ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 226 (เล่ม 45)

สังขารทั้งปวง ขวนขวายให้เกิดวิปัสสนา. ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มากด้วยโยนิโสมนสิ-
การ เป็นผู้ประกอบด้วยอัธยาศัยอันบริสุทธิ์ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายใน
สมถะและวิปัสสนานี้ พึงทราบความเป็นผู้มากด้วยสุขและโสมนัส ในปัจจุบัน
นั้นแล. ด้วยเหตุที่ภิกษุเป็นผู้ตั้งอยู่ในสมถะ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายใน
วิปัสสนา ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ขวนขวายให้เกิดวิปัสสนานั้น พึง
ทราบว่าเป็นผู้ปรารภเหตุ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
ในคาถาทั้งหลาย พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้. บทว่า สํวิชฺเชเถว
ได้แก่พึงสังเวช คือ พึงทำความสลดใจนั้นเอง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
สํวิชฺชิตฺวาน ก็มี. อธิบายว่า เป็นผู้มีความสลดใจตามนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้มีปัญญา. อธิบายว่าได้แก่ติเหตุกปฏิสนธิ (การปฏิ-
สนธิด้วยเหตุ ๓ ประการ). บทว่า ปญฺญาย สมเวกฺขิย ได้แก่ พิจารณา
สังเวควัตถุ (วัตถุอันควรให้เกิดความสังเวช) ด้วยความสลดใจโดยชอบด้วย
ปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วโดยชอบด้วยปัญญา บทที่เหลือในที่ทั้ง
ปวงมีความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาโสมนัสสสูตรที่ ๑๐
จบอรรถกถาวรรคที่ ๑ ในทุกนิบาต
แห่งอรรถกถาอิติวุตตกะ ชื่อปรมัตถวิภาวินี ด้วยประการฉะนี้.
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมภิกขุสูตร ๒. ทุติยภิกขุสูตร ๓. ปนียสูตร ๔. อตป-
นียสูตร ๕. ปฐมสีลสูตร ๖. ทุติยสีลสูตร ๗. อาตาปีสูตร ๘. ปฐมนกุ-
หนาสูตร ๙. ทุติยนกุหนาสูตร ๑๐. โสมนัสสสูตร และอรรถกถา.

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 227 (เล่ม 45)

อิติวุตตกะ ทุกนิบาต วรรคที่ ๒
๑. วิตักกสูตร
ว่าด้วยวิตกของพระพุทธเจ้า ๒ ประการ
[๒๑๖] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิตก ๒ ประการ คือ เขมวิตก ๑ วิเวกวิตก ๑
ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเป็นไปเนื่อง ๆ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระตถาคตมีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความไม่
เบียดเบียน วิตกนี้นั่นแลของพระตถาคตนั้น ผู้มีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มา
ยินดี ยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียน ย่อมเป็นไปเนือง ๆ ว่าเราจะไม่เบียด
เบียนสัตว์อะไร ๆ ผู้สะดุ้งหรือผู้มั่นคงให้ลำบากด้วยการกระทำนี้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีความสงัดเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความสงัด วิตก
นี้นั่นแลของพระตถาคตนี้ ผู้มีความสงัดเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความสงัด
ย่อมเป็นไปเนือง ๆ ว่า อกุศลเราละได้แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุ
นั้นแล แม้เธอทั้งหลายก็จงเป็นผู้มีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีแล้ว
ในความไม่เบียดเบียนอยู่เถิด วิตกนี้นั่นแลของเธอทั้งหลายนั้น ผู้มีความไม่
เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียน จักเป็นไปเนือง ๆ
ว่า เราทั้งหลายจะไม่เบียดเบียนสัตว์อะไร ๆ ผู้สะดุ้งหรือผู้มั่นคงให้ลำบาก
ด้วยการกระทำนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสงัดเป็นที่
มายินดี ยินดีแล้วในความสงัดอยู่เถิด วิตกนี้นั่นแลของเธอทั้งหลายนั้น ผู้มี

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 228 (เล่ม 45)

ความสงัดเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความสงัด จักเป็นไปเนือง ๆ ว่า อะไร
ชื่อว่าอกุศล อกุศลอะไร ๆ ที่เราทั้งหลายยังละไม่ได้แล้ว เราทั้งหลายจะละ
อกุศลอะไร.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
วิตก ๒ ประการของพระตถาคตผู้
เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ครอบงำมารอันผู้อื่น
ไม่พึงครอบงำได้ ย่อมเป็นไปเนื่อง ๆ
พระตถาคตผู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นได้แสดง
เขมวิตกข้อที่ ๑ ลำดับนั้น ได้ประกาศวิเวก
วิตกข้อที่ ๒ เรากล่าวมุนีผู้บรรเทาความ
มืด ผู้ถึงฝั่ง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง
ผู้ถึงคุณอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงถึง ผู้มีความชำนาญ ผู้ไม่มีอาสวะ
ผู้ข้ามวัฏทุกข์อันเป็นยาพิษ ผู้น้อมไปแล้ว
ในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ผู้ทรงไว้ซึ่งร่าง
กายอันมีในที่สุดนั้นแลว่า ผู้ละมาร ผู้ถึง
ฝั่งแห่งชรา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดี
มีพระจักษุรอบคอบผู้ปราศจากความโศก
ขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วย (ปัญญา)
ธรรม ย่อมพิจารณาเห็นหมู่ชนผู้ยังข้าม

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 229 (เล่ม 45)

ความโศกไม่ได้ ผู้ถูกชาติและชราครอบ
งำ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บน
ยอดภูเขาหิน พึงเห็นหมู่ชนได้โดยรอบ
ฉะนั้น.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบวิตักกสูตรที่ ๑
ทุกนิบาทวรรควรรณนาที่ ๒
อรรถกถาวิตักกสูตร
ในวิตักกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ตถาคตศัพท์ในบทว่า ตถาคตํ ภิกฺขเว นี้ ย่อมปรากฏในโวหาร
ว่าสัตว์ และสัมมาสัมพุทธะเป็นต้น. ปรากฏในโวหารว่าสัตว์ ในบทมีอาทิว่า
ตถาเหส โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา เป็นความจริงอย่างนั้น สัตว์นี้มี
ความตายเป็นเบื้องหน้า. ปรากฏในโวหารว่า สัมมาสัมพุทธะ ในบทมีอาทิว่า
ตถาคตํ เทวนนุสฺสปูชิตํ
พุทฺธํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมพระ-
ตถาคต คือพระพุทธเจ้า ผู้อันเทวดาและ

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 230 (เล่ม 45)

มนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี จงมีแก่
ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
ปรากฏในโวหารว่า ธรรม ในบทมีอาทิว่า
ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
ธมฺมํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมพระ
ตถาคตคือพระธรรม ผู้อันเทวดาและ
มนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี จงมีแก่
ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
ปรากฏในโวหารว่า สงฆ์ ในบทมีอาทิว่า
ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
สํฆํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมพระ-
ตถาคตคือพระสงฆ์ ผู้อันเทวดาและ
มนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี จงมีแก่
ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
แต่ในที่นี้ปรากฏในโวหารว่า สัมมาสัมพุทธะ. เพราะฉะนั้น ในบท
ว่า ตถาคต นี้ ท่านกล่าวถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นตถาคต ด้วยเหตุ ๘
ประการ. เหตุ ๘ ประการเป็นไฉน. ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาเหมือน
อย่างนั้น. ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. ชื่อว่าตถาคต เพราะ
ทรงรู้ลักษณะที่แท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง โดยความ
เป็นจริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเห็นความแท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรง

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 231 (เล่ม 45)

สั่งสอนสิ่งที่แท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงการทำแต่ความแท้จริง. ชื่อว่า
ตถาคต เพราะอรรถว่าทรงครอบงำ.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาเหมือนอย่าง
นั้นเป็นอย่างไร. ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบำเพ็ญทานบารมี ทรงบำ-
เพ็ญศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี
อธิฏฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน
คือ บารมี ๑๐ เหล่านี้ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทรงบริจาคมหา-
บริจาค ๕ เหล่านี้ คือ บริจาคอวัยวะ ๑ บริจาคตน ๑ บริจาคทรัพย์ ๑
บริจาคภริยา ๑ บริจาคราชสมบัติ ๑ โดยทำนองเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น เสด็จมาอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
ทั้งหลาย ก็เสด็จมาอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต. สมดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า
ยเถว โลกมฺหิ วิปสฺสิอาทโย
สพฺพญฺญุภาวํ มุนโย อิธาคตา
ตถา อยํ ส ยมุนีปิ อาคโต
ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา
พระมุนีทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น
เสด็จมาสู่ความเป็นพระสัพพัญญูในโลกนี้
อย่างใด แม้พระศากยมุนีนี้ ก็เสด็จมา
เหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ จึงชื่อว่า ตถาคต.
ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเหมือนอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ตถาคต ด้วยประการฉะนี้.

