ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 236 (เล่ม 45)

ในเบื้องบน ที่สุดอเวจีไว้ในเบื้องล่าง ทรงครอบงำ สรรพสัตว์ในโลกธาตุอันหา
ประมาณมิได้ในเบื้องขวาง คุณของพระองค์ชั่งหรือวัดไม่ได้ ด้วยศีลบ้าง สมาธิบ้าง
ปัญญาบ้าง วิมุตติบ้าง วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง โดยแท้จริง พระองค์อันบุคคลชั่ง
ไม่ได้ วัดไม่ได้ เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ไม่มีเทวดายิ่งกว่า เป็นท้าวสักกะยิ่ง
กว่าท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหมทั้งหลาย สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
สเทวเก ภิกฺขเว โลเก ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย ตถาคโต อภิภู อนภิภูโต
อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ตถาคต เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้ครอบงำได้ เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ยังสัตว์ให้อยู่ใน
อำนาจ ในโลกพร้อมกับเทวโลก ฯลฯ ในหมู่สัตว์พร้อมกับเทวดาและมนุษย์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต. นี้เป็นบทสำเร็จในข้อนั้น คำพูดก็เหมือนยา
เป็นเยื้องกรายแห่งเทศนา และเป็นการสะสมบุญ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้นผู้มีอานุภาพมาก ทรงย่ำยีผู้กล่าวคัดค้านทั้งหมด และโลกพร้อมด้วย
เทวโลก ดุจหมอยาปราบงูด้วยยาทิพย์ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีคำพูด
วิเศษตามที่กล่าวแล้ว จริงแท้ไม่แปรผัน ในการครอบงำชาวโลกทั้งปวง
เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ชื่อ ตถาคโต เพราะแปลง ท เป็น ต ด้วย
ประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อ ตถาคต เพราะอรรถว่าทรงครอบงำ
ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ ตถาคต เพราะรู้ คือ ตรัสรู้ด้วยความแท้จริง.
อธิบายว่า ชื่อตถาคต เพราะรู้ คือ หยั่งรู้โลกทั้งสิ้นด้วยติรณปริญญาอันแท้จริง.
ชื่อตถาคต เพราะละโลกสมุทัย (ตัณหาเป็นต้นเหตุให้เกิดโลก) ด้วยปหาน-
ปริญญาอันแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะบรรลุโลกนิโรธ (ความดับตัณหา
เป็นเหตุให้เกิดโลก) ด้วยการทำให้แจ้งอันแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะทรงไป

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 237 (เล่ม 45)

คือปฏิบัติโลกนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิบัติปฏิปทาให้ถึงความดับตัณหาเป็นเหตุ
ให้เกิดโลก) ด้วยภาวนาอันแท้จริง. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า โลโก
ภิกฺขเว ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตตรัสรู้ยิ่งถึงโลก ตถาคตแยกออกจากโลกแล้ว ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตตรัสรู้ยิ่งถึงโลกสมุทัย ตถาคตละโลกสมุทัยได้แล้ว ตถาคต
ตรัสรู้ยิ่งโลกนิโรธ ตถาคตทำให้แจ้งโลกนิโรธแล้ว ตถาคตตรัสรู้ยิ่งโลก-
นิโรธคามินีปฏิปทา ตถาคตเจริญโลกนิโรธคามินีปฏิปทาชัดแจ้งแล้ว ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ตถาคตตรัสรู้ยิ่งถึงสิ่งทั้งปวง ของเทวโลกพร้อมด้วย
มนุษยโลกนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อ ตถาคต ด้วยเหตุอื่นอีก ๘ ประการ คือ
ชื่อตถาคต เพราะเสด็จมาเพื่อความแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเพื่อ
ความแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะทรงตรัสรู้ความจริงแท้. ชื่อตถาคต เพราะ
เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. ชื่อตถาคต เพราะเป็นเหมือนอย่างนั้น. ชื่อตถาคต
เพราะเป็นไปเหมือนอย่างนั้น. ชื่อตถาคต เพราะไม่เสด็จไปจากความแท้จริง.
ชื่อว่าตถาคต เพราะความที่พระองค์เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะเสด็จมาเพื่อความแท้จริง
เป็นอย่างไร. ตอบว่า มหาปฏิญญาอันใด ที่พระผู้มีภาคภาคเจ้า ผู้เป็นสุเมธดาบส
ได้บำเพ็ญอภินิหารอันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ ดังที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
อภินิหารย่อมสำเร็จ เพราะถึงพร้อม
ด้วยธรรม ๘ ประการ คือ ความเป็น
มนุษย์ ๑ ความพรั่งพร้อมด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑
การเห็นพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑
การถึงพร้อมด้วยคุณ ๑ อธิการะ ๑ ความ
มีฉันทะ ๑

