ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 216 (เล่ม 45)

แม้ปหานะก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหานะ ๑ วิกขัมภนปหานะ ๑
สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ นี้สสรณปหานะ ๑. ในปหานะ
เหล่านั้น ข้อที่ควรกล่าวได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาปฐมสูตร ในเอก-
นิบาตมาก่อนแล้ว. อธิบายว่า เพื่อการละ คือ เพื่อให้สำเร็จการละ เพื่อประ-
โยชน์แก่การละ เพราะสละ หรือเพราะก้าวล่วงกิเลสมีราคะเป็นต้นอย่างนั้น ๆ
แม้ทั้ง ๕ อย่าง.
ในบทนั้น เกจิอาจารย์กล่าวว่า การห้ามกิเลสเข้าไปในจิตสันดาน ด้วย
การสำรวม การห้ามกิเลสเข้าไปในจิตสันดาน และการถอนด้วยปหานะ. ก็แม้
โดยทั้งสองอย่างพึงเห็นว่า ทั้งสองอย่างสมบูรณ์ตามควร. ความจริง ธรรม
มีศีลเป็นต้น ชื่อว่าสังวร เพราะการสำรวม ชื่อปหานะ เพราะการละ.
ในคาถาทั้งหลายมีอธิบาย ดังต่อไปนี้. บทว่า อนีติหํ ได้แก่
อันตรายทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นไปในสัมปรายภพ ท่าน
เรียกว่า จัญไร. ชื่อว่า อีติหํ เพราะพรหมจรรย์กำจัดจัญไร คือทำให้พินาศ
คือละ. บทว่า อนุ อีติทํ เป็น อนีติหํ คือ กำจัดจัญไร ได้แก่ศาสนพรหมจรรย์
และมรรคพรหมจรรย์. อีกอย่างหนึ่ง อุปกิเลสมีตัณหาเป็นต้น ชื่อว่า อีติหา
เพราะนำไป คือเป็นไปกับด้วยจัญไรทั้งหลาย อันหาประโยชน์มิได้. ชื่อว่า
อนีติหํ เพราะไม่มีจัญไร. หรือลัทธิของเดียรถีย์ ตามความที่ได้กล่าวมาแล้ว
ซึ่งว่า อีติหา พรหมจรรย์นี้ชื่อว่า อนีติห เพราะตรงกันข้ามกับลัทธิเดียรถีย์
นั้น. ปาฐะว่า อนิติหํ ดังนี้บ้าง. มีอธิบายว่า วิจิกิจฉา ชื่ออิติห เพราะ
มีความจัญไรในธรรมทั้งหลายไม่น้อย. พรหมจรรย์ชื่อว่า อนิติห เพราะไม่มี
ความสงสัย เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติตามคำสอน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศ
แล้ว เป็นผู้หมดสงสัย. อธิบายว่า พรหมจรรย์เป็นอปรปัจจัย (ไม่อาศัยสิ่งอื่น).
สมดังที่ท่านกล่าวว่า พระธรรมเป็นอตักกาวจร (ไม่มีวิตกกังวล) เพราะผู้รู้

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 217 (เล่ม 45)

