พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 196 (เล่ม 45)

ธรรมเหล่านั้นเป็นเหตุให้เดือดร้อน จึงตรัสว่า บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนว่า
เราไม่ได้ทำกรรมดีดังนี้บ้าง ย่อมเตือนว่า เราทำแต่บาปดังนี้บ้าง ด้วยประการ
ฉะนี้.
อธิบายว่า เขาย่อมเดือดร้อน ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ย่อมเศร้า
โศกในภายหลัง ดังนี้.
ในคาถาทั้งหลายพึงทราบความดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ทุจริต เพราะ
ประพฤติน่าเกลียด หรือประพฤติความชั่วเพราะเน่าด้วยกิเลส. ประพฤติชั่ว
ทางกาย หรือประพฤติชั่วเป็นไปทางกาย ชื่อว่า กายทุจริต. แม้วจีทุจริต
มโนทุจริต ก็พึงเห็นอย่างนี้. อนึ่ง กายทุจริตเป็นต้นเหล่านี้ ท่านประสงค์
เอากรรมบถ. บทว่า ยญฺจญฺญํ โทสสณฺหิตํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
หมายถึง อกุศลกรรมอันไม่ถึงเป็นกรรมบถ. บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
และอกุศลกรรมอย่างอื่น ย่อมนับว่าเป็นกายกรรมเป็นต้น ไม่ได้โดยตรงเพราะ
ยังไม่ถึงความเป็นกรรมบถ ชื่อว่าประกอบด้วยโทษ เพราะเกี่ยวข้องกับกิเลส
มีราคะเป็นต้น กระทำอกุศลกรรมแม้นั้น.
บทว่า นิรยํ ได้แก่ทุคติแม้ทั้งหมดที่ได้ชื่อว่า นรก เพราะอรรถว่า
ไม่มีความยินดี หรือเพราะอรรถว่าไม่มีความพอใจ หรือนิรยทุกข์ในสุคติทั้ง
หมดเพราะห้ามสุข คือ ความเจริญ. พึงเห็นความในบทนี้อย่างนี้ว่า บุคคล
นั้น คือ บุคคลเช่นนั้นย่อมเข้าถึงเช่นนี้.
อนึ่ง ในสูตรนี้ ควรกล่าวถึงเรื่องของบุคคลเหล่านี้ คือ นันทโคฆาตกะ
สองพี่น้อง คนหนึ่งชื่อ นันทยักษ์ คนหนึ่งชื่อ นันทมาณพ โดยเป็นเหตุที่ให้
เดือดร้อน เพราะกายทุจริต.
เรื่องมีอยู่ว่า สองพี่น้องนั้นฆ่าแม่โคแล้วแบ่งเนื้อออกเป็นสองส่วน.
แต่นั้นคนน้องพูดกะคนพี่ว่า ฉันมีลูกมาก พี่จงให้ไส้ใหญ่เหล่าเหล่านี้แก่ฉันเถิด.

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 197 (เล่ม 45)

ทีนั้น พี่ชายพูดกะน้องชายนั้นว่า เนื้อทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองส่วนแล้ว เจ้าจะ
เอาอะไรอีกเล่า จึงตีน้องชายตาย. พี่ชายหันกลับดูน้องชายเห็นตายแล้ว เกิดเสีย
ใจว่าเราทำกรรมหนักนักเราฆ่าน้องชายโดยไม่ใช่เหตุเลย. พี่ชายเกิดความเดือด
ร้อนอย่างแรงกล้า. เขานึกถึงกรรมนั้นทั้งในที่ยืนทั้งในที่นั่ง ย่อมไม่ได้ความ
ผ่องใสใจเลย. แม้การกิน การดื่ม การเคี้ยวของเขาก็มิได้แผ่ความอร่อยไปใน
ร่างกายเลย ได้ปรากฏเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น. ลำดับนั้น พระเถระรูปหนึ่ง
ได้ถามเขาว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านซูบซีดเหลือเกินมีเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น
ท่านเป็นโรคอะไร หรือมีกรรมอะไรที่ทำให้ท่านเดือดร้อน. เขาได้สารภาพ
เรื่องราวทั้งหมด. ลำดับนั้น พระเถระกล่าวแก่เขาว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านทำ
กรรมผิดในที่ไม่น่าจะผิดไว้หนักมาก. ด้วยกรรมนั่นแลเขาตายไปเกิดในนรก.
เดือดร้อนเพราะวจีทุจริตควรกล่าวถึงเรื่อง สุปปพุทธสักกะ โกกาลิกะ
และนางจิญจมาณวิกาเป็นต้น. เดือดร้อนเพราะมโนทุจริต ควรกล่าวถึงเรื่อง
จุกกณะและวัสสัคคัญญะเป็นต้น.
จบอรรถกถาตปนียสูตรที่ ๓
๔. อตปนียสูตร
ว่าด้วยธรรม ๒ ประการไม่เป็นเหตุให้เดือดร้อน
[๒๐๙] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการนี้ ไม่เป็นเหตุให้เดือดร้อน
๒ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ได้ทำ
ความดีงามไว้ ทำกุศลไว้ ได้ทำบุญอันเป็นเครื่องต่อต้านความขาดกลัวไว้