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 238 (เล่ม 45)

ดังนี้ ให้เป็นไปแล้ว ณ บาทมูลของพระทีปังกรทศพลว่าเราข้ามโลก
พร้อมทั้งเทวโลกแล้ว จักยังสัตว์ให้ข้ามบ้าง เราพ้นแล้วจักยังสัตว์ให้พ้นบ้าง
เราฝึกแล้ว จักให้สัตว์ฝึกบ้าง เราปลอดโปร่งแล้ว จักให้สัตว์ปลอดโปร่งบ้าง
เราปรินิพพานแล้ว จักให้สัตว์ปรินิพพานบ้าง ดังนี้. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
กิมฺเม เอเกน ติณฺเณน ปุริเสน ถามทสฺสินา
สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ
อิมินา เม อธิกาเรน ปุริเสน ถามทสฺสินา
สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา ตาเรมิ ชนตํ พหุํ
สํสารโสตํ ฉินฺทิตฺวา วิทฺธํเสตฺวา ตโย ภเว
ธมฺมนาวํ สมารุยฺห สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ
กิมฺเม อญฺญาตเวเสน ธมฺมํ กจฺจิกเตนิธ
สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิติวา พุทฺโธ เหสฺสํ สเทวเก
เราบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูแล้ว
ประโยชน์อะไร ด้วยเราผู้เป็นบุรุษมีกำลัง
ใจ จะข้ามไปผู้เดียว จักยังมนุษย์พร้อม
ทั้งเทวดาให้ข้ามบ้าง.
เราบรรลุความเป็นสัพพัญญูแล้ว
เป็นบุรุษมีกำลังใจด้วยกุศลของเรานี้ จะ
ให้ชนเป็นอันมากข้ามบ้าง.
เราตัดกระแสสงสารได้แล้ว กำจัด
ภพ ๓ ได้แล้ว ขึ้นสู่เรือ คือ พระธรรม
ได้แล้ว จักให้มนุษย์พร้อมด้วยเทวดาข้าม
บ้าง.

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 239 (เล่ม 45)

เราบรรลุความเป็นพระสัพพัญญู
แล้ว ประโยชน์อะไร ด้วยเราผู้ทำให้แจ้ง
พระธรรมด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก จักเป็น
พระพุทธเจ้าในโลกนี้กับทั้งเทวโลก ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นโลกนาถ ไม่ทรงกล่าวให้ผิดมหาปฏิญญานั้น
อัน เป็นเหตุแห่งการค้นคว้าพิจารณา และสมาทานซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งธรรม
อันทำให้เป็นพระพุทธเจ้า แม้ทั้งสิ้น เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน
มีทานบารมีเป็นต้น โดยครบบริบูรณ์เป็นลำดับ ๕ ด้วยความเคารพตลอด
อสงไขยกับแสนมหากัป ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ มีบริจาคอวัยวะเป็นต้น
ทรงเพิ่มพูนอธิฏฐาน ๔ มีสัจจาธิฏฐานเป็นต้น ทรงสั่งสมบุญสมภาร และ
ญาณสมภาร ทรงยังความเพียรในเบื้องต้น ประพฤติธรรมในเบื้องต้น ทรง
บอกธรรม และทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระญาติเป็นต้น ให้ดียิ่งขึ้น
ทรงบรรลุพุทธริยาอันเป็นที่สุดอย่างยิ่ง แล้วจึงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพ-
ญาณ ฉะนั้น มหาปฏิญญานั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจริงแท้ ไม่เป็น
อย่างอื่น ความไม่จริงแท้แม้เพียงปลายขนทรายย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น. จริงอย่างนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์เหล่านี้ คือ
พระทีปังกรทศพล พระโกณฑัญญะ พระสุมังคละ ฯลฯ พระกัสสปะ ทรงอุบัติ
แล้วตามลำดับ ได้พยากรณ์สุเมธดาบสนั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงได้รับพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
๒๔ องค์อย่างนี้ ครั้นทรงได้รับอานิสงส์ที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญบารมี
ควรได้แล้วจึงเสด็จมา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต เพราะมา คือบรรลุ
ความเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งด้วยความจริงแท้ อันเป็นมหาปฏิญญาดังที่ได้กล่าวแล้วนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคตเพราะเสด็จมาเพื่อความแท้จริงด้วยประการฉะนี้.