พึงรู้เอง. เพื่อให้ง่ายในคาถา เกจิอาจารย์จึงกล่าวทำเป็นทีฆะ (เสียงยาว)
ว่า อนีติหํ ดังนี้.
พรหมจรรย์ชื่อว่า เป็นเหตุให้ถึงฝั่งคือนิพพาน เพราะเป็นเหตุให้ถึงที่
สุด คือที่พึ่ง คือฝั่งอันได้แก่นิพพาน. อธิบายว่า มีวิมุตติเป็นรส เพราะวิมุตติ-
เป็นรสเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน โดยส่วนเดียวเท่านั้น. พรหมจรรย์นั้นเป็นเหตุให้
ถึงฝั่งคือนิพพาน. บทว่า โส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดทรงบำ
เพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน ทรงทำลายสรรพกิเลส แล้วจึงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัม-
โพธิญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้ทรงแสดง คือทรงชี้แจง. อีก
อย่างหนึ่ง ท่านกล่าวอริยมรรคว่า นิพฺพาโนคโธ หยั่งลงสู่นิพพาน เพราะ
เว้น อริยมรรคนั้นเสียแล้ว จะไม่มีการหยั่งลงสู่พระนิพพานได้เลย และเพราะ
อริยมรรคนั้นไม่หน่วงเหนี่ยวพระนิพพานแล้วจะเป็นไปไม่ได้. อนึ่ง พรหม-
จรรย์นั้นชื่อว่า นิพฺพาโนคธคามิ เพราะเป็นเหตุให้บรรลุพระนิพพานนั้น
โดยส่วนเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นิพฺพาโนคธคามินํ ได้แก่ เป็นเหตุ
ให้ถึงภายในแห่งพระนิพพาน. อธิบายว่า มรรคพรหมจรรย์กระทำพระนิพพาน
ให้เป็นอารมณ์ แล้วจึงเป็นไป คือเป็นไปทั่วในภายในพระนิพพานนั้นนั่นเอง
บทว่า มหตฺเถหิ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีตนใหญ่ คือมี
อัธยาศัยยิ่ง. พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่า เป็นผู้แสวงหาคุณ
อันใหญ่ เพราะเสาะแสวงหาพระนิพพานใหญ่ หรือขันธ์มีศีลขันธ์เป็นต้น
อันใหญ่. พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ทรงดำเนินไปแล้ว คือปฏิบัติแล้ว
บทว่า ยถา พุทฺเธน เทสิตํ ความว่า ชนเหล่าใดปฏิบัติมรรค-
พรหมจรรย์นั้น และศาสนพรหมจรรย์อันมีประโยชน์นั้น โดยอาการที่เราผู้
เป็นสัมมาสัมพุทธะแสดงธรรม มีอภิไญยธรรม (ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง) เป็นต้น

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 218 (เล่ม 45)

โดยความเป็นอภิไญยธรรมเป็นต้นนั่นแล ชนเหล่านั้นเป็นผู้กระทำตามคำ
สั่งสอน คือกระทำตามโอวาทของเราผู้เป็นศาสดา ผู้พร่ำสอนด้วยประโยชน์
ปัจจุบัน และสัมปรายภพตามสมควร จักกระทำที่สุด คือ ความเป็นไปไม่ได้
แห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น หรือจักกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่ง
ทุกข์ได้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปฐมนกุหนาสูตรที่ ๘
๙. ทุติยนกุหนาสูตร
ว่าด้วยพรหมจรรย์เครื่องกำจัดจัญไร
[๒๑๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ ภิกษุไม่อยู่ประพฤติเพื่อจะ
หลอกลวงชน ไม่อยู่ประพฤติเพื่อจะประจบคน ไม่อยู่ประพฤติเพื่ออานิสงส์
คือ ลาภ สักการะ และความสรรเสริญ ไม่อยู่ประพฤติด้วยคิดว่า ชนจงรู้
จักเราด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่แท้พรหมจรรย์นี้ ภิกษุอยู่
ประพฤติเพื่อความรู้ยิ่ง และเพื่อกำหนดรู้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้
ทรงแสดงพรหมจรรย์เครื่องกำจัดจัญไร
อันเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง คือ นิพพาน เพื่อ

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 219 (เล่ม 45)

ความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ ทางนี้ พระพุทธ-
เจ้าทั้งหลายผู้มีประโยชน์นี้ใหญ่ ผู้แสวงหา
คุณใหญ่ ทรงดำเนินไปแล้ว ชนเหล่าใด ๆ
ย่อมปฏิบัติพรหมจรรย์นั้น ตามที่พระ-
พุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ชนเหล่านั้น ๆ
ผู้กระทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา
จักกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบทุติยนกุหนาสูตรที่ ๙
อรรถกถาทุติยนกุหนาสูตร
ในทุติยนกุหนาสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภิญฺญตฺถํ ได้แก่ เพื่อความรู้ธรรมทั้งปวง โดยจำแนกมี
กุศลเป็นต้น และโดยจำแนกมีขันธ์เป็นต้น โดยไม่วิปริตด้วยความรู้อันวิเศษยิ่ง.
บทว่า ปริญฺญตฺถํ ได้แก่ เพื่อกำหนดรู้และเพื่อก้าวล่วงธรรมอันเป็นไปใน
ภูมิ ๓ โดยนัยมีอาทิว่า อิทํ ทุกฺขํ นี้เป็นทุกข์ ดังนี้.
ในบทนั้น ความรู้ยิ่งในสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เป็นวิสัยของอริยสัจ ๔. ก็การ
รู้รอบ คือ การกำหนดรู้. ผิว่า การกำหนดรู้เป็นวิสัยของทุกข์สัจไซร้
พรหมจรรย์เว้นจากการตรัสรู้ด้วยปหานะ สัจฉิกิริยา และภาวนาย่อมเป็นไป
ไม่ได้. พึงทราบว่า ในที่นี้ท่านประสงค์เอาปหานะเป็นต้น. บทที่เหลือมีเนื้อ
ความได้กล่าวไว้แล้วในสูตรตามลำดับ.
จบอรรถกถาทุติยนกุหนาสูตรที่ ๙