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 198 (เล่ม 45)

ไม่ได้ทำบาป ไม่ได้ทำอกุศลกรรมอันหยาบช้า ไม่ได้ทำอกุศลกรรมอันกล้า
แข็ง บุคคลนั้นย่อมไม่เดือดร้อนว่า เราได้ทำกรรมอันดีงามดังนี้บ้าง ย่อมไม่
เดือดร้อนว่า เราไม่ได้ทำบาปดังนี้บ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการ
นี้แล ไม่เป็นเหตุให้เดือนร้อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลผู้มีปัญญา ละกายทุจริต วจี-
ทุจริต มโนทุจริต และไม่กระทำอกุศล-
กรรมอย่างอื่นใด อันประกอบด้วยโทษ
กระทำแต่กุศลกรรมเป็นอันมาก เมื่อตาย
ไปย่อมเข้าถึงสวรรค์.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบอตปนียสูตรที่ ๔
ในอรรถกถาอตปนียสูตรที่ ๔ พึงทราบเนื้อความโดยตรงกันข้ามกับ
ที่กล่าวแล้วในอรรถกถาตปนียสูตรที่ ๓.

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 199 (เล่ม 45)

๕. ปฐมสีลสูตร
ว่าด้วยศีลและทิฏฐิอันลามก
[๒๑๐] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ อัน
กรรมของตนซัดไปในนรก เหมือนถูกนำมาทิ้งลงฉะนั้น ธรรม ๒ ประการ
เป็นไฉน คือ ศีลอันลามก ๑ ทิฏฐิอันลามก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล อันกรรมของตนซัดไปในนรก เหมือน
ถูกนำมาทิ้งลงฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
นรชนใดผู้มีปัญญาทราม ประกอบ
ด้วยธรรม ๒ ประการนี้ คือ ศีลอันลามก ๑
ทิฏฐิอันลามก ๑ นรชนนั้นเมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงนรก.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบปฐมสีลสูตรที่ ๕

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 200 (เล่ม 45)

อรรถกถาปฐมสีลสูตร
ในปฐมสีลสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปาปเกน สีเลน ความว่า อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ความไม่สำรวม
อันทำให้ศีลขาด ชื่อว่า ศีลลามก. ในบทนั้น ผิว่า ความไม่สำรวมเป็นศีล
เหมือนกันไซร้ เพราะความเป็นผู้ทุศีล ศีลนั้น จะเรียกว่า ศีลอย่างไร.
ในบทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวสิ่งที่ไม่เห็นในโลกว่าเห็น หรือผู้
ไม่มีศีลว่า เป็นผู้มีศีลดังนี้ฉันใด แม้ในข้อนี้ท่านก็เรียกไม่มีศีลก็ดี ไม่สำรวม
ก็ดี ว่า ศีลฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เรียกชื่อว่าศีลมีอยู่แม้ในอกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะ
บาลีว่า ดูก่อนคฤหบดี ก็ศีลเป็นอกุศล กายกรรมเป็นอกุศล วจีกรรมเป็นอกุศล
อาชีวะเป็นอกุศล เป็นไฉนดังนี้ เพราะฉะนั้น ความประพฤติชอบทั้งหมดเป็น
ปกติ เหมือนสำเร็จตามสภาพ ด้วยความคุ้นเคย ท่านก็เรียกว่าศีล. บทว่า
ปาปเกน สีเลน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงอกุศลอันลามก เพราะ
อรรถว่าไม่เป็นความฉลาดเลย. บทว่า ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา ได้แก่ มิจฉา-
ทิฏฐิทั้งหมดอันลามก. แต่โดยความพิเศษ ทิฏฐิ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ อเหตุกทิฏฐิ
(ความเห็นว่าหาเหตุมิได้) ๑ อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ) ๑
นัตถิกทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มี) ๑ ลามกกว่า. ในบทนั้น บุคคลผู้ประกอบด้วย
ศีลอันลามกเป็นผู้วิบัติด้วยปโยคะ (ความขวนขวายชอบ) บุคคลผู้ประกอบ
ทิฏฐิอันลามก เป็นผู้วิบัติด้วยอาสยะ (อัธยาศัย) บุคคลผู้วิบัติด้วยปโยคะและ
อาสยะเป็นผู้ตกนรกโดยแท้. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล อันกรรมของตนซัดไป
ในนรกเหมือนถูกนำมาทิ้งลงฉะนั้น.