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 232 (เล่ม 45)

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปเหมือนอย่าง
นั้นเป็นอย่างไร. ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น ซึ่งประสูติ
เดี๋ยวนั้น ครั้นประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบนแผ่นดิน แล้วทรงหัน
พระพักตร์ไปทางทิศอุดร ย่างพระบาท ๗ ก้าวอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ของเราทั้งหลาย ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
มุหุตฺตาชโต จ ควมฺปติ ยถา
สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ
โส วกฺกมิ สตฺต ปทานิ โคตใน
เสตํว ฉตฺตํ อนุธารยุํ มรู
คนฺตวาน โส สตฺต ปทานิ โคตโม
ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต
อฏฺฐงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยิ
สีโห ยถา ปุพฺพตมุทฺนิฏฺฐิโต
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ควัมปติ
ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้น ทรงเหยียบแผ่นดิน
ด้วยพระบาททั้งคู่เสมอกัน ฉันใด พระ
โคดมนั้น ก็ฉันนั้น ทรงย่างพระบาทได้ ๗
ก้าว หมู่เทพพากันกั้นเศวตฉัตร ครั้นพระ-
องค์เสด็จไปได้ ๗ ก้าวแล้ว ทรงหยุด
เหลียวแลดูทิศสม่ำเสมอกันโดยรอบ ทรง
เปล่งพระวาจาประกอบด้วยองค์ ๘ เหมือน
ราชสีห์ยืนอยู่บนยอดเขาฉะนั้น.

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 233 (เล่ม 45)

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น จึงชื่อว่าตถาคต ด้วย
ประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรงรู้ลักษณะที่แท้จริง
เป็นอย่างไร. ตอบว่า พระองค์ทรงรู้สามัญลักษณ์ พร้อมด้วยลักษณะของ
รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งปวง จริงแท้แน่นอน คือ ทรงบรรลุด้วยญาณคติ
ตรัสรู้ไม่ผิดพลาด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต. สมดังที่ท่านกล่าวว่า
สพฺเพสํ ปน ธมมานํ สกสามญฺญลกขณํ
ตถเมวาคโต ยสฺมา ตสฺมา นาโถ ตถาคโต
ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
นาถะ ทรงรู้สามัญลักษณะของตน แห่ง
ธรรมทั้งปวง แท้จริงทีเดียว ฉะนั้น
พระองค์จึงชื่อว่า ตถาคต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงรู้ลักษณะที่แท้จริง
ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรงตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง
โดยความเป็นจริง เป็นอย่างไร. ตอบว่า อริยสัจ ๔ ชื่อว่า ธรรมแท้จริง.
สมดังที่ตรัสว่า จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญ-
ถานิ กตมานิ จตฺตาริ อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ ภิกฺขเว ตถาเมตํ
อวิตถเมตํ อนฺญฺญกเมตํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้แน่นอน ไม่
เป็นอย่างอื่น ๔ อย่างเหล่านี้ ๔ อย่างเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ ทุกข์นี้เป็นอริยสัจ
เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น. พึงทราบความพิสดารต่อไป พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้
ยิ่งซึ่งธรรมอันแท้จริง. เพราะ คต ศัพท์ ในที่นี้มีความว่าตรัสรู้ยิ่ง. พระผู้มี

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 234 (เล่ม 45)

พระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง โดยความเป็นจริง
ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรงเห็นความแท้จริง
เป็นอย่างไร. ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวง
ซึ่งรูปารมณ์อันมาทางจักขุทวาร ของสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ในโลกธาตุ
อันไม่มีประมาณในเทวโลก พร้อมด้วยมนุษยโลก เมื่อทรงรู้ทรงเห็นอย่างนี้
ทรงจำแนกรูปารมณ์นั้น ด้วยอารมณ์น่าปรารถนาเป็นต้น หรือด้วยการได้บท
ในเพราะ ทิฏฐะ สุตะ มุตะ วิญญาตะ โดยนัยมีอาทิว่า รูปที่แสดงสีแสงอาศัย
มหาภูตรูป ๔ เป็นไปกับด้วยความกระทบกระทั่ง มีสีเขียว สีเหลืองเป็น
รูปารมณ์เป็นไฉน โดยชื่อมากมาย หรือโดย ๑๓ วาระ. หรือโดย ๕๒ นัย
เป็นความจริงแท้ทีเดียว ไม่จริงไม่มี. ในเสียงเป็นต้น อันมาทางโสตทวาร
เป็นต้น ก็มีนัยนี้. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยํ ภิกฺขเว สเท-
วกสฺส โลกสฺส ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ
ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา ตมหํ ชานามิ ตมหํ อภิญฺญาสึ ตํ
ตถาคตสฺส วิทิตํ ตถาคตสฺส อุปฏฺฐาสิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรารู้
รู้ยิ่ง อารมณ์ที่เห็น ที่ฟัง ที่รู้ ที่รู้ยิ่ง ที่ถึง ที่แสวงหา ที่ตามเที่ยวไปของ
โลกพร้อมกับเทวโลก ฯลฯ พร้อมด้วยเทวดาแลมนุษย์ ด้วยใจ อารมณ์นั้น
ตถาคตรู้แล้ว รู้ยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว แก่ตถาคต ได้ปรากฏแล้ว แก่ตถาคต. ด้วย
ประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรงเห็นความแท้จริง. พึง
ทราบความหมายของบทว่า ตถาคโต ในอรรถว่า เห็นความแท้จริงในที่นี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรงสั่งสอนสิ่งที่แท้จริง
เป็นอย่างไร. ตอบว่า ตลอดราตรีใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้พระอนุตร-
สัมมาสัมโพธิญาณ ตลอดราตรีใด เสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ในระหว่างนี้ คำสอนมีสุตตะ เคยยะเป็นต้นใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 235 (เล่ม 45)

ในเวลาปริมาณ ๔๕ พรรษา ทั้งหมดนั้นบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ย่ำยีความมัวเมาใน
ราคะเป็นต้น เป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน เป็นเช่นเดียวกัน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ยญฺจ จุนฺท รตฺตึ ฯเปฯ ตถาคโตติ วุจฺจติ ดูก่อนจุนทะ
ราตรีใด ตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ราตรีใด ตถาคตปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนี้ ตถาคต กล่าวพูดชี้แจงคำสอนใด
ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงแท้ ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ตถาคต.
คต ศัพท์ในที่นี้มีความว่า กล่าว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรง
สั่งสอนสิ่งที่แท้จริง. อีกอย่างหนึ่ง การกล่าว ชื่อว่า อาคท อธิบายว่า คำพูด.
พึงทราบบทสำเร็จในที่นี้ อย่างนี้ว่า ชื่อตถาคโต แปลง ท เป็น ต ในบทว่า
ตโถ อวีปริโต อาคโท อสฺส มีคำพูดจริงแท้ไม่แปรผัน.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะทรงกระทำแต่ความแท้
จริง เป็นอย่างไร. ตอบว่า จริงอยู่ กายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมอนุโลม
ตามวาจา แม้วาจาก่อนุโลมตามกาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็น
ผู้พูดอย่างใด ทำอย่างนั้น และทำอย่างใด พูดอย่างนั้น เมื่อพระองค์เป็นอย่างนี้
วาจาเป็นอย่างใด แม้กายก็ไป คือ เป็นไปอย่างนั้น และกายเป็นอย่างใด
แม้วาจาก็เป็นอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยถาวาที ภิกฺขเว ตถาคโต ตถาการี ตถาวาที
อิติ ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที ตสิมา ตถาคโตติ วุจฺจติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น
เพราะตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น ฉะนั้นจึง
ชื่อว่า ตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงกระทำแต่ความ
แท้จริง ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำ
เป็นอย่างไร. ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำภวัคคพรหมไว้

235