แม้ปหานะก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหานะ ๑ วิกขัมภนปหานะ ๑
สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ นี้สสรณปหานะ ๑. ในปหานะ
เหล่านั้น ข้อที่ควรกล่าวได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาปฐมสูตร ในเอก-
นิบาตมาก่อนแล้ว. อธิบายว่า เพื่อการละ คือ เพื่อให้สำเร็จการละ เพื่อประ-
โยชน์แก่การละ เพราะสละ หรือเพราะก้าวล่วงกิเลสมีราคะเป็นต้นอย่างนั้น ๆ
แม้ทั้ง ๕ อย่าง.
ในบทนั้น เกจิอาจารย์กล่าวว่า การห้ามกิเลสเข้าไปในจิตสันดาน ด้วย
การสำรวม การห้ามกิเลสเข้าไปในจิตสันดาน และการถอนด้วยปหานะ. ก็แม้
โดยทั้งสองอย่างพึงเห็นว่า ทั้งสองอย่างสมบูรณ์ตามควร. ความจริง ธรรม
มีศีลเป็นต้น ชื่อว่าสังวร เพราะการสำรวม ชื่อปหานะ เพราะการละ.
ในคาถาทั้งหลายมีอธิบาย ดังต่อไปนี้. บทว่า อนีติหํ ได้แก่
อันตรายทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นไปในสัมปรายภพ ท่าน
เรียกว่า จัญไร. ชื่อว่า อีติหํ เพราะพรหมจรรย์กำจัดจัญไร คือทำให้พินาศ
คือละ. บทว่า อนุ อีติทํ เป็น อนีติหํ คือ กำจัดจัญไร ได้แก่ศาสนพรหมจรรย์
และมรรคพรหมจรรย์. อีกอย่างหนึ่ง อุปกิเลสมีตัณหาเป็นต้น ชื่อว่า อีติหา
เพราะนำไป คือเป็นไปกับด้วยจัญไรทั้งหลาย อันหาประโยชน์มิได้. ชื่อว่า
อนีติหํ เพราะไม่มีจัญไร. หรือลัทธิของเดียรถีย์ ตามความที่ได้กล่าวมาแล้ว
ซึ่งว่า อีติหา พรหมจรรย์นี้ชื่อว่า อนีติห เพราะตรงกันข้ามกับลัทธิเดียรถีย์
นั้น. ปาฐะว่า อนิติหํ ดังนี้บ้าง. มีอธิบายว่า วิจิกิจฉา ชื่ออิติห เพราะ
มีความจัญไรในธรรมทั้งหลายไม่น้อย. พรหมจรรย์ชื่อว่า อนิติห เพราะไม่มี
ความสงสัย เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติตามคำสอน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศ
แล้ว เป็นผู้หมดสงสัย. อธิบายว่า พรหมจรรย์เป็นอปรปัจจัย (ไม่อาศัยสิ่งอื่น).
สมดังที่ท่านกล่าวว่า พระธรรมเป็นอตักกาวจร (ไม่มีวิตกกังวล) เพราะผู้รู้