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 201 (เล่ม 45)

ในบทว่า ทฺวีหุ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต นี้พึงเห็นเป็นคำแสดงถึง
ลักษณะ มิใช่แสดงถึงแบบแผน. เหมือนอย่างว่า ผิว่าในโลก ความเจ็บป่วย
ทั้งหลายจะพึงมีแก่เราไซร้ ควรให้ยาชนิดนี้ แก่ผู้เจ็บป่วยเหล่านี้ ดังนี้. ใน
ฐานะเช่นนี้ แม้เหล่าอื่นก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บทว่า ทุปฺปญฺโญ คือ ไม่มีปัญญา
จบปฐมสีลสูตรที่ ๕
๖. ทุติยสีลสูตร
ว่าด้วยศีลและทิฏฐิดี
[๒๑๑] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ อัน
กรรมของตนนำมาไว้ในสวรรค์ เหมือนเชิญมาไว้ฉะนั้น ธรรม ๒ ประการ
เป็นไฉน คือ ศีลดี ๑ ทิฏฐิดี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๒ ประการนี้แล อันกรรมของตนนำมาไว้ในสวรรค์ เหมือนเชิญมาไว้
ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
นรชนใดผู้มีปัญญา ประกอบด้วย
ธรรม ๒ ประการนี้ คือ ศีลดี ๑ ทิฏฐิดี ๑
นรชนนั้น เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบทุติยสีลสูตรที่ ๖

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 202 (เล่ม 45)

อรรถกถาทุติยสีลสูตร
ในทุติยสีลสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภทฺทเกน สีเลน ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ มีกายสุจริตเป็นต้น.
จริงอยู่ ปาริสุทธิศีล ๔ นั้น เป็นความงามในตัวเอง เพราะไม่ต่างเป็นต้น
และนำมาซึ่งคุณอันงามมีสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ภทฺทกํ (เจริญ). บทว่า ภทฺทิกาย ทิฏฐิยา ได้แก่กัมมัสสกตญาณ
(ความรู้ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตน) และสัมมาทิฏฐิอันเป็นกรรมบถ.
ในบทนั้น บุคคลผู้ประกอบด้วยศีลอันเจริญ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปโยคะ
ประกอบด้วยทิฏฐิอันเจริญ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาสยะ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย
ปโยคะและอาสยะ เป็นผู้เข้าถึงสวรรค์ ด้วยประการฉะนี้. สมดังที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบธรรมสองอย่าง
เหล่านี้แล เป็นผู้อันกรรมของตนนำมาไว้ในสวรรค์ เหมือนเชิญมาไว้ฉะนั้น.
บทว่า สปฺปญฺโญ คือ มีปัญญา. บทที่เหลือพึงรู้ได้ง่ายทั้งนั้น .
จบอรรถกถาทุติยสีลสูตรที่ ๖
๗. อาตาปีสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้มีความเพียรบรรลุธรรมเกษม
[๒๑๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 203 (เล่ม 45)

มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ ไม่
ควรเพื่อจะตรัสรู้ ไม่ควรเพื่อนิพพาน ไม่ควรเพื่อจะบรรลุธรรมอันเป็นแดน
เกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความเพียร ผู้มีโอตตัปปะ
ควรเพื่อจะตรัสรู้ ควรเพื่อนิพพาน ควรเพื่อจะบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจาก
โยคะชั้นเยี่ยม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ภิกษุใดไม่มีความเพียร ไม่มีโอต-
ตัปปะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลว มาก
ไปด้วยถีนมิทธะ ไม่มีหิริ ไม่เอื้อเฟื้อ
ภิกษุเช่นนั้น ไม่ควรเพื่อจะบรรลุญาณ
เป็นเครื่องตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ส่วนภิกษุใด
มีสติ มีปัญญาเครื่องรักษาตน มีฌาน
มีความเพียร มีโอตตัปปะ ไม่ประมาท
ตัดกิเลสชาติ เครื่องประกอบสัตว์ไว้ด้วย
ชาติและชราขาดแล้ว พึงบรรลุญาณเป็น
เครื่องตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ในอัตภาพนี้แล.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบอาตาปีสูตรที่ ๗

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 204 (เล่ม 45)