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 220 (เล่ม 45)

๑๐. โสมนัสสสูตร
ว่าด้วยธรรม ๒ อย่าง ในถึงความสิ้นทุกข์
[๒๑๕] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสเเล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ เป็นผู้
มากไปด้วยสุขแลโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน เป็นผู้ปรารภความเพียรแล้วโดยแยบคาย
เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ความ
สังเวชในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช ๑ ความเพียรโดยแยบคายแห่ง
บุคคลผู้สังเวช ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ
นี้แล เป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน เป็นผู้ปรารภความเพียร
แล้วโดยแยบคาย เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีความเพียร มี
ปัญญาเครื่องรักษาตน พิจารณาโดยชอบ
แล้วด้วยปัญญา พึงสังเวชในฐานะเป็นที่
ตั้งแห่งความสังเวชทีเดียว ภิกษุผู้มีปกติ
อยู่อย่างนี้ มีความเพียร มีความประพฤติ
สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน หมั่นประกอบอุบายเป็น
เครื่องสงบใจ พึงถึงควานสิ้นไปแห่งทุกข์ได้.

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 221 (เล่ม 45)

เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบโสมนัสสสูตรที่ ๑๐
จบวรรคที่ ๑
อรรถกถาโสมนัสสสูตร
ในโสมนัสสสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า สุขโสมนสฺสพหุโล นี้มีอธิบายดังนี้ บทว่า สุขํ
ได้แก่ สุขทางกาย. บทว่า โสมนสฺสํ ได้แก่ สุขทางใจ เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ผู้ที่มีสุขทางกาย และสุขทางใจ เป็นไปเนือง ๆ ว่า เป็นผู้มาก
ไปด้วยความสุขและโสมนัส.
บทว่า โยนิ ได้แก่ กำเนิด มาแล้วในบทมีอาทิว่า จตสฺโส
โข อิมา สารีปุตต โยนิโย ดูก่อนสารีบุตร กำเนิด ๔ เหล่านี้แล.
ได้แก่ เหตุในบทมีอาทิว่า โยนิ เหสา ภูมิ จ ผลสฺส อธิคมาย ก็
และภูมินี้เป็นเหตุเพื่อบรรลุผล ดังนี้. และได้แก่ ช่องคลอด ในบทมีอาทิว่า
น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ เตเมนํ กมฺมชวาตา
นิพฺพตฺติตฺวา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ สมฺปริวตฺติตฺวา มาตุ โยนิมุเข
สมฺปฏิปาเทนฺติ เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดจากช่องคลอด มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่า
เป็นพราหมณ์ ลมกรรมชวาต (ลมเบ่ง) เกิดขึ้นกลับเด็กนั้นให้มีเท้าขึ้น ให้มี

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 222 (เล่ม 45)