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 240 (เล่ม 45)

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเพื่อความแท้จริง
เป็นอย่างไร. ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นโลกนาถทรงเห็นหมู่สัตว์ได้รับ
ทุกข์ใหญ่ และความคับแค้น ทรงตั้งพระหฤทัยว่า ไม่มีใครอื่นจะเป็นที่พึ่ง
ของหมู่สัตว์นั้นได้ เท่านั้นซึ่งพ้นแล้วจากสังสารทุกข์นี้ จักให้หมู่สัตว์นั้น
พ้นบ้าง ดังนี้ จึงได้ทรงบำเพ็ญบารมียิ่งใหญ่ ด้วยพระมหากรุณา. ก็ครั้น
ทรงบำเพ็ญแล้ว ทรงขวนขวาย เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งสิ้นตามที่
ทรงตั้งปณิธานไว้ ไม่ทรงห่วงใยร่างกาย และชีวิต ทรงบำเพ็ญทุกรจริยาที่ทำ
ได้ยากอย่างยิ่ง ให้จิตเกิดความหวาดสะดุ้ง แม้ด้วยเหตุเพียงผู้อื่นได้ยินได้ฟัง
เข้า ทรงปฏิบัติโดยประการที่การปฏิบัติของพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย อันจะ
เป็นส่วนแห่งการละ หรือจะเป็นส่วนแห่งความเศร้าหมอง หรือจะเป็นส่วน
แห่งความตั้งอยู่ ก็ไม่ใช่ ที่แท้ยังมีส่วนอันวิเศษยิ่งขึ้นไปอีก จึงทรงรวบรวม
โพธิสมภารไม่ให้มีเหลือตามลำดับ แล้วบรรลุสัมโพธิญาณอันยอดยิ่ง. แต่นั้น
ทรงคอยตักเตือนผู้อื่นด้วยพระมหากรุณานั้น ทรงละความยินดีในความสงัด
และความสุขคือความหลุดพ้นอันสงบอย่างยิ่ง ไม่ทรงคำนึงถึงความยกย่อง
ดูหมิ่นและอาการผิดปกติที่ชนเหล่านั้นทำให้เกิดขึ้นในโลกอันมากด้วยชนพาล
ทรงสำเร็จพุทธกิจไม่มีเหลือโดยการแนะนำเวไนยชน. อาการที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงเข้าถึงด้วยพระมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ในพุทธกิจนั้น จักมีแจ้ง
ข้างหน้า. พระมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลายของพระโลกนาถผู้เป็นพระพุทธเจ้า
เป็นอย่างใด แม้ของท่านผู้เป็นพระโพธิสัตว์ก็เป็นอย่างนั้น เป็นของแท้จริง
ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเป็นเช่นเดียวกันในสูตรทั้งปวง มีมหาภินิหารกาลสูตร
เป็นต้น และโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อ
ตถาคต เพราะเสด็จไป คือ ดำเนินไปเพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งสิ้น ด้วยพระ-
มหากรุณาอันแท้จริง มีรสเสมอกันในสรรพสัตว์อันไม่มีกำหนดแม้ ๓. พระผู้-
มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเพื่อความแท้จริง ด้วยประการฉะนี้.

