน

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 253 (เล่ม 45)

ละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น กระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ และกระทำการยกขึ้นชอบ
การกำหนด การสร้างสรรค์ ความผ่องใส การประคอง การตั้งไว้ การตั้งมั่น
แห่งสหชาตธรรมทั้งหลาย ดังนี้ โดยจำแนกความเป็นไปในภาคต้นและภาคหลัง
อย่างนี้ว่า สัมมาทิฏฐิในภาคต้น มีขณะต่าง ๆ กัน มีอารมณ์ มีทุกข์เป็นต้น
ต่างหากในกาลแห่งมรรค มีขณะอันเดียวกัน กระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์
โดยกิจย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง มีอาทิว่า รู้ในทุกข์ดังนี้ แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้น
ในภาคต้นก็มี ขณะต่าง ๆ กัน มีอารมณ์ต่าง ๆ กัน ในกาลแห่งมรรคมีขณะ
อันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกัน ในอริยมรรคเหล่านั้น สัมมาสังกัปปะโดย
กิจย่อมได้ชื่อ ๓ อย่าง มีอาทิว่า ความดำริในการออกจากกาม ดังนี้ อริยมรรค
๓ มี สัมมาวาจาเป็นต้น มีจำแนกเป็นอาทิว่า เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากพูดเท็จ
ดังนี้ เป็นวิรัติบ้าง เป็นเจตนาบ้าง ในขณะแห่งมรรคเป็นวิรัติ สัมมาวายามะ
และสัมมาสติโดยกิจย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยอำนาจสัมมัปปธานและสติปัฏฐาน
แต่สัมมาสมาธิ แม้ในขณะแห่งมรรคก็ต่าง ๆ ด้วยปฐมฌานเป็นต้น. พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้ว เหมือน
อย่างนั้นเป็นอย่างไร. ตอบว่า การเกิด การตรัสรู้ การประกาศธรรมวินัย
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนอย่างนั้น. ถามว่า
ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ตอบว่า การเกิดเป็นต้นเหล่านั้น อันพระโลกนาถ
ปรารถนาแล้วและพระพฤติแล้ว ซึ่งประโยชน์ใด เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่
เป็นอย่างอื่นโดยประพฤติประโยชน์ไม่วิปริต เพราะพูดไม่ผิด เพื่อให้ประโยชน์
นั้นสำเร็จโดยส่วนเดียว จริงดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เป็นพระโพธิสัตว์
ทรงบำเพ็ญเหตุแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีการบำเพ็ญสมติงสบารมี

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 254 (เล่ม 45)

เป็นต้น ดังได้กล่าวแล้วประทับอยู่ ณ ชั้นดุสิตบุรี พวกเทพในหมื่นจักรวาล
ได้สดับพุทธโกลาหลจึงประชุมร่วมกันเข้าไปเฝ้ากราบทูลวิงวอนว่า
กาโลโข เต มหาวีร อุปฺปชฺช มาตุกุจฺฉิยํ
สเทวกํ ตารยนฺโต พุชฺฌสฺสุ อนตํ ปทํ
ข้าแต่พระมหาวีระ ถึงเวลาแล้วที่
พระองค์จะเสด็จอุบัติ ในพระครรภ์พระ-
มารดา ขอพระองค์ทรงยังเทวดาพร้อมด้วย
มนุษย์ให้ข้ามพ้น ตรัสรู้อมตบทเถิด
ดังนี้ บุพนิมิตเกิดแล้ว ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ทรงดำริว่า บัดนี้
เราจักเกิดในกำเนิดมนุษย์แล้วจักตรัสรู้ดังนี้ ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ
พระมหามายาเทวีในศากยราชตระกูลในวันเพ็ญเดือน ๘ เหล่าเทวดาและมนุษย์
ต่างพากันดูแลรักษาตลอด ๑๐ เดือน ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่งในวันเพ็ญเดือน ๖
ก็ทรงประสูติ ในขณะประสูติบุพนิมิต ๓๒ ประการ ได้ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์
เหมือนในขณะถือปฏิสนธิ. โลกธาตุหนึ่งหมื่น สะเทื้อน สะท้าน หวั่นไหว.
แสงสว่างหาประมาณมิได้ แผ่ซ่านไปในหมื่นจักรวาล คนตาตาบอดก็ได้เห็น
เหมือนประสงค์จะดูสิริอันหาประมาณมิได้. คนหูหนวกก็ได้ยินเสียง คนใบ้
ก็คุยกันได้ คนค่อมก็ตัวตรง คนเปลี้ยก็เดินได้สรรพสัตว์ที่ถูกจองจำ ก็พ้น
จากเครื่องจองจำด้วยขื่อคาเป็นต้น ไฟในนรกทั้งหมดดับ ความหิวกระหาย
ในเปรตวิสัยสงบ ภัยมิได้มีแก่เดียรัจฉานทั้งหลาย โรคของสรรพสัตว์
สงบ สรรพสัตว์พูดจาน่ารัก ม้าร้องด้วยเสียงไพเราะ ช้างส่งเสียงกระหึม
สรรพดุริยางค์บรรเลงเสียงกงวานขึ้นเอง เครื่องประดับมีสวมข้อมือ
เป็นต้น ของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ประยุกต์กันเลย ยังเปล่งเสียงออกมาอย่าง