หัวลง แล้วให้ตกไปในช่องคลอดของมารดา. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาเหตุ.
บทว่า อสฺส แปลว่า โดย. บทว่า อารทฺธา ได้แก่ ตั้งไว้ ประคองไว้
หรือให้สำเร็จบริบูรณ์.
ในบทว่า อาสวานํ ขยาย นี้ ชื่อว่า อาสวะ เพราะไหลออก.
ท่านอธิบายว่า อาสวะทั้งหลายไหล คือ ซ่านออกจากตาบ้าง จากใจบ้าง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาสวะ เพราะไหลจากธรรมถึงโคตรภู จากโอกาสถึง
ภวัคคพรหม. อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายกระทำโอกาสนั้นในธรรมเหล่านั้น ไว้
ในภายในเป็นไปอยู่. อาการนี้มีความว่า ทำไว้ในภายใน. ชื่อว่า อาสวะ เพราะ
อรรถว่า หมักไว้นาน ดุจเครื่องดองมีน้ำหวานเป็นต้นบ้าง. น้ำหวานเป็นต้น
ที่ชาวโลกหมักไว้นาน เรียกว่า อาสวะ. ก็กิเลสเหล่านี้ควรเป็นอาสวะ เพราะ
อรรถว่า หมักหมมไว้นาน. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า ปุริมา
ภิกฺขเว โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชาย อิโต ปุพฺเพ อวิชฺชา นาโหสิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นที่สุดของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ อวิชชามิได้
มีแล้วก่อนจากนี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาสวะ เพราะไหลไปแล่นไปสู่สัง-
สารทุกข์อันกว้างขวาง. ก็ในที่นี้ไม่มีคำพูดมาก่อน กิเลสทั้งหลาย ย่อมประกอบ
ไว้ในที่ที่พูดถึงอาสวะ. คำหลัง ย่อมประกอบไว้แม้ในกรรม. อนึ่ง อาสวะ
ทั้งหลายหาใช่เป็นกรรมและกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่. แม้อันตรายมีประการต่าง ๆ
ก็เป็นอาสวะด้วยแท้. ด้วยว่า อาสวะอันมาในอภิธรรมมี ๔ อย่าง คือ
กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ ทิฏฐาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ เพราะฉะนั้น กิเลส
ทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้น ก็เป็นอาสวะ. แม้ในพระสูตรท่านก็กล่าวถึงกรรม
เป็นไปในภูม ๓ และอกุศลธรรมที่เหลือไว้ในที่นี้ว่า นาหํ จุนฺท ทิฏฐฺธมฺมิ-
กามํเยว อาสวานํ สํวราย ธมฺมํ เทเสมิ ดูก่อนจุนทะ เราย่อมไม่

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 223 (เล่ม 45)

แสดงธรรมเพื่อความสำรวมอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบันเท่านั้น. ใน
บทนี้ว่า ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ ปฏิฆาตาย
เพื่อความสำร่วมอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน เพื่อ กำจัดอาสวะทั้งหลาย
อันเป็นไปในสัมปรายภพ ท่านแสดงถึงการเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้เขา
เดือดร้อน การฆ่า การจองจำเป็นต้น และอันตรายมีประการต่าง ๆ อันเป็น
ทุกข์ในอบาย. ก็อาสวะเหล่านั้นมาในวินัย ๒ อย่าง คือ เพื่อความป้องกัน
อาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปใน
สัมปรายภพ ๑. อาสวะมาในสัพพาสวสูตร ๓ อย่าง ในบาลีมีอาทิว่า ตโย เม
อาวุโส อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว ดูก่อนอาวุโส
อาสวะ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ ดังนี้.
ในสูตรอื่นก็อย่างนั้น. ในอภิธรรม อาสวะ ๓ รวมเป็น ๔ กับทิฏฐาสาวะ.
โดยการแสดงเพื่อให้รู้อาสวะมี ๕ อย่าง คือ อาสวะนำสัตว์ไปนรกก็มี ๑
อาสวะนำสัตว์ไปในกำเนิดเดียรัจฉานก็มี ๑ อาสวะนำสัตว์ไปเปรตวิสัยก็มี ๑
อาสวะนำสัตว์ไปสู่มนุษยโลกก็มี ๑ อาสวะนำสัตว์ไปเทวโลกก็มี ๑. แต่ในที่นี้
ท่านประสงค์เอากรรมเท่านั้นเป็นอาสวะ. ในฉักกนิบาต อาสวะมี ๖ อย่าง
โดยนัยเป็นต้นว่า อตฺถิ อาสวา สํวรา ปหาตพฺพา อาสวะทั้งหลายพึงละ
เพราะการสำรวมก็มี. โดยการแสดงถึงความสำรวมอาสวะทั้งปวง อาสวะ
เหล่านั้นมี ๗ อย่าง รวมกับธรรมอันทัสสนะพึงละ. แต่ในที่นี้ โดยการแสดง
ในอภิธรรม พึงทราบว่า ท่านประสงค์เอาอาสวะ ๔.
ในบทว่า ขยาย นี้ การทำลายอาสวะทั้งหลายพร้อมด้วยรสในบทว่า
อาสวะสิ้นไป เสื่อมไป แตกไป ทำลายไป ความไม่เที่ยง ความอันตรธาน
ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. อาการสิ้นไป ความไม่มี