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 241 (เล่ม 45)

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคตเพราะตรัสรู้ความแท้จริง
เป็นอย่างไร. ตอบว่า อริยมรรคญาณ ๔ ชื่อว่า ความแท้จริง. จริงอยู่
อริยมรรคญาณเหล่านั้น ชื่อว่า แท้จริง ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดสภาวะ
และลักษณะพร้อมด้วยรส ของอริยสัจ ๔ อันเป็นเหตุแห่งความเป็นไป การ
กลับไปและทั้งสองอย่างนั้น รวบรวมธรรมที่ควรรู้ไว้ทั้งหมดอย่างนี้ว่า นี้ทุกข์
นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ และของ
ธรรมทั้งหลายเพื่อความเป็นไปโดยอาการไม่วิปริต อันได้แก่การไม่ลุ่มหลง
และการตรัสรู้ในอริยมรรคญาณนั้น ซึ่งได้ด้วยการตัดขาดฝ่ายที่เศร้าหมอง
ตรัสรู้ผูกพันสภาวะตามเป็นจริง อันมีวิภาคแห่งอริยมรรคญาณนั้นเป็นต้นว่า
ทุกข์ มีการเบียดเบียน ปรุงแต่ง เผา แปรปรวน เป็นอรรถ สมุทัย มีการ
ขวนขวายเป็นเหตุ พัวพัน ห่วงใยเป็นอรรถ นิโรธ เป็นเครื่องสลัดออก สงัด
จากกิเลส ไม่ปรุงแต่งอมตะเป็นอรรถ มรรค นำออกไป เป็นเหตุ เป็นทัสสนะ
เป็นอธิบดี เป็นอรรถดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้อื่นแนะนำ ทรงรู้คือ
บรรลุ อริยมรรคญาณเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ความแท้จริง.
มรรคญาณควรให้แจ่มแจ้งด้วยประการใด อัปปฏิหตญาณ (ญาณที่ไม่-
มีอะไรกระทบได้ ) จตุปฏิสัมภิทาญาณ (ญาณคือปฏิสัมภิทา ๔ ) จตุเวสารัชช-
ญาณ(ญาณคือเวสารัชชธรรม ๔ ) ปัญจคติปริจเฉทญาณ (ญาณคือกำหนดคติ ๕)
ฉ อสาธารณญาณ (ญาณคืออสาธารณะ ๖ ) สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ (ญาณ-
คือทำให้แจ้งซึ่งโพชฌงค์ ๗) อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ ญาณคือทำให้แจ้ง
ซึ่งองค์แห่งมรรค ๘) นวานุปุพวิหารสมาปัตติญาณ ( ญาณ คือการเข้าอนุปุพ-
วิหาร ๙ ) และ ทศพลญาณ (ญาณเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐) ของพระผู้-

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 242 (เล่ม 45)

มีพระภาคเจ้า ควรให้แจ่มแจ้งในกาล ๓. ในมรรคญาณนั้นควรรู้อย่างใด
อย่างหนึ่ง มีสภาวกิจเป็นต้น มีที่อยู่วิเศษเป็นต้นและมีนามและโคตรอัน
เนื่องด้วยขันธ์เป็นต้น ในขันธ์ธาตุอายตนะที่เป็นอดีตอันแตกต่างกันมีเลวเป็น
ต้นของสัตว์ผู้แตกต่างกันมีความเลวเป็นต้น อันไม่มีประมาณในโลกธาตุอันไม่
มีประมาณ. อนึ่ง พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ข้องไม่มีอะไรกระทบ
แล้ว ในความวิเศษมี วรรณ สันฐานกลิ่นรสและผัสสะเป็นต้นของรูปธรรม
อันเกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้น ๆ ในรูปธรรมทั้งหลายอันละเอียดยิ่ง ตั้งอยู่ภายใน
และอยู่ไกล อันเนื่องด้วยอนินทรีย์ ย่อมเป็นไปโดยประจักษ์ในที่ทั้งปวงดุจ
มะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือ. ญาณเหล่านี้ คือ ญาณในอนาคตและปัจจุบันก็
เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า อัปปฏิหตญาณในกาล ๓. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า
อัปปฏิหตญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะในส่วนอดีต อนาคต ปัจจุบัน.
ก็ญาณเหล่านั้น ชื่อว่า จริงแท้ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดไปจากสภาวลักษณะ
พร้อมด้วยรสแห่งธรรมทั้งหลายในญาณนั้น ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุ
ญาณเหล่านั้นด้วยสยัมภูญาณ จึงชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงรู้ความจริงแท้
ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ปฏิสัมภิทามี ๘ อย่างคือ อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉาน-
ในอรรถ) ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม) ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา
(ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา(ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ) ๑.
ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น ญาณอันเป็นประเภทในอรรถเพื่อสามารถทำให้
แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะของประเภทแห่งอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัม-
ภิทา ญาณอันเป็นในธรรมเพื่อสามารถทำให้แจ้ง และกำหนดพร้อมด้วย
ลักษณะแห่งประเภทของธรรม ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ญาณอันเป็นไปในการ