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 255 (เล่ม 45)

ไพเราะ. ทั่วทุกทิศสว่างไสว ลมพัดเย็นอ่อน ๆ ทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิด
ความสุข. ฝนตกในเวลามิใช่กาล น้ำพุพุ่งจากแผ่นดินไหลไป นกทั้งหลาย
ไม่บินไปทางอากาศ. แน่น้ำไม่ไหลเอ่ออยู่กับที่ น้ำในมหาสมุทรมีรสหวาน.
เมื่อดวงอาทิตย์ลับไปแล้ว ยังส่องแสงสว่างอยู่ ความสว่างทั้งหมดโชติช่วงใน
อากาศ. หมู่เทพทั้งหมดที่เหลือ เว้นอรูปาวจรเทพและสัตว์นรกทั้งหมด ได้
ปรากฏรูปให้เห็น. ต้นไม้ ฝาประตู และหินเป็นต้น ก็กั้นไว้ไม่ได้. สัตว์
ทั้งหลายไม่มีจุติอุปบัติ. กลิ่นทิพย์ฟุ้งตลบอบอวล ขจัดกลิ่นที่ไม่น่าปรารถนา
ทั้งหมด. ต้นไม้มีผลทุกชนิดก็ออกผลสมบูรณ์ มหาสมุทรก็ดาดาษไปด้วย
ดอกบัว ๕ ชนิดเต็มไปทั้งหมด บรรดาดอกไม้ทุกชนิด ทั้งที่เกิดบนบกและ
เกิดในน้ำก็บานสะพรั่ง. ขันธปทุม (บัวกอ) ก็บานสะพรั่งที่กอ สาขาปทุม
(บัวก้าน) ก็บานสะพรั่งที่ก้าน ลดาปทุม (บัวเถา) ก็บานที่เถา ทัณฑ-
ปทุม (บัวลำต้น ) ก็เจาะพื้นดิน แผ่นหินโผล่ออกมา มีใบตั้งร้อย
ฉลุมอยู่เบื้องบน ๆ. โอลัมพกปทุม (บัวห้อยย้อย) ก็เกิดบนอากาศ. ฝน
ดอกไม้ก็ตกไปโดยรอบ บนอากาศดนตรีทิพย์ก็บรรเลงกระหึม หมื่นโลกธาตุ
ทั้งสิ้น มีพวงมาลาอย่างเดียวกัน ดุจช่อมาลาที่ร้อยห้อยไว้ ดุจกำมาลาที่มัด
วางไว้ และดุจแท่นมาลาที่ประดับตกแต่งไว้ ได้มีพัดวาลวิชนีคลี่ออก อบ
ด้วยกลิ่นดอกไม่และกลิ่นธูป ดูงดงามยิ่งนัก. อนึ่ง บุพนิมิตเหล่านั้นได้เป็น
นิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษไม่น้อย ที่พระโพธิสัตว์บรรลุแล้วในเบื้องบน.
เพราะปรากฏความอัศจรรย์ไม่น้อยอย่างนี้ การเกิดที่พระโพธิสัตว์นั้นปรารถนา
ประโยชน์อันใดไว้ ก็ได้เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพื่อความ
สำเร็จอภิสัมโพธิญาณนั้นโดยส่วนเดียว. อนึ่ง พวกพ้องที่ควรแนะนำเพื่อการ
ตรัสรู้ ที่ชื่อพุทธเวไนยนั้นทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเเนะนำด้วย
พระองค์เองทั้งนั้น โดยไม่มีเหลือเลย มิใช่สาวกแนะนำ สาวกเวไนย และ

255