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 224 (เล่ม 45)

ความสิ้นสุด ความไม่เกิด แห่งอาสวะทั้งหลายในบทนี้ว่า ชานโต อหํ
ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้
เมื่อเห็น เราย่อมกล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ดังนี้ ท่านกล่าวว่า
ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้. อริยมรรคในคาถานี้ว่า
เสกฺขสฺส สิกฺขมานสฺส อุชุนคฺคานุสาริโน
ขยสฺมึ ปฐมํ ญาณํ ตโต อญฺญา อนนฺตรา
ญาณที่หนึ่ง ในเพราะควานสิ้นไป
ของพระเสกขะผู้ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้ดำ-
เนินตามทางตรง จากญาณนั้น ก็รู้ทั่วถึง
เป็นลำดับไป.
ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ. กล่าวผลในบทนี้ว่า อาสวานํ
ขยา สมโณ โหติ เป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย. กล่าวนิพพานใน
คาถานี้ว่า
ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา
อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้มอง
เห็นแต่โทษของผู้อื่น มีความสำคัญใน
การเพ่งโทษเป็นนิจ เขาไกลจากความสิ้น
อาสวะ.
ก็ในสูตรนี้ ท่านกล่าวว่า อาสวานํ ขยาย หมายถึงผล. อธิบายว่า
เพื่อประโยชน์แก่อรหัตผล.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 225 (เล่ม 45)

บทว่า สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ ได้แก่ในฐานะอันให้เกิดความสังเวช
คือ ในวัตถุอันควรสังเวช มีชาติเป็นต้น . วัตถุอันควรสังเวชเหล่านี้ คือ ชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ อันนำไปสู่อบาย ในอดีต ในอนาคตเป็นทุกข์ มีวัฏฏะ
เป็นมูล ในปัจจุบันเป็นทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูล ชื่อว่า ฐานะอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความสังเวช. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า
โลกสันนิวาส ร้อนระอุ สับสน วุ่นวาย เดินทางผิด โลกอันชรานำเข้าไป
ไม่ยั่งยืน ไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ โลกไม่มีอะไรเป็นของตน ต้องละ
สิ่งทั้งปวงไป โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสของตัณหา ดังนี้
ชื่อว่า ฐานะอันให้เกิดความสังเวชในที่นี้. บทว่า สํเวชเนน ได้แก่ ด้วย
ความสังเวชอันได้แก่กลัวเกิดอาศัยวัตถุอันควรสังเวชมีชาติเป็นต้น. แต่โดย
อรรถ ญาณพร้อมด้วยโอตตัปปะ ชื่อว่า ความสังเวช. บทว่า สํเวคสฺส
ได้แก่ เกิดความสังเวชเพราะทุกข์มีชาติเป็นต้นหลาย ๆ อย่าง นับแต่หยั่ง
ลงสู่ครรภ์เป็นต้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํเวชิต บ้าง. บทว่า โยนิโส
ปธาเนน ได้แก่ ด้วยความเพียร โดยอุบาย คือ ด้วยความเพียรชอบ. จริง
อยู่ สัมมาวายามะนั้นท่านกล่าวว่าเป็นปธาน เพราะเป็นที่ตั้งความเพียรและ
เพราะให้สำเร็จภาวนาชั้นสูงสุด ดุจผู้ที่ละอกุศลธรรมได้ บรรดากุศลธรรม
ย่อมถึงการทำภาวนาให้บริบูรณ์ฉะนั้น.
ในบทนั้น ภิกษุไม่เห็นที่ต้านทาน ที่เร้น ที่พึ่งไร ๆ ในภพเป็นต้น
ด้วยความสังเวช ไม่ติดในภพนั้น มีใจไม่เกี่ยวเกาะ และหมดความรู้สึกในอัน
ที่จะหันกลับไป เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งนั้น จึงเป็นผู้น้อมไปเพื่อนิพพาน
โน้มไปเพื่อนิพพาน โอนไปเพื่อนิพพานโดยแท้. ภิกษุนั้น เป็นผู้มากไปด้วย
โยนิโสมนสิการเพราะอาศัยกัลยาณมิตร เป็นผู้ประกอบไปด้วยอัธยาศัยอัน
บริสุทธิ์ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายในสมถวิปัสสนา ย่อมเบื่อหน่ายใน

225