อรรถกถาอาตาปีสูตร
ในอาตาปีสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนาตาปี ได้แก่ ความเพียรชื่ออาตาปะ เพราะอรรถว่า
เผากิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่า อาตาปี เพราะมีความเพียร. ชื่อว่า อนาตาปี
เพราะไม่มีความเพียร. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้เกียจคร้านเว้นจากสัมมัปปธาน
(ความเพียรชอบ). ความหวาดสะดุ้งต่อบาป ท่านเรียกว่า โอตตัปปะ. ชื่อว่า
โอตตัปปี เพราะมีความหวาดสะดุ้ง. ชื่อว่า อโนตตัปปี เพราะไม่มีความ
หวาดสะดุ้ง ได้แก่ เว้นจากความหวาดสะดุ้ง. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มี
ความเพียรเป็นปฏิปักษ์ต่อความเพียร ได้แก่ความเกียจคร้าน. ชื่อว่า อนาตาปี
เพราะไม่มีความเพียร. ความไม่หวาดสะดุ้งใดที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บุคคล
ย่อมไม่หวาดสะดุ้งต่อสิ่งที่ควรหวาดสะดุ้ง คือไม่หวาดสะดุ้ง เพราะเข้าถึง
อกุศลธรรมอันลามก ความไม่หวาดสะดุ้งนั้น ชื่อว่า อโนตตาปะ (ไม่มีความ
หวาดสะดุ้ง). ชื่อว่า อโนตตาปี เพราะไม่มีความหวาดสะดุ้ง. พึงทราบ
ความในสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อภพฺโพ แปลว่า ไม่ควร. บทว่า สมฺโพธาย คือ เพื่อ
อริยมรรค. บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่ เพื่ออมตมหานิพพานอันสงบกิเลสได้
โดยสิ้นเชิง. บทว่า อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส ได้แก่อรหัตผล. จริงอยู่
อรหัตผลนั้นชื่อว่า เป็นอนุตระ (ชั้นเยี่ยม) เพราะไม่มีสิ่งที่ยิ่งกว่า ชื่อว่า
เขมะ (เป็นแดนเกษม) เพราะไม่ถูกโยคะ ๔ เบียดเบียน ท่านจึงกล่าวว่า
นิพพาน และว่าเป็นแดนเกษมจากโยคะ. บทว่า อธิคมาย ได้แก่ เพื่อบรรลุ.

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 205 (เล่ม 45)

บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร. จริงอยู่ ผู้มีความเพียรนั้น
เป็นผู้ประกอบด้วยวิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) ดังที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
ผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้น มีกำลังใจ
มีความเพียรมั่น ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย. ชื่อว่า อาตาปี เพราะ
มีปกติเผากิเลสได้โดยสิ้นเชิง. บทว่า โอตฺตปฺปี ได้แก่ ชื่อว่ามีปกติเผา
กิเลส เพราะประกอบด้วยโอตตัปปะ ดังที่ท่านกล่าวไว้อยู่นี้ว่า บุคคลย่อม
เผาสิ่งที่ควรเผา คือ เผาความเกิดแห่งอกุศลธรรมอันลามก ดังนี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า โอตตัปปี. จริงอยู่ ผู้ที่ประกอบด้วยหิริ และโอตตัปปะ เพราะเว้น
จากอกุศลธรรมอันลามกนั้น ท่านว่าเป็นผู้มีโอตตัปปะ ด้วยประการฉะนี้. ผู้
ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ เป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย
เป็นผู้ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย. ท่านแสดงถึงสีลสัมปทาของผู้นั้น ด้วย
ประการฉะนี้. บทว่า อาตาปี ท่านแสดงถึงความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ขวนขวาย
ในสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา โดยแสดงถึงการเผากิเลสโดยนัยนี้. อนึ่ง
ความเพียรตามที่กล่าวแล้ว เว้นเสียจาก ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา จะมี
ไม่ได้ เพราะเหตุนั้น อินทรีย์อันมีศรัทธาครบ ๕ ทำวิมุตติให้แก่กล้า เป็นอัน
ท่านกล่าวโดยอรรถเท่านั้น. ในความสำเร็จเหล่านั้น สัญญาอันเป็นนิพเพธภาคี
(ส่วนแห่งการตรัสรู้) ๖ อย่าง คือ สัญญาในสิ่งไม่เทียงว่าไม่เที่ยง ๑ สัญญา
ในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ ๑ สัญญาในทุกข์ว่าเป็นอนัตตา ๑ สัญญาในการละ
ทุกข์ ๑ สัญญาในความสิ้นกำหนัด ๑ สัญญาในนิโรธ ๑ เป็นความสำเร็จ
นั่นเอง
พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงถึงความเป็นผู้ควร เพื่อบรรลุมรรค ผล
นิพพาน เพราะศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นโลกิยะของผู้ประกอบด้วยธรรม
สองเหล่านี้สำเร็จ จึงตรัสว่า อาตาปี จ โข ฯเปฯ อธิคมาย ภิกษุผู้มี

205