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 243 (เล่ม 45)

เข้าใจภาษา (เข้าใจพูด) เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะ
ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา ญาณอันเป็นไปในปฏิภาณ (ความเฉียบแหลม)
เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะ แห่งประเภทของปฏิภาณ
ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ความรู้
ในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในธรรม ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
ความรู้ในอรรถ ในธรรม ในการเข้าใจภาษา ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา ความ
รู้ในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. ก็ในอัตถปฏิสัมภิทานี้โดยย่อ
ผลของเหตุชื่อว่า อรรถ เพราะไม่มีทุกข์และเพราะควรถึงอย่างยิ่ง. แต่โดย
ประเภท ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือ สิ่งใด ๆ ที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ๑ ความ
ดับกิเลส ๑ คำพูดที่มีประโยชน์ ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑ ชื่อว่า อรรถ. ญาณ
อันเป็นประเภทในอรรถนั้นของผู้พิจารณาอรรถนั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา.
โดยย่อ ปัจจัยชื่อว่า ธรรม. เพราะปัจจัยนั้นย่อมจัด. ย่อมให้ประพฤติและย่อมให้
บรรลุถึงประโยชน์นั้น ๆ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ธรรม. แต่โดยประเภท ธรรม
๕ อย่างเหล่านี้คือ ความเกิดแห่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ เหตุ ๑ อริยมรรค ๑
คำที่เป็นภาษิต ๑ กุศล ๑ ชื่อว่า ธรรม. ญาณอันเป็นประเภทในธรรมนั้นของ
ผู้พิจารณาธรรมนั้นชื่อ ธัมมปฏิสัมภิทา. แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวไว้ว่า ความรู้ใน
ทุกข์ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกข์สมุทัย ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
ความรู้ในทุกขนิโรธ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทา ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในเหตุ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
ความรู้ในผลของเหตุ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใด เกิดแล้ว เจริญ
แล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว ความรู้ใน
ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว เจริญแล้ว
เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้วจากธรรมใด ความรู้ในธรรม

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 244 (เล่ม 45)

นั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในชราและมรณะ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
ความรู้ในเหตุเกิดชราและมรณะ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในการดับ
ชราและมรณะ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับชรา
และมรณะ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในชาติ ในภพ ในอุปทาน
ในตัณหา ในเวทนา ในผัสสะ ในสฬายตตนะ. ในนามรูป ในวิญญาณ ใน
สังขารทั้งหลาย ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในเหตุเกิดสังขารชื่อว่า
ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในการดับสังขาร ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้
ในปฏิปทาให้ถึงความดับสังขาร ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ธรรมคือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละ นี้ท่าน
เรียกว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ภิกษุนั้นย่อมรู้ความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่านี้เป็น
ความแห่งภาษิตนี้ ดังนี้ ท่านเรียกว่า อัตถปฏิสัมภิทา กุศลธรรมทั้งหลาย
เป็นไฉน คือ สมัยใด กามาวจรกุศลจิต ปรารภ รูปารมณ์ ฯลฯ ธัมมารมณ์
สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นแล้ว สมัยนั้น ธรรมเป็นผัสสะ
ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ความรู้ในกุศลธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
ความรู้ในวิบากของกุศลธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอาทิ.
พึงทราบความพิสดารต่อไป.
ภาษาตามสภาพ คือ คำพูดที่เป็นจริง ในอรรถและในธรรมนั้น
ความรู้อันเป็นประเภทของภาษาถิ่นของสัตว์ทั้งปวง ในการพูดภาษาตามสภาพ
โดยภาษามคธว่า นี้เป็นภาษาตามสภาพ นี้มิใช่ภาษาตามสภาพดังนี้ ชื่อว่า
นิรุตติปฏิสัมภิทา. ความรู้ในญาณของผู้พิจารณากระทำญาณ แม้ทั้งหมด
อันเป็นไปแล้วโดยพิสดารด้วยโคจรกิจ (ธรรมเป็นอารมณ์) ในญาณเหล่านั้น
ตามที่กล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. ปฏิสัมภิทาญาณ
๔ เหล่านี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุด้วยพระองค์เองจึงเป็นสิ่งจริงแท้
แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่เป็นไปในอาการวิปริต โดยไม่ผิดในวิสัย

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 245 (เล่ม 45)

ของตนนั้น ๆ มีอรรถและธรรมเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต
เพราะทรงรู้ความแท้จริง แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ ทรงเห็น ทรงบรรลุ ตรัสรู้ยิ่งถึงข้อ
ควรแนะนำทั้งปวงนั้น โดยอาการทั้งหมด. จริงดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสรู้อภิไญยธรรม เพราะเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ตรัสรู้ปริไญยธรรมเพราะ
เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ปหาตัพพธรรม เพราะเป็นธรรมที่ควรละ
ตรัสรู้สัจฉิกาตัพพธรรม เพราะเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ภาเวตัพพธรรม
เพราะเป็นธรรมที่ควรทำให้เจริญ โดยที่สมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา
มารพรหมไร ๆ ไม่สามารถจะท้วงพระองค์ ด้วยความเป็นธรรมได้ว่า ธรรม
เหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้ ดังนี้.
ชื่อปหาตัพพธรรม ได้แก่ อนุปปัตติธรรมทั้งปวง ซึ่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงละได้แล้ว ณ โคนต้นโพธิ์ โดยไม่มีเหลือ ไม่มีกิจที่จะต้องทำ
ยิ่งกว่า เพื่อละปหาตัพพธรรมนั้นอีก. จริงดังนั้น กิเลสพันครึ่ง อันต่างด้วย
โลภะ โทสะ โมหะ การใส่ใจวิปริต ความไม่ละอายใจ ความไม่กลัวบาป
ความง่วงเหงาหาวนอน ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ การตีเสมอ
ความริษยา ความตระหนี่ เจ้าเล่ห์ โอ้อวด หัวดื้อ แข่งดี ถือตัว ดูหมิ่นท่าน
มัวเมา เลินเล่อ อกุศลมูล ๓ ทุจริต ความจำผิด ๆ มลทิน วิตก ความ
หลอกลวง การแสวงหา ตัณหา การแสวงหาผิด ๔ อย่าง อาสวะ เครื่องร้อยรัด
โอฆะ โยคะ (กิเลสเครื่องผูก) อคติ การยึดถือเพราะตัณหา นิวรณ์ ๕
ความเสื่อมเสียทางใจ การผูกพันทางใจ เหตุแห่งวิวาท ๖ อนุสัย (กิเลส
นอนเนืองอยู่ในสันดาน) ๗ มิจฉัตตะ ๘ อาฆาตวัตถุ (วัตถุทำให้อาฆาต) ๙
รากเง้าตัณหา อกุศลกรรมบถ ๑๐ การแสวงหาไม่สมควร ๒๑ ทิฏฐิ ๖๒
ตัณหาวิปริต ๑๐๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละ ทรงตัดขาด ทรงถอนได้

245